รับมือประเด็น ‘สังคม-การเมือง-ทุจริต’

  • ประเด็นเหล่านี้หยั่งรากลึกแล้วในวัฒนธรรมไทย?
  • System Analyst และทีมพัฒนาระบบฯ ไม่ใช่ NGO แต่จำเป็นต้องเล่นการเมืองให้เป็น หรือรู้จัก ‘ตามน้ำ’ เป็น
  • เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมโครงการนี้ต้องจ้างเจ้านี้? ทำไมต้องซื้อฮาร์ดแวร์ก่อนออกแบบระบบ? คนเขียน TOR คือใคร? ทำไมต้องระบุสเป๊กแบบนี้? ทำไมต้องใช้ซอฟต์แวร์ยี่ห้อนี้..ใครเลือก? ทำไมโครงการเน่าๆ ถึงส่งมอบและตรวจรับผ่าน? ทำไมโครงการแค่นี้งบฯ ขนาดนี้? ทำไมวันแรกที่เวนเดอร์มาหาเรามันถึงดูดีนักมีทั้งนักวิชาการเก่งๆ ฝรั่งๆ ทรงภูมิ ผู้บริหารมาเอง แต่พอเริ่มทำงานมันส่งแต่เด็กๆ ที่ทำงานไม่ค่อยเป็นมา? ทำไมโครงการนี้ต้องใช้วิธีจัดซื้อ/จัดจ้างพิเศษ? ทำไมดูที่ปรึกษา กรรมการตรวจรับงาน เวนเดอร์ ดูมันเหมือนจะสนิทกันดีจัง? ทำไมเมื่ออาทิตย์ก่อนลูกค้าโวยวายระบบมีปัญหา แต่อาทิตย์นี้ลูกค้าเงียบกริบแถมชมเวนเดอร์ ทั้งที่ระบบยังมีปัญหาเหมือนเดิม? ทำไมเวนเดอร์มาทีไรต้องหอบกระเช้ามาให้บ่อยจัง? ทำไม? ๆๆๆๆๆๆ

เราไม่สามารถมองข้ามประเด็นเหล่านี้ไปได้ โดยเฉพาะไม่ควรมองโลกในแง่ดีเกินไป คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริงในโลกหรือในองค์กรของตน หรือคงไม่เกิดขึ้นในโครงการที่กำลังจะทำหรือทำอยู่

หลายองค์กรสิ่งเหล่านี้อาจฝังรากลึกกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรหรือประเพณีปฏิบัติไปแล้ว พนักงานหรือเจ้าหน้าที่เองอาจคุ้นเคยเสียจนลืมไปว่าความถูกผิดนั้นควรแยกแยะอย่างไร อะไรคือความถูกต้องและอะไรคือความไม่ถูกต้อง

เช่น หัวหน้าฝ่ายบัญชีกับหัวหน้าฝ่ายการเงินไม่ถูกกัน มันส่งผลถึงการจัดรูปแบบการประชุม ส่งผลถึง system integration ระหว่างระบบบัญชีกับระบบการเงิน ส่งผลถึงการทำเอกสาร ส่งผลถึงการจูน performance ในทาง software architecture มีคำที่เรียกว่า ‘high-bandwidth communication’ กับ ‘low-bandwidth communication’ หากมีประเด็นการเมืองและทุจริตในโครงการก็เข้าข่าย ‘low-bandwidth communication’ เพราะคุยกันมากไม่ได้ เปิดเผยมากไม่ได้ ฯลฯ

สำหรับการเข้าใจสังคมจะช่วยให้เราเข้าใจปัจจัยอื่นๆ ในบริบทได้ง่ายขึ้น เช่น การศึกษา วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาด พฤติกรรม การสื่อสาร ฯลฯ ดังนั้นการเก็บความต้องการจึงต้องเข้าใจสังคมของลูกค้าด้วยว่าเขาเป็นอย่างไรกัน จะได้ช่วยให้บูรณาการปัจจัยต่างๆ ข้างต้นแล้วเข้าใจภาพรวม ซึ่งจะได้ทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เป็นทริกสำคัญที่ไม่ใช่เรื่องไอทีเลย การระบุประเด็นสำคัญด้านสังคม, การเมือง และทุจริต ควรระบุตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นโครงการ หรือก่อนจะเริ่ม kick off โครงการเลยได้ยิ่งดี ในโครงการขนาดใหญ่ถือเป็นภารกิจส่วนหนึ่งของการ ‘ประเมินองค์กร (ลูกค้า) ก่อนเริ่มโครงการ’ (organizational status assessment) เลยทีเดียว บริษัทไอทีรายใหญ่ที่เข้าประมูลงานบ่อยๆ เก่งนักล่ะ

ในงานด้าน software architecture และ enterprise architecture ในโครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องทำเอกสาร ‘communication plan’ โดย architect ต้องออกแบบและวางแผนการสื่อสาร (design and plan communication) โดยระบุว่าใครเป็นใครในโครงการ กิจกรรมอะไร ประชุมอะไร ต้องติดต่อใคร เชิญใครเข้าร่วม สามารถสื่อสารกับเขาด้วยวิธีใดได้บ้าง ระดับความจำเป็นเร่งด่วนมีกี่ระดับ แต่ละระดับใช้การสื่อสารวิธีใด มีใครทำตัวต่อต้านหรือทำตัวมีปัญหาบ้าง จะต้องล็อบบี้เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่เขาอย่างไร จะโน้มน้าวเขาอย่างไร เป็นต้น แล้วอธิบายให้ทีมงานทุกคนเข้าใจ ฝึกซ้อมกันให้เคลียร์ ไม่สื่อสารทะเล่อทะล่า ยิ่งในโครงการที่ซีเรียสมากๆ อาจต้องใช้ที่ปรึกษาด้านกฏหมายเข้ามาช่วยดูเรื่องภาษาที่จะใช้ เอกสารที่ทำ ขั้นตอนการทำงาน เป็นต้น เพราะหากโครงการจบไม่สวย มีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น…เราต้องได้เปรียบ (‘เรา’ คือใคร? คิดเอาเองนะครับ)

ประเด็นด้านสังคมที่ควรระบุ เช่น

  • โครงสร้างองค์กร, หน่วยงานที่เราจะเข้าไปร่วมงาน (เก็บความต้องการ) หรือหน่วยงานของ stakeholder ในโครงการนี้อยู่ตรงไหนบ้างในผังองค์กร ใครอยู่ใกล้ใคร ใครอยู่ใต้ใคร ใครอยู่เหนือใคร เพื่อใช้ในประโยชน์ เช่น วิเคราะห์การสื่อสารภายในของเขา โครงสร้างการบริหาร เป็นต้น เช่น หากเจ้าของโครงการคือหน่วยงานสายขวา ขณะที่หน่วยงานที่ต้องให้ความร่วมมือส่วนใหญ่กลับอยู่หน่วยงานสายซ้ายและหน่วยงานสำคัญดันอยู่สูงกว่าหน่วยงานเจ้าของโครงการ… เพียงแค่นี้ก็อาจเกิดปัญหาในการประสานงานกันได้แล้ว
  • การสื่อสาร, เมื่อทราบว่าโครงการนี้ใครเป็น stakeholder และเขาอยู่ในหน่วยงานไหนบ้าง ก็ไปเก็บข้อมูลว่าบุคลากรและหน่วยงานเหล่านี้เขาสื่อสารกันอย่างไร เรื่องไหนสื่อสารกันอย่างไร (topic=เรื่องอะไร, channel=ช่องทางการสื่อสาร, method=วิธีการสื่อสาร) เมื่อเข้าใจว่าภายในเขามีใครบ้าง และสื่อสารกันอย่างไร เราก็มาวางแผนการสื่อสาร (communication plan) เพื่อให้ทีมเรา (รวมถึงบทบาทอื่นด้วย เช่น architect, tester, programmer) ที่ต้องเข้าไปหาลูกค้าในกรณีจำเป็น จะได้ทราบว่าจะสื่อสารอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด เช่น จะคุยเรื่องคุณภาพระบบ ควรคุยกับใคร จะจัดประชุมอย่างไร จะใช้ช่องทางไหน ควรใช้เอกสารอะไร เป็นต้น การออกแบบและบริหารการสื่อสารทั้งฝั่งเราเอง และการทำงานร่วมกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก เพราะการสื่อสารที่ดี ย่อมช่วยให้การทำงานคล่องตัวและกระชับ (agility)
  • วัฒนธรรมองค์กร, แต่ละสังคมมักมีวัฒนธรรมในแบบเฉพาะของตนเอง อาจมีคล้ายหรือต่างกันบ้าง เช่น ไปดูว่าลูกค้ามีวัฒนธรรมแบบราชการ หรือแบบเอกชน หรือแบบต่างชาติ (ต้องเจาะไปอีกว่าชาติไหน เพราะแต่ชาติก็แตกต่างกันไปอีก) หรือดูว่า stakeholder ที่ต้องเข้าไปร่วมงานด้วยมีทัศนคติแบบอนุรักษ์นิยมหรือไม่ หรือเป็นพวกหัวสมัยใหม่สุดโต่ง เป็นต้น มีนิสัยชอบร่วมรับผิดชอบหรือชอบปัดความรับผิดชอบ เป็นพวกบ้างานหรือทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เป็นองค์กรที่มีผู้นำที่ดีหรือไม่ได้เรื่อง ชอบยึดติดกับสัญญา, กฎหมาย, กฎระเบียบเคร่งครัด หรือสามารถประนีประนอมได้ เป็นต้น ให้นึกถึงสุภาษิตไทย ‘เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม’ ต้องปรับตัวให้กลมกลืนกับเขา จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และจงอย่างมีทัศนคติว่า ลูกค้าโง่-เราโคตรเก่ง (ไอที) เด็ดขาด และการเข้าใจวัฒนธรรมภายในของลูกค้า ยังช่วยให้เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ด้านการเมือง ความขัดแย้ง ทุจริต และอีกมากมายต่อไปได้อีก รวมถึงการปรับปรุงโมเดลธุรกิจของเราให้เหมาะสมกับลูกค้า
  • เป็นต้น

ส่วนปัญหาการเมืองเองก็มีหลายระดับและหลายมิติ มีตั้งแต่การเมืองภายในองค์กร ระหว่างองค์กร หรือแม้แต่การถูกแทรกแซงโดยอำนาจหรือนโยบายทางการเมืองไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ นอกจากนี้ปัญหาการเมืองอาจนำมาซึ่งการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะที่พบกันโดยส่วนใหญ่ในการจัดซื้อ / จัดจ้าง การขอใบผ่านงาน การขอความร่วมมือ ไปจนถึงการซื้อตัวคณะกรรมการตรวจรับงาน

ตัวอย่างการเมืองภายใน เช่น

  • คนภายในทีมเดียวกันไม่ถูกกัน
  • แผนกหรือหน่วยงานภายในองค์กรเดียวกันไม่ถูกกัน
  • อิทธิพลหรืออำนาจ หรืออาจเรียกให้ดูไพเราะว่า ‘การให้ความเกรงใจเป็นพิเศษ สำหรับบางแผนกหรือหน่วยงานภายในองค์กร
  • ผู้บริหารที่ไม่มีความเป็นกลาง เลือกที่ชอบมักที่ชัง ไม่เสมอภาคกับทุกแผนกหรือหน่วยงานภายในองค์กร เช่น หลายองค์กรผู้บริหารชอบให้ความสำคัญกับหน่วยงานที่ทำรายได้เข้าองค์กร
  • ในองค์กรแบ่งเป็นก๊กๆ มีเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน

ตัวอย่างการเมืองระหว่างองค์กร เช่น

  • องค์กรมีสายสัมพันธ์กับผู้ค้า (vendor) หรือผู้ให้บริการบางรายเป็นพิเศษ
  • ผู้ค้าหรือผู้ให้บริการรายใหญ่ ๆ มักมีการแบ่งทีมเพื่อ ‘ดูแล’ ลูกค้าแต่ละกลุ่มเป็นพิเศษ และพร้อมเสนอเงื่อนไขพิเศษ ๆ ให้เพื่อให้ช่วยอำนวยความสะดวกในการเสนองาน หรือยื่นซองประมูลงาน หรือที่มักคุ้นเคยกับคำว่า ‘ล็อกสเป๊ก’
  • องค์กรขนาดใหญ่ที่มีบริษัทลูก ๆ ในเครือ อาจมีการบริหารงานที่ไม่เสมอภาค
  • ธนาคารสีนั้นเริ่มทำ enterprise architecture แล้ว ธนาคารเราต้องทำบ้าง…
  • การนำอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ฯลฯ มาเป็นหุ่นช่วย เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ในการรับงาน หรือว่าจ้าง
  • หากบริษัทไอทีมีบุคลากรไม่พอหรือไม่ตรงตามข้อกำหนดใน TOR  มักนิยมหาคนรู้จักที่เก่งๆ  ขอ Profile มาแปะใน proposal เพื่อยื่นซองประมูล มักนำชื่อหรือกระทั่งนำตัวนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยดังๆ มาร่วม ‘เข้า’ งาน แต่อาจไม่ได้ให้ช่วยทำงาน
  • การ ‘เข้า’ งานโครงการขนาดใหญ่ มักมีโต้โผรายใหญ่ออกหน้า ทำหน้าที่ประมูลงาน โดย sub-contract งานต่อๆ ไปอาจารย์นักวิชาการเป็นที่ปรึกษา เพราะสังคมไทยให้เกียรติและเกรงใจคนเป็นครูบาอาจารย์, ให้บริษัทขายฮาร์ดแวร์ได้ขายฮาร์ดแวร์ (กำไรส่วนนี้เยอะมาก จึงไม่แปลกที่นิยมซื้อฮาร์ดแวร์กันตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นโครงการ), ให้บริษัทซอฟต์แวร์เอาส่วนพัฒนาระบบไปทำ แล้วบริษัทเหล่านี้ก็มัก sub-contract งานต่อทอดกันไปเรื่อยๆ ได้อีก, เวนเดอร์แบรนด์เนมชื่อดังทำหน้าที่เป็นผู้ทรงภูมิช่วยเสริมบารมี และได้ประโยชน์จากการขายไลเซ่นส์ซอฟต์แวร์ ส่วนโต้โผทำหน้าที่บริหารโครงการภาพรวม วิ่งเต้นล็อบบี้ จ่ายใต้โต๊ะเวลาใครไม่พอใจอะไร ปกติ มักกันเงินส่วนหนึ่งเอาไว้แล้ว เพื่อใช้ในการนี้โดยเฉพาะ เช่น ใช้จ่ายใต้โต๊ะตอนประมูลงาน ใช้เลี้ยงดูลูกค้า พาไปกิน พาไปเที่ยว ออกค่าจัดอบรมให้ทั้งภายในและภายนอกสถานที่ ใช้อุดปากอุดปัญหาเวลางานสะดุดมีปัญหา ซึ่งอาจเกิดจากไม่สามารถส่งมอบได้ทันเวลา ไม่สามารถพัฒนาโมดูลบางตัวได้ตามข้อกำหนด ระบบทำงานมีปัญหาจนผู้ใช้โวยวาย

ตัวอย่างการถูกนโยบายหรืออำนาจทางการเมืองแทรกแซง เช่น

  • ผู้ค้าหรือผู้ให้บริการรายใหญ่มีสายสัมพันธ์พิเศษหรือมีการเอื้อประโยชน์กันกับผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจทางการเมืองการปกครอง จนอาจถึงการล็อบบี้หรือวิ่งเต้นเพื่อให้ช่วยกำหนดนโยบายเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางธุรกิจของตน
  • ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจทางการเมืองการปกครอง รวมถึงฝ่ายภาครัฐ มีการถือหุ้นในบริษัทเอกชน หรือ ตั้งบริษัทมารับงานบริษัทที่ทำงานอยู่เสียเอง
  • การเมืองส่งคนตนมาเป็นผู้บริหาร หรือเข้ามาแทรกแซงภายในองค์กร
  • ทหาร ตำรวจ ที่มีอิทธิพลเข้ามานั่งในบอร์ดบริหาร หรือช่วยวิ่งเต้นล็อบบี้โครงการหรือประมูลงาน
  • บริษัทไอทีขนาดใหญ่มักมีเส้นสาย กับทหาร ตำรวจ นักการเมือง เพื่อให้ช่วย ‘อำนวยความสะดวก’

จริง ๆ แล้วเพียงแค่เรามีความรู้สึกไม่พอใจเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งและไม่อยากให้ความร่วมมือหรือพูดคุยกับเขา เพียงเท่านี้ก็เข้าข่ายประเด็นการเมืองได้แล้ว เพราะเป็นประเด็นทางด้านสังคมและการเมือง เพราะการเมืองการปกครองมีพื้นฐานและสัมพันธ์กับสังคมศาสตร์เสมอ

ดังนั้นหากเราจะบอกว่าในทีมหรือในองค์กรไม่มีปัญหาการเมือง ไม่มีทุจริตคอร์รัปชั่น คงเป็นไปได้ยาก เพียงแต่จะมีมากมีน้อย หนักหรือเบาเท่านั้น และไม่ควรมองโลกในแง่ดีเกินไปเพราะนักเทคโนโลยีส่วนมากมักมองข้ามและไม่ใส่ใจในประเด็นนี้ แต่จะพบว่าประเด็นเหล่านี้คือตัวการสำคัญในการบั่นทอนขวัญและกำลังใจในการทำงานมากทีเดียว และเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่นักเทคโนโลยีหรือทีมพัฒนาฯ ต้องถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมในสังคกรรมที่ไม่ได้เต็มใจด้วยเลย หลายงานไม่สามารถรุดหน้าได้ตามแผน หลายงานเป็นโครงการใหญ่แต่ได้งบส่วนพัฒนาฯ น้อยจนน่าแปลกใจ หลายงานรู้ทั้งรู้ว่าทำไม่สำเร็จหรือทำไม่ได้แน่ ๆ แต่ก็ต้องถูกบังคับให้ทำ ๆ ไป เสร็จไม่เสร็จได้ไม่ได้ไม่เป็นไร หลายงานมีการจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ราคาสูงลิบลิ่วทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ขนาดนั้น ฯลฯ

System Analyst และทีมพัฒนาฯ ไม่ได้มีหน้าที่ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ และไม่ต้องทำตัวเป็น NGO ก่อม็อบจัดประท้วงแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่หน้าที่ของ System Analyst และทีมพัฒนาฯ ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ต้องพยายามมองหาประเด็นเหล่านี้ให้ได้ว่ามีหรือไม่ ทั้งในโครงการที่กำลังจะทำหรือกำลังทำอยู่

การมองหาประเด็นการเมืองและทุจริตคอร์รัปชั่นว่ามีในโครงการหรือไม่ ต้องอาศัยการสังเกตและวิเคราะห์อย่างมาก และต้องใช้จิตวิทยาและการสื่อสารพอสมควรเลยทีเดียว ที่สำคัญต้องอาศัยประสบการณ์บวกความกล้าหาญมากเช่นกัน เช่น

  • สืบว่าใครเป็นคนเขียน TOR
  • ลูกค้ามักว่าจ้างกับ หรือจัดซื้อจากผู้ค้าหรือผู้ให้บริการเจ้าใดบ่อย ๆ บ้าง
  • ผู้ที่ชนะการเปิดซองประมูลเสนอราคาเท่าไร และสืบราคากลางว่ามีความใกล้เคียงกันมากแค่ไหน ถ้าใกล้กันมากเช่นห่างกันไม่กี่ร้อยบาท ไม่กี่พันบาท ก็ตั้งสมมติฐานได้เลยว่ามีความน่าจะเป็นสูง
  • วิเคราะห์พฤติกรรมของฝ่ายจัดซื้อ / จัดจ้าง ในฝ่ายนั้นมีใครมีอำนาจ มีอาวุโส มีอิทธิพล หรือเป็นที่เกรงใจเป็นพิเศษหรือไม่
  • งานที่กำลังทำอยู่ได้ sub contract มาจากบริษัทใดหรือไม่ หากมี บริษัทนั้นรับงานมาได้อย่างไร
  • วิเคราะห์นามสกุล ประวัติการศึกษา การทำงาน และประวัติบุคคลต่าง ๆ และเชื่อมโยงที่มาที่ไป และเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น ๆ ที่น่าสงสัย

เรื่อยไปจนถึงขั้นใช้เทคนิคที่คุ้นเคยกันดี เช่น

  • หากสงสัยใครก็พาไปทานข้าว หากเป็นผู้ชายก็อาจพาไปเที่ยวกลางคืน ร้องคาราโอเกะ พาไปยังสถานที่ที่มีบรรยากาศที่เขาชอบ สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายเป็นกันเอง แล้ว…หลอกถาม จะถามตรง ๆ หรืออ้อม ๆ อันนี้ขึ้นกับสถานการณ์และปัจจัยหลายอย่าง นอกจากนี้อาจชวนคุยอ้อม ๆ ในระหว่างประชุม หรือพักการประชุม เช่น ช่วงทานของว่าง ทานอาหาร เข้าห้องน้ำ
  • มอบสินน้ำใจให้ จะให้มากให้น้อย ก็ขึ้นกับสถานการณ์และปัจจัยหลายอย่างเช่นกัน ที่สำคัญต้องดูคนที่เราต้องการข้อมูลจากเขาด้วย เพราะคนดี ๆ ที่ไม่ชอบรับน้ำใจในรูปแบบนี้ก็มีอยู่มากเช่นกัน แต่จุดประสงค์คือเป็นการสร้างมิตรสัมพันธ์ที่ดีและเป็นการสร้าง ‘บุญคุณ’ ให้กัน เผื่อวันหลังอาจต้องการสืบข้อมูลจากเขา
  • นอกจานี้ยังมีเทคนิคอีกมากมาย ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์เป็นอย่างมาก แต่ที่ผมมักใช้บ่อย ๆ เวลาไปคุยเพื่อตัดสินใจว่าจะร่วมยื่นซองประมูลหรือสนใจอยากรับงานหรือไม่คือ ถามตรง ๆ เลยครับ โดยผมมักถามทางลูกค้า (แต่ต้องเลือกคนถามดี ๆ นะครับ) ว่า “งานนี้มี something special มั้ยครับ” พร้อมทำมือเหมือนขยับธนบัตร (นิ้วชี้และนิ้วโป้งถูกันไปมา) เพื่อสื่อว่าในงานนี้มีเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ประมาณต้องมีการจ่าย ‘ใต้โต๊ะ’ ไหม และตามด้วยอีกคำถามว่า “มีบริษัทอื่นที่สนิมสนมกับที่นี่ดีเข้ามาร่วมยื่นซองไหมครับ” หากผู้ฟังทำหน้างง ๆ หรือไม่แน่ใจในคำถามผมก็จะถามแบบตรง ๆ ไปเลยว่า “อาจมีฮั้วมั้ยครับงานนี้” คือสไตล์และลักษณะงานของผมจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานที่มีทุจริตคอร์รัปชั่นเลย แต่ก็มีบ้างในบางงานที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวในลักษณะตกกระไดพลอยโจน เช่นรับงานที่ถูก outsource มาอีกที

ดังนั้น System Analyst และทีมพัฒนาฯ จะทำเป็นมองไม่เห็นและไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ไปไม่ได้เด็ดขาด นั่นหมายความว่า ‘จะต้องเล่นการเมืองเป็น’ หรือเรียกให้ง่ายขึ้นว่า ‘ตามน้ำให้เป็น’ และอย่าลืมว่า คุณไม่ใช่ NGO! หรือนักประท้วง หากอยากแก้ปัญหาควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารหรืออาจทำเรื่องแจ้งขึ้นไปก็ได้ การเล่นการเมืองให้เป็นต้องรู้จักอ่อน (อ่อนน้อม มีมารยาท) และรู้จักแข็ง (กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และกล้าทำ) ต้องมีภาวะผู้นำที่ดี เฉลียวฉลาด ว่องไว และรู้จักวางตัว บุคคลลักษณะนี้คือผู้ที่สามารถอยู่กับใครก็ได้ ปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นและสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ง่าย ปัจจัยสำคัญตามปรัชญาเซ็นและทางพุทธศาสนาคือ จงอย่าฝืนให้ผู้อื่นและสิ่งรอบกายปรับตัวเข้าหาตนเอง แต่จงเข้าใจในตัวตน ผู้อื่นและสิ่งรอบตัว แล้วปรับตนเองให้เข้ากัน เพราะการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมจำเป็นต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสังคม แทนที่จะให้สังคมปรับตัวเข้ามาตัวเอง ประเด็นการเมืองและทุจริตคอร์รัปชั่นก็เช่นเดียวกัน บางครั้งอาจต้องยอม ‘ตามน้ำ’ บ้าง เพราะบางสถานการณ์เราอาจไม่สามารถฝืนได้ ดังนั้นคนที่มีทัศนคติแบบเถรตรง ทิฐิสูง ยึดหลักเหตุผลเป็นสำคัญหรืออาจดูมากเกินไป จึงไม่เหมาะสมที่จะรับมือกับประเด็นเหล่านี้ได้ การเลือกทีมงานจึงมีความสำคัญเช่นกัน

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ จริงแล้วมันก็แค่การ ‘รู้เขารู้เรา’ ไม่พลาดไปเหยียบเท้าใครเข้า แต่ก็ไม่ใช่วางตัวขี้ขลาดจนต้องหมอบคลานผ่านเขาไป การรู้ว่าใครเป็นใครในโครงการจะช่วยให้เราประสานงานและทำงานร่วมกับพวกเขาได้อย่างราบรื่น

สุดท้าย… ประเด็นเหล่านี้หยั่งรากลึกแล้วในวัฒนธรรมไทย จงอย่าให้มันชอนไชเข้ามาในตัวคุณและทีมงาน!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s