เมื่อผ่านสิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดมาได้

เรื่องสั้นเรื่อง ‘เมื่อผ่านสิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดมาได้‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕


วันหนึ่งเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว

ผมกำลังนอนสะลึมสะลือดูโทรทัศน์อยู่บนพื้นห้องนอน

ภรรยาเปิดประตูห้องเข้ามาถาม “ตัวเอง จะทานอะไร? จะออกไปซื้อข้าว ร้านตามสั่ง”

“ข้าวกะเพราเนื้อไข่ดาว” เมนูสิ้นคิดของผม ผมแหงนดูนาฬิกาบนฝาผนังเหนือประตู ‘จะบ่ายสามแล้ว วันนี้ยังไม่ได้ทานอะไรเลยนี่นา?’

ภรรยาตวาดกลับมา “ไม่ต้องใส่ไข่เลย เปลือง! ไปหยิบไข่ในตู้เย็นทอดเองเลย”

ผมหัวเราะ “แค่ไข่เนี่ยนะ?”

“ใช่! รู้มั้ยไข่ดาวฟองละกี่บาท เงินก็ไม่ค่อยมีอยู่ละ กินอะไรให้มันประหยัดๆ หน่อย!” แววตาเธอดูอารมณ์ดี แต่เสียงหนักแน่นจริงจัง จนผมต้องยอมล่าถอยด้วยการลดอ็อปชั่นลง

ทุกรายละเอียดในเหตุการณ์วันนั้น ถูกบันทึกโดยอัตโนมัติ ลงในสมองของผมด้วยความช็อก ผมยังจดจำและระลึกถึงเหตุการณ์วันนั้นอยู่เสมอ คล้ายเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน จริงๆ แล้วมันก็แค่ไข่ดาวฟองเดียว! แต่มันช่างสะท้อนสภาพทางการเงินของครอบครัวได้รูปธรรมยิ่ง

คำพูดของภรรยาเปรียบดังลูกถีบพุ่งเข้าใส่ใบหน้าอย่างจัง ผมน็อกเอ๊าต์ทันที ตาสว่างตื่นสู่โลกแห่งความจริง เกิดการหยั่งรู้ หรือ ‘Intuition’ อย่างเฉียบพลัน ผมค้นพบทางออกทันใด แสงสว่างส่องลอดเข้ามาจนถึงจิตใจ ผมสัมผัสถึงมวลอากาศสดชื่นอบอุ่น ที่แทรกอณูเข้ามาภายในถ้ำที่ผมสร้างขึ้นมาปิดกั้นตัวเอง เป็นระยะเวลานาน…

เกือบสองปีก่อนวันถูกน็อกเอ๊าต์

ผมแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งในเดือนสิงหาคม หลังจากคบหาดูใจกันมาสิบปี ช่วงแรกคบๆ เลิกๆ ตามประสาวัยรุ่น จนกระทั่งผมดันไปทำเธอท้อง ไม่รู้ว่าใครพลาด แต่ที่แน่ๆ ผมต้องแสดงความรับผิดชอบ

มองโลกในแง่ดี… ก็ดีเหมือนกันจะได้แต่งงานกันเสียที ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาอีก และผมกับเธอเคยวางแผนกันไว้บ้างแล้วว่าอีกสักปีสองปีจะแต่งงานกัน

มองโลกในแง่ร้าย… ทำไมมันมาถึงกะทันหันจังวะ! เพราะตอนนั้นผมมีเงินเก็บอยู่ไม่ถึงสองแสนเท่านั้น

ภายหลังบากหน้าไปหาว่าที่พ่อตา ขอขมาที่พลาดพลั้ง แกไม่ว่าอะไรเพราะเห็นว่าคบหากันมานาน และด้วยเห็นผมตั้งแต่เริ่มคบกับลูกสาวแกใหม่ๆ ก่อนลากลับยังอวยพรขอให้ได้ลูกชายอีก! ผมกลับมาที่บ้าน พี่สาว แม่ และว่าที่ภรรยานั่งลุ้นกันอยู่ที่บ้าน ผมเปิดประตูลงจากรถเข้าบ้านพร้อมรอยยิ้ม ราวกลับมาพร้อมชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เพราะว่าที่พ่อตาปกติเป็นคนดุมาก เมื่อเสร็จภารกิจหนึ่งไป ถึงคราวที่ต้องระดมพลคนทั้งบ้านมานั่งวางแผนเรื่องงานแต่งกันต่อไป

พี่สาวผมเป็นคนจัดแจงทุกอย่าง ราว ‘เว็ดดิ้ง แพลนเนอร์’ มืออาชีพ ทั้งยังช่วยค่าแหวนหมั้น และช่วยออกเงินให้บางส่วน แต่… ก็ยังไม่พอ ผมต้องไปกู้ธนาคารเพิ่มในโครงการเงินกู้เพื่อการสมรส พี่สาวไปยืมเพื่อนเพิ่มให้ พี่ชายช่วยเรื่องเงินด้วยส่วนหนึ่ง

มาถึงวันแต่งงาน เป็นวันที่ผมปลื้มที่สุดวันหนึ่งในชีวิต ผมซาบซึ้งสุดใจเมื่อเห็นเหล่าญาติๆ และแขกเหรื่อมาร่วมงานคับคั่ง หลายคนไม่ได้พบกันตั้งแต่ผมยังเด็ก หลายท่านไม่คาดคิดว่าจะมางานผมได้ เพราะผมไม่ค่อยได้สุงสิงกับญาติมิตรเท่าไร ต้องยกความดีความชอบให้แม่กับพี่ๆ โดยเฉพาะแม่เป็นคนที่ ‘เอาญาติ’ ไปมาหาสู่ญาติมิตรตลอด ใครเดือดร้อนเจ็บไข้ได้ป่วยแม่จะไปหาเสมอ อาจกล่าวได้ว่าพวกเขามาเพราะแม่ก็ได้ แต่ก็นั่นล่ะ มันก็เป็นสิ่งที่ผมซาบซึ้งมากอยู่ดี งานวันนั้นทำให้ผมตระหนักในคำว่า ‘ญาติมิตร’ มากขึ้น และทำให้ผมรักญาติของผมมากยิ่งขึ้น

หลังวันแต่งงาน ผมกับภรรยาเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่อย่างเป็นทางการ โดยอยู่ร่วมกันกับแม่ พี่สาว พี่เขย และหลานผมอีกสองคน ชีวิตครอบครัวกำลังเบ่งบานด้วยดี ขณะที่ดอกเบี้ยจากภาระหนี้สินได้เบ่งบานเติบโตรวดเร็วเช่นกัน พร้อมด้วยโครงการที่ทำอยู่เริ่มประสบปัญหา ปิดไม่ลง ลูกค้าตีกลับ แก้ไปแก้มา เก็บเงินไม่ได้ อีกโครงการโดนเบี้ยวเงินเฟสสุดท้ายหน้าตาเฉย อีกโครงการโดนเบี้ยวเงินไปกว่าครึ่งล้านบาท

ผมทำบริษัทส่วนตัวร่วมกับเพื่อนๆ มีลูกน้องช่วยงานประมาณสิบคน รับพัฒนาระบบโปรแกรม รับงานจากลูกค้าโดยตรงเองบ้าง เข้าประมูลโครงการเองบ้าง แต่ส่วนมากเป็นงานที่รับช่วงต่อหรือในวงการไอทีเรียกว่า ‘เอ๊าต์ซอร์ส’ จากบริษัทใหญ่มาอีกต่อ

ชีวิตครอบครัวกำลังมีความสุข ท้องภรรยาโตวันโตคืน ลูกชายตัวน้อยกำลังรอพ้นจากโลกใบเล็กลืมตาสู่โลกกว้าง ผมกับเพื่อนกลับกำลังวิ่งเต้นหมุนเงินมาจ่ายเงินเดือนลูกน้อง ผมเริ่มจ่ายเงินเดือนช้า เริ่มค้างจ่าย ค่าเช่าสำนักงานก็ค้างจ่ายมาหลายเดือน ผมกับเพื่อนๆ ไม่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างใดมาหลายเดือนแล้ว เราเริ่มกู้ยืมเงินมาจ่ายให้ลูกน้อง จนวันหนึ่งที่ผมกับเพื่อนๆ เริ่มล้าถึงที่สุด

เปี๊ยกเริ่มก่อน “เฮ้ยกูไม่ไหวแล้วว่ะ! พี่กูถามทุกวันเลย กูได้แต่โกหกไปว่ายังได้เงินเดือนอยู่ กูว่าเราอย่าทำโปรเจ็คต์พวกนี้อีกเลย มีแต่เจ็บตัว”

ผมเห็นด้วย “กูก็เริ่มท้อแล้ว เหี้ยเอ๊ย! กูอยากเอาระเบิดไปเขวี้ยงใส่ไอ้บริษัทเหี้ยนั่นจริงๆ”

ลี่ผู้ใจเย็นเป็นน้ำแข็งหรืออีกนัยหนึ่งคือมันไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไรเสนอบ้าง “ใจเย็นๆ ค่อยๆ คิด”

ผมตัดสินใจ “ยุบทีม ยุบออฟฟิศแล้วกัน แต่ยังไม่ปิดบริษัทนะ เผื่อเอาไว้รับงานได้บ้าง”

เปี๊ยกกังวลเรื่องเงินเดือนลูกน้อง “แล้วเงินเดือนเด็กๆ ล่ะ ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือเปล่า?”

ผมผู้สนิทกับเด็กๆ ทุกคนดีที่สุด เพราะเป็นคนสัมภาษณ์และสอนงานมากับมือ “เดี๋ยวกูพูดให้ มันน่าจะเข้าใจหัวอกพี่ๆ บ้างน่ะ”

“แล้วของในออฟฟิศล่ะ จะเอาไปไว้ไหน?” ลี่สงสัยเรื่องข้าวของ ทั้งตู้ โต๊ะ เอกสาร และเครื่องคอมพิวเตอร์กับจอมอนิเตอร์ร่วมสิบชุด

เย็นวันนั้นผมกลับมาปรึกษาภรรยา จึงได้ทางออกว่าจะขนข้าวของไปเก็บชั่วคราว ที่บ้านให้เช่าของพ่อตาที่ว่างอยู่ คนเช่าเก่าเพิ่งย้ายออกไป

สองวันต่อมาผมแจ้งกับน้องๆ ทุกคนให้เตรียมหางานใหม่

“พี่จะยุบทีมนะอีกเดือนนึง พี่จะปิดออฟฟิศที่นี่ จะย้ายของออกไปเก็บไว้บ้านพ่อตาพี่ชั่วคราว อีกหน่อยอาจทำโฮมออฟฟิศเล็กๆ ที่บ้าน เตรียมหางานใหม่กันได้เลยนะ ใครหาไม่ได้บอกมา เดี๋ยวติดต่อให้ มีบริษัทที่รู้จักกันหลายแห่ง โปรเจ็คต์ที่ยังตามเก็บเงินไม่ได้พี่ตัดสินใจ ‘คัต ลอส’ ละ ช่างแม่ง! ไว้พี่มีงานเล็กๆ น้อยๆ อาจตามให้มาช่วยเป็นฟรีแลนซ์ให้หน่อยนะ” ผมพูดพลางฝืนยิ้ม

เดือนมกราคมในปีถัดมา ลูกชายตัวน้อยก็คลอดออกมาลืมตาแป๋วตั้งแต่ออกจากห้องคลอด ลูกผมคลอดออกมาเป็นโรคภูมิแพ้เรียกว่า ‘จีซิกส์พีดี’ (G6PD) ต้องอยู่ในตู้อบอีกหลายวัน ภรรยาก็ต้องนอนค้างต่อ วันออกจากโรงพยาบาลผมจ่ายไปเจ็ดหมื่นกว่าบาท ระดมทั้งบัตรเครดิต บัตรเบิกเงินสด และเงินสดในบัญชี จนแทบหมดตัว

หนี้สินงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ ดอกเบี้ยมหาโหดตามจองล้างจองผลาญ เป็นกรรมที่เกิดขึ้นในชาตินี้และต้องชดใช้ในชาตินี้ ช่วงนั้นผมเริ่มมีพฤติกรรมอันเลวร้าย รูดบัตรนั้นมาจ่ายบัตรนี้ ยืมคนนั้นมาจ่ายคนนี้ จนบัตรเครดิตวงเงินเต็มทุกใบ ไหนจะค่าผ่อนรถรายเดือนที่เริ่มติดค้าง

ผมเริ่มเข้าโรงรับจำนำ ด้วยจนหนทาง ผมใช้บริการของภาครัฐก่อน เริ่มต้นจากนำสร้อยทองที่พ่อตาให้ในวันแต่งงานไปจำนำ

“หนักสองบาท จะเอาเท่าไหร่?”

“ให้ได้เต็มที่เท่าไหร่?”

“ให้ได้แค่บาทละเจ็ดพันห้า”

“งั้นเอาแค่เจ็ดพันห้าพอ”

ช่วงแรกผมยังเขินอาย และยังไม่หน้าใหญ่ กลัวหนี้จะงอกเพิ่มมากขึ้น จึงขอแค่เงินเล็กน้อยไปหมุนชั่วคราว

ภายหลังโรงรับจำนำเป็นทางออกที่สิ้นคิดและง่ายดาย เมื่อมืดบอดในวิธีหาเงิน ผมเริ่มหน้าใหญ่ขึ้น รับเต็มจำนวนมากขึ้น หลังสร้อยทองตัวเองก็ตามด้วยสร้อยคอและสร้อยข้อมือของภรรยา

ครั้งแรกๆ ผมรู้สึกอายมากก่อนเข้าโรงรับจำนำ ยืนทำใจอยู่นาน และยังทำอะไรไม่ค่อยถูก เงอะงะพิมพ์ลายนิ้วมือเบี้ยวบ้างจางบ้าง เมื่อรับเงินและตั๋วจำนำก่อนเดินออกมา ผมต้องเช็ดนิ้วให้สะอาดไม่ให้เหลือคราบ มันเป็นดังตราสัญลักษณ์แห่งกิจกรรมที่ไม่มีใครอยากข้องแวะ และไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น ปกติเดินบนถนนไม่มีใครมาสังเกตนิ้วคนอื่นกันอยู่แล้ว นิ้วที่ถูกเช็ดจนเกลี้ยง แต่รอยหมึกยังประทับอยู่ที่ใจ ที่เช็ดเท่าไรก็ไม่มีวันจาง

ผมยังมีงานสอนหนังสือและงานที่ปรึกษาอยู่เรื่อยๆ จึงพอมีรายได้แบ่งมาจ่ายหนี้สินได้บ้าง ผมแบ่งหนี้ออกเป็นสี่ส่วน ส่วนแรกคือหนี้ของบริษัท อาทิ หนี้ค่าเช่าสำนักงาน ส่วนที่สองคือหนี้สถาบันการเงิน ส่วนที่สามคือค่าผ่อนรถ และส่วนที่สี่คือหนี้คนรู้จักทั้งหลายแหล่ ซึ่งเงินที่จ่ายให้ส่วนแรกผมทยอยจ่ายอย่างมีวินัยเต็มที่ เพราะผมถือว่าเป็นหนี้บริษัทที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่หนี้ส่วนตัว ขณะที่หนี้ส่วนที่สองผมเลือกชำระขั้นต่ำ ต่อมาจึงสังเกตว่าล้วนเป็นค่าดอกเบี้ยทั้งนั้น เงินต้นไม่ลดลงแถมดอกเบี้ยยังงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ หนี้ผมค่อยโตขึ้นๆ

ไม่นานมีคนรู้จักติดต่อให้ทำโครงการพัฒนาระบบไอทีระบบหนึ่ง เป็นระบบไม่ใหญ่มาก ผมจึงทำกับเปี๊ยกและลี่กันสามคน ทำที่บ้านผมบ้างที่บ้านลี่บ้าง

วันหนึ่งผมไปทำงานที่บ้านลี่ แม่โทรศัพท์มาบอกว่ามีคนจากไฟแนนซ์มาตามทวงค่าผ่อนรถที่บ้าน

“วันนี้ไม่ต้องกลับมานะ กลัวเขาจะมายึดรถ ค้างที่บ้านลี่ไปแล้วกัน” แม่เสียงเศร้า ผมนึกถึงใบหน้าแม่ที่น่าจะเศร้ายิ่งกว่าเสียง

ช่วงสามเดือนแรกของลูก ผมได้นอนกับเขาทุกคืน หลังจากนั้นผมเริ่มไปทำงานและค้างที่บ้านลี่บ่อยขึ้น เพราะอุปกรณ์และสถานที่สะดวกกว่า ภรรยาต้องอยู่เลี้ยงลูกไม่ได้ทำงานอะไร แค่ช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ เธอเริ่มเครียดมากขึ้นเมื่อผมไม่ค่อยได้กลับบ้าน

ผมเริ่มเครียดเช่นกัน จากงานและการเดินทางไปมา จึงเริ่มทะเลาะกับภรรยาบ่อยครั้งขึ้น

ผมเริ่มออกห่างจากโลกความจริง หันไปแต่งรถเป็นวรรคเป็นเวร และเริ่มเลี้ยงปลาทะเล

หลังจากหนี้สินท่วมตัวและมีลูก ผมกับภรรยาไม่มีปัญญากลับไปดำน้ำเหมือนสมัยก่อนได้อีก เพราะใช้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก และยังต้องดูแลลูก

ผมหย่อนยานกับภาระหนี้สินมากขึ้น รายได้ส่วนหนึ่งเอาไปแต่งรถ เริ่มนั่งมองแต่ตู้ปลามากขึ้น นานขึ้น

ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มลงมือสร้างถ้ำขึ้นมาปิดกั้นตัวเองทีละนิด โลกใบที่สองของผมเริ่มก่อตัวขึ้น ไม่มีใครสังเกตเห็น แม้แต่ผมเอง…

โครงการที่ทำกับเพื่อนๆ ไปได้ด้วยดี บริษัทที่ประสานงานให้ใจดีมาก จ่ายเงินตรงเวลา และให้เบิกล่วงหน้าได้กรณีจำเป็น สองเดือนต่อมาปริมาณงานเริ่มมากขึ้น มีส่วนปรับแก้มากขึ้น ความต้องการของผู้ใช้ระบบเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งขึ้น และรายได้เริ่มมาช้าลง บ้านที่ผมอยู่อยู่แถวประชาชื่น บ้านลี่อยู่พุทธมณฑลสายสาม เดินทางไปมาเสียเวลาค่อนข้างมาก สิ้นเปลืองทั้งน้ำมันและโดยเฉพาะค่าน้ำมัน ผมกับเปี๊ยกจึงไปทำงานค้างที่บ้านลี่นานขึ้น จากสองสามคืน เป็นสองสามสัปดาห์ กลับมานอนบ้านบ้างสัปดาห์ละครั้ง

ภรรยาเหงามากขึ้น

“เค้าขอพาลูกกลับไปเยี่ยมป๊าหน่อยนะ?”

“อืม ไม่เป็นไร”

เธอพาลูกกลับไปบ้านพ่อบ่อยครั้งขึ้น

“เค้าขอไปค้างที่บ้านป๊าช่วงเสาร์อาทิตย์นะ”

“อืม ไม่เป็นไร ขับรถดีๆ ล่ะ”

จากไปเช้ากลับเย็น กลายเป็นค้างคืน จากคืนสองคืน จนกลายเป็นตลอดกาล

เธอและลูกไม่กลับมาอีกเลย ตอนนั้นลูกผมอายุหกเดือน

ผมห่วงครอบครัว แต่ห่วงงานมากกว่า ผมมีนิสัยเสียมาแต่ไหนแต่ไร ที่มัก ‘แคร์’ คนอื่นมากกว่าคนใกล้ตัว รับผิดชอบงานลูกค้ามากกว่าเรื่องส่วนตัว และเนื่องด้วยสถานการณ์ ณ ขณะนั้นที่ผมทิ้งงานไม่ได้ ผมยังมีภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายกองโต เจ้าหนี้แทบหายใจรดต้นคอ

ผมกับเปี๊ยกเลือกอยู่ค้างบ้านลี่ยาวเป็นเดือน สองสัปดาห์จะกลับมานอนที่บ้านสักคืนสองคืน

ผมกลับมาพบความว่างเปล่าในห้องนอน นอนบนเตียงที่เคยมีลูกนอนอยู่ข้างๆ ผมนอนที่ตำแหน่งเดิม ฝั่งขวาของที่นอนชิดกำแพง กลางเตียงลูกเคยนอนตรงนั้น แล้วภรรยาเคยนอนฝั่งซ้าย ผมเว้นที่ว่างตรงกลางและฝั่งซ้ายไว้ บางคืนคิดถึงลูกมากจนนอนฟูมฟาย

ผมเริ่มอยู่ว่างนานๆ ไม่ได้ ทนไม่ไหวก็ออกไปขับรถเล่น กลางวันบ้าง กลางคืนบ้าง จากใกล้บ้าน เริ่มไปไกลขึ้น บ้างสติยังดีนึกถึงค่าน้ำมันได้ จึงเลือกไปเช่าหนังมาดูคลายอ้างว้าง

ในบ้านผมยังมีแม่ พี่สาว พี่เขย หลานๆ แต่ผมเริ่มมองไม่เห็นพวกเขา ถ้ำของผมเริ่มสูงขึ้นๆ โดยไม่รู้ตัว ผมเริ่มไม่รับรู้ความเป็นไปของคนรอบกาย และบางห้วงแห่งจังหวะชีวิตผมก็ไม่รู้ความเป็นไปของตัวเองเช่นกัน

ผมโกรธแค้นภรรยามากที่ทำเช่นนั้น ผมไม่ไปหาเธอและลูกเลยเกือบสองเดือน

ช่วงนั้นมีฟุตบอลโลก ผมได้ที่สิงสถิตใหม่ โดยไปนั่งดูฟุตบอลที่อพาร์ทเม้นต์เพื่อน นั่งดูฟุตบอลไปดื่มเบียร์ไป เมามายกลับบ้านทุกวัน ผมเริ่มหย่อนยานกับงานโครงการนั้นมากขึ้น เปี๊ยกกับลี่โทรศัพท์จิกให้กลับมาทำงานต่อทุกวัน ผมกลับไปทำต่อที่บ้านลี่ แต่เริ่มขี้เกียจขึ้น ชวนเปี๊ยกเล่นเกมส์บ่อยขึ้น ผมอู้งานมากขึ้น เบื่อหน่ายงานมากขึ้น ทั้งละอายที่ทำให้เพื่อนทั้งสองเดือดร้อนไปด้วย

กระทั่งวันหนึ่งภรรยาโทรศัพท์มาหา “มาหาลูกบ้างสิ เอ่อ… เค้าคิดถึงตัวเองนะ”

“อืม…” ผมตอบน้ำเสียงเย็นชา แต่ใจรู้สึกชื้น ผมโกรธแม่ แต่ไม่ควรไปลงกับลูก ผมโตมาโดยไม่มีพ่อคนหนึ่งแล้ว ไม่อยากให้ลูกเป็นเช่นผมอีกคน

วันรุ่งขึ้นผมขับรถไปหาลูก ไม่ใช่ด้วยเหตุผลอย่างหลัง

เมื่อมาถึง ผมดีใจและสะเทือนใจในคราเดียวกัน ลูกผมโตขึ้น น่ารักขึ้น ผมยาวและหนาขึ้น แต่ลูกจำหน้าผมไม่ได้ ขออุ้มไม่ยอมให้อุ้ม พออุ้มก็ร้องไห้จ้า และไม่ยอมเล่นกับพ่อบังเกิดเกล้า

ผมขับรถกลับพร้อมความอ้างว้างที่ทับทวี

ภรรยาโทรศัพท์มาปลอบใจ “อย่าคิดมากเลย เขายังเด็กอยู่ ไม่รู้เรื่องอะไร มาหาให้บ่อยครั้งขึ้นสิ เดี๋ยวเขาก็คุ้น”

แต่ผมยังโกรธแค้นไม่หาย ทั้งยังบานปลายไปเหมารวมลูกชายเข้าด้วย ผมแค่คิดว่างานผมทั้งหนักและยังเดินทางลำบาก เธอน่าจะเข้าใจกันบ้าง

ด้วยความรักและความรับผิดชอบค้างเติ่งในสามัญสำนึก ที่ผมไม่อาจสลัดหลุด ในที่สุดผมเริ่มไปหาภรรยาและลูกที่บ้านพ่อตาบ่อยครั้งขึ้น เริ่มไปนอนค้างบ่อยขึ้น เอางานไปนั่งทำบ้างเป็นบางครั้ง ลูกชายเริ่มยอมให้ผมอุ้ม เริ่มเล่นด้วย และคุ้นกับผมมากขึ้น ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเดียวกันกับที่ถ้ำของผมเริ่มสูงใหญ่ขึ้น เพดานเริ่มก่อตัวเล็กน้อยแล้ว…

ไม่นานนักภรรยาชวนให้ย้ายไปอยู่ด้วยกันที่บ้านของญาติฝ่ายภรรยา ซึ่งเคยให้คนอื่นเช่า คนเช่าย้ายออกไปแล้ว บ้านว่าง จึงอยากให้ย้ายไปอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก นัยว่าดื้อกันทั้งคู่ก็มาอยู่ด้วยกันที่นี่แล้วกัน ตอนแรกผมไม่พอใจ เพราะผมก็มีบ้านที่อยู่กับแม่ พี่ๆ หลานๆ อยู่แล้ว ทำไมต้องเป็นฝ่ายย้ายตามไป ถ้าไม่ติดเรื่องลูกผมไม่มีทางยอมแน่

หลังย้ายบ้านไม่กี่เดือนผมได้งานสองโครงการของสายการบินขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่ผมเข้าประมูลงานเอง โดยชนะบริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่หลายราย

ลูกค้าถามว่า “คุณเป็นใคร? ทำไมบริษัทเหล่านั้นรู้จักคุณกันหมด เขาตกใจที่เห็นคุณยื่นซองประมูลด้วย”

เนื่องจากผมสอนหนังสือมานาน เคยไปเป็นหน้าม้ารับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจาวาและสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ในการ ‘เข้ารับงาน’ ให้กับบริษัทหลายราย บางงานผมเป็นคนเขียนเอกสารข้อเสนอด้านเทคนิค เพื่อยื่นประมูลงานให้เอง ด้วยความโชกโชนและรู้กว้างในวงการ ทำให้ผมเป็นมือฉมังคนหนึ่งในการเขียนเอกสารข้อเสนอด้านเทคนิค และเทคนิคการนำเสนองานต่อหน้าคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก ซึ่งปกติผมจะไม่เอาบริษัทตัวเองเข้าประมูลงานเอง เพราะบริษัทผมขนาดเล็กและมีทุนจดทะเบียนไม่มาก รับงานเองยาก จึงมักรับช่วงต่อจากบริษัทใหญ่อีกที ซึ่งนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดหนี้สินท่วม ดั่งดินพอกหางหมู เพราะผมไม่มีศักยภาพไปต่อกรนัก เป็นเพียงมือปืนรับจ้างตัวเล็กๆ ที่ไปรับช่วงต่อเท่านั้น

สองโครงการของสายการบินนั้นเป็นโครงการขนาดเล็ก มูลค่ารวมกันประมาณหนึ่งล้านบาท มันมากพอที่จะปลดเปลื้องหนี้สินและต่อลมหายใจอันรวยริน แต่เงินหนึ่งล้านไม่ได้มาง่ายๆ ด้วยข้อสัญญาระบุว่าต้องพัฒนาระบบจนเสร็จ ส่งมอบและตรวจรับเรียบร้อยจึงจะได้ ไม่มีการแบ่งจ่ายเป็นงวด

ผมรบกวนพี่สาวอีกครั้ง พี่สาวไปกู้เงินเพื่อนมาให้อีกเกือบสามแสนบาทเพื่อให้น้องประทังชีวิตและใช้หนี้ และให้ยืมแหวนเพชรมาวงหนึ่งเพื่อให้นำไปจำนำเอาเงินมาใช้ชั่วคราว แต่นั่นยังไม่พอกับภาระหนี้สิน

วันรุ่งขึ้นผมจึงโทรศัพท์ไปยืมเงินพี่ที่สนิทกันคนหนึ่งที่เคยทำงานด้วยกัน

“ไม่มีว่ะ พี่ก็ต้องส่งค่าบ้านเหมือนกัน พ่อพี่ป่วยหนักอยู่ด้วย เอาใจช่วยนะ เข้มแข็งไว้ เดี๋ยวมันจะต้องดีขึ้น”

ผมฟังแล้วรู้สึกแย่ลงมากกว่า หดหู่จับจิต ผมนึกถึงผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่นับถือ ที่เคยทำงานที่เดียวกับท่าน ผมเสี่ยงโทรศัพท์ไปหา พูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม

“ผมค้างค่ารถอยู่สามเดือนแล้วครับพี่ โดนตามยึดรถแล้ว ต้องคอยหลบๆ ตอนนี้ก็ค้างค่าไฟกับค่าน้ำอยู่ด้วย ตอนนี้ผมได้โครงการใหญ่มาสองโครงการ แต่ผมต้องวางเงินประกันสัญญาตั้งเจ็ดหมื่น จ่ายเสร็จผมหมดตัวเลย”

“ไม่เป็นไร ต้องการเท่าไรล่ะ?”

“ก็… ค่าเงินประกันสัญญา… เจ็ดหมื่นครับ”

เงินสดเจ็ดหมื่นบาทผ่านมือไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนำไปจ่ายค่าเงินประกันสัญญา แต่ผมยังค้างค่าผ่อนรถอยู่อีก

ผมโทรศัพท์ไปยืมเงินพี่ชาย ผมเกรงใจมาก เพราะรบกวนค่าผ่อนรถกับพี่ชายไปหลายงวดแล้ว เนื่องจากเอกสารทวงหนี้นอกจากส่งมาที่บ้านผม ยังส่งไปที่บ้านพี่ชายด้วย เพราะผมมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านพี่ชาย พี่ชายจึงรับรู้สถานะหนี้สินค่าผ่อนรถของผมตลอด

พี่ชายตอบกลับมา “จ่ายให้หมดแล้ว ไม่เป็นไร ไว้มีแล้วค่อยมาคืน ไม่ต้องเครียดมาก ดูแลลูกเมียให้ดีๆ ตั้งใจทำงาน มีอะไรก็โทรฯ มานะ”

ผมมีค่าใช้จ่ายในบ้านไม่มากนัก ค่าน้ำค่าไฟเดือนละไม่ถึงสามพันบาท แต่มีหนี้สินที่ต้องทยอยผ่อนชำระร่วมเก้าหมื่นบาทต่อเดือน ขณะที่ผมแทบไม่มีรายได้ แม้ยังคงมีงานสอนหนังสืออยู่ แต่ค่าสอนผมถูกบังคับให้หักจ่ายค่าค้างค่าเช่าสำนักงานทั้งหมด เพื่อให้หมดหนี้เร็วภายในระยะเวลาตามข้อตกลงการผ่อนชำระหนี้ มิเช่นนั้นผมอาจต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง

ผมกับเพื่อนๆ ยังพอมีรายได้จากโครงการแรกเข้ามาบ้าง ซึ่งยังไม่มีทีท่าที่จะปิดลงได้ง่ายๆ ผมอู้งานมากขึ้น และเอนเอียงมาทำสองโครงการหลังมากขึ้นเพราะอยากให้ปิดลงเร็วๆ จะได้รับเงินก้อนโตมาปลดหนี้ทั้งหมดเสียที

ช่วงนั้นผมกลับเข้าออกโรงรับจำนำเป็นว่าเล่นอีกครั้ง นอกจากแหวนเพชรของพี่สาว สร้อยทองของผมกับภรรยา จนมาถึงคิวสร้อยรับขวัญของลูกชาย ที่จำใจนำไปแลกเงินใช้ชั่วคราว ไม่นานผมเริ่มคล่องแคล่วมากขึ้นกว่าครั้งแรกๆ เริ่มพิมพ์ลายนิ้วมือคล่องไม่เบี้ยวไม่จาง โรงรับจำนำของรัฐมีข้อดีตรงที่ดอกเบี้ยไม่สูง แต่ข้อเสียคือตีราคาต่ำให้เงินน้อย ต่อมาผมจึงเลิกใช้บริการ หันไปใช้บริการโรงรับจำนำเอกชน ตั้งอยู่ริมถนนบริเวณสี่แยกไฟแดงใกล้บ้าน ผมรู้สึกอายทุกครั้งที่เดินเข้าออก เพราะบริเวณนั้นรถติดมาก ผู้คนเดินขวักไขว่เพราะใกล้ทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ผมไปบ่อยครั้งจนคนในนั้นจำได้ ถึงขั้นเริ่มถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน

ผมมีทรัพย์สินติดอยู่กับโรงรับจำนำหลายรายการ วันคืนเลยล่วงมานาน บางรายการผมไถ่ถอนออกมาได้ บางรายการผมจนปัญญาต้องปล่อยไป บางรายการส่งดอกยาวนานจนบางช่วงลืมวัน นับวันผิดบ้าง หาเงินไม่ทันบ้าง จนต้องปล่อยไปอีก ทรัพย์สินร่อยหรอลง

ผมกลับไปเยี่ยมแม่ที่บ้านบ้าง ไปถึงเรามักยืนกอดกันเนิ่นนาน ก่อนกลับแม่ชอบยัดเงินใส่มือให้พันสองพันบาท

“ไม่เอา เก็บไว้เถอะ”

“เอาไปเถอะ”

“ไม่เอา แม่เก็บไว้แหละ”

ยื้อยุดกันอยู่นาน สุดท้ายเงินก็ถูกยัดเข้ากระเป๋ากางเกงผมจนได้ทุกครั้ง

แม่ผมไม่มีเงินมาก ผมจึงไม่อยากรบกวน ทุกครั้งที่ทุกข์ใจ รู้สึกอ้างว้างเหลือคณา ผมจะกลับไปหาแม่ ไปกอด ไปนอนหนุนตักแม่ ไปนอนบนเตียงแม่สักงีบ เหมือนมาพักใจ ตื่นมาแล้วก็ล่ำลากลับบ้าน

มีอยู่วันหนึ่งผมจนหนทางที่จะหาเงินมาจ่ายค่าผ่อนรถ ที่กลับมาค้างชำระอีกเป็นครั้งที่เท่าไรก็จำไม่ได้ ผมถูกยื่นคำขาดว่ารถจะถูกยึดแน่ถ้าไม่จ่ายค่างวดที่ค้างให้หมด ผมไม่รู้จะระบายกับใครแล้วจึงโทรศัพท์ไปหาแม่

วันต่อมาแม่โทรศัพท์มาหา

“แม่โทรฯ ไปยืมเงินเจ๊หย่งให้นะ จำได้ไหมที่เคยอยู่ใกล้กันตอนสมัยอยู่แถวสะพานควายน่ะ?”

“จำได้สิ ยังจำตี๋ลูกเจ๊หย่งได้เลย เล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ”

“เอาเบอร์เจ๊หย่งไปนะ เขาให้โทรฯ ไปหา จะได้บอกเบอร์บัญชีเขา”

ผมน้ำตาคลอเบ้า แล้วรีบโทรศัพท์ไปหาเจ๊หย่ง

ตี๋รับสาย “ไง ไม่เจอตั้งนาน เบอร์บัญชีอะไรอะ? เดี๋ยวโอนเข้าบัญชีไปให้ ไม่ต้องเกรงใจนะ”

ผมไม่นึกว่าเพื่อนและแม่ของเขาที่ห่างหายกันไปนานกว่าสิบปี ที่ไม่เคยคิดแม้แต่จะได้กลับมาเจอและคุยกันอีกหรือไม่ ผมนึกถึงวันแต่งงานที่พวกเขาไม่ได้มา แต่ยังฝากเงินในซองมาให้ แม่กับเจ๊หย่งสนิทและนับถือกันมานาน

ผมกับตี๋ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันชั่วครู่ วันรุ่งขึ้นตี๋โทรศัพท์มาหา

“ช้าหน่อยนะ โทษที บ้านอยู่ในซอยลึก ต้องพาแม่นั่งรถออกมาธนาคาร” ตี๋เสียงละล่ำละลัก ราวกำลังทำความผิด

ผมตื้นตันใจ นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะกุลีกุจอช่วยเหลือผมถึงขนาดนี้

ผมตอบกลับไปด้วยความเกรงใจ “ไม่เป็นไร ขอบใจมากๆ”

ในใจผมคิดว่าขอแค่ให้ทันห้าโมงเย็นก็พอแล้ว

หลังจากเจ๋หย่งกับตี๋แล้ว ถึงคราวพ่อตาผมเข้ามาช่วยเหลือ โดยชวนเล่นแชร์ แล้วจะบอกลูกแชร์ให้ว่าขอให้ผมได้เปียแชร์ก่อนเลย จะได้นำเงินไปหมุนก่อน ผมได้เงินก้อนโตมาจึงนำไปใช้หนี้ แต่ต่อมาก็ต้องก้มหน้าส่งค่าแชร์ทุกเดือน บางเดือนไม่มีเงินพ่อตาต้องออกให้บ้าง

ผมเริ่มหารายได้เสริม ด้วยการงัดอุปกรณ์แต่งรถที่ไม่ใช้ และไม่ค่อยได้ใช้ มาประกาศขายบนเว็บ และเริ่มมองเห็นช่องทางการตลาด จึงไปซื้ออุปกรณ์ ‘กราวด์ ไวร์’ หรือชุดสายดิน เป็นสินค้ายี่ห้อดังของญี่ปุ่น ผมไปพบร้านขายส่งราคาถูก ขายชุดละ 2,200 บาท ถูกกว่าราคาขายปลีกตามร้านทั่วไปเกือบสี่เท่า ผมเริ่มต้นซื้อมาห้าชุด ลงขายบนเว็บชุดละ 4,500 บาท เผื่อให้คนต่อราคา ขายหมดอย่างรวดเร็ว จึงไปซื้อมาอีกสิบชุด สินค้าเริ่มขายยากขึ้น ผมจึงลดราคาลงมาเรื่อยๆ จนเหลือกำไรไม่ถึงห้าร้อยบาทต่อชุด

ร้านที่ไปซื้ออยู่ไกล ครั้งแรกผมขับรถไปเอง ครั้งต่อมาจึงนั่งมอเตอร์ไซค์ ออกไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วต่อมอเตอร์ไซค์ แล้วกลับด้วยวิธีเดิม เพื่อให้ประหยัดค่าเดินทางและเวลาที่สุด ผมจำได้ว่าสินค้าชุดสุดท้ายผมต้องขับรถไปส่งไกลถึงบางนา ไปรอลูกค้าหลายชั่วโมง เพื่อกำไรเพียงไม่กี่ร้อยบาท แค่ค่าน้ำมันก็ไม่คุ้มแล้ว ตอนนั้นคิดเพียงแค่ระบายของให้หมดเป็นพอ ขณะขับรถกลับบ้านผมนึกถึงเงินหมื่นเงินแสนที่หาได้ไม่ยากสมัยงานรุ่งๆ

ผมมองหาข้าวของในบ้านที่พอจะขายแลกเงินได้ ตั้งแต่ท่อรถเก่าๆ หนังสือตำราเก่า กล่องลังเก่า เครื่องคอมพิวเตอร์และจอมอนิเตอร์เก่าที่ขนมาจากออฟฟิศ เก้าอี้และตู้ที่ไม่ได้ใช้

จนกระทั่งตัดสินใจจะขายรถ ผมทำใจอยู่หลายวัน นึกถึงสมัยก่อนที่ไม่มีรถ ผมก็ไปไหนต่อไหนได้ หลังสืบข้อมูลราคารถผมหน้าซีดเผือด รถผมขายได้แค่สี่แสนบาท แต่ผมยังเหลือค่าผ่อนรถอีกเกือบห้าแสนบาท เย็นวันนั้นเพื่อนๆ ผมมานั่งทำสุกี้ทานกันที่บ้าน

ผมเล่าเรื่องรถให้เพื่อนฟัง “แม่ง นอกจากกูขายไม่ได้ตังค์แล้ว กูยังต้องแถมเงินให้คนซื้ออีกเกือบแสน”

“มึงซื้อรถมาเท่าไหร่?”

“ถ้าไม่รวมดอกฯ ก็ประมาณเก้าแสน กูขับมาแค่สามปีเอง ไอ้เหี้ย รถยี่ห้อนี้แม่งราคาตกชิบหาย” ผมสบถเสร็จ แล้วยกขวดเบียร์ขึ้นซดอึกใหญ่

“แล้วมึงจะทำไง?”

“อาจต้องขายรถอีกคันแทน ผ่อนใกล้หมดแล้ว” รถของภรรยาเป็นหนึ่งในสองยี่ห้อรถญี่ปุ่นที่ราคาไม่ตกมาก

คืนวันต่อมาผมปรึกษาภรรยา เธอโกรธมาก เราทะเลาะกันชุดใหญ่ ถึงขั้นข้าวของกระจาย โชคดีที่ลูกหลับไปแล้ว เมื่ออารมณ์สงบ น้ำตาเธอเริ่มแห้ง แม้ตายังแดง… แล้วเธอก็ให้คำตอบ

“ก็ได้! แต่นี่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของเค้าแล้วนะ เค้าไม่เหลืออะไรแล้วนะ” เธอน้ำตาไหลอีกครั้งหลังจบคำตอบ

ผมก้มหน้างุด พูดอะไรไม่ออก ผมเสียใจเช่นกัน ไม่คิดอยากขายรถเธอเลย แต่รถเธอเป็นทางออกที่ดีกว่า

วันต่อมาเราขับรถเข้าเต๊นท์ขายรถมือสองที่รับซื้อรถด้วย เจ้าของเต๊นท์และลูกน้องดูรถอย่างชำนาญงาน พยายามจับผิดทุกรายละเอียดเพื่อหาทางกดราคา ดูไปติไป เขาตีราคาให้ 425,000 บาท ผมกับภรรยาขอกลับมาคิดก่อน วันรุ่งขึ้นตัดสินใจกลับไปที่เต๊นท์เดิม เพราะเราอยากจบๆ ตรงนี้ให้เร็วที่สุด แค่นี้ก็เสียความรู้สึกมากพอแล้ว ภรรยาผมรักรถคันนี้มาก มันเป็นรถในฝันของเธอ เจ้าของเต๊นท์พาไปธนาคารเพื่อจ่ายค่าผ่อนรถที่ค้าง แล้วกลับมาที่เต๊นท์จ่ายเงินที่เหลือให้ทั้งหมด 175,000 บาท มันน้อยมากเมื่อเทียบกับการสูญเสียรถทั้งคันไป เรารับเงินสดจากเจ้าของเต๊นท์ แล้วพาลูกเรียกแท็กซี่ไปทานเอ็มเคสุกี้ใกล้บ้านกัน เป็นการผ่อนคลายก่อนกลับเข้าบ้านด้วยความเศร้าสร้อย

เงิน 175,000 บาท อยู่ด้วยกันได้ไม่นาน หมดไปกับการแบ่งจ่ายหนี้

ผมเริ่มกลับมาเครียดมากขึ้น งานโครงการแรกยังปิดไม่ลง จนเปี๊ยกทนผมไม่ไหวเข้ามาขอลาออกจากทีม

“เฮ้ย กูมีอะไรจะบอก มึงอย่าโกรธกูนะ กูไม่ไหวจริงๆ กูยืมเงินพี่จนไม่รู้จะยืมยังไงแล้ว พี่กูก็ถามว่างานเป็นไง? กูก็ไม่รู้จะตอบยังไงแล้ว”

“ไม่เป็นไร กูเข้าใจ”

“เงินที่กูเคยออกให้บริษัท ที่เอาไปจ่ายเงินเดือนเด็กๆ ก็เอาไว้ก่อนก็ได้”

“อืม… ขอบใจ”

“ทางนั้นเขาขอจ้างกูโดยตรง จะจ่ายเงินเดือนให้กู เพราะเขาก็อยากปิดโปรเจ็คต์เร็วๆ ส่วนมึงไม่ต้องทำแล้ว เดี๋ยวกูจัดการเอง” เปี๊ยกขอไปรับงานตรงกับบริษัทที่ประสานงานแทน โดยจะไปหาโปรแกรมเมอร์ฟรีแลนซ์ซึ่งเป็นลูกน้องเก่ามาช่วยเขียนโปรแกรมแทนผม

ผมตอบตกลงทันที เหมือนยกภูเขาออกจากอกไปอีกลูก แม้โกรธเปี๊ยกบ้างที่กระโดดทิ้งเรือใกล้จมกลางทาง เพื่อไปมีรายได้แน่นอนทุกสิ้นเดือน แต่ผมไม่กล้าทักท้วง มันเป็นความผิดของผมเอง ที่พาให้คนรอบข้างตกกระไดพลอยโจนเดือดร้อนไปตามๆ กัน

ก่อนกลับเปี๊ยกทิ้งท้าย “กูว่ามึงกลับไปสอนหนังสือและเป็นที่ปรึกษาให้เต็มที่ดีกว่า กูบอกมึงแล้วไงว่าดวงมึงมันต้องทำงานคนเดียวถึงจะรุ่ง และเป็นงานที่ใช้การพูด”

เปี๊ยกดูดวงเก่งในระดับหนึ่ง บอกผมอย่างนี้มาไม่รู้กี่รอบ

นอกจากเปี๊ยกผมยังมีเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่ดูดวงเก่งยิ่งกว่าเปี๊ยก ถึงขั้นยึดเป็นอาชีพ และต่อมาได้เป็นถึงระดับอาจารย์ ผมมักให้เพื่อนผมคนนี้ดูดวงให้ทุกปี และมันก็บอกตรงกับที่เปี๊ยกบอก เรื่องการทำงานคนเดียวและเป็นงานที่ต้องใช้ปาก

ทั้งสองคนมักบอกตรงกัน “ดวงมึงงานมีตลอด ไม่มีขาด มีแต่งานวิ่งเข้ามาหา เงินก็มีเข้ามามาก มึงหาเงินเก่ง แต่เสือกเก็บไม่เก่ง แต่มึงต้องทำงานคนเดียว ทำงานที่ต้องใช้ปาก อย่างที่มึงสอนหนังสือหรือเป็นที่ปรึกษานั่นล่ะ”

แต่ผมมันหัวดื้อ จึงยังดื้อดึงที่จะทำงานโครงการเป็นหลักต่อไป

โครงการในมือจากสามเหลือแค่สอง เป็นโครงการของสายการบิน ซึ่งเริ่มร่อแร่แล้วเช่นกัน เหลือผมทำกับลี่กันแค่สองคน

ผมเครียดมากขึ้น ผมเริ่มคลายเครียดด้วยการขับรถไปไกลขึ้น ไปบางแสน ไปเขาใหญ่ เริ่มหัดฟังเพลงแจ๊สเบาๆ เพื่อผ่อนคลาย ผมซื้อแผ่นซีดีอัลบั้ม ‘The Jazz King’ ซึ่งเป็นการนำเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเล่นโดยศิลปินแจ๊สชื่อดังระดับโลกในสไตล์ที่แตกต่างกัน ผมชอบอัลบั้มนี้มาก มักเปิดฟังขณะขับรถ

ผมชอบแอบขับรถไปคนเดียวเสมอ ขณะขับรถผมไม่รู้ตัวว่าทำอะไรไปบ้าง

วันหนึ่งขณะขับรถพาภรรยาและลูกไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า

“นี่!” ภรรยาตะโกนถามเสียงดัง

ผมตกใจ “อะไร? มีอะไร?”

“ไม่รู้ตัวจริงๆ เหรอ? นั่งพูดคนเดียวอยู่ตั้งนาน สังเกตหลายครั้งแล้วนะ”

“จริงอะ? ไม่มีอะไรหรอก”

ครั้งแรกๆ ผมพยายามปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้เธอเครียดไปด้วย ในครั้งต่อๆ มาผมชักปฏิเสธไม่ลง ถ้ำของผมมันเริ่มแข็งแกร่งขึ้น กำแพงหนาขึ้น เพดานใกล้เสร็จแล้ว โลกอีกใบหนึ่งของผมกำลังชัดเจนขึ้น เริ่มกลายจากนามธรรมเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ผมเคยถามภรรยาว่าตอนผมพูดคนเดียว ผมพูดอะไรบ้าง?

“ก็พูดเกี่ยวกับเรื่องงาน เรื่องเพื่อน เรื่องลูกค้า”

“แบบไหนอะ?”

“แบบจริงจังมาก เหมือนกำลังคุยโทรศัพท์กับใครอยู่เลย”

ผมพูดคนเดียวบ่อยขึ้น เป็นการพูดโต้ตอบกับตัวเอง ผมสังเกตว่า ณ ขณะห้วงภวังค์นั้นผมได้สร้างเรื่องราวขึ้นมา โดยนำเรื่องเครียดต่างๆ ที่ค้างเติ่งในหัวมาต่อยอด สร้างสรรค์เป็นเรื่องราวใหม่ มีตัวละครทั้งที่มีชีวิตอยู่จริง และที่ผมสร้างขึ้นมาด้วยจินตนาการ บทถูกเขียนขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่มีเตรียมมาก่อน การเดินเรื่องถูกผลักดันจากความเครียดในสถานการณ์จริง ผสมอารมณ์ ความเครียด ความแค้น ความโกรธ ความเศร้า ผมรับบทเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่อง บางครั้งผมรับบทตัวละครหลายคน น้ำเสียงและบทพูดเปลี่ยนไปตามตัวละครที่ผมรับบทบาท บางครั้งผมพูดสลับไปมาเหมือนตัวละครสองหรือสามคนกำลังโต้ตอบกัน โดยมีผม…พูดอยู่คนเดียว

ผมชักสงสัยตัวเองไม่รู้ว่าเริ่มมีอาการทางประสาทแล้วหรือไม่? ผมพบว่าเมื่อใดที่ผมเครียดมากจนถึงจุดหนึ่ง ผมจะหลุดเข้าไปอยู่ในโลกใบนั้นอัตโนมัติ โดยมีถ้ำของผมเป็นโรงละคร ฉากถูกเซ็ตให้ต่อเนื่องจากเรื่องที่กำลังเครียดก่อนเข้าสู่โรงละคร จากนั้นผมก็จะเริ่ม…พูดคนเดียว…

แม่ พี่สาว และพี่ชาย โทรศัพท์มาหาผมแทบทุกสัปดาห์ ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะเริ่มสังเกตเห็นถ้ำของผมบ้างแล้ว ตอนนี้เพดานเสร็จเรียบร้อย ปิดกั้นอากาศและแสงภายนอกร้อยเปอร์เซ็นต์

ในขณะที่คนรอบกายเริ่มสังเกตเห็นถ้ำของผม แต่ผมกลับยังมองไม่เห็นมัน

ผมดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง พิธีกรบอกว่าถ้าเครียดเมื่อไรให้หาอะไรทำ อย่าให้ว่างจะได้ไม่ต้องคิดมาก แล้วไม่ต้องไปกังวลกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว ผมนึกถึงโกอานของเซนเรื่องหนึ่งที่เคยอ่าน

พระรูปหนึ่งอุ้มสตรีนางหนึ่งข้ามถนนที่เจิ่งนองด้วยน้ำ พระที่มาด้วยกันเห็นเข้าก็ตกใจ ไม่พูดอะไร จนกระทั่งกลับมาถึงวัดจึงถามพระรูปนั้นว่าทำไมจึงกระทำเยี่ยงนั้น ด้วยเป็นกิจที่ไม่พึงควร พระรูปดังกล่าวตอบกลับมาว่าเราอุ้มเธอข้ามถนนไปอีกฝั่ง แล้วก็ปล่อยเธอไว้ตรงนั้นตั้งแต่ตอนนั้น บัดนี้ท่านยังอุ้มเธออยู่อีกหรือ?”

ผมเครียดกับเรื่องงาน จึงรู้สึกเบื่อหน่ายกับเรื่องงาน ผมมองหาอะไรทำเพื่อให้ลืมเรื่องเครียดๆ

ผมหัดทำฝากระโปรงรถด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ผมสนใจเทคโนโลยีเกี่ยวกับวัสดุประเภทนี้มานาน เคยหัดทำชิ้นงานเล็กๆ ผมจึงคิดโครงการละลายความเครียดนี้ขึ้นมา

ผมเริ่มจากทำแม่พิมพ์ เมื่อได้แม่พิมพ์จึงซื้อผ้าคาร์บอนไฟเบอร์มา ผมนำเงินที่ควรเอาไปใช้หนี้มาซื้อผ้าคาร์บอนไฟเบอร์ผืนละเกือบหมื่นบาท ปูผ้าฯ บนแม่พิมพ์แล้วทาอีพ็อกซี่เรซิ่น แล้วปูแผ่นใยไฟเบอร์กลาสทับแล้วทาอีพ็อกซี่เรซิ่นตามหลายชั้น พอแห้งจึงใช้ค้อนยางเคาะแม่พิมพ์ นำชิ้นงานออกมา จากขั้นตอนดังกล่าวดูเหมือนง่าย แต่ในความจริง ผมเป็นเพียงมือสมัครเล่น มีข้อผิดพลาดจนต้องลงแรงมากกว่าปกติบ่อยครั้ง เมื่อนำชิ้นงานออกมา พบว่ามีรูฟองอากาศจำนวนมาก ผมต้องใช้กระดาษทรายน้ำค่อยๆ ขัด หยอดอีพ็อกซี่เรซิ่นตามรูฟองอากาศแล้วจึงขัด ผมขัดไม่ชำนาญจึงไม่เรียบจนชิ้นงานเสีย จึงต้องทาอีพ็อกซี่เรซิ่นทับผิวใหม่ รอจนแห้ง แล้วขัดๆๆๆ

ผมชอบที่ได้ทำงานแบบนี้ มันเป็นงานที่ไม่ต้องใช้สมองมาก ใช้แรงเป็นหลัก เหงื่อไหลอาบร่างทั้งวัน จิตผมจดจ่ออยู่ที่มือและอุปกรณ์ทั้งสว่าน เครื่องตัด และเครื่องเจียร หากเหม่อเพียงแว่บเดียว งานอาจเสีย หรือมืออาจได้แผลได้

ผมเผาเวลาไปกับงานขัดๆ ทาๆ ทาแล้วก็ขัด ขัดแล้วก็เสีย เสียแล้วทำใหม่ มันเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผมลืมหลายเรื่องเครียดในหัวไปมาก เมื่อร่างกายเหนื่อย ผมได้นอนง่ายขึ้น ไม่ต้องนอนก่ายหน้าผากคิดมากจนเพลียหลับ ผมไม่มีเรื่องให้ฝัน หรือจำเรื่องที่ฝันไม่ได้

ภรรยาเริ่มบ่นที่ไม่ยอมทำงานทำการ ลูกค้าของสองโครงการนั้นก็เริ่มทวงงานยิกๆ

ช่วงนั้นผมมีงานไปบรรยายเล่าประสบการณ์สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ให้นักศึกษาตามมหาวิทยาลัยฟังอยู่บ่อยๆ ช่วงที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ หน้าที่การงานรุ่งสุดขีด รายได้พุ่งทะยานไม่แพ้กัน ผมไปบรรยายด้วยชุดและบุคลิกมาดมั่น เมื่อบรรยายเสร็จผมเดินทางกลับสู่โลกใบเดิมอีกครั้ง

ผมจ่ายหนี้ค่าค้างค่าเช่าสำนักงานใกล้จะหมดแล้ว อีกไม่นานผมจะได้รับค่าสอนหนังสือแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสียที

เมื่อมีเวลาว่างและรวมถึงเวลาที่ควรทำสองโครงการนั้น ผมมักขลุกอยู่กับงานฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์ เผาเวลาผลาญเหงื่อไปวันๆ ผมมีความสุข สบายใจ โดยหลงลืมคนรอบกายทั้งภรรยาและลูก ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่ที่เริ่มทำฝากระโปรงบริเวณที่จอดรถในบ้าน มันคือฉากหนึ่งที่ถูกเซ็ตขึ้นในถ้ำของผม ผมหลุดเข้าไปอยู่ในโลกใบนั้นแทบทั้งวัน

ผมเริ่มออกห่างจากโลกแห่งความจริงไปเรื่อยๆ…

ผมเสาะหากิจกรรมคลายเครียดรูปแบบใหม่ จนเจอ ในยามว่าง (ที่จริงๆ แล้วไม่ควรว่าง) ผมมักนอนเอกเขนกจินตนาการว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่

‘ใหญ่แค่ไหนดีวะ?’

‘เอาแม่งใหญ่สุดเลย’

‘ได้เท่าไหร่ดีวะ?’

‘ไม่รู้ว่ะร้อยวันพันปีจะซื้อล็อกเตอรี่สักครั้ง ไม่รู้ว่ารางวัลใหญ่มันได้กี่บาท’

‘เคยดูข่าว บางคนแม่งได้ร้อยกว่าล้านแน่ะ’

‘เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่อีกหรือวะ?’

‘เอาน่ะ เอาเป็นว่าซื้อล็อตเตอรี่ชุดใหญ่โคตรมา แล้วถูกรางวัล ได้ตังค์มาร้อยกว่าล้านละกัน’

‘กูจะซื้ออะไรดีวะ?’

‘ซื้อบ้าน ไปซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ ชานเมืองดีกว่า ไกลผู้ไกลคน กูเบื่อคน’

‘แล้วซื้อรถ เอาแม่งเฟอร์รารี่เลย’

‘รุ่นอะไรดีวะ?’

‘F430 Scuderia ละกัน หรือจะ 599 GTB ดีวะ?’

‘เอาแม่งสองคันเลย แล้วไม่เอาลัมโบฯ ด้วยเหรอ?’

‘ไม่เอา แม่งเตี้ย ถนนเมืองไทยแม่งนรก’

‘แล้วจะซื้ออะไรอีกดีล่ะ?’

‘กูจะพาลูกเมียไปเที่ยวมัลดีฟสักเดือน’

‘แล้วไม่เคลียร์หนี้หรือมึง?’

‘เคลียร์สิไอ้บ้า!’

‘อืม… แล้วจะทำอะไรต่อดี?’

‘แบ่งให้แม่ ซื้อรถให้แม่คันนึงหาคนขับรถให้ด้วย แล้วแบ่งให้พี่ๆ ซื้อบีเอ็มฯ แจกพี่คนละคันเลย’

‘มึงจะมีแต่เรื่องรถอย่างเดียวเลยหรือ?’

‘กูอยากทำธุรกิจ กูอยากมีร้านหนังสือ ขายเครื่องดื่มด้วย อยากเปิดร้านขายขนมไทย ทำแพ็กเกจจิ้งดีๆ เอาให้ญี่ปุ่นอายเลยมึง ในร้านก็ขายดอกไม้ด้วย กูชอบดอกไม้ แล้วก็กูอยากเป็นนักเขียน จะท่องเที่ยวไปทั่วประเทศทั่วโลกเลย’

‘…’

จินตนาการไร้สาระที่ ‘เหนือจริง’ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมตนเอง ในยามเครียดเหงา

โลกในจินตนาการเริ่มชัดเจนจนชักแยกไม่ออก มีรายละเอียดในโลกความจริงและไม่จริงผสมปนเป บางครั้งผมสับสนว่ารายละเอียดบางส่วนในเรื่องที่กำลังคิด เป็นสิ่งที่เคยประสบมาจริง หรือเป็นเรื่องในจินตนาการกันแน่ ในถ้ำของผมทวีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นทุกขณะ…

อีกกิจกรรมหนึ่งในการละลายความเครียดของผม คือ การเข้าไปตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นตามกระทู้ในเว็บ narisa.com ซึ่งเป็นเว็บด้านไอทีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศไทย มีกระทู้ถามตอบจำนวนมากและหลากหลายด้าน ทั้งยังมีบล็อกจำนวนมากของสมาชิกในเว็บ

ผมเข้าไปตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกแบบซอฟต์แวร์ และสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ ตอนนั้นผมแค่อยากหาอะไรทำ ‘ฆ่า’ เวลา ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่เข้าไปในเว็บบอร์ด พบกระทู้คำถามอะไรที่พอตอบได้ก็เข้าไปช่วยตอบ พบกระทู้อะไรที่น่าสนใจก็เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น จนเริ่มแบ่งปันความคิดเห็นและประสบการณ์ด้วยการเขียนบทความลงบล็อก

ผลตอบรับดีมาก มีคนเข้ามาขอบคุณและชื่นชมจำนวนมาก หลายคนได้ยินชื่อเสียงผมมานาน หลายคนเคยเป็นลูกศิษย์ผม หลายคนรู้จักผมผ่านเพื่อน เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ฯลฯ

ผมไม่ได้ใส่ใจว่ามีใครรู้จักผมหรือไม่ ผมกลับตื้นตันใจที่สิ่งที่ผมพิมพ์โดยไม่ได้คิดอะไร กลับมีคนขอบคุณและชื่นชมจำนวนมาก หลายคนขอติดตามอ่านความคิดเห็นและบทความในบล็อกของผม หลายคนถามไถ่ว่าเมื่อไรจะเขียนหนังสือขาย ในช่วงเวลานั้นเป็นห้วงที่ผมห่อเหี่ยวและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าที่สุด แต่กลับยังมีคน ‘เห็นค่า’ ในตัวผมอยู่ ซึ่งเป็นใครบ้างก็ไม่รู้…

ทุกวันผมมีเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นโทรฯ เข้ามาหาไม่ต่ำกว่าสิบสาย บางเบอร์โทรฯ ซ้ำกว่าสามรอบ เพราะผมไม่รับสายใดเลย ช่วงแรกผมรับสายปกติ ทุกสายล้วนโทรฯ มาทวงหนี้ ช่วงแรกเป็นทางธนาคารโทรฯ มาเอง พักหลังเริ่มเป็นสำนักงานกฎหมายที่รับติดตามทวงหนี้ นอกจากนี้ยังมีหนี้ค่าผ่อนรถที่โทรฯ มาหาแทบทุกวันเช่นกัน ผมได้แต่ผลัดวันประกันพรุ่ง รับปากส่งเดชเพื่อให้พวกเขาวางสายไปอย่างสบายใจ ต่อมาผมเริ่มโกหกเก่งขึ้น แต่งเรื่องเอาตัวรอดได้ทุกวัน ไม่นานผมเริ่มกลายเป็นจอมกะล่อน จนผมยังรู้สึกขยะแขยงตัวเอง

ผมเริ่มประสาทเสียกับเสียงโทรศัพท์ เริ่มหวาดระแวง เริ่มวิตกจริต เริ่มได้ยินเสียงโทรศัพท์แว่วตลอดเวลาก้องในหู คอยลุกไปหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูทั้งวันเพราะคิดว่ามีเสียงโทรฯ เข้า ตกกลางคืนสะดุ้งตื่นบ่อยๆ เพราะคิดว่าได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าที่ผมเป็นคนตั้งเสียงเอง มันเข้าไปอาศัยพักค้างอยู่ในโสตประสาท

ภายหลังผมเริ่มไม่ตอบอีเมล์และไม่รับสายโทรศัพท์ใครทั้งสิ้นยกเว้นญาติและเพื่อนสนิท ผมเริ่มปิดกั้นตัวเองออกจากโลกแห่งการติดต่อสื่อสาร จดหมายทวงหนี้ส่งมาที่บ้านพี่สาวและพี่ชายทุกวัน พวกเขาไม่รู้ว่าผมย้ายมาอยู่ที่ใหม่แล้ว จึงตามมาไม่ถึง บัตรเครดิตใบหนึ่งถูกยกเลิก อีกใบถูกลดวงเงิน แต่ผมก็หักบัตรทิ้งเพราะไม่อยากข้องแวะด้วยอีก บัตรกดเงินสดอีกสองใบถูกยกเลิกและผมก็หักมันทิ้งเช่นกัน

ผมยังมีเพื่อนฝูงมาหาตลอดแทบทุกสัปดาห์ มาสังสรรค์กัน ทำอาหารทานกัน เป็นกลุ่มเพื่อนที่คบหามาตั้งแต่มัธยมปลาย เราไม่ค่อยได้คุยเรื่องงานของกันและกัน เหมือนก่อนมาเจอได้วางเรื่องเครียดๆ เหล่านั้นทิ้งไว้ที่บ้าน แล้วค่อยมาสังสรรค์เฮฮากันที่บ้านผม

ผมเคยหยั่งเชิงเพื่อนๆ เล่น

“กูไม่มีเงินว่ะ โดนทวงหนี้ยิกๆ พวกมึงพอมีให้ยืมมั่งมั้ย?”

“กูก็แย่”

“กูก็ลำบาก ไม่ต่างจากมึงเท่าไหร่หรอก”

“เฮ้ย กูก็ไม่ค่อยมี”

ผมสังเกตว่าทุกครั้งที่ผมเริ่มเล่าเรื่องเครียดเรื่องความลำบากของผม เพื่อนๆ จะเริ่มนั่งเงียบ ดวงตาฉายแววว่างเปล่า แล้วมักมีใครสักคนชวนเปลี่ยนเรื่องเสมอ

ภายหลังผมจึงไม่เคยเล่าความลำบากแท้จริงให้เพื่อนฟังอีกเลย เพราะเล่าไปก็เท่านั้น พวกมันไม่เคยโศกเศร้าอะไรด้วย หรือไม่เคยแนะนำอะไรได้ พวกผมไม่ใช่ไม่รักกัน แต่เป็นพวกหน้าบาง ปลอบใจกันไม่ค่อยเป็น ผมเองก็เป็นอย่างนั้น จึงพอเข้าใจในบางอย่าง และไม่เข้าใจในบางอย่าง แต่พวกเพื่อนก็พอมีแก่ใจมาหาผมแทบทุกสัปดาห์ มาสังสรรค์ช่วยทำลายความเครียด หรืออาจเป็นวิธีหนึ่งที่พวกมันช่วยผมได้ดีที่สุดแล้ว

ครั้งหนึ่งผมกับเพื่อนคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าบ้าน ผมเครียดมากและเผลอเล่าเรื่องเครียดให้เพื่อนฟัง

มันฟังได้ชั่วครู่ จู่ๆ ก็ถามขึ้น “มาย้ายตู้ปลากันมั้ย? ไปอยู่ใต้หิ้งเจ้าแม่กวนอิมตรงนั้นน่าจะสวย จัดไฟง่ายด้วย”

ผมนิ่งงันปนงง ‘มึงบ้าหรือเปล่า? มาชวนกูย้ายตู้ปลาตอนนี้ กูเครียดนะเว้ย!’ หนำซ้ำตู้ปลาผมมีขนาดยาว 36 นิ้ว กว้าง 18 นิ้ว ลึก 20 นิ้ว บรรจุน้ำเกือบ 200 ลิตร ทั้งยังมีตู้กรองขนาดใหญ่ข้างล่างอีก ขาตั้งตู้ปลาก็เป็นไม้ตันขนาดใหญ่

มันยังจ้องหน้าผมเพื่อรอคำตอบ

เอาวะ “เออ! มา… ลองดู”

แล้วผมกับเพื่อนก็เข้าบ้าน ดึงสายไฟจากจากอุปกรณ์ดูแลระบบตู้ปลาและไฟทั้งหมด ยกหินในตู้ออกมาใส่กะละมัง ตักน้ำในตู้มาใส่ แล้วช้อนปลาออกมาใส่ตาม ผมยกถังใบใหญ่มาถ่ายน้ำออกจากตู้  เหลือค้างในตู้เล็กน้อย แล้วค่อยๆ กันขยับตู้ไปทีละนิดๆ จนถึงตำแหน่งใหม่ แล้วจัดการจัดตู้ให้เหมือนเดิม เพื่อนผมอาสายกหินจัดตู้ปลาให้ใหม่หมด จนเสื้อชุ่มเหงื่อ

น้อยครั้งมากที่ผมจะปรึกษาเรื่องทุกข์ใจกับภรรยา โดยเฉพาะในช่วงนั้น ที่ปัญหาลุกลามกลายเป็นปัญหาครอบครัว สาเหตุจากการดูแลภาระครอบครัวอันด้อยประสิทธิภาพของผม อีกทั้งยังบริหารเงินไม่เป็น พอจะเริ่มคุยเรื่องนี้กันทีไรเป็นได้ทะเลาะกันก่อนเข้าประเด็นทุกครั้ง เราทะเลาะกันบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น ด่าทอกันหนักขึ้น แล้วก็จบด้วยการดีกันในเวลาอันสั้น เหมือนต่างฝ่ายต่างระบายความอัดอั้น เมื่อใส่กันไม่ยั้งจนสิ้นแรง จึงได้เวลากลับมาสมานฉันท์กันต่อ

วันหนึ่งขณะรอภรรยาซื้อของในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน ผมแวะเข้าร้านหนังสือ หลังห่างหายการอ่านมานาน ที่ผ่านมาผมอ่านแต่นิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์ ผมเห็นหนังสือชื่อ ‘ความฝันโง่ๆ’ ของ วินทร์ เลียววาริณ  ชื่อเสียดแทงใจดีและเขียนโดยนักเขียนคนโปรด ผมหยิบมายืนอ่าน ความอิ่มเอิบใจแผ่ซ่านแม้อ่านไปเพียงไม่กี่หน้า ผมซื้อเล่มนั้นกลับมา

กลับถึงบ้านผมนั่งอ่านนอนอ่าน ละเอียดไปทีละถ้อยคำทีละข้อความอย่างเชื่องช้า อ่านไปคิดไป จินตนาการตามไป รู้สึกว่าหัวใจเริ่มพองโต ชุ่มชื่นใจ น้ำตาซึมไม่รู้ตัว

วันต่อมาผมหยิบเล่มนี้ไปนั่งอ่านต่อที่ร้านสตาร์บัคส์ใกล้บ้าน อยู่บ้านถ้าลูกไม่หลับแทบอ่านหนังสือไม่ได้

ขณะจ่ายเงิน พนักงานเห็นผมถือเล่มนี้อยู่จึงถาม “พี่อ่านเล่มนี้ด้วยเหรอ? แล้วอ่านเล่มแรกแล้วหรือยัง?”

“มีเล่มแรกด้วยหรือ?”

“ค่ะ ชื่อ ‘รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง’ ถ้าพี่อ่าน ‘ความฝันโง่ๆ’ แล้วพี่ต้องไปหาเล่มแรกมาอ่านด้วยเลย ดีมากๆ”

“ขอบคุณครับ เดี๋ยวจะไปหาซื้อเลยครับ” ผมรู้สึกว่าพนักงานวัยรุ่นคนนี้ไม่ธรรมดา หาได้ยากที่คนวัยนี้จะอ่านหนังสือแบบนี้

ผมจ่ายเงินเสร็จ รอรับกาแฟปั่นที่สั่ง แล้วเดินเข้าห้างสรรพสินค้าไปซื้อ ‘รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง’ มาจนได้ แล้วกลับมานั่งอ่านหน้าร้านสตาร์บัคส์ ผมนั่งอ่านอยู่เกือบสามชั่วโมง ซึมซับเรื่องเล่าทีละเรื่องๆ

ถัดจากวันนั้นผมซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มอีก ทั้งของ วินทร์ เลียววาริณ ชาติ กอบจิตติ และโดยเฉพาะ ประชาคม ลุนาชัย นักเขียนแนวเพื่อชีวิตในดวงใจผม ที่ตามอ่านมาตั้งแต่เล่มแรกของเขา มาขาดช่วงบ้างในช่วงห้วงทุกข์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ผมยังหยิบหนังสือที่อยู่บนชั้นหนังสือมากมายมาอ่าน ทั้ง นิยาย รวมเรื่องสั้น บทความ สารคดี ของนักเขียนดังกล่าว และอีกหลายท่าน ทั้งเล่มที่เคยอ่านจบแล้ว ที่ยังอ่านค้าง และที่ยังไม่เคยหยิบมาอ่านเลยตั้งแต่ซื้อมานาน แม้แต่ ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ ที่อ่านจบไปหมดแล้ว ผมก็หยิบมาอ่านใหม่

ผมหยิบหนังสือมากมายที่มีอยู่มาอ่าน ไม่เว้นแม้แต่หนังสือเกี่ยวกับปรัชญาเซนที่มีหลายเล่ม เมื่อเริ่ม ‘อิน’ มาก ผมเริ่มขยายผลด้วยการออกไปหาซื้อหนังสือธรรมะมาอ่าน โดยเน้นในแนวการประยุกต์ธรรมะกับชีวิต แนวแง่คิด ปรัชญา ซึ่งใช้ภาษาไม่ยากเกินไปนัก ผมสะดุดกับหนังสือของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่มุ่งเน้นให้เข้าใจปัจจัยแห่งเหตุและผล ความเรียบง่าย การดับทุกข์ ผมเริ่มเข้าใจหลักธรรมหลายอย่างมากขึ้น เข้าใจความหมายของสมาธิมากขึ้น แม้ไม่ได้ฝึกนั่งสมาธิจริงจัง

บ่ายสามของวันหนึ่งผมขับรถไปเขาใหญ่ ปกติเวลาขับออกต่างจังหวัดเพื่อไป ‘ปลดทุกข์’ ผมมักขับรถเร็วมาก บางช่วงเหยียบเกือบ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมเริ่มฝึกจิตให้นิ่ง ขณะรถทะยานด้วยความเร็วสูง ถนนช่วงอยุธยาถึงสระบุรีมีแยกกลับรถจำนวนมาก  ตาผมมองไปข้างหน้า แต่ไม่มีโฟกัส มันทำให้ผมมองได้กว้างขึ้น เพลงแจ๊สจากอัลบั้ม ‘The Jazz King’ ดังกลบเสียงรบกวนภายนอก แต่ผมฟังเพลงไม่รู้เรื่อง หูเริ่มไม่ได้ยินอะไร ยกเว้นที่ผมกำหนดเอาไว้ในใจว่าให้สนใจเฉพาะเสียงแตรรถ มือผมนิ่งอยู่ที่พวงมาลัย ผมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะเนิบช้า ภาพเบื้องหน้าเคลื่อนผ่านช้าลงๆ ผมเห็นรถที่วิ่งอยู่ด้านข้าง รถที่รอกลับรถอยู่ข้างหน้าหลายคัน ทันใดรถคันแรกพุ่งออกมากะทันหัน ผมเหลือบมองเลนซ้ายแล้วหักหลบอย่างรวดเร็ว แล้วแล่นต่อเนื่องโดยความเร็วตกลงเพียงเล็กน้อย

ผมค้นพบความสามารถพิเศษส่วนตัวว่า ยิ่งขับรถเร็วเท่าไร ผมยิ่งมีสมาธิ ยิ่งขับช้า… ยิ่งง่วงและชอบเผลอหวนคิดเรื่องเครียดๆ เพราะยิ่งผมขับรถเร็ว ผมยิ่งต้องบังคับตัวเองให้จดจ่ออยู่ที่การขับรถ จะว่อกแว่กไปเรื่องอื่นใดไม่ได้เด็ดขาด กลายเป็นว่าการขับรถไกลๆ เริ่มมีประโยชน์เชิงรูปธรรมขึ้นมาเสียอย่างนั้น เพราะมันช่วยให้ผม ‘สงบ’

ผมแวะซื้อเบอร์เกอร์เนื้อลูกวัวและน้ำที่ฟาร์มโชคชัย ใส่ถุงขึ้นไปทานบนเขาใหญ่ ยืนดื่มด่ำธรรมชาติอันกว้างใหญ่ขณะดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าพร้อมกับเคี้ยวเบอร์เกอร์แสนอร่อยในมือ นั่นก็เป็นฉากหนึ่งที่ถูกเซ็ตขึ้นในถ้ำของผม

อิ่มหนำจากเบอร์เกอร์และวิวอันงดงาม ผมขับรถไปบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ช่วงนั้นเข้าหน้าหนาวแล้ว อากาศหนาวเย็นผมเตรียมเสื้อกันหนาวมาเผื่อ ผมไปนั่งคุดคู้บนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าโรงอาหาร นั่งอ่าน ‘เบื้องบนยังมีแสงดาว’ หนังสือเล่มที่ 3 ในชุดเสริมกำลังใจถัดจาก ‘ร้อยเท้าเล็กๆ ของเราเอง’ กับ ’ความฝันโง่ๆ’ ผมนั่งอิ่มเอิบใจจนกระทั่งฟ้ามืดจนดาวเดือนอวดโฉม และมองไม่เห็นตัวหนังสือ ผมวางหนังสือลงข้างๆ นั่งคิดทบทวนเรื่องนานาที่ค้างเติ่งในหัว เพื่อพยายามหาทางออก สักครู่จึงเข้าไปนั่งอ่านหนังสือต่อในโรงอาหาร อ่านไปได้สักพัก บ่อน้ำตาเริ่มปริซึม ผมทนอ่านต่อไม่ไหว ออกไปยืนจุดบุหรี่สูบลำพังด้านข้างโรงอาหาร ข้างลำธารที่มีน้ำไหลเอื่อย

ผมไม่ได้ชอบมัน ไม่ได้ติดมัน ซ้ำยังทำให้เจ็บคอ แต่ตอนนั้นมันไม่รู้จะทำอะไร จึงเดินไปซื้อบุหรี่และไฟแช็กที่ร้านค้าในโรงอาหารมาจุดสูบ นี่ถ้าไม่ติดว่าจะต้องขับรถกลับบ้านอีกเกือบ 200 กิโลเมตร ผมอยากจะซื้อเบียร์มาซดเสียหน่อย

ยืนสูบบุหรี่ไป น้ำตาซึมจนเริ่มไหล คับแค้นใจว่าทำไมห้วงทุกข์อันบัดซบนี้ไม่จบสิ้นเสียที ผมดูเวลาที่โทรศัพท์มือถือ ค่ำมากแล้ว ผมตัดสินใจโทรศัพท์หาลี่ มันเป็นคนเดียวที่มักมีคำพูดนุ่มนวลและคำแนะนำดีๆ ให้ผม

“ฮัลโหล เออไงวะ รู้มั้ยตอนนี้กูอยู่ที่ไหน?” ผมทักทายด้วยลีลากวนตีนเพื่อเกลื่อนความอ่อนแอขณะนั้น

“เออ ไปเร่ร่อนอยู่ที่ไหนอีกล่ะไม่ยอมอยู่กับลูกเมียเลยนะ?” ลี่กวนตีนนิ่มๆ กลับมา

“กูเครียดๆ น่ะ เลยขับรถมาเขาใหญ่ มาซดธรรมชาติสักอึกใหญ่แล้วค่อยกลับ”

“สุนทรีย์จริงนะ แทนที่จะเอาเวลาไปปั่นงาน”

“อ้าว ทวงงานกูอีก อุตส่าห์โทรฯ มาหา ยิ่งเครียดๆ อยู่”

“จะเครียดอะไรกันนักหนา คิดมากก็เครียดมากน่ะซี้ กลับไปอยู่กับลูกเมียแล้วรีบปั่นงานซะ มันจะได้จบๆ เป็นอย่างๆ จะได้เครียดลดลง”

“เออๆ ไอ้ห่า พาวกกลับเรื่องงานอีกละ”

ผมวางสายไป ผิดหวังเล็กน้อย ที่คำแนะนำดีๆ ดันมาพร้อมการทวงงาน

ความคิดอัดอั้นในหัวยังไม่คลายตัว ความซึมเศร้ายังไม่ยอมสลัดหลุดจากร่าง ผมยังอยากคุยกับใครอีกสักคน จึงโทรศัพท์หาพี่สาว จริงๆ ผมไม่รู้จะคุยอะไร แค่อยากโทรศัพท์ไประบาย

เสียงปลายสายทักทายเสียงใส “ฮัลโหล ว่าไงน้องชาย?”

“ไม่มีอะไร เครียดๆ น่ะ เรื่องเดิมๆ” ผมเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปหา แต่ไม่รู้จะคุยหรือเล่าอะไรดี

“เอาน่า ไม่ต้องคิดมาก…” พี่สาวเริ่มปลอบโยนและให้กำลังใจ น้ำตาผมเริ่มไหลพราก หูอื้อไม่ได้ยินประโยคต่อๆ มาของพี่สาว

“แล้วนี่อยู่บ้านหรือเปล่า?”

“เปล่า ออกมาซื้อข้าวน่ะ เดี๋ยวก็กลับ”

“เออ… งั้นก็รีบกลับ ดูแลลูกดูแลเมียดีๆ มีอะไรก็โทรฯ มานะ สู้ๆ”

ผมยืนเกาะรั้วไม้กั้นกันตกลำธาร ยืนน้ำตาไหลพรากอยู่อีกชั่วครู่ ความหนาวเย็นเข้าเกาะกุม มือเริ่มสั่น อุณหภูมิน่าจะลดลงกว่าตอนมายืนใหม่ๆ ผมปาดน้ำตาเดินไปล้างหน้า แล้วขับรถกลับบ้าน

หลายวันต่อมา ผมเปิดโทรทัศน์ไปเจอรายการวาไรตี้รายการหนึ่ง มีแขกรับเชิญคือคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ผมไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ผมเปลี่ยนไปดูช่องอื่นแต่ไม่มีรายการไหนน่าสนใจจึงกลับมาดูช่องเดิม

คุณฐิตินาถเล่าถึงประวัติชีวิตตัวเองที่ต้องรับช่วงหนี้สินเกือบพันล้านต่อจากสามีที่ล่วงลับ ผมสะดุ้ง! เกือบพันล้าน? ผมมีหนี้แค่เกือบสองล้าน ไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของเธอเลย แต่แค่นี้ผมก็เครียดจะตายอยู่แล้ว

ผมนั่งฟังเรื่องราวของเธออย่างชื่นชม อิ่มเอิบใจไปกับข้อคิดและคติดีๆ โดยเฉพาะข้อคิด ‘อย่าให้เจ้าหนี้เหนือเรา เราต้องเหนือเจ้าหนี้ ไม่ใช่วิ่งหนี แต่ด้วยการเดินเข้าไปหาเขา สร้างความมั่นใจในตัวเรา ให้เจ้าหนี้เชื่อมั่นในตัวเรา นั่นคือการเข้าไปเจรจาประนอมหนี้’ ขณะเดียวกันผมนึกถึงหนังสือธรรมะที่เคยอ่าน และตอนเรียนหลักสูตร ‘First Aid’ สมัยดำน้ำ ว่าต้องช่วยตัวเองให้รอดก่อนแล้วค่อยช่วยคนอื่น ถ้าตัวเองยังช่วยตัวเองไม่ได้แล้วจะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร

ผมยังคงเข้าไปตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น และเขียนบทความลงบล็อกในเว็บ narisa.com กำลังใจผมเริ่มมีมากขึ้น จากครั้งแรกๆ ที่ผมแค่อยากเข้าไปพิมพ์ๆ ตอบๆ อะไรเท่าที่ ‘พอรู้’ เพื่อฆ่าเวลา แต่กลับพบว่าสิ่งที่พอรู้นั้นได้มีประโยชน์กับคนจำนวนมากทั้งที่ทำงานด้านนี้ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน และที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ หลายคนที่ตามอ่านตัวอักษรของผมเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ผมสัมผัสถึง ‘คุณค่า’ ในตัวที่ยังมีอยู่ ความเบื่อหน่ายในงานไอทีเริ่มระเหยหายทีละนิด ผมเข้าเว็บโดยตั้งใจเขียนบทความและตอบจริงจังมากขึ้น เพื่อเป็นการทบทวนตัวเองไม่ให้ลืม และเริ่มนึกสนุกอยากต่อยอดความรู้

ผมอ่านเซนและธรรมะมากขึ้น ผมสนใจปรัชญามานานตั้งแต่สมัยเรียน ชอบอ่านงานของ รพินทรนาถ ฐากูร, คาลิล ยิบราน, ชนะ คำมงคล และอีกหลายท่าน แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจู่ๆ จะมาสนใจธรรมะได้

หลังจากนั้นไม่ถึงสัปดาห์ เป็นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ผมได้รับจดหมายติดตามงานสองโครงการนั้นผ่านทางอีเมล์ ในจดหมายแจ้งว่าหากไม่ส่งงานหรือไม่ติดต่อกลับภายในวันที่กำหนด จะแจ้งฝ่ายจัดซื้อ/จัดจ้างให้ยกเลิกการว่าจ้าง และตามกฎระเบียบ บริษัทที่ถูกเลิกจ้างกลางครันจะถูกติดแบล็กลิสต์ ไม่สามารถกลับมารับงานที่องค์กรแห่งนั้นได้อีกต่อไป

ก่อนหน้านั้นประมาณสองเดือน ผมถูกแจ้งว่าจะปรับโทษฐานส่งมอบงานล่าช้า ผมหนีห้วงทุกข์ด้วยวิธีเดิมๆ ด้วยการขับรถออกไปไกล คราวนั้นไปบางแสน ยืนสูบบุหรี่หลายมวนจนแสบคอเริ่มเมาบุหรี่ โทรศัพท์ไปหาลี่

“กูไม่ไหวแล้ว เขาจะปรับโปรเจ็คต์เราแล้ว มึงอย่าโกรธกูนะ”

“เออๆ ไม่เป็นไร เข้าใจๆ”

“ตอนแรกก่อนเข้าห้องประชุม กูทำใจไว้แล้ว แต่จริงๆ กูเผื่อใจยิ่งกว่านั้นอีก กูเผื่อถึงขั้นถูกเลิกจ้าง”

“ขนาดนั้นเลย?”

“เออ! ใจนึงกูก็อยากให้เลิกจ้าง จะได้จบๆ กันไปเลย กูไม่มีกะจิตกะใจจะทำต่อแล้ว แค่เรื่องส่วนตัวก็เครียดจะตายห่าอยู่แล้ว โทษทีว่ะ ที่ทำให้มึงพลอยลำบากไปด้วย”

“เออ ไม่เป็นไร อย่างน้อยอยู่บ้านก็ยังมีข้าวกิน รีบกลับบ้านซะ ไปอยู่กับลูกกับเมีย”

ผมยืนตาเปียกชื้นอยู่อีกชั่วครู่ ยืนเกาะขอบปูนมองเกลียวคลื่นโถมเข้าซัดกำแพงปูน น้ำทะเลแตกกระเซ็น ก่อนรวมตัวกลืนหายสู่ท้องทะเล

หลังจากอ่านจดหมายจบ ผมรู้สึกโล่งใจบอกไม่ถูก

สองวันต่อมา ผมส่งอีเมล์ถึงผู้ประสานงานฝั่งลูกค้า ชี้แจงว่ายินดีให้เลิกจ้างและติดแบล็กลิสต์ พร้อมเล่าเหตุผลแนบไปด้วย พี่ๆ ที่นั่นเข้าใจสถานการณ์ของผมดี แม้กระทั่งคณะกรรมตรวจรับงานก็ทราบเรื่อง

หัวใจของการทำงานที่ผมยึดถือมาตลอดคือความจริงใจ

ครั้งหนึ่งขณะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งโทรศัพท์มาหา

เล่าว่า “ผมกำลังจะเข้าไปทำโครงการสถาปัตยกรรมระบบเชิงบริการ (Service-Oriented Architecture) ให้กับธนาคารรายหนึ่ง โดยผมเป็นคนเขียนทีโออาร์ (TOR) ให้เอง และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก จะมีบริษัทหนึ่งที่ผมติดต่อไว้แล้วเป็นคนเข้าประมูล เขาเป็นบริษัทขายฮาร์ดแวร์ ถ้าได้งานแล้วจะมีอีกบริษัทที่จะทำด้านระบบเข้าไปรับช่วงต่อ ผมกำลังหา ‘Architect’ ที่จะรับหน้าที่ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ ไม่ทราบว่าสนใจ ‘เข้าไปด้วยกัน’ ไหม?”

ผมนิ่งงันชั่วครู่ นึกไม่ถึงว่าคนที่เคารพและเคยทำงานเพื่อสังคมมาโชกโชนจะกลายเป็นแบบนี้ไป เพราะผมเข้าใจคำว่า ‘เข้าไปด้วยกัน’ ดีว่าหมายถึงอะไร?

ผมจึงตอบเชิงทีเล่นทีจริงกลับไป “ได้ครับ แล้วแต่เลยครับ”

ผมไม่ถามรายละเอียดอะไรแม้แต่น้อย ถ้าตกลงก็รับงาน อย่างน้อยถือเสียว่าได้รายได้ ถ้าไม่ตกลงก็ไม่เป็นไร เพราะผมเกลียดงานประเภท ‘เข้าไปด้วยกัน’ นัก

หลายงานในอดีตที่ผมและทีมงานต้องเจ็บตัวสาเหตุหนึ่งก็เพราะงานประเภท ‘เข้าไปด้วยกัน’ นี่ล่ะ ปลาตัวเล็กๆ อย่างผม จะมีปัญญาอะไรไปต่อกรกับปลาใหญ่ ที่ผ่านมามักได้กินแต่เศษซากอาหารที่ปลิวมาตามน้ำเท่านั้น หากยิ่งไปรับบทบาทสำคัญอย่างนั้น ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาคงได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นแพะไม่ยาก ยิ่งถ้ามีปัญหาจนฟ้องร้องกันภายหลังยิ่งไม่อยากจะนึกถึง ว่าตัวเองคงได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห้องพิจารณาคดีเป็นแน่

โชคดีที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นวางสายแล้วเงียบหายไปเลย คงเข้าใจได้เองว่าผมไม่เอาด้วย หรืออาจเจอคนที่ ‘ใช่’ มากกว่า

โครงการลักษณะนี้มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท หลายองค์กรลงทุนสูงหลายร้อยล้านบาท บางองค์กรสูงถึงระดับพันล้านบาท ผมเข้าไปมีส่วนรู้เห็นโครงการระดับร้อยล้านจนถึงระดับพันล้านมาพอสมควร ทั้งในองค์กรภาครัฐ องค์กรมหาชนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงระดับชาติและระดับโลกหลายแห่ง ใครจะไปเชื่อว่าโครงการของคนไอทีที่น่าจะดำเนินการด้วยเทคโนโลยีและวิธีการอันทันสมัย มีบุคลากรค่าตัวสูงลิ่ว เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสมชื่อยิ่งกว่าโครงการสาขาใดๆ แต่ที่ไหนได้ กลับดำเนินการได้ ‘ลูกทุ่ง’ ยิ่งกว่าการสร้างภาพยนตร์ธรรมดาๆ สักเรื่องหนึ่งหรือการก่อสร้างอาคารสักหลังหนึ่งเสียอีก แต่โชคร้ายตรงที่คนนอกวงการมักดูไม่ออก ว่าคนไอทีเขาทำงานกันอย่างไร เพราะปกตินักไอทีขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าพูดไม่รู้เรื่อง มีศัพท์ยากๆ ที่เข้าใจยากๆ จำนวนมาก การจะเข้าใจว่าเขาทำงานกันอย่างไรจึงกลายเป็นดังงมเข็มในมหาสมุทร

ผิดกับบางโครงการที่ขนาดเล็กกว่า ดำเนินงานโดยทีมงานไม่กี่คน ในหลายบริษัทขนาดเล็ก ที่กลับมีประสิทธิภาพกว่า กลายเป็นว่าโครงการยิ่งใหญ่ งบประมาณยิ่งสูง คนยิ่งมาก ยิ่งทำงานกัน ‘ลูกทุ่ง’ มากเท่านั้น โชคดีที่ผมเป็นเพียงปลาตัวเล็ก และไม่เคยใส่ใจ ‘ไซต์ เรฟเฟอเรนส์’ สักเท่าใด พยายามไม่ข้องแวะกับโครงการใหญ่เกินตัว แม้ช่วย ‘อัพโปรไฟล์’ ได้ดี แต่โครงการขนาดใหญ่มักมีพื้นที่สีเทาอยู่มาก ที่ผ่านมาจึงเน้นรับงานเล็กๆ ที่ปิดง่าย รับเงินง่ายมากกว่า แต่จนแล้วจนรอด งานเล็กๆ แต่ดันไปข้องเกี่ยวกับคนจำนวนมากที่ไม่เล็ก ก็ทำให้ผมและทีมงานไม่มีอันจะกินได้เช่นกัน อย่างบางงานที่กล่าวถึงก่อนที่จะยุบทีมปิดออฟฟิศ

ผมกับเพื่อนๆ เหมือนชาวนาที่ถูกพ่อค้าคนกลางโกงต่อหน้าต่อตา โดยมีความรู้เรื่องการจัดการและกฎหมายดีกว่า เราได้แต่นิ่งงัน สบถสาปแช่ง แล้วกล้ำกลืนน้ำตาตัวเอง กลับไปก้มหน้าทำงานต่อ เพื่อรอวันผลผลิตงอกงาม แล้วนำไปลุ้นแลกเงิน

ไม่มีอีเมล์ตอบกลับมาภายหลังเลยวันกำหนดส่งงาน เป็นนัยว่าลูกค้ารับทราบเหตุผลของผมเรียบร้อยแล้ว และผมได้ถูกเลิกจ้างและติดแบล็กลิสต์ขององค์กรนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ผมโทรศัพท์ไปหาพี่ๆ ที่นั่น ในอีเมล์เป็นการชี้แจงอย่างเป็นทางการ แต่ผมอยากชี้แจงด้วยปากตัวเอง

ผมบอกพี่ๆ ที่นั่น “ผมขอเลือกแก้ปัญหาชีวิตก่อน ผมไม่มีกะจิตกะใจจะไปทำงานอะไรจริงๆ ครับพี่”

พี่หลองตอบกลับมา “ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ ไว้มีโอกาสค่อยได้ร่วมงานกันใหม่นะ”

ทั้งพี่หลอง พี่ตุ่ม พี่อุ๊ และอีกหลายคน ล้วนเข้าใจเหตุผลของผม ทั้งยังให้กำลังใจ แม้จะเคืองๆ บ้างที่ทำให้พวกเขาต้องเสียงาน ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ แต่นั่นถือว่าเป็นประสบการณ์และบทเรียนที่ดีสำหรับผม ที่ครั้งหนึ่งได้เคยชนะประมูลงานถึงสองโครงการขององค์กรขนาดใหญ่แห่งนี้ และได้เคยถูกเลิกจ้าง ซ้ำยังติดแบล็กลิสต์อีก มันทำให้ผมได้ทบทวนข้อผิดพลาด ที่จะไม่ให้เกิดซ้ำอีกในอนาคต

ผมเดินออกไปหน้าบ้าน นึกถึงคำพูดของคุณฐิตินาถได้รางๆ “คนเรามีแค่สองมือ แบกทุกเรื่องได้ไม่หมด แก้ไม่ได้ทุกอย่างในคราวเดียว”

ผมแหงนหน้ามองขึ้นฟ้า มองเห็นปัญหาตกจากฟากฟ้ามากมาย ผมกางแขนทั้งสองออก สองมือที่มีอยู่รับได้แค่บางปัญหา มีอีกหลายปัญหาที่ตกหล่นสู่พื้น ผมปล่อยให้มันตกลงไป เพื่อรอวันก้มไปหยิบขึ้นมาแก้ไขภายหลัง ผมพูดกับตัวเองในใจ ‘กูมีแค่สองมือ รับได้แค่นี้ก็ขอแก้แค่นี้ก่อน กูมีศักยภาพแค่นี้ กูแก้หมดทุกเรื่องไม่ไหว!’

บ่ายสามของวันนั้น วันที่ผมถูกน็อกเอ๊าต์ด้วยคำพูดของภรรยา ที่เปรียบดังลูกถีบพุ่งเข้าใส่ใบหน้าอย่างจัง ผมตาสว่างตื่นสู่โลกแห่งความจริง เกิดการหยั่งรู้ หรือ ‘Intuition’ อย่างเฉียบพลัน ผมค้นพบทางออกทันใด แสงสว่างส่องลอดเข้ามาจนถึงจิตใจ ผมสัมผัสถึงมวลอากาศสดชื่นอบอุ่น ที่แทรกอณูเข้ามาภายในถ้ำที่ผมสร้างขึ้นมาปิดกั้นตัวเอง เป็นระยะเวลานาน มันค่อยๆ ทลายลงแล้วเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

ช่วงเวลาที่ผ่านมาผมจมตัวเองอยู่กับปัญหาและเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว พยายามแก้ปัญหาทั้งสองด้าน ทั้งส่วนตัวและเรื่องงาน ซึ่งผมเน้นแก้เรื่องงานเป็นหลัก เพราะคิดว่าจะช่วยให้มีรายได้ แต่เมื่อกำลังใจไม่มี ซ้ำในหัวยังมีแต่เรื่องเครียดๆ อัดแน่น ผมจึงเผลอสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาปิดกั้นตัวเองจากโลกแห่งความจริง ขณะที่ภาระหนี้สินและปัญหาครอบครัวยังคงดำเนินต่อไป เรื่องงานก็ไม่ทราบได้ว่าจะปิดโครงการได้เมื่อไร? และจะได้เงินเมื่อไร? ที่ผ่านมาผมมัวแต่กระหายอยากทำงานโครงการ เพราะอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากๆ และสนุกกับการพัฒนาระบบ หลงลืมประเมินศักยภาพตนเอง ว่ามีจุดอ่อนหลายด้าน อาทิ การบริหารโครงการและบริหารคน

นอกจากนี้ที่ผ่านมาผมมัวแต่พยายามแก้ปัญหาของคนอื่น (ลูกค้า) ด้วยความง่อยเปลี้ย หลงลืมไปว่าฐานครอบครัวง่อนแง่นเต็มที ภรรยากับลูก รวมทั้งแม่และพี่ๆ ต้องลำบากไปด้วย ขณะที่หนี้สินยังท่วมตัว เมื่อผมเครียดก็วิ่งหนีปัญหา เจอโลกที่สบายใจ ทั้งที่แท้แล้วเป็นแค่ศาลาพักใจชั่วคราวเท่านั้น เป็นเพียงโลกคู่ขนานที่จินตนาการขึ้นมา

ผมนึกถึงหลักธรรมและเซนว่าให้อยู่กับปัจจุบัน กลับไปแก้ไขอะไรในอดีตไม่ได้ ส่วนอนาคตก็ยังมาไม่ถึง และนึกถึงหลักไตรลักษณ์ได้แก่ ความไม่แน่นอน ความทุกข์ และความไม่มีตัวตนไม่ยึดติด ผมเสียเวลาทำบ้าบออะไรไปตั้งเกือบสองปี ซ้ำยังบริหารเงินไม่เป็น บริหารหนี้ไม่เป็น ปัญหาอันแสนสาหัสที่ผมเคร่งเครียดมานาน แท้แล้วมีขนาดเล็กแทบมองไม่เห็น จิตผมมันไปปรุงแต่งจนปัญหาพองโต แล้วก็ดันไปติดยึดกับขนาดจนหลอนตัวเอง

ปัญหาที่แบกมานานเริ่มจากเรื่องงาน แล้วลุกลามไปเป็นเรื่องเงินแล้วกลายเป็นเรื่องครอบครัว ที่ผ่านมาผมยึดติดกับการแก้ที่ต้นทาง เข้าใจลำดับผิดมาตลอด แท้แล้วครอบครัวสำคัญกว่างานยิ่งนัก กระทั่งก่อนตัดสินใจตอบอีเมล์ฉบับนั้น ผมอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก

ซึ่งผมก็ได้เลือกแล้ว!

ผมนึกถึงข้อคิดของคุณฐิตินาถในการเดินเข้าหาเจ้าหนี้ ผมเริ่มโทรศัพท์ไล่หาเจ้าหนี้แต่ละราย

“สวัสดีค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ?”

“ผมต้องการประนอมหนี้ครับ ผมชื่อ…”

ทางฝ่ายเร่งรัดหนี้สินของเจ้าหนี้แต่ละรายล้วนดีใจ ลดหย่อนหนี้สินให้จำนวนมาก หนี้บัตรเครดิตแห่งหนึ่งลดหย่อนให้ผมกว่า 30 เปอร์เซ็นต์หากผ่อนจ่ายเดือนละเท่าๆ กันต่อเนื่องหนึ่งปี หนี้เงินกู้ธนาคารแห่งหนึ่งลดให้ผมกว่า 50 เปอร์เซ็นต์หากจ่ายทั้งก้อนทันทีและภายในเย็นวันนั้น ผมโทรศัพท์หาเพื่อนเพื่อยืมเงินทันที น้ำเสียงผมแจ่มใสแสดงถึงความมั่นใจเต็มที่ ผมรับประกันว่าจะคืนในสองสัปดาห์เพราะกำลังจะมีค่าสอนหนังสือโอนเข้าบัญชีผมแน่ๆ

วันอาทิตย์ช่วงปีใหม่สมาชิกครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งแม่ ครอบครัวพี่ๆ และครอบครัวผม นัดทานข้าวกัน หลังจากไม่ได้พร้อมหน้าพร้อมตากันมาหลายเดือน ระหว่างทานข้าวพี่ชายแอบยื่นกระดาษทิชชู่แผ่นเล็กให้ ผมคลี่ดูมีข้อความว่า ‘เงินที่ค้างอยู่ ยกให้ ไม่ต้องคืน ของขวัญปีใหม่’ นับเป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นแรกซึ่งอิ่มเอิบใจจริงๆ

หลังผ่านปีใหม่ไม่กี่เดือนผมใช้หนี้ค่าค้างค่าเช่าสำนักงานหมด รายได้จากค่าสอนหนังสือผมจึงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งยังมีงานที่ปรึกษาจรผ่านมาเรื่อยๆ ผมเริ่มฟื้นฟูสภาพครอบครัวและสภาพบ้าน ให้กลับมาสมประกอบอีกครั้ง ทั้งยังสวยงามและสมบูรณ์ยิ่งกว่าก่อน

เพียงปีเดียวหลังจากนั้นผมก็ปลดหนี้เกือบสองล้านสำเร็จ ทั้งยังมีเงินเหลือมากพอไถ่แหวนเพชรมาคืนพี่สาว ไถ่สร้อยคอและสร้อยข้อมือของภรรยากับของลูกมาคืน จ่ายค่าผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ที่ดวงตาให้แม่ และซื้อนาฬิกาเรือนหนึ่งเป็นของขวัญให้ตัวเอง มีชื่อรุ่นว่า ‘BTR’ มาจากคำว่า ‘Back To Root’ หรือ กลับคืนสู่รากเหง้า

ผมหันมารับงานสอนหนังสือกับงานที่ปรึกษาเป็นหลัก และรับงานออกแบบระบบกับประเมินงานออกแบบระบบบ้างเล็กน้อย ทำงานเดือนละไม่ถึง 15 วัน มีเวลาให้ครอบครัวได้เต็มที่

ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยยึดติดกับข้าวของใดๆ อีกเลย หลังผ่านสภาพ ‘หมดตัว’ มาแล้ว ทุกสิ่งพร้อมสูญเสียได้หมด

หลังผ่านช่วงจิตตกลึกที่สุดในชีวิตมาได้ ผมขอบคุณช่วงเวลาเหล่านั้น มันได้ทำให้ผมเข้มแข็งขึ้น สงบขึ้น งานและรายได้กลับมาดีขึ้นแบบหลังเท้าเป็นหน้ามือในระยะเวลาอันสั้น โดยผมเลือกทำงานอิสระลำพัง

ข้าวกะเพราเนื้อที่ไร้ไข่ดาวในวันนั้นทำให้ผมพบทางออก… วิธีแก้ปัญหาที่แสนง่าย ที่ผมไม่เคยมองเห็นมาก่อน

เพียงแค่เปลี่ยน ‘มัน’ เท่านั้น!

One thought on “เมื่อผ่านสิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดมาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s