ดอกไม้แห้งในต้นฤดูหนาว

เรื่องสั้นเรื่อง ‘ดอกไม้แห้งในต้นฤดูหนาว‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๒ มิถุนายน ๒๕๕๕


หลังวนรถขึ้นไปจอดยังชั้นเก้าของอาคารจอดรถ ผมลงลิฟต์มาพร้อมหนังสือเล่มบางเล่มหนึ่ง เดินวนไปตามทางเดินที่คุ้นเคย ลัดเลาะผ่านตึกผู้ป่วยนอกอันทันสมัย สู่ตึกผู้ป่วยในที่ยังคงอนุรักษ์บรรยากาศตั้งแต่สมัยผมยังเด็กเอาไว้ เก้าอี้นั่งพลาสติกหน้าห้องจ่ายยาว่างอยู่หลายตัว ผมนั่งลงเปิดหนังสืออ่าน กลิ่นยาตลบอบอวล เตียงและรถเข็นขนไข้ถูกเข็นไปมาขวักไขว่ เพราะห้องฉุกเฉินอยู่ถัดจากห้องจ่ายยาไม่มาก บางรายผมเผลอเหลือบดูต้องรีบก้มหน้าลงแทบไม่ทัน ผมเคยชินกับบรรยากาศที่นี่มานมนาน แต่ยังไม่ชินกับความป่วยไข้ทุกข์ทรมานของผู้ป่วย หลายรายร้องโอดครวญ หลายรายใบหน้านิ่งเหม่อลอย ราวดวงจิตเบื่อหน่ายกับร่างนี้จนอยากเปลี่ยนร่าง หรือไร้ร่างไปเสีย…

1

เดือนที่แล้วผมพาแม่มาผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา หมอถามว่าจะใช้สิทธิ์สามสิบบาทหรือจะซื้อเลนส์พิเศษ ที่มีคุณภาพดีกว่าแต่ราคาหลายหมื่นบาท เพื่อนแม่ที่เป็นพยาบาลที่นั่นเล่าให้ฟังก่อนหน้าแล้ว ว่าอ็อปชั่นแรกเป็นแพทย์ฝึกหัดผ่า ส่วนอ็อปชั่นหลังเป็นอาจารย์หมอผ่าเอง ผมเลือกอ็อปชั่นหลัง แม้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จร่วมครึ่งแสน

เมื่อต้นปีที่ผ่านมากลางดึกคืนหนึ่ง แม่ลุกจากเตียงออกมาเข้าห้องน้ำ ลื่นล้มหลังกระแทกพื้น ร้องโอดโอยโหยหวน จนผมนึกออกเลยว่าหน้าแม่เป็นอย่างไรในความเจ็บปวดขนาดนั้น แม่กลับเข้าห้องระทมอยู่บนเตียงจนเช้า วันรุ่งขึ้นแม่ทนความปวดไม่ไหวพี่สาวจึงพาไปโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน ใช้สิทธิ์ประกันอุบัติเหตุ แม่นอนอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านเกือบสัปดาห์ โชคดีที่แค่กระดูกสันหลังร้าวและเคลื่อนเล็กน้อย ไม่ส่งผลต่อระบบประสาท และไม่ต้องผ่าตัด แต่แม่ต้องสวมเฝือกหลังมีลักษณะคล้ายเสื้อเกราะรัดรอบแผ่นหลังและเอวแน่น ต้องใส่ตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลานอน แม่ใส่มันกว่าสามเดือน

เกือบสองปีก่อนแม่ถูก ‘ไอ้โก้’ กัด ขณะแมวที่บ้านสองตัวคือไอ้โก้กับไอ้อ้วนกำลังกัดกันอยู่ แม่เข้าไปเป็นกรรมการห้ามมวยจึงถูกกัดเข้าให้ที่นิ้วโป้ง แผลเล็กไม่ใหญ่มาก  ทายาอยู่สองสามวันแผลเล็กชักบวมเป่ง ผมขับรถพาแม่ไปคลินิกใกล้บ้าน หมอบอกว่าแผลอักเสบ ในน้ำลายแมวมีเชื้อโรคจำนวนมาก จึงล้างแผลและให้ยามาทาน ผ่านไปเกือบสัปดาห์แผลบวมแดงกว่าเก่า หมอผ่าเอาหนองออก แม่กรีดเสียงลั่นคลินิก หนองสีเหลืองข้นไหลทะลักทะล้น หมอกับพยาบาลผู้ช่วยสีหน้าวิตกเห็นได้ชัด บอกว่าแผลติดเชื้อให้รีบพาไปโรงพยาบาลด่วนตอนนี้เลย ผมสงสัยว่าคลินิกก็ใหญ่ไม่มีเครื่องมือหรืออย่างไร ทำไมปัดความรับผิดชอบกันเช่นนี้…

ผมขับรถพาแม่ไปโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งที่แม่มีบัตรผู้ป่วยอยู่ หมอทำความสะอาดให้เท่านั้น ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้เพราะคนไข้ฉุกเฉินคืนนั้นมีจำนวนมาก มีอยู่รายหนึ่งเพิ่งทะเลาะกับแฟน ถูกแฟนใช้มีดอีโต้สับพวงเครื่องเพศขาดทั้งพวง ผมจึงใจอ่อนน้อมรับ วันต่อมาผมและพี่ชายพาแม่ไปอีกโรงพยาบาลรัฐที่แม่สามารถใช้สิทธิ์บัตรทองได้ เป็นโรงพยาบาลที่ผมคุ้นเคยมานาน เพราะพาแม่ไปตรวจสุขภาพที่นี่เป็นประจำ

หมอให้เข้าห้องฉุกเฉิน ผ่าตัดด่วน จากแผลเล็กๆ หมอต้องผ่าตัดเปิดปากแผลกว้าง เพื่อทำความสะอาด หมอกลัวเชื้อติดเข้ากระแสเลือด หมอฉีดยาชาก่อนแล้วเริ่มผ่า ผมและพี่ชายยืนให้กำลังใจแม่อยู่ข้างๆ หมออนุญาตให้อยู่ด้วยได้ ผมเห็นการผ่าตัดสดๆ เลือดไหลนองเต็มมือ หมอใช้เครื่องมือขูดควักล้างเอาหนองออก หนองสีเหลืองกับเลือดสีแดง กลิ่นคาวเลือดกับกลิ่นยา ร่วมกันปรุงแต่งบรรยากาศ วันนั้นผมยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้า จ้องมองภารกิจสดๆ ด้วยความตื่นเต้นและห่วงใย จู่ๆ ผมหน้าซีด เริ่มอยากจะขย้อนความว่างเปล่าในท้องออกมา พี่ชายจึงบอกให้หันหน้าหลบไป

แม่ต้องนอนพักรักษาในห้องผู้ป่วยรวมที่ตึกอายุรกรรมหนึ่งเดือน เพราะแผลอักเสบมาก หมอและพยาบาลต้องดูแลใกล้ชิด คอยล้างแผลทำความสะอาดให้ทุกวัน แม่หลับสบายในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ แถมมีเพื่อนคุยคลายเหงา

หากย้อนเวลากลับไปเรื่อยๆ แม่เคยถูกรถชน เคยลื่นล้มหกล้ม เคยถูกกระชากสร้อยจนล้ม เคยมีอาการโรคหัวใจและความดันกำเริบหนัก แต่แม่ก็ยืนหยัดมาได้จนกระทั่งวันนี้

ผมย้อนนึกถึงอดีตของแม่ ที่แม่มักเล่าให้ฟังบ่อยๆ ตั้งแต่ผมยังไม่เกิดกระทั่งผมยังเล็ก แม่ไม่ค่อยได้เจ็บตัวนัก แต่แม่เจ็บใจเป็นหลัก ตั้งแต่เด็กแม่สุขสบายมาโดยตลอด ครอบครัวแม่ไม่ร่ำรวยอะไรนัก แต่รักใคร่กลมเกลียวกัน มีคนรับใช้คอยช่วยงานบ้าน จะมีบ้างที่ปวดใจเล็กน้อยตรงที่แม่มักน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดเป็นลูก ‘แม่เล็ก’ ไม่ใช่ลูก ‘แม่ใหญ่’ แม่ภูมิใจที่เกิดเป็นลูกของยาย แต่ที่น้อยใจเพราะญาติบางรายชอบเผลอเหยียดแม่ แม่เป็นคนจีนไหหลำเกิดในไทย ส่วนตายายข้ามทะเลมาจากเมืองจีน

ความปวดรวดร้าวใจแท้จริงเริ่มต้นขึ้นเมื่อแม่แต่งงาน ทั้งสองเริ่มต้นครองรักกันราวเทพนิยาย นานวันเข้าชายที่รักเริ่มละทิ้งการทะนุถนอมจิตใจคนรัก กระทั่งความปวดใจลุกลามไปเป็นความปวดกาย แม่ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินเอง ต้องอาศัยในครอบครัวที่แม่ถูกจำกัดสิทธิ แม่ต้องเลี้ยงพี่สาวและพี่ชายของผมเองลำพัง เมื่อความเจ็บปวดสุกงอมแม่จึงเลิกรา พาลูกทั้งสองออกมาอยู่ลำพัง หาเลี้ยงครอบครัวตัวคนเดียว

หลายปีผ่านไปแม่พบชายอีกคนที่แม่หลงคิดว่าน่าจะดีกว่าชายคนแรก อ่อนโยนและดูแลเอาใจใส่แม่อย่างดี แต่สุดท้ายก็ประพฤติตนไม่ต่างจากชายคนแรก ราวละครน้ำเน่าหลังข่าว เมื่อชายคนนั้นถูกแม่ของเขาบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงที่เลือกให้ จึงจำต้องอำลาแม่ไปด้วยความอาวรณ์ การจากไปของเขากลับละทิ้งบ่วงเอาไว้เพิ่มความลำบากให้แม่ เมื่อเขาทำให้แม่ท้อง ซึ่งเด็กในท้องก็คือผมนั่นเอง แม่เช่าตึกแถวสามชั้นอยู่กับลูกๆ ทั้งสาม ตัดเย็บเสื้อผ้าหาเลี้ยงครอบครัว

ผมเกิดมาตอนแม่อายุ 42 ผมห่างจากพี่ชาย 16 ปี จากพี่สาว 17 ปี เป็นครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน รักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งกว่าครอบครัวที่มีสมาชิกครบๆ หลายครอบครัว

จำได้ว่าเมื่อครั้งอายุประมาณเจ็ดขวบ เย็นวันนั้นผมอยู่กับแม่สองคน พี่สาวไปทำงาน พี่ชายไปเรียน จู่ๆ แม่ก็หายใจติดขัด จุกแน่นหน้าอก ใบหน้าเหยเกแดงก่ำด้วยความทรมาน นอนดิ้นอยู่บนโซฟา ผมทำอะไรไม่ถูก บ้านเราไม่มีโทรศัพท์ แม่บอกเบอร์โทรฯ ที่ทำงานพี่สาวให้ ผมรีบวิ่งออกจากบ้านไปโทรฯ บอกพี่สาวที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วรีบวิ่งกลับมา แม่ยังนอนทุรนทุรายอยู่

“ไม่ไหวแล้ว แม่ต้องตายแน่ๆ โอยยย… ช่วยด้วย” แม่ครวญครางน้ำตาไหลพราก ส่วนผมก็นั่งร้องไห้อยู่ข้างแม่ทำอะไรไม่ถูก

“ไปชงยาหอมให้ที” แม่สั่งให้ไปชงยาหอมกับน้ำร้อนให้ ผมรีบวิ่งไปทำทันที

สักพักพี่สาวกลับมาถึงบ้าน รีบพาแม่ไปหาหมอใกล้บ้าน แม่รอดมาได้หวุดหวิด นับแต่นั้นมาผมแปลงร่างกลายเป็นเงาติดตามตัวแม่ไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าแม่จะไปหาเพื่อน ไปวัด ไปตลาด ไปซื้อผ้า ไปทอดกฐินทอดผ้าป่า จะไปต่างจังหวัดไกลแค่ไหนผมก็ตามไปด้วย ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าความรู้สึก ‘รักแม่’ เป็นอย่างไร แค่รู้สึกว่าไม่อยากให้แม่ต้องนอนทรมานเช่นนั้นอีก และยังอยากให้แม่อยู่กับผมไปอีกนานๆ

2

ผมก้มหน้าอ่านหนังสือต่อไปไม่ถึงห้าหน้า เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

“ฮัลโหล อยู่ตรงไหนแล้ว เดี๋ยวเดินไปหา”

“นั่งอยู่หน้าห้องจ่ายยา”

หญิงชราวัยเจ็ดสิบห้ารูปร่างอวบเตี้ยใบหน้าเอิบอิ่มแต่อมทุกข์เดินยิ้มแฉ่งมาแต่ไกล เดินมาชวนให้ไปนั่งรอหมอด้วยกัน

“ฮะ! นี่ยังไม่ได้ตรวจเลยเหรอแม่? นี่บ่ายแล้วนะ”

“อืม มารอตั้งแต่เช้าแล้ว” แม่ยิ้มแฉ่ง แต่ปกปิดความทุกข์หน่ายบนแววตาไม่ได้

“บอกแล้วว่าไปโรง’บาลเอกชนก็ได้” ผมทำน้ำเสียงดุอย่างอ่อนใจ

“มันแพง ประหยัดไว้ดีกว่า เปลืองตังค์น่ะ เก็บตังค์เอาไว้ดูแลครอบครัวเถอะ”

“เฮอะ มันจะชักเท่าไหร่กันเชียว เฮ้อ แม่นี่ก็!”

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบใช้เงินซื้อเวลา หรือต้องหาอะไรทำในยามว่างเพื่อ ‘ฆ่า’ เวลาทิ้ง การจะต้องมารอเพื่อทำกิจกรรมอะไรก็ตามนานๆ อย่างนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับคนอย่างผมแน่

แม่อายุมากแล้วกลับเป็นฝ่ายที่ต้องรอมาโดยตลอด จะทำอะไรก็ต้องรอ แม้ลึกๆ ซึ่งผมรู้ว่าแม่ไม่ได้อยากรออะไรเท่าใดนัก แต่แม่ชอบทำตัวเป็นฝ่ายยอมเสมอ ทุกครั้งที่ต้องใช้สิทธิ์สามสิบบาท (ซึ่งแม่ไม่ชอบให้เรียกอย่างนั้น แม่บอกว่าอย่างน้อยของแม่ก็เป็นบัตรทอง) แม่รู้สึกคับแค้นใจลึกๆ ที่เกิดมาชาตินี้ทุกข์ยากมาหลายสิบปี จนแก่ก็ยังต้องลำบาก ต้องมาใช้สิทธิรักษาราวผู้ป่วยอนาถา ต้องรีบตื่นรีบนั่งรถเมล์มายื่นบัตรคิวแต่เช้า ขณะที่ลูกๆ มีรถขับกันทุกคน บางครั้งพี่สาวผมเป็นคนไปส่งแม่ที่โรงพยาบาลเอง มาพักหลังนี่เองที่แม่นั่งแท็กซี่บ่อยขึ้น เพราะขึ้นลงรถเมล์ไม่ค่อยไหว

แม่ภูมิใจในบัตรทองของแม่ ที่ไม่ต้องรบกวนเงินลูกๆ แม่เลือกที่จะเป็นฝ่ายยอม ซึ่งผมมักเถียงกับแม่อยู่บ่อยครั้งในเรื่องนี้ จนพักหลังผมเลิกพูดเรื่องนี้ แล้วพยายามหันมองโลกในด้านดีแทน

พยาบาลตะโกนเรียกชื่อแม่ “คุณสุมาลย์คะ คุณสุมาลย์ ถึงคิวแล้วค่ะ เชิญพบหมอที่ห้องตรวจห้อง…”

แม่แนะนำให้รู้จักกับหมอ ผมยกมือไหว้

แม่กระซิบว่า “คุณหมอเป็นระดับอาจารย์หมอเลยนะ”

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลจากการหันมองโลกในแง่ดีของบัตรทอง และการรักษาในโรงพยาบาลรัฐแห่งนี้ เพราะหมอแต่ละท่านล้วนมากฝีมือและมีอัธยาศัยดีมาก

ขณะตรวจคุณหมอชมแม่ไม่ขาดปาก ว่าแม่ดูแลสุขภาพตัวเองได้ดี ทั้งความดัน เบาหวาน หัวใจ ทุกอย่างดีขึ้น แข็งแรงขึ้นมาก

“นี่แสดงว่าลูกๆ ดูแลคุณป้าใกล้ชิดดีมากนะคะนี่?” คุณหมอถามแม่แต่หันมาทางผม

ผมนิ่งชั่วอึดใจแล้วตอบกลับสั้นๆ “ครับ”

เปล่าเลย แม่เป็นยอดหญิงที่ดูแลตัวเองดีมากต่างหาก แม่จดวันนัดหมอและจำวันนัดทั้งหมดในปีได้สบายๆ ไม่มีคลาดเคลื่อน จำชื่อยาภาษาอังกฤษทุกตัวได้ จำแม่นว่ายาก่อนและหลังอาหารมีอะไรบ้าง อาหารอะไรที่ทานได้และทานไม่ได้ รู้กระทั่งยาตัวโน้นกับยาตัวนี้มันคือตัวเดียวกัน แต่ชื่อต่างกันเพราะคนละผู้ผลิต…

ผมรู้สึกสะท้านใจ ขณะหมอกำลังเขียนใบสั่งยา… ลูกๆ ทั้งสามคนรักและใกล้ชิดแม่มาก แต่ผมกลับสะท้านใจว่าลูกๆ ทั้งสามคนยังดูแลแม่ไม่ใกล้ชิดพอ เราดูแลแม่ในแบบอำนวยความสะดวกและพาไปรื่นเริงคลายเหงามากกว่า แต่ไม่ใช่ดูแลในแบบที่หมอถาม ผมคิดว่าความเอา ‘ใจ’ ใส่นั้น พวกเราได้คะแนนเต็ม หากแต่ความเอา ‘กาย’ ใส่นั้น พวกเราน่าจะสอบตกยกชั้น

3

ช่วงนี้ผมมักฝันถึงหนอนน้อยในสวนหน้าบ้าน อาจเพราะช่วงนี้ผมเจอหนอนในสวนหน้าบ้านบ่อยครั้ง

หนอนน้อยมีทั้งสีเขียว สีน้ำตาลเข้ม หลบซ่อนกลมกลืนไปกับยอดไม้ คืบคลานกัดกินใบอ่อน ยอดอ่อน ของต้นไม้หลายต้นในสวน

ในสวนมีขนุนต้นใหญ่ให้ร่มเงาแผ่กิ่งใบเป็นรัศมีเกือบสิบเมตร เฟินใบมะขามสไบนางและใบมะขามบริพัตรห้อยอยู่บนกิ่งขนุนสูงกว่าสี่เมตร ทิ้งใบย้อยระย้วยเกือบถึงพื้น เฟินชายผ้าสีดาหลากชนิดหย่อนใบชายผ้าหลากทรงราวประติมากรรมประดับสวน เฟินก้านดำหลายชนิดปลูกในหินฟองน้ำวางบนพื้นอิฐมอญที่ปูเกือบทั่วสวน บีโกเนียนานาชนิดมีสีใบและดอกหลากหลาย ที่ผมใช้วิธีชำใบบนหินฟองน้ำและบนอิฐมอญขึ้นอยู่ทั่วสวน มอสเขียวๆ ที่ซื้อมอสสดมาวางบนอิฐมอญ แพร่ขยายไปรวดเร็วปกคลุมสีอิฐกลายเป็นสีเขียวเกือบทั่ว เฟินกนกนารีเลื้อยบนพื้นไปทั่วสวนคล้ายผืนหญ้ามีมิติเหลื่อมสลับ สปอร์เฟินหลากชนิดปลิวมาเกาะอิฐมอญและหินฟองน้ำขึ้นเป็นเฟินตามธรรมชาติ ต้นลีลาวดี โมก และวาสนา หลายต้นขึ้นสูงให้ร่มเงาและพรางแสง โอ่งดินเผาบรรจุน้ำเลี้ยงปลาหางนกยูงหลายใบมีมอสขึ้นคลุมทั่วผิวโอ่ง สีสดของสับปะรดสีหลายต้นกับดอกของบีโกเนีย กล้วยไม้ ลีลาวดี และอีกหลายพันธุ์ ประดับสวนเขียวๆ ให้มีสีสัน สวนน้อยๆ หน้าบ้านจึงร่มรื่นชุ่มชื้น และกลายเป็นแหล่งอาหารโอชะของเหล่าหนอนหลายชนิด…

สวนเล็กๆ หน้าบ้านผมไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง เพราะสวนอยู่ติดกับที่จอดรถและใกล้ประตูเข้าบ้าน และยิ่งกว่านั้นคือลูกผมยังเล็ก จึงเลือกดูแลต้นไม้โดยใช้วิถีธรรมชาติ ยาและปุ๋ยผมเลือกใช้แบบชีวภาพ จึงไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก ข้อเสียมีบ้างตรงที่มันไม่ ‘แรง’ พอ ที่จะไล่หนอนให้หมดไปได้

ผมพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการพาลูกไปเดินเล่นในสวน สอนลูกให้รู้จักต้นไม้ชนิดต่างๆ ให้ช่วยรดน้ำต้นไม้ พรวนดิน เปลี่ยนกระถาง ผมสร้างกิจกรรมสนุกๆ โดยให้ลูกชายตัวเล็กช่วยเป็นหน่วยตรวจหาหนอน

เจ้าตัวเล็กสนุกกับการตรวจตราใบอ่อน ยอดอ่อน ของเฟินและบีโกเนีย ที่ผมเลี้ยงอยู่หลายสิบต้น เพราะไม้ทั้งสองชนิดนี้เป็นที่โปรดปรานของเจ้าหนอนน้อยยิ่งนัก เจ้าตัวเล็กเป็นเพียงฝ่ายตรวจตราเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นเป็นฝ่ายตรวจจับ เพราะเขาไม่กล้าจับ! ผมจึงรับอาสาเป็นฝ่ายจับหนอนเสียเอง โดยจับโยนไปทางต้นไม้ข้างๆ บ้าน ที่ขึ้นรกระเกะระกะ

มีบางสัปดาห์ที่เราลืมทำกิจกรรมนี้กัน มาสังเกตอีกทีใบอ่อน ยอดอ่อน หลายต้นกุดโกร๋น…

วันหนึ่งผมสังเกตเห็นดักแด้เกาะบนกิ่งโมก ผมชี้ให้ลูกดู และเล่าวงจรชีวิตของหนอนให้ฟัง เขาตื่นตาตื่นใจมากที่ผีเสื้อเกิดมาจากหนอน บอกให้ผมเลี้ยงหนอนไว้ จะได้รอดูมันกลายเป็นผีเสื้อ ผมรับปากเพียงสองสามตัวเท่านั้น ยอมหมดทุกตัวคงไม่ได้

หลายวันผ่านไปจนลืม เมื่อนึกขึ้นได้ผมเดินออกมาดูดักแด้ ร่างภายในมันไม่อยู่แล้ว มีรูกว้าง แสดงว่ามันกลายเป็นผีเสื้อบินออกไปแล้ว ผมเสียดาย หลายวันต่อมาเจอดักแด้อีก จึงหมายมั่นปั้นมือว่าจะหมั่นสังเกตให้ได้ทุกวัน

ด้วยความพะวงถึงหนอนและดักแด้ในสวน จึงกลายเป็นแรงผลักดันสู่ความฝัน ผมเก็บเรื่องหนอนและดักแด้ไปฝันอยู่หลายคืน เห็นว่ามันทุกข์ทรมานเท่าใดขณะร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยาแปลกๆ เพื่อจะขับสารบางอย่างออกมาถักทอห่อหุ้มร่างกาย จากนั้นร่างกายมีความผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ มันดิ้นทุรนทุรายอยู่ภายในใยหุ้มห่อหนาทึบที่ปกป้องทุกสายตา

แล้วเมื่อถึงวันที่พร้อม มันก็ออกจากใยที่ห่อหุ้ม ร่างใหม่กลายไปจากเดิม มันค่อยๆ ขยับปีกโบยบินสู่อิสรเสรี

ผมเล่าเรื่องกิจกรรมสนุกในสวนกับลูก และความฝันเกี่ยวกับหนอน ดักแด้ ผีเสื้อ ให้แม่ฟังขณะนั่งรอหน้าห้องจ่ายยา…

“แม่อยากเป็นหนอน ดักแด้ หรือผีเสื้อ?”

“บ้า! ถามอะไร!… ใครจะไปอยากเป็นหนอนเป็นดักแด้”

“แสดงว่าอยากเป็นผีเสื้อ?”

“ก็น่าจะดูดีกว่าหนอนกับดักแด้ล่ะ เป็นผีเสื้อยังบินไปไหนมาไหนได้ ได้เกาะดอกไม้สวยๆ ดูดน้ำหวานหอมอร่อย โบราณเขาว่าไว้นะ ว่าคนที่เพิ่งตายได้ไม่กี่วันจะกลับมาหาครอบครัวในรูปของผีเสื้อ…”

หนอน ดักแด้ ผีเสื้อ… เกิดและกลายร่างในฝันของผมไปหลายตัวอยู่หลายคืน

4

จ่ายค่ายาค่ารักษาและรับยาเสร็จ ผมขับรถพาแม่ออกจากโรงยาบาล ผมกับแม่นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยอยู่ในรถขณะรถติด อยู่ๆ ผมนึกถึงพิธีกรรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เขาจบประวัติศาสตร์มา เคยพูดในรายการว่าคนเราควรรู้จักชาติกำเนิดของตัวเอง ควรรู้ประวัติศาสตร์ชาติตระกูลพ่อแม่ตัวเอง ผมจึงนึกถึงคำถามที่ว่าจะถามแม่มานานแล้ว

“แม่มีชื่อจีนว่าอะไรน่ะ?”

“ทำไม?” แม่ยิ้มหัวเราะ

“ก็อยากรู้ เห็นว่าแต่ก่อนอยู่สวนส้มใช่มั้ย? แล้วเคยวิ่งหลบระเบิดด้วยนี่?”

“ใช่ๆ สมัยนั้นมีสงคราม แม่ยังเด็กอยู่เลย เคยวิ่งหลบระเบิดด้วย เครื่องบินนะเต็มท้องฟ้า แม่ก็ตื่นเต้นวิ่งออกไปดู” แม่เล่าไปยิ้มไป พลางทำเสียงตื่นเต้นราวกำลังเล่านิทานให้ผมฟังเหมือนสมัยเด็กๆ

“แล้วก็เคยวิ่งหลบกระสุนด้วยใช่มั้ย สมัย สมัย 6 ตุลาฯ น่ะ?”

“เอ้อ ใช่ๆ แล้วตั้มรู้ได้ไงล่ะ?”

“ก็แม่น่ะแหละเคยเล่าให้ฟัง”

“อื้มมม… ตอนนั้นยังท้องตั้มอยู่เลย แม่ออกไปตามหาพี่เต้ยน่ะ”

“ตามาจากเมืองจีนจริงๆ เหรอแม่?”

“จริงๆ บอกตั้งหลายครั้งแล้ว นั่งเรือมาจากเมืองจีน”

“เอ้อ แล้วแม่มีชื่อจีนว่าอะไรอะ? เอาแบบเต็มๆ เลยนะ”

“จะรู้ไปทำไม?” แม่หัวเราะคิกคักขวยเขิน บรรยากาศเครียดๆ ขณะรถติดพลอยชุ่มชื่นแทน ผมกระเซ้าต่อเพราะอยากรู้ ไม่เคยรู้มาก่อน

“ชื่อ ‘ด่าน ไอ บ่วย’ (陣 愛 梅) แซ่ด่าน เป็นภาษาจีนไหหลำ ถ้าแต้จิ๋วก็ออกเสียงว่า ‘ตั้ง’ แซ่ตั้งน่ะ ถ้าจีนกลางออกเสียงว่า ‘เฉิน’ แซ่เฉิน”

“ว้าว เท่จริงๆ แล้วมีความหมายมั้ย ชื่อแม่แปลว่าอะไร?”

“บ่วยแปลว่าดอกไม้ ไอแปลว่ารัก รวมกันก็แปลว่า ’ดอกไม้อันเป็นที่รัก’” แม่ยิ้มเขิน แต่ผมสัมผัสจากแววตาและน้ำเสียงได้ว่าแม่ภูมิใจกับชื่อนี้มาก

“ชื่อโรแมนติกจริงนะ” ผมแซว

ไฟเขียว รถเคลื่อนตัวหลุดผ่านสี่แยก ผมเลี้ยวขึ้นทางด่วน ไปลงแจ้งวัฒนะใกล้บ้านที่แม่อยู่กับครอบครัวพี่สาว ผมพาแม่ไปทานเอ็มเคสุกี้ ร้านอาหารสุดโปรดของแม่ น้ำซุปร้อนๆ คล่องคอ  ลูกชิ้นปลา สาหร่ายทรงเครื่อง และเป็ดย่างหอมอร่อย คือเมนูโปรดของแม่ ทั้งพนักงานยังบริการได้ยอดเยี่ยมประทับใจ ผมยกให้เป็นที่หนึ่งในด้านบริการ

แม่ทานไม่นานก็อิ่ม รบเร้าขอไปเดินเล่น ขอไปเข้าห้องน้ำ เหมือนเด็กๆ ผมตาโตราวกำลังดุลูกน้อย ว่าให้รออีกประเดี๋ยว ทานจะเสร็จแล้ว จะได้ไปเดินพร้อมกัน

ผมจูงมือแม่ขึ้นบันไดเลื่อนของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เดินไปเอารถเข็น เราเดินเข็นรถไปด้วยกันกระหนุงกระหนิงเหมือนคู่รักหนุ่มสาว บางช่วงสลับเข็นรถเองด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างก็จูงมือแม่

สมัยวัยรุ่น – วัยที่โลกส่วนตัวของผมกระชากทั้งร่างกายและวิญญาณผมออกจากครอบครัว ผมแทบจำไม่ได้ว่าเคยเดินจับมือแม่สักครั้งหรือไม่? หรือเป็นฝ่ายเข้าไปกอดแม่ก่อนบ้างหรือไม่? สมัยนั้นคงรู้สึกอายน่าดู แต่ทุกวันนี้ผมรู้สึกภูมิใจ มืออันเหี่ยวย่นทั้งสองนั้นผมอยากจะจับไว้ตลอด เจอกันทีไรก็กอดกับแม่ทุกครั้ง ราวอยากให้ไออุ่นและกลิ่นกายแม่แทรกติดตัวผมไปนิรันดร์

ซื้อของเสร็จแล้วผมขับรถพาแม่ไปส่งบ้าน กอดล่ำลากัน แล้วจึงขับรถกลับบ้าน

ขณะขับรถกลับบ้าน รู้สึกว่าหัวใจอิ่มเอมชุ่มชื่น เหมือนเพิ่งได้รับน้ำหล่อเลี้ยงที่ผสมปุ๋ยวิเศษ

5

22 ธันวาคม

แม่โทรศัพท์มาหาผมตอนบ่าย “ติดงานอยู่หรือเปล่า?”

ผมหันหลังก้มหน้าตอบกลับเสียงเบา “อืม มีอะไร?”

“แม่ท้องเสีย อาเจียนด้วย เพลียมากเลย”

“กินยาสิ กินพวกเกลือแร่ด้วยแล้วนอนพักผ่อนเยอะๆ”

“เอ้อๆ งั้นเท่านี้นะ”

“อื้ม”

แล้วผมก็กลับไปทำงานต่อเพราะคิดว่าแค่ท้องเสีย ไม่ได้เฉลียวใจใดๆ ว่าแม่เริ่มมีอาการผิดปกติทางร่างกายแล้ว
23 ธันวาคม

แม่ท้องเสียทรุดในห้องน้ำตอนเช้า ลุกไม่ไหว พี่สาวและพี่ชายพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐเจ้าประจำ ต้องนอนทรมานรอนานเช่นเดิม หมอตรวจต่างๆ นานา บอกว่าไม่เป็นอะไร ไม่พบความผิดปกติทางระบบประสาท หมอคิดว่าคงขาดเกลือแร่ร่างกายจึงอ่อนเพลีย ให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ พี่ชายโทรศัพท์มาหาผม ให้มารับช่วงต่อ อยากให้แม่นอนค้างที่โรงพยาบาลแล้วให้ผมมาเฝ้า เพราะบ้านพี่ชายอยู่ถึงสมุทรปราการ

ผมเพิ่งเสร็จงาน รู้สึกขี้เกียจมากทั้งเหนื่อยจากงาน และเหนื่อยกับรถติดมหาประลัยในเย็นนี้ ราวการจราจรกลั่นแกล้งเป็นพิเศษ ผมดื้อดึงอยู่นานจนในที่สุดจึงตัดสินใจไปโรงพยาบาล

ผมเกือบถึงโรงพยาบาล พี่ชายโทรศัพท์มาบอกว่าหมอไม่ยอมให้ค้าง เพราะเตียงและห้องแน่นเอี้ยด หมอบอกให้กลับไปพักที่บ้าน

ผมขับรถไปถึงโรงพยาบาล รับแม่ขึ้นรถ โดยมีพี่ชายและบุรุษพยาบาลช่วยกันอุ้มแม่ขึ้นรถทุลักทุเล

“ไง วันนี้แย่เลยนะ ท้องเสียยังไงทำไมหนักขนาดนี้?”

“ยังจะมาตลกอีก” เสียงแหบด้วยความเพลียของแม่ตอกกลับมา

แม่นั่งเอนหลังเอนหัวพิงเบาะ เงยหน้าหลับตา อ้าปากหายใจหอบเหนื่อย ท่าทางหมดสภาพอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมนึกถึงหนอนน้อยในสวน ที่จู่ๆ วันหนึ่งร่างกายก็เริ่มผิดปกติขึ้นมา

“แม่ยืนไม่ไหวมั้ย?”

“ไม่ไหววว…”

“แล้วกลับไปอยู่บ้านใครจะดูแล? กลางวันก็ไม่มีใครอยู่บ้าน เขาออกไปทำงานไปเรียนกันหมด”

“แม่ไม่รุ…” แม่ตอบเสียงเบา

“แล้วถ้าปวดฉี่ปวดอึจะเข้าห้องน้ำยังไงเนี่ย?”

“…” แม่หลับไปแล้ว

ผมครุ่นคิดขณะขับรถว่าจะเอาอย่างไรดี วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของปี ตั้งแต่พรุ่งนี้ผมว่างยาวหลายวัน

ผมปลุกแม่ “แม่… แม่… ไปนอนเล่นที่โรงพยาบาลสักคืนมั้ย? ไปนอนให้หมอเขาให้น้ำเกลือสักหน่อยนะ?” ผมยื่นข้อเสนอให้ ผมคิดในใจว่าไปนอนเล่นพักผ่อนที่โรงพยาบาลสักคืนสองคืนคงไม่กี่บาทนัก มันจะเท่าไรกันเชียว จากสภาพแม่ที่ผมเห็นอยู่นี้เกินที่จะปล่อยให้กลับไปอยู่คนเดียวในห้องได้แน่

“อืมมม… ก็ดีเหมือนกัน” แม่ตอบอย่างว่านอนสอนง่าย แสดงว่าแม่เองก็ไม่ไหวจริงๆ ไม่อย่างนั้นไม่ยอมง่ายอย่างนี้แน่

ผมเลี้ยวรถเข้าโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน บุรุษพยาบาลนำรถเข็นมารับ แล้วเข็นพาเข้าห้องฉุกเฉิน ผมขับรถไปจอดแล้วรีบตามเข้าไป หมอกำลังตรวจแม่อยู่

“หมอที่นั่นตรวจว่าไงบ้างครับ?”

“บอกว่าแค่เพลียเพราะท้องเสีย โปแทสเซียมตก”

“อืม… แต่ดูแปลกๆ นะครับ” หมอหนุ่มทำหน้าตาสงสัย

หมอทดสอบยกแขนแม่แล้วปล่อยตก ยกขาแล้วทำคล้ายกัน หมอเอามือให้แม่บีบมือหมอแรงๆ

“ออกแรงอีกป้า ออกแรงอีก” หมอเค้นให้แม่ออกแรงให้มากที่สุด

หมอยังคงทดสอบกล้ามเนื้อและประสาทการโต้ตอบอีกหลายส่วน ท่าทางดูเชี่ยวชาญทีเดียว

จากนั้นทดสอบระบบประสาทลิ้น แล้วถามผม “ปกติคุณแม่พูดไม่ชัดอย่างนี้หรือเปล่า?”

“หือ? เปล่านะครับ ผมว่าก็ปกตินะ อาจเพราะเพลียก็ได้”

หมอพูดเบาลง “อย่างนี้เรียกว่าไม่ชัด!”

พี่ชายตามมาถึงโรงพยาบาลพอดี หมอจึงให้พยาบาลปิดม่านแล้วเดินออกมาคุยกับผมและพี่ชายด้านนอก

“คนไข้อาจมีอาการทางระบบประสาท คงต้องให้คนไข้แอดมิดเพื่อดูอาการ”

ผมกับพี่ชายตอบตกลง ในใจผมเริ่มรู้สึกไม่ดี… อาการทางระบบประสาท?

ตกกลางคืนแม่มีเสมหะมาก ไอเล็กน้อย เริ่มพูดไม่ชัดขึ้น ผมคิดว่าคงเพราะเจ็บคอที่อาเจียนมาเยอะเมื่อวันก่อน แม่ทานอะไรไม่ได้เลย ทานน้ำก็ไม่ได้ จะอาเจียน วันนี้ทั้งวันแม่ยังไม่ได้ทานข้าว หมอเฝ้าไข้เข้ามาตรวจเริ่มสงสัยเรื่องระบบประสาท

แม่บ่นน้อยเนื้อต่ำใจ “แก่ขนาดนี้แล้ว ทำไมต้องมาทรมานขนาดนี้ด้วย”

ผมเดินเข้าไปจับมือแล้วกอดแม่

แม่นอนกระสับกระส่ายตลอดคืน ไอและอาเจียนเล็กน้อย คืนนั้นผมหลับๆ ตื่นๆ ลุกขึ้นมาดูแม่ทั้งคืน

24 ธันวาคม

หมอเข้ามาปลุกผมตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า บอกว่าจะให้แม่ไปสแกน MRI จากผลตรวจพบว่าเส้นเลือดในสมองตีบ แม่มีอาการลิ้นเริ่มแข็ง พูดไม่ชัดมากขึ้น กลืนอะไรไม่ถนัด ทานลำบาก ทานได้แต่น้ำข้าวต้มกับข้าวต้มไม่ถึงสิบคำ วันนี้แม่เริ่มยกขาไม่ขึ้น ตั้งแต่ต้นขาลงมาทั้งสองข้างเริ่มอ่อนแรง ผลเอ็กซเรย์พบว่าตอนทรุดเมื่อวันก่อนกระดูกสันหลังไปกดทับเส้นประสาท จึงส่งผลต่อการควบคุมอวัยวะตั้งแต่สะโพกลงมา ทำให้เริ่มขยับขาไม่ค่อยได้ แต่แม่พอกระดิกข้อเท้าได้เล็กน้อย ส่วนแขนยังขยับได้ปกติ หมอกำลังจะเล่าผลการวินิจฉัย แต่ขอแจ้งเบาๆ ยังไม่อยากให้คนไข้ได้รับทราบ

หมอวินิจฉัยว่า “อาการลิ้นแข็งที่กลืนไม่ได้เกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบ ส่วนขาเกิดจากเส้นประสาทไขสันหลัง”

เนื่องจากเมื่อต้นปีแม่ลื่นล้มกระดูกสันหลังร้าว ขณะออกมาเข้าห้องน้ำกลางดึก แม่รักษาอยู่หลายเดือนจนกลับมาปกติ

“…กระดูกอาจขบเส้นประสาท อย่าเพิ่งบอกให้คุณแม่ทราบ เดี๋ยวจะเสียกำลังใจ”

หลังฟังคุณหมอพูดจบ ผมรู้สึกมึนๆ เหมือนเพิ่งกินเหล้าไปสองขวด จากการทานอาหารผิดสำแดงจนท้องเสีย ตอนนี้อาการของแม่เริ่มลุกลาม ทั้งทำท่าจะบานปลาย ความผิดปกติของแม่เริ่มมากขึ้น ผมนั่งดูความเปลี่ยนแปลงของแม่ที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความสงสาร ผมคิดเล่นๆ ในใจทำลายความเครียด ‘หรือแม่กำลังจะกลายร่างเป็นผีเสื้อ?’

25 ธันวาคม

แม่กลืนและทานอะไรไม่ได้ หมอต้องให้อาหารทางสายยาง แม่บอกว่าเจ็บจมูกทรมานมาก ตกบ่ายอาการเริ่มแย่เพราะมีเสมหะมากและเหนียวข้น แม่ไอและพยายามจะอาเจียนแทบทุกห้านาที แม่กลืนกระทั่งน้ำลายไม่ได้ ผม พี่ๆ และคนที่มาเยี่ยมต่างสลับกันคอยเช็ดน้ำลายที่ไหลย้อยออกมานอกปากให้แม่

แม่ไอหนักขึ้นจนหายใจหอบเหนื่อย พยายามจะอาเจียนตลอดเวลา พยาบาลแจ้งให้หมอรีบมาตรวจ หมอตรวจพบว่าน้ำท่วมปอดและปอดติดเชื้อ อาจเกิดจากการสำลักเมื่อวาน หมอเดินออกจากห้อง พยาบาลเข้ามารุมกันดูดเสมหะที่มีปริมาณมาก ท่อและสายถูกแหย่เข้าไปในปาก แม่ทั้งทรมานและเจ็บ เสียงเครื่องมือบวกเสียงเหล่าพยาบาลกว่าสามคนทำให้บรรยากาศตึงเครียด จนหมอเข้ามาดู ชักไม่ไหวจึงส่งแม่เข้าไอซียู

แม่ถูกเคลื่อนย้ายลงมาอยู่ห้องไอซียู ภายในห้องมีอุปกรณ์มากมาย เสียงอุปกรณ์และตัวเลขต่างๆ บนหลายหน้าจอ ราวห้องทดลองวิทยาศาสตร์

แม่หายใจเองลำบากและเหนื่อย จึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และยังใส่สายยางลงคอเพื่อช่วยดูดเสมหะ สายยางและท่อหลายสายมุดเลื้อยอยู่แถวจมูกและปากของแม่

วันนี้อาการแม่แย่ลงมาก ขณะนอนอยู่ในห้อง แม่น้ำตาไหลด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ในชะตาชีวิตและความทุกข์ทรมาน แม่พยายามดิ้นเพื่อจะดึงเอาท่อและสายยางต่างๆ ออก จนพยาบาลต้องเอาผ้ามารัดข้อมือเข้ากับที่กั้นเตียง

ผมนึกถึงหนอนในสวนอีกครั้ง แม่อาจกำลังเข้าสู่ช่วงระยะการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย

แว่บหนึ่งแม่บอกอยากตายจะได้พ้นจากความเจ็บปวด

แว่บหนึ่งผมคิดว่าแม่อาจอยากกลายร่างให้เร็วขึ้นจะได้พ้นจากร่างกายที่เริ่มเสื่อมสภาพ

6

26 ธันวาคม

พยาบาลมาแจ้งค่ารักษาแต่เช้า พี่สาวตกใจ เงินเก็บของพี่ๆ และผมพอมีอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ในส่วนของผมอาจพอให้แม่อยู่ในไอซียูต่ออีกสักเดือนได้สบาย แต่แม่จะหายภายในหนึ่งเดือนหรือเปล่า?  พี่ๆ ลงความเห็นว่าอยู่ต่อไม่ไหว สถานการณ์ของแม่ตอนนี้ขนาดหมอยังบอกเองว่าคงต้องอยู่นานทีเดียว พี่ๆ ไม่อยากเสี่ยงกับค่ารักษา หมอจึงแนะนำให้รีบย้ายโรงพยาบาล หากอาการหนักกว่านี้จะเคลื่อนย้ายลำบาก หมอเองเป็นห่วงและเข้าใจ หมอให้กำลังใจว่าที่โรงพยาบาลรัฐที่แม่ไปตรวจบ่อยๆ มีอาจารย์หมอเยอะ ไม่ต้องห่วง เคสแบบนี้เขาดูแลพิเศษแน่ ไม่ว่าจะโรงพยาบาลรัฐที่ไหนก็ตาม…

ผมมาถึงโรงพยาบาลตอนสาย พี่ๆ คุยและตัดสินใจกันแล้ว

“ย้ายนะ”

“จริงหรือ?”

ผมร้าวไปทั้งอก จุกแน่นกับมวลที่คับอยู่ภายใน อัดแน่นจนน้ำตาปริซึม รับรู้ได้ทันทีว่าแม่จะรู้สึกอย่างไร แม่เคยบอกเสมอว่าถ้าแก่แล้วป่วยหนักอย่าให้แม่ไปอยู่ในสภาพ ‘แบบนั้น’ แม่ไม่ได้ดูถูก แต่แค่ไม่ชอบบรรยากาศ แม่เป็นคนที่คับที่อยู่ได้ แต่คับใจอยู่ยาก ยอมลำบากในบรรยากาศที่ชอบ ดีกว่าอยู่สบายในบรรยากาศอึดอัด

วันนี้แม่มีอาการดีขึ้น ไม่ไอรุนแรง นอนนิ่งสงบขึ้น เข้ามาอยู่ไอซียูมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก

ผมเข้าไปบอกแม่ว่าจะย้ายโรงพยาบาลเพราะค่าห้องไอซียูที่นี่แพงมาก แม่หน้าเสียถอดสีทันใด น้ำตารื้นขึ้น ส่ายหน้าส่ายหัวให้กับชะตากรรมที่ตนเองทำอะไรไม่ได้

“หายไวๆ เข้มแข็งๆ อย่าน้อยใจ ทุกคนรักแม่นะ หายไวๆ ตอนนี้ตั้มกำลังเก็บตังค์อยู่ ได้มากพอเมื่อไหร่เดี๋ยวจะสร้างบ้านใหม่ เป็นบ้านของเราเองแล้วจะพาแม่มาอยู่ด้วยกัน อย่างที่แม่เคยบอกไง เราจะมีบ้านของเราเองเป็นครั้งแรก จริงๆ ตั้มคำนวณแล้วว่าจะเอาเงินก้อนนั้นมาใช้ค่ารักษาแม่ก่อน แต่พี่เต้ยพี่หญ่ายบอกว่าย้ายโรงพยาบาลดีกว่า เพราะต้องเผื่อค่ารักษาด้วย ถ้าหมดก็ลำบากกันแน่ๆ แม่เข้าใจนะ”

แม่พยักหน้าให้แล้วนอนนิ่ง

ตกค่ำจึงย้ายโรงพยาบาล ที่ใหม่พลุกพล่านวุ่นวาย มีหมอเด็กๆ และนักศึกษาแพทย์จำนวนมาก แม่ได้อยู่ห้องรวม ห้องหนึ่งห้องคือหนึ่งชั้นของตึก ทั้งชั้นมีหลายสิบเตียง ไม่มีเครื่องปรับอากาศเหมือนครั้งมานอนรักษานิ้วที่ถูกแมวกัด และครั้งที่ผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ที่ตึกอายุรกรรม ครั้งนี้มีเพียงพัดลม แม้เป็นช่วงสิ้นปี แต่ลมหนาวได้พัดผ่านไปหลายวันแล้ว ลมเย็นพัดโชยเข้ามาบ้างผ่านหน้าต่างมุ้งลวด บางครั้งพยาบาลเปิดประตูมุ้งลวดแล้วลืมปิด ยุงบินว่อนจนพี่ๆ ต้องสลับกันเดินไปช่วยปิดให้แทน ปกติแม่ขี้ร้อนอยู่แล้วนอนบนเตียงไม่นานเหงื่อเริ่มท่วมตัว ต้องคอยเช็ดตัวให้แม่

ผู้ป่วยเตียงข้างๆ และฝั่งตรงข้ามหลายคนสภาพเหมือนผัก รายหนึ่งไม่รู้สึกตัวมาหลายเดือนแล้ว อยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ นอนนิ่งอยู่บนเตียงราวก้อนเนื้อเผละไร้มัดกล้าม ยิ่งทำให้จิตใจแม่ห่อเหี่ยวมากขึ้น ด้วยกลัวว่าอาจต้องกลายสภาพเป็นอย่างนั้นบ้างหรือไม่ในสักวันข้างหน้า

ผมรู้ว่าแม่ต้องรู้สึกคับแค้นใจอีกเป็นแน่ ที่ต้องออกจากโรงพยาบาลเอกชนที่มีสภาพความเป็นอยู่และการดูแลเอาใจใส่อย่างดี มาอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้ จริงๆ มันไม่ได้แย่นักหรอกในสายตาใครหลายคน พยาบาลก็ดูแลดี ข้าวของสะอาดสะอ้าน ติดแค่อุปกรณ์เก่าคร่ำคร่าและบรรยากาศชวนหดหู่เท่านั้น ผสมกับการเปลี่ยนสถานที่ฉับพลัน จิตใจแม่จึงหดหู่ตกวูบลงฉับพลันเช่นกัน

พี่ชายพายามติดต่อย้ายเตียง ย้ายห้อง ย้ายตึก แต่อับจนหนทาง เพราะหมอบอกว่ามีแต่โซนนี้เท่านั้นที่มีอุปกรณ์ครบๆ และมีพยาบาลดูแลตลอดเวลา ในห้องพักปกติไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ ส่วนห้องไอซียูมีไว้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนักกว่านี้เท่านั้น… หนักกว่านี้เท่านั้น… กว่านี้เท่านั้น… ‘แม่กูยังหนักไม่พอใช่ไหม?’ จากภาพที่เห็นในห้องไอซียู มักเป็นผู้ป่วยอุบัติเหตุร้ายแรงฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นต้องใช้มันมากกว่า ผมตีความว่าแม่คงต้องพักรักษานาน ไม่ควรไปกินที่ตรงนั้น!

ผมแค้นตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้ ‘ทำไมแม่ต้องป่วยกะทันหันด้วย?’ หากมีเวลาให้เตรียมตัวสักหน่อย ผมจะไม่ยอมปล่อยให้แม่มาอยู่ในบรรยากาศแบบนี้เด็ดขาด ลูกหลานล้วนสุขสบาย ทำงาน เรียนหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง กิน เที่ยว พอมาถึงจังหวะฉุกเฉินของชีวิตกลับปฏิบัติต่อแม่ได้แค่นี้ ถ้าทุกคนยากจนข้นแค้น หนี้สินล้นตัว ทำงานได้ค่าแรงขั้นต่ำ ผมคงยอมรับสภาพได้ไม่ยาก ผมเดินออกไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า ส่องกระจกเห็นใบหน้าตัวเอง ผมชิงชังขี้หน้านั้นมาก…

ไม่รู้ว่าชาติก่อนๆ แม่ไปก่อเวรกรรมอะไรไว้ เจ้ากรรมนายเวรจึงตามจองล้างจองผลาญกลั่นแกล้งให้แม่เจ็บปวดทั้งกายและใจไม่หยุดหย่อน ทั้งที่แม่ทำบุญสม่ำเสมอ ไม่เคยคิดโกรธเคืองใคร…

แม่นอนส่ายหน้า สายตาเรียบนิ่ง ฝืนยอมรับชะตากรรม

แม่เริ่มพูดอ้อๆ แอ้ๆ ไม่เป็นคำ แสดงท่าทางรู้สึกร้อน ทำหน้าตาเหมือนจะถามลูกๆ ว่าทำไมพามาที่นี่? ไม่มีที่อื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้วหรือไง?

แม่เริ่มเข้าสู่อีกระยะหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย

27 ธันวาคม

แม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ขยับขาไม่ได้ แขนอ่อนแรงพอขยับได้เล็กน้อย มีท่อมีสายเต็มตัว ท้อ เหนื่อย พยายามพูดอ้อๆ แอ้ๆ ทำท่าบุ้ยใบ้ แต่ไม่มีใครเข้าใจ ต้องเขียนตัวอักษร สระ บนกระดาษ ให้แม่ชี้ แต่ก็ลำบาก เพราะอ่อนแรง แม่บอกว่าน้อยใจมาก ทำไมพามาพักแบบนี้ ต่างกับที่ก่อนลิบลับ ผมกับพี่ๆ พยายามอธิบาย และบอกว่าก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะขนาดนี้ คราวนี้จะย้ายไปที่อื่นก็ลำบากแล้ว เพราะแม่เป็นมาก ไปที่อื่นจะแย่กว่าหรือเหมือนอย่างที่นี่ก็ไม่รู้

วันนี้พี่ชายเอาพัดลมตั้งโต๊ะมาตั้งไว้ข้างเตียงแม่ ช่วยคลายร้อนได้บ้าง และเอาวิทยุมาเปิดเพลงเบาๆ จากแผ่นซีดีที่แม่ชอบให้ฟังคลายเหงา มีทั้งเพลงของเอลวิส เพรสลี่ ศิลปินของโปรดของแม่ และของนักร้องอีกหลายคนในช่วงยุค 50 และ 60

ในแง่สถานที่และบรรยากาศสู้โรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ชัดเจน ซึ่งตรงนี้ผมกับพี่ๆ เข้าใจดี แต่ติดที่เรื่องหมอ ทำไมไม่เหมือนหมอที่โรงพยาบาลก่อนบอก ว่าอาการแม่ขนาดนี้ต้องได้ระดับอาจารย์หมอช่วยดูแน่ๆ ขนาดสมัยก่อนมาตรวจสุขภาพธรรมดายังเป็นระอับอาจารย์หมอตรวจ แต่ครั้งนี้มีแต่หมอเด็กๆ กับนักศึกษาแพทย์ เก้ๆ กังๆ การพูดจาและการเอาใจใส่ต่างจากหมอสูงวัยที่เคยพบมาก่อนหน้านี้มาก ผมเข้าใจว่าคงเจอคนไข้และคนตายมายังไม่มากพอ บางครั้งเดินมาตรวจแม่ผมที่นอนเปลี้ยอยู่บนเตียง ยังหัวเราะหยอกล้อกันร่วนขณะฉีดยา ถ้าอารมณ์ดีมากก็น่าจะไปอารมณ์ดีกันในห้องพักหรือที่อื่น นักศึกษาพวกนี้น่าจะไปศึกษาเรื่องเซอร์วิสมายด์และกายละเอียดบ้าง วิถีวิทยาศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาอาจรู้แค่การรักษากายหยาบ คำพูดชี้แจงและปลอบใจราวท่องตำรามา แต่กลับขัดแย้งกับอารมณ์ความรู้สึกบนแววตา

วันนี้อาการแม่แย่ลงกว่าเมื่อวาน ทั้งที่เมื่อวานเริ่มดีขึ้น บรรยากาศทำลายจิตใจได้จริงๆ และจิตใจก็ทำลายร่างกายได้จริงๆ เช่นกัน แม่กลับมาอ่อนเพลียยิ่งขึ้น อยู่ที่นี่ญาติเฝ้าไม่ได้ ให้เยี่ยมได้ถึงสองทุ่มแล้วค่อยมาใหม่ในตอนเช้า เมื่อคืนแม่บอกว่านอนไม่หลับ ส่วนคืนนี้น่าจะหลับสบายเพราะหมอให้ยา

เมื่อตอนกลางวันผม ภรรยา ลูกชาย และครอบครัวพี่สาวภรรยาไปปล่อยปลากันที่พุทธมณฑล เวลานี้ใครให้ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ใดคงปฏิเสธยาก

28 ธันวาคม

ผมมาถึงโรงพยาบาลตอนสาย พี่สาวและพี่ชายอยู่ที่ข้างเตียง แม่กำลังดิ้น บอกอยากกลับบ้าน น้อยใจ พยายามดึงท่อช่วยหายใจออก จนพยาบาลต้องผูกข้อมือไว้กับที่กั้นเตียงแบบหลวมๆ ไม่ให้ขยับได้มาก วันนี้แม่มีอาการน้ำท่วมปอดอีกครั้ง

หมอเดินมาพูดให้กำลังใจผมกับพี่ๆ แบบตรงไปตรงมามาก ว่าตอนนี้แม่อยู่ได้ด้วยท่อช่วยหายใจ! ทั้งที่แม่มีสติรับรู้ ฟังรู้เรื่อง ส่ายหัวและผงกหัวได้ ตอนนี้น่าห่วงที่สุดคือเรื่องปอด แต่หากอาการที่ปอดหายในอนาคตแต่ยังกลืนไม่ได้ก็กลัวจะสำลักและกลับมามีอาการที่ปอดใหม่อีก

เมื่อวานขากลับจากพุทธมณฑลก่อนเข้าโรงพยาบาล ผมไปแวะร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์หลายร้าน เดินดูรถเข็นและเตียงคนไข้ ดูคุณสมบัติของรุ่นต่างๆ และราคา ผมกับพี่ๆ ทำใจไว้แล้วว่าหากแม่หายออกจากโรงพยาบาล คงยังเดินไม่ได้ หรือหากเลวร้ายสุดคือเป็นเจ้าหญิงนิทราต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งนั่นยังดีกว่าที่แม่จะต้องหายจากพวกเราไป

วันนี้แม่ดูอิ่มเอิบขึ้น แม้ดวงตาปิดสนิท ผม พี่ๆ และญาติ เอามือให้แม่จับ แม่เริ่มบีบมือกลับได้เล็กน้อย และพอขยับแขนได้บ้างแล้ว

ก่อนกลับบ้านแม่มีไข้สูง 39 องศาเซลเซียส ผมกับพี่ๆ บอกแม่ว่าให้ฝืนหลับให้ได้อย่าคิดมาก เดี๋ยวไม่หาย ถ้าอยากย้ายห้องต้องให้ปอดหายให้ได้ ถ้าปอดหายก็จะเอาท่อออกได้

ขณะแม่นอนตาปรือใกล้หลับ ผมเข้าไปพูดข้างๆ หู

“ตั้มรู้ว่าแม่ป่วยแค่ร่างกาย แต่จิตใจแม่ยังเข้มแข็ง มันแค่ร่างกายเท่านั้น แม่ต้องเข้มแข็งให้มากๆ หลับตานะ พักผ่อนซะ”

แม่หลับตาลง

จนถึงวันนี้ ไม่มีอาจารย์หมอ ไม่มีหมอมากประสบการณ์ ไม่มีหมอสูงวัยใดๆ แวะมาให้เห็น…

ผมกับครอบครัวกลับบ้านตอนสองทุ่ม ขับรถพร้อมน้ำตาซึม ไม่ได้ร้องไห้เลยตั้งแต่แม่เข้าโรงพยาบาล บางทีนึกอยากจะปล่อยโฮแบบพรวดๆ ออกมาบ้างเหมือนกัน… ทำไมถึงได้ปุบปับอย่างนี้

“วันพฤหัสฯ ที่แล้วยังพาแม่ไปนั่งกินเอ็มเคสุกี้และเดินจูงมือซื้อของกันอยู่เลย…” ผมเปรยกับภรรยาขณะขับรถ น้ำตารื้นจนพูดอะไรต่อไม่ออก

“…” ภรรยานั่งน้ำตาไหลเป็นทาง สภาพแม่ของผมตอนนี้ทำให้เธอหวนนึกถึงแม่ ที่เคยเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตเมื่อเกือบสิบปีก่อน

ผมจำวันพฤหัสบดีที่แล้วได้แม่นยำ หมอชมเรื่องสุขภาพของแม่ที่ดีขึ้นมาก เพียงหลังจากนั้นสัปดาห์เศษแม่ก็มีอาการผิดปกติของร่างกาย…

ภาพหนอนกำลังขับสารสร้างเส้นใยล้อมตัวผุดขึ้นมา หนอนน้อยกำลังเข้าสู่ช่วงดักแด้ เพื่อรอกลายร่างไปสู่รูปแบบที่แตกต่างจากก่อนหน้าสิ้นเชิง ผมไม่มีความรู้เรื่องหนอนและผีเสื้อ ไม่รู้ว่าหนอนที่เห็นจะกลายเป็นผีเสื้อชนิดใด

7

29 ธันวาคม

พี่สาวมาเยี่ยมแม่แต่เช้า ผมจึงออกจากบ้านสายๆ ตั้งใจจะไปปล่อยปลากับครอบครัวที่พุทธมณฑลอีกครั้ง ขณะออกจากบ้านมาได้ไม่ไกลพี่สาวโทรศัพท์มาตามว่าอาการแม่ทรุดมาก

“พี่มาถึงตอนสิบโมง เห็นแม่แปลกๆ นอนตาค้าง นิ่ง เรียกก็ไม่ขยับ เลยไปเรียกพยาบาล พยาบาลมาดูแล้วตามหมอ หมอมาตรวจบอกว่าแม่ช็อก แม่ง!”

พี่สาวบอกให้รีบมาที่โรงพยาบาลด่วน น้ำเสียงพี่สาวเหมือนจะร้องไห้

ผมสบถกับภรรยาในรถ “พ่อมึงตาย! แม่ช็อกไม่มีใครรู้เลย พี่หญ่ายไปเห็นแม่ถึงไปเรียกหมอมาดู แม่งถึงเพิ่งรู้!”

เมื่อไปถึงเตียงแม่ พี่สาวบอกว่าตอนนี้แม่ขยับตัวไม่ได้แล้ว ไม่รู้สึกตัว ฟังไม่รู้เรื่องแล้ว หมอแจ้งว่าแม่มีอาการช็อก มีอาการแทรกซ้อนคือ เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด และไตวาย ก่อนผมมาถึงแม่ช็อกหัวใจหยุดเต้น หมอปั๊มหัวใจจนกลับมาหายใจได้

หมอรอให้ลูกๆ มากันพร้อมหน้าแล้วแจ้งว่า “…คุณป้าอยู่ไม่ถึงคืนนี้นะครับ…”

ผมกลั้นน้ำตามาหลายวัน ที่ผ่านมาแค่ซึมๆ ไม่ถึงกับไหล แต่พอได้ยินดังนั้นจึงบ่อน้ำตาแตกทันที มวลน้ำตาก้อนใหญ่ที่กักไว้มาเกือบสัปดาห์ ทะลักฟูมฟายแทบสิ้นสติ ในใจผมคิด ‘แม่กูจะตาย… กูยังเคยคิดเลยว่าแม่น่าจะอยู่ไปได้อีกหลายปี อาทิตย์ก่อนหมอยังชมแม่กูอยู่เลย แต่ตอนนี้แม่กูกำลังจะตาย…’

ผมเดินออกไปข้างนอก สบถโวยวายกับเพื่อน “ไอ้เหี้ย! สัตว์! มันบอกแม่กูจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้ เตียงแม่กูอยู่หน้าห้องพักพวกมัน เมื่อเช้าแม่กูช็อกพวกแม่งยังไม่รู้เลย!”

เมื่อวานยังรู้สึกว่าแม่ดูดีขึ้น ขยับแขนขวาได้บ้างแล้ว บีบมือก็ได้ ใบหน้าอิ่มเอิบขึ้น ผ่านไปเพียงหนึ่งคืนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เป็นดังคำโบราณว่าไว้ว่าคนและสัตว์ที่ใกล้ตายจู่ๆ จะดูมีน้ำมีนวลขึ้นผิดหูผิดตา แล้วก็จะทรุดฮวบลงทันที

หมอถามว่าหากหัวใจหยุดอีกครั้ง จะให้นวดหัวใจไหม? เพราะการนวดนั้นแรงมากอาจทำให้ซี่โครงหักได้ เนื่องจากร่างกายแม่ค่อนข้างบอบช้ำมากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมและพี่ๆ หันมองผักหลายร่างบริเวณนั้น จึงลงความเห็นว่า… งั้นก็ไม่ต้อง! หากแม่ทนไม่ไหวจริงๆ ก็ปลอยแม่ไปสบายดีกว่า อย่าต้องให้ทรมานนานเลย หมอแจ้งว่าแม่ต้องเข้าไอซียู แต่ห้องไอซียูมีแค่แปดเตียง ซึ่งเต็ม!

???

อีกความหมายหนึ่งคือไม่มีที่ว่างสำหรับแม่…

ตอนเย็นแม่นอนลืมตาข้างขวาอยู่ ข้างซ้ายปิด หมอบอกว่าแม่ไม่รับรู้แล้ว ตอนนี้อยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ ระหว่างพี่ๆ และญาติยืนคุยกันอยู่ ผมเข้าไปยืนก้มหน้าใกล้ใบหน้าแม่ ยืนลูบหน้าผากลูบผมแม่ กลิ่นกายกลิ่นผมที่ผมคุ้นเคยมาสามสิบกว่าปี…

ผมก้มหน้าพูดกับแม่ ทวงสัญญากับแม่ “เราสัญญากันแล้วนะว่าจะอยู่ด้วยกัน ตั้มเก็บเงินได้พอสมควรแล้ว อีกไม่นานน่าจะได้ทำบ้านแล้ว แม่จำได้มั้ย… ที่เราเคยฝันด้วยกันว่าจะมีบ้านเป็นของเราเอง เราจะอยู่ด้วยกัน เราไม่ต้องไปอาศัยใคร ไม่ต้องไปเช่าใครอยู่อีก จะเป็นบ้านหลังแรกของแม่และของตั้ม… แม่ใจแข็งไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เลี้ยงลูกๆ จนโตด้วยลำพังตัวคนเดียว แม่เจอเรื่องหนักๆ มาเยอะยังทนได้ ทนต่ออีกหน่อยนะ…”

แม่ที่หมอบอกว่าไม่รับรู้แล้ว ดวงตากลับชื้นด้วยน้ำตาขึ้นมา ตาเริ่มแดงเล็กน้อย แววตาราวกำลังเหม่อไปไกลถึงฝันและสัญญา ผมเชื่อเหลือเกินว่าแม่รับรู้…

เสียงผมค่อยๆ แหบเบาแล้วเริ่มสั่น “หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็อย่าฝืน ขอให้แม่ไปอย่างสบายใจ ไม่ว่าชาติหน้าชาติไหนตั้มจะขอมาเกิดเป็นลูกแม่อีกนะ เราจะเป็นแม่ลูกกันตลอดไปนะ ตั้มจะขอตามไปเป็นลูกแม่อีก จะดูแลแม่ให้ดีกว่าชาตินี้ให้ได้…” น้ำเริ่มไหลจากดวงตาของผม ก่อนเบือนหน้าแล้วเดินออกมาสูดอากาศข้างนอก

ตั้งแต่เกิดจนถึงบัดนี้ แม่ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยบ้านคนอื่นอยู่มาตลอด เช่าบ้าง อยู่บ้านญาติบ้าง แม้ไม่ลำบาก แต่แม่ก็ยังฝันมาตลอดว่าอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง และอยากอยู่กับลูก ผมบอกแม่มาตลอดว่าถ้าทำบ้านเมื่อไรจะพาแม่มาอยู่ด้วย เพราะนี่คือฝันอันสูงสุดของผมเช่นกัน…

โรงพยาบาลให้อยู่เฝ้าได้ถึงแค่สองทุ่ม ออกมานั่งด้านนอกแล้วตัดสินใจกลับบ้านตอนสามทุ่มกว่า เพราะต้องพาลูกชายกลับไปนอน แล้วรีบอาบน้ำออกมาใหม่ ผมกับพี่สาวและเพื่อนๆ นั่งอยู่ด้านนอก แอบย่องเข้าไปดูแม่บ้าง เราอยู่กันจนถึงตีหนึ่งครึ่ง ซึ่งแต่ละคนทนยุงกัดกันไม่ไหว กอปรกับพยาบาลไม่อยากให้เข้าไปอีกเพราะรบกวนคนไข้รายอื่นๆ ผมกับพี่สาวจึงเข้าไปลาแม่

ผมบีบเท้าแม่แล้วขอลากลับบ้านก่อน เดี๋ยวเช้ามืดจะรีบมา

กลับมาถึงบ้าน ผมนอนไม่หลับ นั่งดูเว็บต่างๆ ฆ่าเวลา แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้น ผมตกใจรีบเดินออกไปคุยที่หน้าบ้านเงียบๆ เพราะในห้องมีเพื่อนๆ กับภรรยากำลังนั่งคุยกันอยู่

เวลาตีสองสิบนาที หลังกลับถึงบ้านได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ปลายสายบอกว่าเป็นคุณหมอ

“คุณแม่หัวใจหยุดเต้นแล้วครับ”

ด้วยความตกใจทำอะไรไม่ถูกจึงถามกลับไป “หมายถึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเท่านั้น หรือว่าหมายถึงแม่ไปแล้ว…”

“คุณป้าไปแล้วครับ…” ผมเริ่มหูอื้อ และปากค้าง หมออธิบายถึงขั้นตอนการติดต่อกับทางโรงพยาบาลเพื่อดำเนินเรื่องศพต่อไป แต่ผมฟังไม่รู้เรื่อง

ผมโทรศัพท์หาพี่ชายและพี่สาว

ราวแม่อยู่รอจนกระทั่งผมกับพี่สาวเข้าไปลา

ผมรีบขับรถไปโรงพยาบาล ระหว่างกลางทางภรรยาทักว่าจะเข้าไปได้หรือ? ผมจึงโทรศัพท์ไปบอกพี่ชายบอกเบอร์หมอให้พี่ชายโทรศัพท์ไปสอบถาม สักครู่พี่ชายให้พี่สาวโทรศัพท์กลับมาบอกว่าให้กลับบ้านตอนนี้เขาไม่ให้เข้า ให้มาพรุ่งนี้แต่เช้าเลยทีเดียว

ผมเลี้ยวรถกลับบ้าน นอนคลุมโปงร้องไห้สะอึกสะอื้น เหมือนสมัยเล็กๆ ที่แม่พาไปฝากเนอสเซอรี่เพื่อจะกลับไปทำงานต่อได้ เพราะเล็กๆ ผมซนมาก ผมร้องไห้โฮทุกวันโหยหาแม่ ไม่อยากให้แม่ทิ้งไปอยากให้มารับเร็วๆ

คืนนี้ผมนอนฝันถึงหนอนตัวน้อยในสวน ผมเดินไปดูกิ่งไม้ที่มันเป็นดักแด้อยู่ นั่งนิ่งพินิจเส้นใยที่สานถักทอห่อร่างภายใน ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้กลับตกใจ พบว่ามีรูกว้างอยู่อีกด้าน ร่างในนั้นออกจากเปลือกหุ้มไปแล้ว…

8

แม่ผมเสียคืนวันที่ 29 ธันวาคม ในใบมรณะบัตรแจ้งว่าเป็นเวลา 02:00 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2552 แม่เข้าโรงพยาบาลได้เพียงสัปดาห์เดียว ใครหลายคนปลอบใจว่าที่นี่มีแต่อาจารย์หมอ แต่ผมไม่เห็นมีอาจารย์หมอสักคนมาดูแม่ มีแต่หมอเด็กๆ ที่คนเดียวดูทุกโรค ทุกส่วน ทุกอวัยวะ ไม่ใช่หมอเฉพาะทาง อาจเพราะแม่ใช้สิทธิสามสิบบาท… รักษาทุกโรค!

พี่ๆ และเพื่อนๆ ปลอบเรื่องหมอ

“อย่าไปโกรธหมอเลย เขาคงทำดีที่สุดแล้ว”

“ไม่ได้โกรธ แค่เคือง!”

“มองโลกในแง่ดี แม่ทรมานอยู่แค่อาทิตย์เดียว ดีกว่าต้องนอนเป็นผักอยู่เป็นเดือนเป็นปี”

“อืม”

หากมองโลกในแง่ดี การเจ็บป่วยกะทันหัน ทรมานไม่กี่วันแล้วจากไป ยังดีกว่าต้องนอนทรมานเนิ่นนาน ซึ่งแต่ก่อนแม่ก็เคยเปรยอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน ว่าถ้าวันหนึ่งต้องป่วยหนักขอให้แม่ตายไวๆ ดีกว่าต้องนอนทรมานนานๆ

แปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้นไปรับศพแม่ แม่นอนอยู่บนเตียงรอช่างตกแต่งศพ ทันทีที่เห็นแม่ ผม ภรรยา พี่ๆ หลานๆ ร่ำไห้พร้อมกัน แม่หลับตาสนิท ตัวเย็นเฉียบ สีผิวเปลี่ยนไป ผิวแน่นตึง แม่ยังสวมชุดคนไข้อยู่ ไออุ่นจากแม่ยังคงเหลืออยู่เฉพาะในใจเท่านั้น พี่สาวเอาชุดโปรดของแม่ที่ใส่ถุงยื่นให้ช่างแต่งศพ หลังตกแต่งศพเสร็จ ศพถูกนำขึ้นรถไปที่วัด มีพระสงฆ์รูปหนึ่งนำสวดไปด้วย

เมื่อสองวันก่อนยังสื่อสารกันพอรู้เรื่องอยู่บ้าง

วันนี้ตกเย็นต้องไปรดน้ำที่มือแม่ มองหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย… ก่อนช่วยถือผ้าห่อศพยกแม่ลงโลง…

17 ธันวาคม 2552 ไปรับแม่ที่โรงพยาบาล พาแม่ไปกินเอ็มเคสุกี้ แล้วขึ้นไปเดินซื้อของ เดินจูงมือแม่ตลอด แม่เหนื่อยก็ให้สลับกับเกาะรถเข็นไถลเล่นๆ แล้วไปส่งแม่ที่บ้านพี่สาวพร้อมกอดแม่ก่อนกลับบ้าน

23 ธันวาคม 2552 เจอแม่อีกครั้งเพื่อไปรับแม่ที่โรงพยาบาลเดิมกับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนพาไป ‘พัก’ อีกโรงพยาบาลหนึ่งใกล้บ้าน…
5 มกราคม 2553 สวดศพวันสุดท้าย หลังสวดเสร็จผมเดินถือรูปแม่นำหน้าโลงศพ พี่ชายถือกระถางธูปนำหน้า เพื่อนำศพแม่ไปเก็บในที่เก็บศพของวัด

24 เมษายน 2553 กำหนดการณ์วันฌาปนกิจ

25 เมษายน 2553 กำหนดการณ์วันลอยอังคาร

วันรุ่งขึ้น ผมตื่นแต่เช้ามืดเดินออกไปใส่บาตร กลับเข้ามากรวดน้ำที่สวนหน้าบ้าน หลังรดน้ำที่โคนต้นลีลาวดี ผมนึกถึงเปลือกห่อหุ้มดักแด้ที่ไร้ร่างภายในในความฝัน ลุกขึ้นยืนเหลือบเห็นผีเสื้อสีขาวตัวน้อยบินฉวัดเฉวียนอยู่ที่ต้นลีลาวดี

ผีเสื้อสีขาวบินวนเวียนไปมารอบสวนเล็กๆ หน้าบ้าน แล้วบินมาวนเวียนรอบตัวผม

ผีเสื้อสีขาวตัวน้อยกระพือปีกบินร่าเริงในสวนเนิ่นนาน ก่อนบินมาเกาะกิ่งต้นโมกข้างๆ หันหน้ามาทางผม

ผม ผีเสื้อสีขาว… หยุดนิ่งตรงหน้ากันและกัน

ผมยิ้มให้ ผีเสื้อค่อยๆ บินจากไป ผมเดินเข้าบ้านพร้อมรอยยิ้ม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s