จะกลับมารับ

เรื่องสั้นเรื่อง ‘จะกลับมารับ‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๑๙ เมษายน ๒๕๕๕


ลมจากเครื่องปรับอากาศโชยเอากลิ่นหอมเดินทางมาถึง ก่อนพนักงานยกบะหมี่ชามเท่ากะละมังซักผ้ามาวางตรงหน้า เส้นหมี่สีเหลืองนวลอ้วนกลมเท่านิ้วโป้ง ความยาวน่าจะพันรอบ…

ไปก่อนนะ… ฝากบ้านด้วย… ไปก่อน… ก่อนนะ… ฝากบ้านด้วย… ไปก่…

เส้นหมี่สีเหลืองนวลอ้วนกลมเท่านิ้วโป้ง ความยาวน่าจะพันรอบตัวฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า กลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูผ่านการเคี่ยวกรำแรมปี กลิ่นเกลือรสเยี่ยมจ…

จะกลับมารับนะ… กลับมารับ… มารับ… รั…

กลิ่นเกลือรสเยี่ยมจากมหาสมุทรแสนไกลเจือเคล้า หมูชาชูแผ่นเท่าหนังกลอง มันเยิ้มแทรกตัวหลายชั้น ดูก็รู้ว่าถ้าเข้าปากจะนุ่มชุ่มลิ้นเพียงใด ไข่ต้มฝานผ่าครึ่งใส่มาแค่ครึ่งใบ แต่ใบใหญ่เท่าไข่นกกระจอกเทศ ไข่แดงสีส้มแดง สีส้มแดง… ใหญ่มาก… ใหญ่ขึ้นเต็มชาม… ล้นชาม…

“น้องๆ ได้รับถุงยังชีพหรือยัง?”

“อ่า… ยาง… ค่า…”

“เดี๋ยวพี่โยนไปตรงหลังคาตรงโน้นให้นะ หนักหน่อยมีข้าวสารด้วย เดี๋ยวน้องค่อยๆ เดินลงไปหยิบนะ โชคดีๆ สู้ๆ เอ้าไปต่อได้”

ตะวันกำลังหย่อนดวงลงที่ปลายฟ้า ขอบน้ำ และทิวตึก สีส้มแดงกลมโตเท่าไข่นกกระจอกเทศในระยะปลายนิ้วยื่นสุดแขน แสงสีทองอาบผิวจนเกรียมไม่รู้ตัว ถุงยังชีพอยู่ตรงนั้น ห่างไม่ถึงสิบก้าว แต่ดูราวไกลสุดลูกหูลูกตา ช่างไม่ดึงดูดใจให้อยากเขยื้อนตะเกียกตะกายไปหาเอาเสียเลย

หันกลับมาประจันหน้ากับก้อนไฟค่อนดวง สายตาว่างเปล่าทอดยาวไกล ต้นไม้หลายบ้านเหี่ยวเฉา บ้างยืนต้นตายใบแห้งกรอบ ลมเอื่อยโชยอ้อยอิ่ง พัดใบไม้แห้งร่วงกราว

ครืด…

หันกลับไปมองเจ้าถุงใบนั้น มันกำลังจะหล่น!

ข้างล่างเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ สูงกว่าสองเมตร น้ำที่นี่ไม่ได้มีไว้ใช้สอยเหมือนอ่างเก็บน้ำปกติ แต่กลับกัน มันขุ่นคลั่ก เหม็นเน่าส่งกลิ่นคละคลุ้ง ฉันเห็นหมาเน่า หนูเน่า ลอยอืดแทบทุกวัน ตัวเดิมบ้าง ตัวใหม่บ้าง เห็นพัฒนาการทางกายหยาบของมัน สมัยก่อนเกลียดวิชาชีวะวิทยาเข้าไส้ ฉันไม่เคยเข้าใจกลไกแห่งชีวิตเลยสักนิด

สองสัปดาห์แล้วที่ฉันติดเกาะอยู่ที่นี่ ถูกสะกดวิญญาณไม่ให้ไปไหน นกพิราบสองตัวบินมาเกาะบนหลังคาบ้านตรงข้าม ฉันนึกถึงเมนูนกพิราบทอดกระเทียม แดดสุดท้ายสาดสะท้อนผิวน้ำส่องแยงตา เสียงมอเตอร์ไซค์ดังแว่วมา ฉันเหลือบเห็นคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ส่งพิซซ่าวิ่งลุยน้ำสูงมิดหัวเลี้ยวเข้าซอยก่อนจะถึงบ้านฉัน ฉันฝันถึงราเมงมาหลายคืนและหลายบ่าย มันเป็นเมนูอร่อยมื้อสุดท้ายก่อนเข้ามาติดเกาะ – เสียงกัดฟันกรอดดังลั่น – ฉันกำลังนึกอยากหักคอใครคนหนึ่ง

หันกลับไปดูเจ้าถุงใบนั้น มันจะมีชื่อนักการเมืองสกรีนไว้เหมือนใบเมื่อหลายวันก่อนหรือเปล่า? ฉันหยิบข้าวของออกจนหมด กำลังเปิดปลากระป๋องเตรียมกินด้วยความโหย เหลือบเห็นชื่อนักการเมืองเท่านั้น แทบอยากเขวี้ยงปลากระป๋องในมือทิ้ง แต่ไม่ได้ทำเพราะเสียดาย ฉันลุกขึ้นแล้วเอาเท้าย่ำไปบนชื่อมันแทน ข้าวของในถุงเป็นของดีๆ ทั้งนั้น ไม่มีทางเป็นของที่มึงทำมาเองแน่ๆ

ครืด…

มันไหลมาถึงปลายสุดของหลังคาแล้ว บางส่วนของมันเริ่มหย่อนพ้นขอบหลังคาทีละนิด… ทีละนิด…

ตึก  ตึก  ตึ้ง! โครม! โอ๊ยยย…

ลุกขึ้นแล้วกระโดดเพียงสามก้าวก็มาถึงถุงยังชีพ แต่โชคร้ายที่หลังจากก้าวสุดท้าย ฉันทิ้งน้ำหนักตัวมากไปหน่อยเพื่อที่จะหยุด หลังคาคร่ำคร่าสีแดงอิฐซีดเผือด กรำแดดฝนมาร่วมยี่สิบปี ฉันเห็นมันตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยงอแง ไม่เคยแตก ไม่เคยรั่ว เพียงแค่ซีดด่างลงไปบ้างเท่านั้น

มันแตกโพละเป็นวงเท่ารอบตัวฉัน มันคงไม่เคยรองรับแดดฝนหนักเท่านี้มาก่อน และมันคงล้าเต็มที

ฉันตกลงมาทั้งตัว

ในนี้มืดและเงียบสงัด ช่องจากหลังคาทำให้แสงสุดท้ายสบโอกาสส่องลอดเข้ามา แสงวงใหญ่ที่มีร่างฉันบดบังอยู่บ้าง แต่ก็มากพอจะมองเห็นห้องนี้ได้รางๆ ฉันเพิ่งสังเกตกองทัพยุงที่ส่วนหนึ่งแตกฮือบินว่อนสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ยังมีอีกหลายกองทัพที่ประจำการลอยตัวอยู่บนผิวน้ำเกาะกลุ่มกันเป็นแพ คงรอเสริมกำลัง

ข้างในนี้น้ำเหม็นเน่าฉุนกว่าข้างนอกมาก ปลา! ใช่ ฉันแน่ใจว่าฉันเห็นปลา ตัวน่าจะเท่าฝ่ามือ มีน้ำกระเพื่อม และน่าจะไม่ใช่แค่ตัวเดียว พวกมันต้องอดทนและหม่นมืดเพียงใดนะ ที่ต้องว่ายในน้ำเน่าเหม็นและมืดตื๋อแบบนี้ ฉันคือผู้เปิดทางแสงให้มันได้มีโอกาสมองเห็นลูกน้ำตัวน้อย เผื่อจับกินประทังชีวิตได้บ้าง ฉันคิดว่ามันคงกินลูกน้ำได้นะ ฉันนึกถึงปลาหางนกยูงกินลูกน้ำ เพราะที่บ้านเลี้ยงใส่อ่างบัวอยู่ซึ่งตอนนี้พวกมันคงว่ายหนีไปหมดแล้ว

ห้องครัวบ้านฉันมีน้ำท่วมขังสูงถึงขอบประตูด้านบน แต่ฉันไม่เปียก?

วันที่พี่สาววิ่งหน้าเลิ่กลั่กมาที่โต๊ะอาหาร พ่อ แม่ ฉัน และน้องชายกำลังนั่งทานข้าวเช้าอยู่ เอาแรงก่อนที่จะออกไปออกแรง ร่วมด้วยช่วยกันสร้าง ‘ระบบป้องกันน้ำ’ พ่อเป็นคนเรียกอย่างนั้น เพื่อให้มันดูดีหน่อย จริงๆ แล้วเป็นเพียงแผ่นไวนิล เอามาแปะปิดทางเข้าบ้าน และด้านหลังบ้าน โดยใช้กาวซิลิโคนประสาน

แผ่นไวนิลสูงเท่าเอวของฉัน พ่อบอกว่าถ้าน้ำท่วมสูงเกินจากนี้คงต้องทำใจ ฉันคิดว่าตอนนั้นในใจพ่อลึกๆ คงคิดว่าแค่ท่วมถึงเข่าก็เต็มที่ละ คงเป็นไปไม่ได้แน่ที่จะท่วมเกินเอวฉัน แต่พ่อคาดผิด

เหมือนกับคนทั้งหมู่บ้านที่คาดผิดกันหมด

มันเป็นเรื่องเหนือจริง ราวภาพเขียนของซัลวาดอร์ ดาลี ยอดศิลปินแห่งศิลปะแนวเหนือจริง ดูเผินๆ มันจริง แต่ไม่ใช่ มันเหนือจริง! ไอ้น้ำเน่าทุเรศแสนน่ารังเกียจ เพียงวันเดียวก็ท่วมสูงเท่าเข่าของฉัน วันต่อมาสูงเท่าก้น วันนั้นฉันมีประจำเดือน แต่พ่อยังบังคับให้ช่วยยกของขึ้นไปเก็บที่ห้องนอนชั้นสอง ฉันเกลียดพ่อ!

เมื่อกี้ฉันนึกถึงนังพี่สาวของฉันอยู่นี่นา ใช่ ยัยนั่นวิ่งหน้าเลิ่กลั่กเข้ามาที่โต๊ะอาหารตอนเช้า มาพร้อมกับข่าวที่เพิ่งดูมาจากเว็บไซต์สังคมออนไลน์หลายแห่ง ยืนยันข่าวใกล้เคียงกันว่าประตูกั้นน้ำที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดพังแล้ว น้ำกำลังไหลทะลักมา

พ่อสั่งทุกคนหยุดกิน! รีบไปทำ ‘ระบบป้องกันน้ำ’ ให้เสร็จโดยด่วน

น้ำมาถึงหมู่บ้านตอนบ่ายสามกว่าๆ ผุดขึ้นมาจากท่อ และไหลมาตามถนน ซึ่งไหลล้นมาจากคลอง คืนแรก ‘ระบบป้องกันน้ำ’ ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ไม่มีแม้แต่ซึมผ่านเข้ามาได้ พ่อภูมิใจมาก คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ เดินลงมาดูระดับน้ำทั้งคืน ตอนเที่ยงคืนมันสูงถึงเข่าของฉันแล้ว และมันสูงขึ้นทุกครั้งที่มาดู

เช้าวันต่อมาน้ำก็ท่วมสูงถึงก้นของฉัน พ่อบอกให้ทุกคนช่วยกันเก็บของสำคัญขึ้นไปไว้ห้องนอนชั้นสอง บ้านเรามีแค่สองชั้น พ่อคงคาดว่าน้ำท่วมไม่ถึงชั้นสองแน่นอน วันนั้นฉันช่วยยกของอย่างดี แต่ไม่มองหน้าพ่อแม้หางตา

เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนน้ำท่วมบ้าน ที่บริษัทมีการทบทวนและซ้อมแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หรือ Business Continuity Plan โดยเฉพาะที่เน้นเป็นพิเศษคือ ฝ่ายขาย ฝ่ายบริการลูกค้า และฝ่ายไอที ทุกอย่างราบรื่นแม้มีติดขัด ตอนนั้นหมู่บ้านของฉันแห้งสนิท หลายบ้านยังเดินมาหัวเราะบ้านฉันอยู่เลยว่าตื่นตูม แต่ตอนนี้น้ำท่วมบ้านฉันเท่าก้น ส่วนที่บริษัทเท่าอก

ฉันไม่ได้ไปทำงานมาห้าวันแล้ว ตั้งแต่น้ำเริ่มท่วมบริษัท โชคดีที่ฝ่ายไอทีย้ายระบบและอุปกรณ์ทัน พนักงานจึงได้รับคำสั่งให้อยู่ไปทำงานที่บ้านได้ โดยออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ฉันก็ทำงานแบบ ‘โมไบล์เวิร์กกิ้ง’ ได้แค่สามวัน พ่อก็ตัดสินใจสับคัตเอ๊าต์ เพื่อกันไฟดูด ความคิดแว่บหนึ่งผ่านเข้ามา ฉันอยากให้ดูดพ่อก่อนเป็นคนแรก รอยยิ้มชั่วร้ายฉายแว่บขึ้นมาอย่างเผลอตัว แต่ฉันสลัดมันออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉันเข้าใจพ่อดี ในสถานการณ์แบบนั้น…

แต่สองวันต่อมาฉันกลับไม่เข้าใจพ่อ

พ่อตัดสินใจกับแม่ ว่าเราจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เพราะไฟฟ้าไม่มี การไฟฟ้าฯ ตัดไฟทั้งหมู่บ้านไปเมื่อวาน บ่อเกรอะก็เป็นแบบเก่าแบบบ่อซึม ส้วมในห้องน้ำชั้นสองก็ใช้ไม่ได้ อาหารแห้งก็เริ่มลดน้อยลง บ้านข้างเคียงก็ย้ายออกไปเกือบหมดแล้ว

น้องชายอายุเพียงเจ็ดขวบ เด็กเกินกว่าจะอยู่อย่างลำบากเยี่ยงนี้ สำหรับพี่สาว  ทางบริษัทแจ้งให้ย้ายไปทำงานที่สาขาภูเก็ตชั่วคราว โดยจะออกค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง พร้อมสวัสดิการพิเศษสุดๆ ทำงานบริษัทญี่ปุ่นนี่ดีจริง ใช้งานพนักงานหนักหน่วง แต่ก็ดูแลพนักงานเต็มที่

แต่ฉันตอนนี้สิ…

เรามีบ้านอีกหลังอยู่ที่หัวหิน ใกล้เขาตะเกียบ เอาไว้ไปพักผ่อนช่วงวันหยุดยาว ซึ่งปีหนึ่งๆ จะพร้อมหน้าพร้อมตากันไม่เกินสามครั้ง ก็เลยจ้างคนดูแลและเปิดให้นักท่องเที่ยวมาเช่าพักระยะสั้น ตอนนี้บ้านว่าง พ่อเลยตัดสินใจจะไปอยู่หัวหินชั่วคราว เพราะงานพ่อก็หยุดมาหลายวันแล้ว ส่วนแม่เป็นแม่บ้านชิลล์ๆ พ่อไปไหน(แม่)ก็ไปกัน โรงเรียนเจ้าน้องชายก็ประกาศปิดยาว เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลเพียงพอต่อการตัดสินใจของพ่อ

ฉันยิ้มดีใจ อยากหัวเราะออกมาดังๆ แต่หัวเราะไม่ออก เพราะเหนื่อยลำบากมาหลายวัน

พ่อยังมีอีกหนึ่งการตัดสินใจ

“จ๋า… แกอยู่เฝ้าบ้านทีนะ คือ… คือของมีค่ามันเยอะ ของสำคัญก็มีหลายอย่าง ขนออกไปไม่ไหวหรอก เพราะเราต้องนั่งเรือทหารออกไป มันจะดูเห็นแก่ตัวถ้าเราขนของติดตัวไปมาก เราไปกันหมดไม่ได้ ต้องมีคนอยู่เฝ้า พ่อจะพาลูกน้องที่สนิทกันกลับเข้ามาช่วยขนของ พ่อจะซื้อเรือหรืออาจเช่าเรือเข้ามา และจะได้พาลูกออกไปอยู่ด้วยกัน พ่อไปไม่นานหรอก พ่อสัญญา”

แม่เดินเข้ามากอดฉัน พูดปลอบ ตอนนั้นหูของฉันได้ยินอะไรไม่ชัดแล้ว ตายังจ้องไปที่หน้าพ่อ แต่ไม่เห็นพ่อ น้ำตารื้นก่อนทิ้งตัวไหลเป็นทาง ผ่านจมูกก่อนมาค้างเติ่งที่มุมปาก แล้วไหลต่อจรดปลายคางจนหยดลงพื้น ทีละหยด ทีละหยด… ตัวชา กำมือแน่น สั่นไปทั้งตัว ความโกรธ ความเสียใจ และความกลัว แล่นสลับไปมาปั่นป่วนเป็นมวลแน่นจุกอก

พ่อไม่ได้ปรึกษา ไม่ได้ถามความสมัครใจใดๆ พ่อตัดสินให้เสร็จสรรพ

วันที่พ่อ แม่ พี่สาว และน้องชาย ลงเรือทหาร มีคำพูดลอยขึ้นมา

“ไปก่อนนะ ฝากบ้านด้วย จะกลับมารับนะ”

คนพูดพยายามฝืนยิ้มกว้าง และพยายามทำน้ำเสียงให้ฟังดูอบอุ่นที่สุด แต่สำหรับฉันมันจืดชืดมาก ฉันแว่บเห็นทุกคนนั่งก้มหน้า มีเพียงน้องชายที่เงยหน้ายิ้มแฉ่งโบกไม้โบกมือบ๊ายบาย ดีใจที่ได้นั่งเรือทหารและกำลังจะได้ไปเที่ยวทะเล

เรือแล่นออกไป ทุกคนโบกมือให้อีกครั้ง แสงแดดสะท้อนน้ำส่องแสงจ้า… ฉันมองไม่เห็นใบหน้าพวกเขา

ลมจากเครื่องปรับอากาศโชยเอากลิ่นหอมเดินทางมาถึง ก่อนพนักงานยกบะหมี่ชามเท่ากะละมังซักผ้ามาวางตรงหน้า เส้นหมี่สีเหลืองนวลอ้วนกลมเท่านิ้วโป้ง ความยาวน่าจะพันรอบ…

ไปก่อนนะ… ฝากบ้านด้วย… ไปก่อน… ก่อนนะ… ฝากบ้านด้วย… ไปก่…

เส้นหมี่สีเหลืองนวลอ้วนกลมเท่านิ้วโป้ง ความยาวน่าจะพันรอบตัวฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า กลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูผ่านการเคี่ยวกรำแรมปี กลิ่นเกลือรสเยี่ยมจ…

จะกลับมารับนะ… กลับมารับ… มารับ… รั…

กลิ่นเกลือรสเยี่ยมจากมหาสมุทรแสนไกลเจือเคล้า หมูชาชูแผ่นเท่าหนังกลอง มันเยิ้มแทรกตัวหลายชั้น ดูก็รู้ว่าถ้าเข้าปากจะนุ่มชุ่มลิ้นเพียงใด ไข่ต้มฝานผ่าครึ่งใส่มาแค่ครึ่งใบ แต่ใบใหญ่เท่าไข่นกกระจอกเทศ ไข่แดงสีส้มแดง สีส้มแดง… ใหญ่มาก… ใหญ่ขึ้นเต็มชาม… ล้นชาม…

“น้องๆ ได้… รับ… ถุงยังชีพพพ… หรือยางงง…?”

“ฮะ เฮ้ย โอย…” ฉันรู้สึกเหมือนเพิ่งตื่น และรู้สึกปวดๆ เนื้อตัว

“เฮ่ย!” ฉันตกจากหลังคาลงมาเมื่อเย็นนี่นา นี่มืดแล้วนี่ มืดไปหมดเลย – ฉันรู้สึกลัว – แสบแขนไปหมด สงสัยโดนยุงกัดลายไปทั้งแขนแน่เลย – เจ็บหัวจัง – ฉันเอามือกุมท้ายทอย สงสัยกระแทกหลังคาตอนตกลงมา นี่ฉันเผลอหลับหรือสลบเพราะหัวกระแทกกันนี่

ตอนนี้เวลาเท่าไหร่แล้ว? หน้าปัดบนนาฬิกาข้อมือมืดมิด แสงจากเจ้าสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนวา ที่เคลือบบนเข็มนาฬิกาและตัวเลขทั้งสิบสองตัว ตอนนี้ไม่มีแสงสว่างแม้แต่นิด นาฬิกาข้อมือที่ฉันใส่อยู่สามารถสะสมแสงสว่างเพื่อส่องแสงในยามมืดได้นานสามชั่วโมง ตอนนี้น่าจะราวๆ สามทุ่ม

ก้นฉันเปียกน้ำ ขาซ้ายเปียกน้ำไปครึ่งแข้ง สงสัยฉันตกลงมาบนตู้กับข้าว แต่ทำไมมันเอียงๆ

ตู้กับข้าวใช้ไม้เอ็มดีเอฟ เปียกน้ำมานานจนอ่อนตัวไปมาก โชคดีที่โครงสร้างแข็งแรงมันเลยยังไม่พังถล่มลงมา หลายวันมานี้ฉันได้ยินเสียงเฟอร์นิเจอร์ในหลายบ้านถล่ม ข้าวของที่วางอยู่ตกน้ำเสียงดัง ฉันลองใช้มือกดแผ่นไม้ที่นั่งอยู่ มันยวบลงเล็กน้อย ฉันค่อยๆ ขยับตัวเพื่อลุกยืน เสียงตู้ดังครืดคราด เสียงน้ำกระเพื่อมได้ยินชัด

ถุงยังชีพวางอยู่ข้างตัว มันตกตามฉันลงมาด้วย ฉันหยิบและโยนมันขึ้นไปวางบนหลังคาแผ่วเบา แล้วค่อยๆ ปีนขึ้นไป

ฉันอุ้มถุงยังชีพ ค่อยๆ เดินท่ามกลางความมืด ด้วยย่างก้าวกว่ายี่สิบก้าว โยนถุงยังชีพข้ามราวกั้นที่ระเบียง และปีนราวกั้นขึ้นไปบนระเบียงชั้นสอง ใช้กุญแจไขประตูห้องเข้า เปิดไฟฉายขนาดใหญ่ พลันแสงขาวนวลสว่างจ้าไปทั้งห้อง

แขนและหน้ามีรอยยุงกัดเต็มไปหมด โชคดีฉันกินยากันไว้แล้ว แต่การได้เห็นสภาพตัวเองสะท้อนกระจก ยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บและคันยิ่งขึ้น

ฉันหิวมาก ไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานเช้า น้ำเปล่าหมดไปเมื่อสองวันก่อน ฉันอาศัยน้ำประปาในห้องน้ำประทังความโหย ทหารและอาสาใจดีไม่ได้นั่งเรือเข้ามาทุกวัน ฉันพยายามคิดว่าหมู่บ้านฉันขนาดใหญ่ มีบ้านหลายพันเรือน บ้านฉันอยู่เกือบลึกสุดหมู่บ้าน ไม่สงสัยว่าธารน้ำใจทำไมถึงไหลมาไม่ค่อยถึงฉัน

ฉันแกะถุงยังชีพอย่างรวดเร็ว เหมือนยิ่งรีบเจ้าเชือกรัดก็เล่นเกมยื้อยัก เหงื่อเริ่มผุดเม็ด

“โธ่เว้ย! มึงจะรัดแน่นไปไหนเนี่ย”

ตะโกนลั่นห้องด้วยความโมโหหิว ก่อนลุกไปหยิบมีดพับสารพัดประโยชน์ของวิคตอรีน็อกซ์ที่พ่ออุตส่าห์เตรียมไว้ให้

ตัดเชือกเสร็จ รีบหยิบน้ำขวดที่มีเพียงขวดเดียวขึ้นมาซดอักๆๆ อย่างกระหาย แต่รู้สึกมันมีกลิ่นพลาสติกเยอะไปหน่อย น้ำก๊อกยังอร่อยกว่า

ฉันหยิบปลากระป๋องมาแกะ ใช้มือหยิบปลามาหย่อนเข้าปาก ใช้ลิ้นดุนเนื้อปลา ดูดรสชาติความหวานอมเปรี้ยวของซอส และรสชาติปลา ค่อยๆ ซึมซับความอร่อยเนิ่นนานจนปลาเริ่มชืด แล้วจึงเคี้ยวกลืนลงคอ ฉันนั่งละเลียดปลากระป๋องเนิบช้า ใช้นิ้วล้วงควักจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้คราบมัน

ถัดจากปลากระป๋องรสอร่อยที่สุดเท่าที่ยี่ห้อนี้เคยผลิตมา ฉันหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งมาฉีกซอง แต่ไม่ได้เทใส่ชาม ฉันมีชาม แต่ฉันไม่มีแก๊ส ฉันมีเตาแก๊สแค้มปิ้ง แต่แก๊สสิบกระป๋องที่เตรียมไว้หมดเกลี้ยง ตอนนี้พวกมันนอนสลบเหมือดอยู่ใต้เตียง ข้าวสารในถุงยังชีพคงไร้ค่าไปโดยปริยาย

ฉีกซองเครื่องปรุงและน้ำมันกระเทียมเจียวเทลงไปในซอง ขยำๆ เขย่าๆ แล้วออกไปยืนกินอยู่หน้าระเบียง ถ้ายุงจะกัดเพิ่มฉันก็ไม่กลัว

คืนนี้พระจันทร์กลมโตส่องแสงสีเหลืองนวล เงาสะท้อนบนลำคลองหน้าบ้านก็กลมโตส่องแสงสีเหลืองนวลเช่นกัน พลันนึกถึงบทกวีท่อนหนึ่งของ ชนะ คำมงคล

หลงเอยหลงไขว่คว้า ฟายฝัน

หลงผิดคิดว่าจันทร์ แค่เอื้อม

หลับใหลมิรู้วัน วายวิ่น

เพียงแผ่นน้ำกระเพื่อม เสื่อมสิ้นเงาสลาย

กำลังเคลิ้มๆ กับพระจันทร์ บทกวี และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พลันเสียงปืนก็ดังขึ้นหนึ่งนัดในระยะไม่ไกลนัก ก้องสะท้อนก่อนเงียบหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนดังขึ้นอีกสองนัดติดกัน ฉันแค่ตกใจเล็กน้อย

เพราะมันเกิดขึ้นแทบทุกคืน

ในหมู่บ้านยังมีผีบ้านผีเรือนต้องอยู่โยงเฝ้าบ้านอย่างฉันหลายคน ด้วยเหตุผลคล้ายกัน เพื่อสวมบทปู่โสมเฝ้าทรัพย์… ที่ตายไปก็เอาติดตัวไปไม่ได้

ผีบ้านผีเรือนคนหนึ่งเล่าให้ฟังตอนเหมาเรือรับจ้างเข้ามา หลังติดเรือทหารออกไปหาเสบียงเมื่อหลายวันก่อน

“แถวนี้แมวน้ำมันเยอะ ไฟฟ้าถูกตัด กลางคืนมืดและเงียบเหมือนป่าช้า พวกมันก็ออกหากิน โดนงัดกันไปหลายบ้านแล้ว พวกที่อยู่โยงเฝ้าบ้านเลยใช้ไม้แข็ง เจอเมื่อไรก็โป้งเลย! ขู่บ้าง ยิงจริงบ้าง ใครถามก็บอกว่าจระเข้กัดตาย นาทีนี้ไม่มีตำรวจมารับแจ้งความหรอก และถึงรับแจ้ง ก็คงไม่ส่งใครมาจัดการหรอก เราต้องพึ่งตัวเอง”

ฉันยืนกินสแน้กกรุบกรอบรสต้มยำกุ้งห่อเดิมต่อ แว่วเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงเบา คงอยู่ไกล

ฉันนึกถึงเมื่อตอนเย็น ตอนที่อาสาฯ เอาถุงยังชีพมาแจก ฉันออกมานั่งตากแดดบนหลังคาตั้งแต่เช้า จนทนร้อนไม่ไหวจึงหลบเข้าห้องสักครู่ แล้วออกมานั่งใหม่ เข้าๆ ออกๆ อยู่ทั้งวันจนตกบ่ายที่เผลอหลับบนหลังคาไม่รู้ตัว แดดบ่ายลามเลียไปทั่วร่าง รู้สึกตัวผิวก็เกรียมได้ที่

ฉันทำอย่างนี้ตลอดหกวันที่ผ่านมา นับจากสัปดาห์แรกที่ความช่วยเหลือไหลผ่านมาทั้งเช้าบ่าย นานวันเข้าธารน้ำใจก็ไหลเอื่อยและแผ่วปลายลง จนเมื่อเสบียงที่กักตุนหมดเกลี้ยง ฉันมีเพียงน้ำประปาเท่านั้น… เท่านั้นจริงๆ

นั่งรออยู่บนระเบียงอาจสังเกตเห็นยาก ฉันจึงจำเป็นต้องออกมารอในจุดที่สังเกตเห็นง่าย บนหลังคา กลางแดด เพราะบางวันพวกเขาก็เปิดโทรโข่งเรียกเสียงดัง แต่บางวันก็มากันเงียบๆ ไม่มานั่งดักอาจเลยผ่านไปได้…

กลับเข้ามาในห้อง เดินไปเข้าห้องน้ำ หันยืนมองถังน้ำขนาดใหญ่สูงเกือบเอววางอยู่มุมห้อง ถูกดัดแปลงให้เป็นถังเก็บสิ่งปฏิกูล – ขี้ของฉันเอง – ฉันยืนดูมันอยู่เนิ่นนาน จนเริ่มรู้สึกว่ามันกำลังจ้องดูฉันมากกว่า มันกำลังประเมินการตัดสินใจของฉัน ว่าวันนี้จะนำความทุกข์ไปยัดเยียดให้มันหรือไม่ มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสิ่งนี้

ฉันหันกลับมาเปิดก๊อกน้ำ ลากสายยางที่ต่อกันสองเส้นยาวเส้นละสิบเมตร เดินลากเข้ามาในห้อง เปิดประตูออกไปที่ระเบียง แล้วเปิดหัวก๊อก

ฉันยืนอาบน้ำบนระเบียงบ้านชั้นสอง

อยากถอดเสื้อผ้าออกให้หมดเหมือนตอนอาบปกติ แต่บรรยากาศเงียบราวป่าช้าอย่างนี้ ขออาบอย่างนี้นี่ล่ะ

ระหว่างกำลังแสร้งทำสุนทรีย์ ฉันเหลือบเห็นมุ้งลวดที่หน้าต่างฉีกขาด เหล็กดัดถูกเลาะออกวางพิงไว้ริมระเบียงมุมไกล ทันใดได้ยินเสียงกุกกักภายในห้อง ฉันรีบคว้ามีดพับสารพัดประโยชน์ที่วางไว้ตรงขอบหน้าต่างข้างที่วางสบู่ กางใบมีดออก

มือฉันสั่นเล็กน้อย ใจเต้นตุบๆ ราวมีใครลั่นกลองรบ สายตาฉันสอดส่ายไปทั่วห้อง

ทันใดร่างหนึ่งก็พุ่งมาจากหลังผ้าม่าน

ฉันกรีดร้อง เหวี่ยงมีดสะเปะสะปะ

เสียงร้องโอดโอยดังขึ้น เป็นเสียงผู้ชาย มันสบถด่าฉันหยาบคาย แต่ฉันหูอื้อฟังไม่ได้สรรพ มันใส่เสื้อสีดำ ผมยาวรุงรัง ดูผอมโซ ที่คอ แขนและหน้าอกชุ่มไปด้วยเลือด ยืนชี้หน้าฉัน พยายามก้าวเข้ามาหาฉัน ฉันรีบรวบรวมสติเหวี่ยงมีดกวัดแกว่ง จนมันถอยไปยืนชิดริมระเบียง

เสียงตะโกนดังขึ้นมาจากด้านล่าง

“เป็นไรวะ เกิดอะไรขึ้น”

มันปีนระเบียงและโดดลงไป ฉันตามไปนั่งก้มมองจากระเบียงลงไป ในเรือมีพวกมันอีกสองคน ได้ยินมันบอกให้เพื่อนรีบพายเรือพาออกไปหาหมอ

ฉันเดินกลับเข้ามาในห้อง ที่บริเวณประตูมีรอยเลือดจำนวนมาก

ฉันใช้สายยางฉีดคราบเลือด และฉีดล้างเนื้อตัว แล้วรีบเข้าห้องล็อกประตู

คืนนี้นอนไม่หลับ หนักยิ่งกว่าทุกคืนที่ผ่านมา เสียงแว่วจากความหวาดระแวง วิ่งโหยหวนไปทุกทิศทั่วห้อง ฉันนอนเหงื่อแตกเม็ด คุดคู้ตัวลีบอยู่ในตู้เสื้อผ้า ที่เปิดแง้มเล็กน้อยพอให้มีอากาศลอดผ่าน ไฟฉายถูกวางไว้ใกล้ขอบหน้าต่างริมระเบียง ทุกคืนฉันจะปิดมันก่อนนอน แต่คืนนี้ฉันปิดไม่ลง

น้ำตาไหลจนเปียกหน้า ฉันไม่ได้ร้องไห้ แต่น้ำตามันไหล

เสียงฟันบนล่างดังขบกันลั่นขึ้นหัวสมอง กระแทกกันอยู่นาน จนลืมนึกถึงไปว่ามันหยุดหรือยัง มีดพับสารพัดประโยชน์ถูกกำแน่นอยู่ในมือขวา มือซ้ายอยู่ในท่าพร้อมชักใบมีดออกมา ฉันนึกถึงคำเตือนของอาสาฯ ที่นำถุงยังชีพมาแจกให้เมื่อตอนเย็น ว่าน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกไม่ต่ำกว่าหนึ่งเมตรในสองวันนี้

ฉันรู้สึกล้า

ฉันรู้สึกล้า

ฉัน…

เสียงดังโหวกเหวกอยู่นอกบ้าน นี่ฉันเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ สว่างแล้วหรือนี่ ฉันพาร่างอันล้าแรงค่อยๆ คลานออกจากตู้เสื้อผ้า ยันกายขึ้นลากตัวเองไปเปิดประตู แสงจ้าส่องเข้ามาจนแสบตา ทันใดฉันเห็นใครคนหนึ่งปีนข้ามระเบียงมา ยืนมองเข้ามาในท่าทางแสนคุ้นเคย

ฉันหรี่ตาจ้องไปที่เขา แต่ฉันไม่เห็นหน้าเขา

เขาเดินรี่เข้ามาโอบฉันด้วยอ้อมกอดอบอุ่นที่คุ้นเคย

ฉันรู้สึกถึงหยดน้ำที่หยดลงบนหน้าผาก

“ฉันเกลียดพ่อ!”

ฉันตะโกนลั่นพร้อมโอบแผ่นหลังเขาไว้แน่น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s