โฆษณาชวนเชื่อ…อยากมีรายได้เดือนละแสนไหม?

เรื่องสั้นเรื่อง ‘โฆษณาชวนเชื่อ…อยากมีรายได้เดือนละแสนไหม?‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕


วันนี้ผมได้รับเชิญมาบรรยายให้กับนักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่กำลังจะจบการศึกษา ผมตั้งชื่อหัวข้อบรรยายว่า ‘โฆษณาชวนเชื่อ…อยากมีรายได้เดือนละแสนไหม?’ อาจารย์ผู้ประสานงานทำท่าตกใจระคนแปลกใจ ผมอธิบายเหตุผลให้ฟังชั่วครู่แกจึงเข้าใจ การบรรยายครั้งนี้ผมเปลี่ยนมาพูดเกี่ยวกับแนวทางในการเอาชีวิตรอด โดยเฉพาะภายหลังจบการศึกษา ผมจะหยิบเรื่องเงินๆ ทองๆ มาพูดในเชิงเสียดสี โดยจะกล่าวถึง ‘รายได้’ ในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อให้ผู้ฟังจับประเด็นจากการรับฟังให้ได้ ว่าแท้แล้วผมต้องการให้พวกเขาสร้างอะไรก่อนและหลังจบการศึกษา?…

ย้อนหลังกลับไปเมื่อช่วง พ.ศ. 2543 – 2545

ผมต้องสอบวัดความสามารถด้านไอทีเพื่อให้ได้ประกาศนียบัตรอย่างน้อยปีละหนึ่งใบ ผมทำอยู่สี่ปีติดกัน ตอนนี้เลิกทำแล้ว เพราะไม่รู้จะทำไปทำไม! นอกจากนี้ผมยังทำงานประจำกินเงินเดือน ทุกวันอังคารและพฤหัสบดีผมต้องไปสอนหนังสือให้กับพนักงานบริษัทไอทีแห่งหนึ่งแถวสุขุมวิทตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม ทุกวันเมื่อกลับถึงบ้านผมมีโครงการพัฒนาระบบไอทีต้องทำอย่างน้อยวันละสองงานก่อนนอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน ‘ไซด์ไลน์’ นั่งทำงานไปก็จิบไฮเนเก้นเย็นๆ สักสองขวดเล็กต่อวันให้เพลินๆ ผมเข้านอนอย่างเร็วคือตีสอง อย่างช้าคือตีสี่ ต้องตื่นเจ็ดโมงครึ่งไปทำงานประจำ

ช่วงว่างๆ ผมมักแอบเข้าไปนั่งอ่านหนังสือฝึกวิทยายุทธในห้องสมุดของที่ทำงานประจำ ทุกวันเสาร์แรกและเสาร์ที่สามของเดือนต้องไปช่วยเจ้านายเก่าแก้และเขียนโปรแกรมของเขาที่พัทยา บางช่วงต้องบินไปภูเก็ตเดือนละครั้ง ไปสอนหนังสือและเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทที่เพื่อนทำงานอยู่ ทุกเดือนมีงานสอนหนังสือและงานบรรยายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ครั้งละสามถึงห้าวัน บางช่วงก็มีงานสอนหนังสือวันเสาร์ติดกันสองถึงสามเสาร์ พอตกคืนวันเสาร์ผมมักจะเมาหัวราน้ำกับเพื่อนๆ กลับบ้านกันเกือบเช้า บ่ายวันอาทิตย์ผมมักออกไปเที่ยวกับแฟนที่ปัจจุบันกลายเป็นแม่ของลูก หรือบางทีก็ออกไปทานข้าวกับครอบครัว บางช่วงผมมีงานออกแบบกราฟฟิกและออกแบบเว็บมาให้ทำ

ในช่วงเกือบสามปีนั้นผมเรียนหลักสูตรระยะสั้นเพิ่มเติม วิชาละสองถึงสามวัน เรียนอยู่หลายวิชาและหลายด้าน รวมๆ กันแล้วหมดไปกว่าสามแสนบาท โดยไม่ได้ปริญญา บางวิชาไม่มีแม้ใบประกาศนียบัตรแจกด้วยซ้ำ ผมสั่งซื้อหนังสือไอทีจากต่างประเทศมากมายหมดไปหลายหมื่นบาทในช่วงนั้น ผมอ่านทั้งเรื่องไอที เรื่องสั้น นิยาย ปรัชญา ท่องเที่ยว ดำน้ำ กล้อง กีฬา ดนตรี บริหารธุรกิจ การตลาด ฯลฯ ไม่ได้ถูกบังคับให้อ่าน แต่ผมชอบอ่านและผมชอบหัดทำ…

นับเป็นช่วงเวลาที่ได้ทั้งความรู้, ใบประกาศนียบัตร, ประสบการณ์, รายได้, คอนเน็กชั่น หลังจากเกือบสามปีนั้น ผมก็เลิกใช้ชีวิตการทำงานโลดโผนแบบนั้น เพราะร่างกายไปไม่ไหว ได้นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง ทำงานสัปดาห์ละหกวัน เป็นงานที่เหนื่อยทั้งกายและสมอง จากนั้นจึงกลับมาเริ่มต้นทำงานแบบสบายๆ แต่ยังคงบ้าอ่านหนังสือ หัดทำอะไรต่อมิอะไรอยู่เรื่อยๆ ผมอยู่เฉยไม่เป็น บางครั้งผมคิดงานออกหรือมีไอเดียดีๆ ตอนฝันด้วยซ้ำ ผมรับงานมาทำลับมืออยู่เรื่อยๆ เรื่องรายได้หลังพ้นช่วงเกือบสามปีนั้นน่ะหรือ? ขึ้นกับว่าโลภมากหรือโลภน้อย…

ปี พ.ศ. 2552

หลายปีมานี้ผมมักได้รับเชิญให้ไปบรรยายให้นักศึกษาที่ใกล้จบ จากหลายสถาบันการศึกษาฟังอยู่บ่อยครั้ง ครั้งแรกๆ ผมมักถูกขอให้บรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ ผมบรรยายอย่างสนุกสนาน พูดน้ำไหลไฟดับแทบไม่หยุดพักหายใจ หลายครั้งเข้าผมเริ่มสังเกตสีหน้าผู้ฟัง พวกเขาไม่ได้สนุกไปด้วย หลายเรื่องเป็นเรื่องยากและไกลตัวจากเด็กๆ พวกนี้มากไปหน่อย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตั้งใจฟังและจดตาม ผมขาดการใส่ใจต่อผู้ฟัง เผลอใช้รูปแบบภาษาที่คุ้นเคยในการทำงาน ผมรู้สึกผิดที่หลงลืมสิ่งสำคัญบางอย่างนี้ไป

วันนี้ผมเดินทางมาบรรยายให้กับนักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่กำลังจะจบการศึกษา ผมตั้งชื่อหัวข้อบรรยายแสนยั่วยวน ล้อโฆษณาชวนเชื่อตามฟอร์เวิร์ดเมล์และการตลาดแบบเอ็มแอลเอ็ม โดยนำรายได้ก้อนโตมาล่อ แล้วผมค่อยเฉลยว่าแท้แล้วสิ่งที่พวกเขาควรกอบโกยนั้นมันมีค่ามากกว่ารายได้! สิ่งนั้นจะเป็นดังแม่เหล็ก ยิ่งก้อนใหญ่เท่าไร รายได้ยิ่งวิ่งเข้ามาหามากยิ่งขึ้น…

คนรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่มีอะไรในหัวมากไปกว่าเรื่องวัตถุ, อยากมีความก้าวหน้าก็แค่เพื่อวัตถุ, อยากมีความมั่นคงก็เพราะกลัวขาด ทั้งที่เป็นความมั่นคงจำแลงทั้งนั้น บนโลกนี้ไม่มีอะไรหยุดนิ่งนาน ทุกสิ่งเคลื่อนไหวตลอด ในความเปลี่ยนแปลง สิ่งเก่าถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ตลอดเวลา เด็กสมัยนี้จำนวนมากมีความฝันในลักษณะลอกเลียนกันมา ซึ่งไม่ใช่ฝันที่ตน ‘ฝัน’ ขึ้นเอง อยากเรียนให้จบการศึกษาเพื่อผลลัพธ์แค่ ‘จบ’ และผลผลิตแค่ ‘กระดาษหนึ่งใบ’ กับรูปประดับข้างฝา เพื่อนำไปต่อยอดเป็นกระดาษสีเทา ม่วง แดง อีกหลายใบ ผมตั้งใจจะยกประเด็นเกี่ยวกับความใฝ่รู้มาพูดถึงเช่นกัน โดยเฉพาะความใฝ่รู้ภายในตัวเอง

คนไทยได้ชื่อว่าไม่รักการอ่าน ยิ่งเด็กรุ่นใหม่นี่ยิ่งหนัก การถูกปลูกฝังมาแต่ครั้งเจนเนอเรชั่น ‘บรรพบุรุษ’ ว่าการศึกษาคือประตูสู่ความสำเร็จ ซึ่งยุคสมัยนั้นมักมองว่าผลแห่งความสำเร็จอยู่ในรูปของอำนาจและวัตถุ ผลผลิตในรูปแผ่นกระดาษหนึ่งใบจึงเป็นใบเบิกทางที่ดี หากย้อนหลังกลับไปไกลหน่อยผู้เฒ่าผู้แก่นิยมให้บุตรหลานรับราชการเพราะมีอำนาจ บวชเรียนเพราะมีคนกราบไหว้ศรัทธา หรือเป็นหมอเพราะมีคนเคารพนบนอบ ส่วนคนเจนเนอเรชั่นในยุค ‘โลกียเซชั่น’ นี้นิยมพร่ำเรียนหนังสือเสมือนเป็นดั่งมรรคาสู่ความหลุดพ้น… พ้นไปสู่ความทัดเทียมหรือยืนให้สูงกว่าคนอื่น ทั้งที่บั้นปลายก็ต้องนอนอยู่ในระนาบเดียวกัน หรือกลายเป็นเถ้าธุลีปลิวโปรยปนดิน หรือกลืนหายไปกับสายน้ำ

คณบดีกล่าวเริ่มต้น แล้วแนะนำผม เสียงปรบมือดังก้องหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย เบื้องหน้าผมมีนักศึกษาและอาจารย์กว่าหกร้อยคน ผมรู้สึกว่าใจเต้นแรงกว่าปกติ อาจเพราะครั้งนี้จะบรรยายฉีกแนวไปจากเดิม ครั้งนี้ผมไม่มีสไลด์พาวเวอร์พ้อยต์ประกอบการบรรยาย ทางผู้ประสานเตรียมโต๊ะให้ผมนั่งบรรยาย แต่ผมชอบยืนบรรยายมากกว่า การยืนและเดินไปมาช่วยละลายความประหม่าได้ดี

ผม: “เมื่อจบการศึกษาแล้ว พวกคุณอยากมีเงินเดือนคนละเท่าไหร่?” ผมยิงคำถามพร้อมรอยยิ้มแทนคำกล่าวทักทาย

ผู้ฟัง: “…..” นักศึกษาส่วนใหญ่นั่งอมยิ้ม บางคนหัวเราะออกมา อาจารย์บางท่านทำหน้างงๆ

ผม: “ถ้าทั่วไปก็สตาร์ทกันที่หมื่นห้าแล้วนะครับเดี๋ยวนี้ บางที่หมื่นแปด บางที่สองหมื่นแล้ว… บางที่ทะลุไปสองหมื่นห้าก็มี” ผมเริ่มยั่ว

ผม: “ทำงานไปสักปีสองปีก็คงได้ขึ้นประมาณสักห้าพัน หรือเกินหมื่น” ผมยั่วอีก

ผม: “ใครอยากทำงานไปสักสองสามปีแล้วเงินเดือนเพิ่มขึ้นสักสองสามเท่าบ้าง?” ผมยั่วหนักเข้าไปอีก ผมสังเกตเห็นนักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้น เจ้าหน้าที่หันมองหน้าผมเชิงถาม ผมพยักหน้าตอบ เขาจึงนำไมโครโฟนเข้าไปให้นักศึกษาคนนั้น

ผู้งฟังคนหนึ่ง: “ไหนที่พี่เขียนบทความลงบล็อกและตอบกระทู้ตามเว็บบอร์ด พี่มักแนะนำว่าอย่าให้ความสำคัญกับเรื่องเงินมากนักไงคะ?” นักศึกษาคนนั้นถามแย้งขึ้น เพราะบทความในบล็อกและกระทู้ตามเว็บบอร์ด ผมมักกล่าวไว้ว่าเรียนจบแล้วอย่าไปเน้นแต่เรื่องเงินหรือรายได้มากนัก ให้ตั้งใจทำงานและตักตวงประสบการณ์ให้มากๆ ดีกว่า ในเว็บผมมีภาพลักษณ์ที่ต่อต้านบริโภคนิยมและวัตถุนิยมชัดเจน แต่ขณะนี้ผมกำลังบรรยายชวนเชื่อให้พวกเขาอยากมีรายได้มากๆ กัน… ผมหัวเราะตอบกลับไปว่าให้ใจเย็นๆ นั่งฟังไปสักพักเดี๋ยวจะรู้เอง จากนั้นผมจึงยิงคำถามต่อ

ผม: “สมมติว่าคุณสตาร์ทที่เงินเดือนสักหมื่นห้า คิดว่าเป็นไปได้ไหมครับ ที่จะมีรายได้เป็นแสนนึงภายในห้าปี?” ผมยั่วอีกนิด พร้อมรอยยิ้มและสายตาทีเล่นทีจริง ผู้ฟังนั่งยิ้ม นั่งหัวเราะ ชักเริ่มสนุกด้วย หรืออาจคิดว่าไอ้นี่บ๊องหรือเปล่า ผมจับสัญญาณความกระหายที่คุกรุ่นเพิ่มขึ้นภายในหอประชุมได้ แววตาอาจารย์บางท่านเริ่มคล้ายนักศึกษา บางท่านตาขึงขังราวไม่พอใจที่ผมมาพูดยั่วยุเรื่องรายได้

ผม: “มา…ผมจะเล่าให้ฟัง….” ผมชักชวนเข้าสู่เรื่องเล่า…

“อีกไม่นานพวกคุณจะจบการศึกษา หลุดพ้นจากโลกที่มีรั้วสถาบันการศึกษาล้อมชีวิตอยู่ เชื่อว่าส่วนใหญ่ต้องเริ่มต้นหางานและหารายได้เอง ทั้งต้องเลี้ยงตัวเองให้รอด และอาจต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หลายคนคงต้องเริ่มจ่ายค่าข้าวเอง ค่ารถเอง ค่าโทรศัพท์เอง ค่าเสื้อผ้าเอง และอีกจิปาถะเอง ยิ่งหากต้องจ่ายค่าที่พักเองภาระก็จะยิ่งหนักขึ้น”

“ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายจะตามมาเป็นหางว่าว คุณอาจต้องเริ่มต้นที่การหางานให้ได้ก่อน…ใช่ไหม? แล้วก่อนที่จะเริ่มต้นร่อนใบสมัครงาน จะผ่านอีเมล์หรือจะวอล์กอิน คุณต้องถามตัวเองก่อนว่าจะสมัคร ‘งาน’ อะไรดี? พวกคุณรู้แล้วหรือยังว่าอยากทำงานอะไรกัน?”

“ในห้องนี้มีใครมีความฝันบ้างครับ?”

ผู้ฟังยกมือกันทั้งห้อง

“แล้วรู้หรือยังว่าจะทำความฝันให้เป็นจริงได้อย่างไร?”

ผู้ฟังยกมือน้อยลงน่าจะสักเกือบครึ่งหนึ่ง

“มีใครที่คิดว่ารู้จักตัวเองดีพอแล้วบ้าง?”

ผู้ฟังยกมือน้อยลงกว่าเมื่อครู่ เหลือเพียงประปราย

“โอเค คราวนี้ผมไม่สนใจหรอกนะ ว่าคุณมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรกันบ้างขณะนี้และเมื่อเรียนจบแล้ว แต่มาดูกันว่าคุณจะหาเงินกันยังไง บนโลกที่คนมากกว่างาน โลกที่มีคนเก่งน้อยกว่าคนไม่เก่ง โลกที่มีคนฉลาดน้อยกว่าคนโง่ โลกที่มีคนมากประสบการณ์น้อยกว่าคนขาดประสบการณ์ และดันเป็นโลกใบเดียวกันกับที่ผู้จ้างมักเลือกคนเก่งมากกว่าคนไม่เก่ง เลือกคนฉลาดมากกว่าคนโง่ เลือกคนมากประสบการณ์มากกว่าคนขาดประสบการณ์…”

“นอกจากทำงานหาเงินแล้ว ผมอยากให้คุณคิดใหญ่… ว่า… คุณจะหารายได้สักเดือนละแสนได้ยังไงใน 5 ปี? ย้ำอีกที… 5 ปี! ซึ่งความเป็นจริงสำหรับบางคนแล้ว อาจทำได้เร็วกว่า 5 ปีก็ได้” ผมยิ้มยั่วเย้า มีเสียงฮือขึ้นเหมือนหน้าม้าตามรายการขายสินค้าทางโทรทัศน์

“เมื่อจบมาแล้วก็เริ่มทำงาน องค์กรทั่วไปขึ้นเงินเดือนให้พนักงานประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเท่านั้น ยิ่งเศรษฐกิจสมัยนี้ด้วย จะให้เพิ่มที 20-30 เปอร์เซ็นต์เหมือนสมัยก่อนฟองสบู่แตกคงหายาก…”

“สมมติว่าคุณสตาร์ทที่หมื่นห้า ทำงานในองค์กรแห่งหนึ่ง เงินเดือนขึ้นปีละ 15 เปอร์เซ็นต์ คุณต้องทำงานถึง 15 ปีจึงจะมีเงินเดือนเกินแสน แล้วเดี๋ยวนี้ยังมีคนทำงานอยู่สักกี่เปอร์เซ็นต์ ที่จะทำงานอยู่ที่เดิมเกิน 5 ปี!”

“อะๆ บางคนอาจมีความคิดดังขึ้นมาในใจ ‘ว่าเงินเดือนน้อยแต่สวัสดิการดีก็น่าทำนะ’ แล้วไงครับสวัสดิการ? คุณต้องทนทำงานซึ่งคุณอาจไม่รักเพียงเพื่อสวัสดิการ เพื่อให้มีใครมาคอยดูแลคุณดูแลครอบครัวคุณ? คุณดูแลตัวเองไม่ได้หรือไง? หรือคิดว่าจบไปฉันจะต้องไร้ความสามารถในการดูแลตัวเองและครอบครัวแน่ๆ?…หึๆ มีประกันสังคม? มีโบนัส? มีฟิตเนสให้? มีพาไปเที่ยวต่างประเทศ? มีสวัสดิการเผื่อแผ่ไปถึงพ่อแม่ลูกหลาน? นี่เรากำลังอยู่ในสังคมง่อยเปลี้ยเสียขากันอยู่หรือ? ดูแลพ่อแม่เองไม่ได้หรือ? มีลูกหลานแล้วดูแลเองไม่ได้หรือ?… สรุปแล้วคิดว่าพึ่งพาตัวเองไม่ได้ใช่มั้ย?…”

ผมใช้น้ำเสียงสูงต่ำยั่วยุราวกำลังปลุกระดมกลางหมู่ม็อบ ใช้เสียงสูงกับคำถามเย้ยหยันแทงใจดำคนจำนวนมาก ที่เทิดทูนสวัสดิการ โบนัส ความมั่นคง เป็นพระเจ้า

“ในหลวงทรงแนะนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อันประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญคือ หนึ่ง…มีความพอเพียง การจะรู้ว่าแค่ไหนพอบางทีมันก็ต้องลองใช้ชีวิตกันดูก่อน แล้วลดเพิ่มในสิ่งต่างๆ ไม่ให้มันขาดมากไปหรือล้นมากไป สอง…มีเหตุผล การจะทำอะไรต้องมีเหตุผล ถามตัวเองตอบตัวเองได้ ไม่ใช่หลงไปกับกระแสวัฒนธรรมต่างๆ และการตลาด และสาม…มีภูมิคุ้มกัน ตัวนี้นี่ล่ะ จะมีภูมิคุ้มกันได้ก็ต้องพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ไม่ใช่เอะอะนิดๆ หน่อยๆ ก็ต้องพึ่งคนอื่น เหมือนดังที่กล่าวเมื่อสักครู่… สวัสดิการ?… ความมั่นคง? ยิ่งมัวแต่คิดพึ่งคนอื่นมากเท่าไรเรายิ่งอ่อนแอ”

“กลับมาที่เมื่อเริ่มต้นทำงาน พอคุณทำงานไปสักพัก แทนที่จะมัววิ่งเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เพื่อ ‘อัพ’ เงินเดือน เพราะหากทำอยู่ที่เดิมต่อไป กว่าจะได้ถึงแสนต้องทำถึง 15 ปี รอไหวไหม? ถ้าไหวก็ทำเลยไม่ต้องคิดมาก.. สมัยนี้หลายคนทำงานสักปีรอได้เงินเดือนเพิ่มแล้วทำไปสัก 2-3 เดือนแล้วก็ออก สมมติเริ่มต้นที่หมื่นห้าได้ขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ ผ่านไปปีกว่าได้ 17,250 บาทต่อเดือนแล้ว จากนั้นก็ลาออก พอไปที่ใหม่อาจได้เพิ่มสามสี่พันก็ได้ สมมติได้เพิ่มสี่พันแล้วกัน กลายเป็น 21,250 บาทในเวลาแค่ปีกว่า คราวนี้ทำไปสักสองปีถึงตอนนั้นก็ได้เกือบสามหมื่นแล้ว เป็นไงคิดดูทำงานไปสามปีเงินเดือนเพิ่มขึ้นมาเกือบเท่าตัว หากยังอยู่ที่เดิมผ่านไปสามปียังได้แค่สองหมื่นต้นๆ เอง หากผลประกอบการของบริษัทไม่ดีเผลอๆ สองหมื่นก็ไม่ถึง เห็นไหมเดี๋ยวนี้คนถึงได้เข้าออกงานกันบ่อยขึ้น…. แต่ก็ไม่ใช่กับทุกสาขาอาชีพหรอกนะครับ และไม่ใช่ทุกคนที่จะทำอย่างนี้ได้…”

ผมทิ้งช่วงชั่วครู่ให้ผู้ฟังได้นั่งคำนวณตาม

“การเข้าออกงานในตัวอย่างข้างบนถือว่าไม่ดีนัก เห็นแก่ตัวเห็นแก่เงินไปหน่อย อย่างในวงการไอทีที่ผมทำอยู่ มีคนทำงานคุณภาพห่วยๆ เยอะแยะ หลายคนอายุยังไม่มาก แต่เงินเดือนสูงจนน่าตกใจ ถามไปถามมาก็เพราะใช้เทคนิคเมื่อกี้นั่นเอง ยิ่งในงานไอทีมันวัดคุณภาพคนยาก คนสัมภาษณ์งานเองก็อยู่ในกระดองมานาน ตามไม่ทันความรู้ใหม่และเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะพวกที่พรีเซ้นต์เก่งๆ แต่ผมเป็นที่ปรึกษามานานจึงจับผิดคนพวกนี้ได้ง่าย เทคนิคที่ใช้บ่อยๆ คือ โยนโจทย์ให้ทำ โดยนอกจากทำให้ดูแล้ว ต้องอธิบายเหตุผล สมมติฐานทางความคิด และทฤษฎีที่ใช้ด้วย ฮ่ะๆๆ คราวนี้ล่ะไม่ผ่านกันเป็นแถว เพราะทุกวันนี้เรามีแต่พวก ‘ทำได้’!”

“คราวนี้เราจะทำงานยังไงดี เข้าออกงานยังไงดี ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเยอะๆ เร็วๆ แถมไม่เป็นการทำร้ายผู้จ้าง และเรายังต้อง ‘ทำเป็น’ ไม่ใช่แค่ทำได้ ลองดูกรอบแนวปฏิบัตินี้กันครับ…”

ผมเกริ่นมาพอแล้ว คาดว่าในใจของผู้ฟังตอนนี้คงกำลังมีคำถามเดียวกัน… “ทำยังไงวะ?”

ก่อนจะเริ่มอธิบายกรอบแนวปฏิบัติดังกล่าว ผมแจ้งกับผู้ฟังว่าตัวอย่างที่จะเล่าอาจหนักไปทางไอทีบ้าง เพราะผมทำงานด้านนี้อยู่ ฟังศัพท์ไอทีคำไหนไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร แต่ให้จับประเด็นหลักให้ได้ เพราะสามารถนำไปประยุกต์ได้กับทุกสาขาอาชีพ โดยกรอบแนวปฏิบัตินี้เหมาะสำหรับผู้ที่จบการศึกษามาแล้วสัก 2-3 ปี หรือผู้ที่ใกล้จบที่ต้องการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ

ผมเริ่มต้นอธิบาย “กรอบแนวปฏิบัตินี้ว่าด้วยการขวนขวายสะสมทักษะ และความรู้ใส่ตัวให้มาก แล้วแปลงให้เป็นทุน สิ่งที่จะต้องขวนขวายคือ ทักษะและความรู้ที่เป็นที่ต้องการของตลาด หรือพูดให้ง่ายคือความรู้ที่สามารถหางานได้ง่ายนั่นเอง แต่ๆๆ… อาจมีอุปสรรคกับบางคนอยู่บ้าง ประเภทไอ้สิ่งที่ตลาดต้องการ ดันเป็นสิ่งที่ไม่ชอบทำ หากใครประสบปัญหานี้หรืออาจประสบในอนาคต มองง่ายๆ ว่าคุณจะเลือกทำในสิ่งที่รักหรือไม่? ถ้าทำแล้วคุณดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้ไหม? ถ้าได้ก็ทำ…แล้วเลิกคิดเรื่องรายได้เดือนละแสนไป เพราะการที่คนเราได้ทำงานที่เรารักถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์และโชคดีมากนะครับ ไม่ใช่ใครๆ จะทำได้ หลายคนจะแก่ลงโลงอยู่แล้วยังไม่รู้เลยว่าชาตินี้เกิดมาอยากทำอะไร ไอ้ที่ทำๆ อยู่ก็แค่ทำๆ ไปวันๆ เท่านั้นเอง…”

“ผมเชื่อว่าพวกคุณหลายคนส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้ว่ารักในอาชีพอะไร? อยากทำอะไร? บางทีใจชอบ แต่พอได้ลองทำจริงอาจไม่ชอบก็ได้ ดังนั้นกรอบแนวปฏิบัติผมจึงเน้นไปที่…การลงมือทำ ทำๆๆๆ ไปก่อน ทำงานไปก็หมั่นสังเกตตัวเองไป ไว้เดี๋ยวจะกล่าวถึงอีกทีครับ”

ผมเริ่มต้นอธิบายขั้นตอน “มาเริ่มต้นกันที่ขั้นแรก คุณต้องทราบว่าสาขาที่เรียนอยู่จบแล้วประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง? ขั้นนี้สำคัญนะครับ และเป็นเรื่องตลกที่ขำแทบไม่ออกเพราะ นักศึกษาจำนวนมากในบ้านเราไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่เรียนอยู่ จบมาแล้วไปทำอาชีพอะไรได้บ้าง ส่วนมากก็จะรู้แค่นิดๆ หน่อยๆ แค่อาชีพที่ฮิตๆ เท่านั้น เช่น…”

“นักศึกษาที่เรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และไอที จบมามีอาชีพเยอะแยะเลย ที่…โอเคอาจไม่สามารถทำได้ทันที อาจต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์สักหน่อยก่อน ลองมาดูตัวอย่างสำหรับนักศึกษาที่เรียนด้านนี้กันว่าจบมาแล้วไปเป็นอะไรกันได้บ้าง…”

“เช่น โปรแกรมเมอร์, นักวิเคราะห์ระบบ, นักออกแบบซอฟต์แวร์, นักทดสอบระบบ, ผู้ดูแลระบบจัดการฐานข้อมูล, ผู้ดูแลระบบฮาร์ดแวร์และเครือข่าย, วิศวกรด้านเครือข่าย, นักออกแบบเว็บ, นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต, สถาปนิกซอฟต์แวร์ขนาดเล็ก, นักทำแอนิเมชั่น, นักพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมหุ่นยนต์และเครื่องจักร, นักออกแบบกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์, ผู้ประเมินคุณภาพกระบวนการทำงานและคุณภาพซอฟต์แวร์, ผู้ประเมินความปลอดภัยด้านไอที, นักเขียนและนักจัดการเอกสารไอที, นักพัฒนาสื่อดิจิตัล, นักวิจัยและพัฒนาด้านไอที, นักสร้างเกมส์ และ…ยังมีอีกหลายอาชีพเลยล่ะ!”

ผมสังเกตเห็นนักศึกษากลุ่มหนึ่งส่งเสียงฮือฮากัน นัยน์ตาเป็นประกายมากขึ้น บางกลุ่มหันไปสะกิดเพื่อนข้างๆ พูดคุยกันแล้วหันมาตาแป๋วจ้องผมต่อ ใจจริงผมอยากพูดถึงครูอาจารย์ด้วย ที่ควรรู้เท่าทันภาคอุตสาหกรรม ว่ากำลังต้องการบุคลากรด้านใดทักษะใด หลายสาขาวิชามีอาชีพรองรับมากมาย สิ่งที่ผมมักพบบ่อยครั้งคือครูอาจารย์เองก็ไม่ทราบ! การก้มหน้าก้มตาอยู่แต่ในโลกวิชาการมากไปก็ไม่ดี ควรเปิดโลกทัศน์สู่โลกกว้างเสียบ้าง

“…นอกจากนี้หากมีประสบการณ์มากขึ้นและมีความรู้ด้านอื่นเพิ่มเติมอาจเป็น สถาปนิกซอฟต์แวร์, สถาปนิกไอที, สถาปนิกองค์กร, สถาปนิกด้านการทดสอบระบบ, ผู้บริหารโครงการไอที, นักวิเคราะห์ธุรกิจไอที, นักวางแผนกลยุทธ์ไอที เป็นต้น ซึ่งตรงนี้คือเริ่มบูรณาการความรู้และประสบการณ์ด้านอื่นๆ เข้าด้วยกัน เพราะพอคุณทำงานไปสักพักคุณอาจเริ่มสนใจอย่างอื่นเพิ่มขึ้น เช่น สมมติคุณทำงานเป็นนักบัญชีมาสักพัก แล้วคุณสนใจด้านไอทีและศึกษาไอทีเพิ่มเติม คุณอาจขยับไปเป็น ผู้เชี่ยวชาญระบบไอทีด้านงานบัญชีก็ได้ หรือหากคุณเรียนด้านการตลาดอยู่จบมาไปเป็นเซลส์สักพัก แล้วคุณเป็นคนชอบวางแผนชอบวิเคราะห์ ทั้งยังมีเซอร์วิสมายด์ดีเยี่ยม คุณอาจขยับไปทำด้านการวิจัยตลาด หรือด้านบริหารลูกค้าสัมพันธ์ก็ได้”

“ทุกวันนี้รู้อย่างเดียวทำอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้หลายอย่างทำได้หลายอย่าง บูรณาการความรู้ มิกซ์แอนด์แมทช์ ผลลัพธ์ของสมการคือจะได้อาชีพใหม่ๆ เยอะแยะ แต่ไม่ใช่รู้เยอะทำได้เยอะ แต่ไม่เก่งสักอย่างก็ไม่ได้นะ นอกจากนี้คุณจะต้องเรียนรู้เพื่อสามารถออกแบบอาชีพเพื่อตัวคุณเองได้ด้วย”

ผมเล่าประสบการณ์ที่เคยเจอบริษัทลูกค้ารายหนึ่ง ทุกคนในแผนกของบริษัทลูกค้าไม่ชอบขี้หน้าและพฤติกรรมพนักงานคนหนึ่งมาก เพราะชอบคิดอะไรไม่เหมือนใคร ช่างสงสัยตลอดเวลา มักคิดคำถามแปลกๆ มาถามในที่ประชุม ชอบเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร เป็นคนละเอียดช่างสังเกต หัวหน้าและทีมงานกำลังปรึกษากันว่าจะให้พนักงานคนนั้นย้ายไปทำตำแหน่งอะไรดี ผมจึงแนะนำว่าคนลักษณะอย่างนี้เหมาะกับงานด้านทดสอบระบบ โดยเฉพาะงานคิดกรณีและสถานการณ์ทดสอบระบบ เนื่องด้วยความชอบคิดมากและมีมุมมองแปลกๆ ช่างสังเกตและเป็นคนละเอียด จะช่วยให้คิดกรณีและสถานการณ์แปลกๆ เพื่อทดสอบระบบได้ครอบคลุมกว่าคนปกติคิดกัน

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้น ผมพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่เอาไมโครโฟนไปให้

“แล้วเราจะทราบได้ยังไงครับ ว่าใครมีทักษะและความรู้เหมาะกันงานประเภทไหน?”

ผมเงยหน้ามองเพดานแล้วมองกวาดจากซ้ายไปขวา แล้วหันกลับมามองหน้านักศึกษาคนนั้น “มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจถ้าจะตอบตรงๆ แต่ก็จะขอตอบตรงๆ ละกัน… ปัญหาสำคัญในปัจจุบันนี้… มันคือการมอบหมายงาน ของคนที่เป็นผู้บริหารหรือหัวหน้างาน องค์กรที่ดีต้องมีผู้บริหารและหัวหน้างานที่ดี อ่านคนออก มองคนเก่ง จ่ายงานเป็น และบริหารคนเยี่ยม แต่เรากลับพบว่าองค์กรจำนวนมากในปัจจุบัน จุดอ่อนสำคัญไม่ได้อยู่ที่พนักงาน กลับอยู่ที่พวกผู้บริหารและหัวหน้างานห่วยๆ ประเภทโตขึ้นมาด้วยระบบอาวุโสหรือเลียแข้งเลียขาใครมา องค์กรจำนวนมากมักมีการประเมินความสามารถพนักงาน แต่กลับไม่มีการประเมินความสามารถผู้บริหาร… โดยมากเด็กจบใหม่หรือพนักงานหน้าใหม่มักเป็นฝ่ายถูกเลือก แต่กรอบแนวปฏิบัติของผมคือ เราต้องสามารถเป็นฝ่ายเลือกได้ หากเจอผู้บริหารหรือหัวหน้างานห่วยๆ เราต้องกล้าชี้แจง ซึ่งพวกคุณจะต้องสามารถสร้างเส้นทางอาชีพหรือ ‘แคเรียร์ พาธ’ ของคุณเองได้ อย่ารอให้ใครมาจับเราเดินไปบนกระดานตามใจ แต่เราต้องทราบและเลือกเส้นทางของเราเองได้!”

น้ำเสียงอันหนักแน่น บวกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ราวกำลังปราศรัยปลุกระดม ให้เด็กๆ เหล่านี้ลุกฮือขึ้นเพื่อเป็นขบถต่อกรอบจารีตดั้งเดิม ปฏิวัติการทำงานในสังคมไทยใหม่ การเคารพนบนอบผู้ใหญ่ให้คงเหลือไว้เพียงมารยาทและความเกรงใจ ไม่ใช่มีไว้เพื่อกดให้ตัวเองต่ำและอ่อนแอ แต่ผมก็ไม่ได้อยากให้พวกเขาแข็งขืนกระด้างกระเดื่อง แค่อยากให้รู้จักประนีประนอมอย่างชาญฉลาดมากกว่า การยอมสำหรับผมหมายถึงหยุดเพื่อสร้างเอกภาพ ไม่ใช่ถอยเพื่อแบ่งขั้ว

สายตาผู้ฟังทั้งหมดจ้องแน่วมาที่ผม ราวกำลังลุ้นรอคำสั่งเคลื่อนพล

ผมพาวกกลับมาที่เรื่องเดิม “…พอพูดถึงความรู้ ขั้นต่อมาต้องทราบว่าอาชีพที่คุณอยากทำต้องใช้ความรู้อะไรบ้าง? เอ้อ… ผมพูดผิดนิดนึง เพราะคนส่วนมากชอบคิดแบบนี้ เอางานไปเชื่อมกับความรู้ จริงๆ ต้องเอางานไปเชื่อมกับทักษะ เปลี่ยนใหม่เป็นคิดว่า อาชีพที่อยากทำต้องใช้ทักษะอะไรบ้าง? จากนั้นคิดต่อว่าแต่ละทักษะต้องใช้ความรู้อะไรบ้าง? ส่วนเรื่องประสบการณ์ไม่ต้องกลัว ไม่มีใครมีมาแต่เกิด ไว้เดี๋ยวจะกล่าวถึง”

“ยกตัวอย่างเช่น ใครที่กำลังเรียนศิลปกรรม สถาปัตย์ มัณฑณศิลป์ สมมติว่าคุณอยากทำงานด้านการออกแบบแอนิเมชั่น ก่อนอื่นคือคุณต้องมีทักษะด้านการวาดรูปใช่ไหม? คราวนี้มาดูทักษะอื่น นั่นคือการวาดรูปบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องมีทักษะภาษาอังกฤษในระดับหนึ่งเพราะสื่อเช่นตำราและเว็บส่วนมากเป็นภาษาอังกฤษ อะ…แค่สองทักษะก่อน ทีนี้คุณก็ต้องมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และการวาดรูปบนคอมพิวเตอร์ผ่านโปรแกรม และต้องมีความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษพอสมควร นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างทักษะกับความรู้ แค่ศึกษาแต่ไม่ฝึกฝน…ก็เท่านั้น”

“สองสิ่งนี้เป็นของคู่กัน ขาดสิ่งใดไปก็ไม่สมบูรณ์ เช่น คุณมีทักษะเล่นกีต้าร์และแต่งเพลงเก่งมาก แต่ไม่มีความรู้เรื่องโน้ต วันหนึ่งเมื่อจะแต่งเพลงและทำงานร่วมกับนักดนตรีจำนวนมาก ก็จะสื่อสารกันยาก กลับกัน…หากคุณมีความรู้เรื่องโน้ตดีเยี่ยม แต่ขาดทักษะแต่งเพลงและเล่นเครื่องดนตรี คุณก็ไม่สามารถเป็นนักดนตรีที่ดีได้ หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง สมมติคุณทำอาหารเก่งมาก แต่ไม่มีความรู้ด้านโภชนาการเลย ไม่รู้ว่าผักแต่ละชนิดมีประโยชน์อะไร อาหารที่ปรุงออกมาก็จะมีแค่…ความอร่อย”

ผมเล่าให้ฟังต่ออีกหน่อยว่า ระบบการศึกษาระบบหนึ่งมุ่งเน้นให้ความรู้ อีกระบบหนึ่งมุ่งเน้นให้ทักษะ ส่วนสังคมส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับระบบฯ ที่ให้ความรู้มากกว่า ทั้งที่จากตัวอย่างข้างต้น นักดนตรีที่ไม่มีความรู้เรื่องโน้ตก็ยังเล่นดนตรีต่อไปได้แม้อาจมีข้อจำกัดบ้าง ส่วนพ่อครัวก็เช่นเดียวกัน อย่างน้อยก็ยังทำอาหารต่อไปได้ แต่ถ้ามีความรู้แต่ขาดทักษะ ประเภทรู้มากแต่ทำอะไรไม่เป็น เฉกเช่นทุกวันนี้ที่มีคนประเภทนี้จำนวนมาก หลายคนต่อยอดไปเป็นนักวิชาการ ตะกายขึ้นไปอยู่บนหอคอยงาช้าง รู้มากจนหัวโตแต่มือเท้านุ่มนิ่มเพราะไม่เคยจับงานจริง ทฤษฎีต่างๆ ที่คิดค้นขึ้นไม่มีทางสมบูรณ์แบบได้ ผมนึกถึงหนังสือ ‘คนฉลาดแสร้างโง่’ เขียนโดย อิบูคิ ทาคาชิ ไม่ว่าเราจะฉลาดหรือโง่ ก็ไม่ควรอวดตนเกินตัว ประเทศเรายังขาดระบบการศึกษาที่เชื่อมสองมิตินี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

“สำหรับความรู้ยังแบ่งได้หลายระดับ ผมขอแบ่งง่ายๆ เป็นสองระดับพอ คือ ความรู้หลัก หรือเรียกว่า ‘ฮาร์ดสกิล’ และความรู้รอง หรือเรียกว่า ‘ซอฟต์สกิล’”

“อย่างความรู้หลักในงานไอที เช่น กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์, การทำงานของระบบปฏิบัติการ, การจัดการข้อมูล ส่วนความรู้รองค่อนข้างกว้าง ซึ่งเป็นตัวสนับสนุนความรู้หลัก ทำให้เข้าใจความรู้หลักได้ง่ายขึ้น เช่น สังคมศาสตร์ ทำไมนักไอทีต้องรู้สังคมศาสตร์ด้วย เพราะมันช่วยให้เข้าใจเรื่องขอบเขต วัฒนธรรม การเมือง การศึกษา พฤติกรรมคน ในโปรเจ็คต์ไอทีได้ง่ายขึ้น หรือความรู้ด้านการเงิน เพราะทำให้นักไอทีมองเชิงปริมาณเป็น เนื่องจากปกตินักไอทีมักมีมุมมองเชิงคุณภาพเป็นหลัก”

“สำหรับทักษะก็อาจแบ่งออกเป็นระดับๆ ได้เช่นกัน เช่นทักษะหลัก ทักษะรอง ทักษะหลักก็คือทักษะที่เสริมงานโดยตรง เช่น คุณจบเศรษฐศาสตร์มาเป็นเศรษฐกรคุณก็ต้องมีทักษะวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ เช่นอุปสงค์อุปทาน ส่วนทักษะรองคุณอาจต้องทำสไลด์พรีเซนเทชั่นเพื่อนำเสนองานผ่านคอมพิวเตอร์เป็น ต้องวาดกราฟด้วยคอมพิวเตอร์เป็น… เป็นต้น”

“คราวนี้สำหรับทักษะหลักผมอาจแนะนำให้ไม่ได้ เพราะขึ้นกับอาชีพนั้นๆ ซึ่งมีเป็นร้อยเป็นพัน ดังนั้นนี่จึงเป็นการบ้านข้อหนึ่งที่คุณจะต้องไปค้นคว้าเอง ผมจะขอแนะนำทักษะรองหน่อย เพราะประยุกต์ได้กับหลายอาชีพ และเป็นสิ่งที่คนสมัยนี้หันมาสนใจให้ความสำคัญกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น…”

“การเจรจาต่อรอง, การเขียนอย่างเป็นทางการโดยใช้ภาษาเขียนได้ถูกต้อง ไม่มีภาษาอินเทอร์เน็ตหรือภาษาวิบัติปนเปื้อน, การอ่านคน, การสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศ, การนำเสนอ, การให้คำปรึกษา, การสื่อสารด้วยรูปภาพและการวาดรูปตามความคิด, การตัดสินใจ, การบริหาร, การอ่อนน้อมและการเกรงใจ, การพูดไปทานข้าวไป, การเดิน, การนั่ง ไปจนถึงการแต่งตัว…”

“บางอย่างเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรมีอยู่แล้ว แต่จะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่สมัยนี้ขาดทักษะเหล่านี้ไปมาก นอกจากนี้ยังมีทักษะอื่นๆ อีกที่น่าสนใจ อาทิ สุนทรียสนทยา, การเขียนมายด์แม็ป, การประยุกต์นพลักษณ์”

“ทีนี้เรามาดูเรื่องความสามารถกันบ้าง ตะกี้ข้ามไปนิดนึง ความสามารถประกอบด้วย ทักษะ ความรู้ และคุณลักษณะ สองอย่างแรกพูดไปแล้ว มาดูคุณลักษณะกัน ซึ่งหมายถึงลักษณะของคนที่เหมาะสมแก่อาชีพหรือหน้าที่นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น คนที่จะเป็นนักบริหารโครงการได้ ต้องมีคุณลักษณะ เช่น ใจเย็น, มีภาวะผู้นำ, มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี, มีความรับผิดชอบสูง, กล้ายอมรับผิด, มีการตัดสินใจที่ดี, มีวินัยสูง, มีการคิดเชิงระบบ เป็นต้น คราวนี้ไอ้เจ้านี่มันเป็นสิ่งที่ยาก และค้นคว้ายาก เพราะไม่ค่อยมีคนพูดถึงกัน การบริหารบุคคลสมัยใหม่มักเน้นเรื่องคุณลักษณะกันมากขึ้น บางองค์กรพิจารณาก่อนทักษะและความรู้เสียอีก เพราะบางทีการมีทักษะและความรู้ตรงตามต้องการ แต่คุณลักษณะไม่เหมาะสมก็อาจถูกปฏิเสธตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์งานได้ ดังนั้นผมแนะนำให้ไปค้นคว้าเพิ่มเติมว่าอาชีพที่คุณอยากจะทำควรมีคุณลักษณะอะไรบ้าง แล้วมองกลับมายังตัวคุณว่าอะไรมีอะไรขาด แล้วปรับปรุงส่วนที่ขาดซะ”

“กรอบแนวปฏิบัตินี้คุณต้องทำให้สำเร็จภายในเวลา 3 ปี แล้วเผื่อไว้สัก 1-2 ปี หรืออาจเผื่อไว้เก็บประสบการณ์เพิ่มก็ได้ ทักษะ ความรู้ และคุณลักษณะสำคัญ สำหรับการทำงานในอาชีพนั้นๆ คุณจะต้องสร้างมัน ปรับปรุงมัน ตรงไหนขาดต้องเติมเต็ม ตรงไหนมีก็รักษาไว้อย่าให้พร่อง เป้าหมายสำคัญคือต้อง ‘ทำเป็น’ ไม่ใช่แค่รู้ และต้องเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ระดับ ’มืออาชีพ’ ดังนั้นช่วงระยะเวลา 3 ปี เป็นช่วงเวลาอันโหดร้าย ที่จะต้องฝึกฝนวิทยายุทธมากมาย ต้องให้ได้ทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ”

ก่อนที่จะเข้าสู่ตัวอย่างสำคัญ ผมมีแนวทางง่ายๆ ให้แก่ผู้ฟังดังนี้…

แนวทาง:

  • การศึกษาอะไรต้องศึกษาให้ถึงแก่น
  • หนังสือเล่มหนาไม่จำเป็นต้องอ่านมันทุกหน้า
  • ศึกษาแล้วต้องหัดทำตาม แต่อย่าคิดงานใหญ่ๆ เว่อร์ๆ มาเป็นหนูทดลองความรู้ แต่ให้นำงานง่ายๆ เล็กๆ มาดัดแปลงไปมาเพื่อทดสอบความรู้และฝึกมือ ทำให้มันยากขึ้นบ้าง ทำให้มันง่ายขึ้นบ้าง หรืออย่าเอางานจริงที่ต้องทำให้เจ้านายหรือลูกค้ามาเป็นหนูทดลอง มันจะกดดัน และอาจทำให้งานเสียได้
  • เรื่องทักษะรอง ความรู้รอง และคุณลักษณะ ต้องมองหาจุดอ่อนในตัวเองให้พบให้ได้ก่อน แล้วปรับปรุง หากยังมองไม่เห็นตัวเองเลย คือ…จบ แต่ไม่เป็นไรมีเวลาฝึกตั้ง 3 ปี ประเด็นนี้สำคัญที่สุด หากตัวเองยังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ความฝันของตัวเอง ไม่รู้เป้าหมายของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแท้จริง เกลียดอะไรแท้จริง อยากทำอะไรแท้จริง คือ…จบ ลองไปเข้าวัดเข้าวา นั่งสมาธิ นั่งวิปัสสนากรรมฐาน หาตัวตนให้เจอก่อน เพราะแม้จะทำได้สำเร็จหางานหารายได้สูงๆ ได้จริง แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายแท้จริงในชีวิตจริงที่คุณอยากได้ เป็นแค่เป้าหมายจำแลงที่คุณจำลองขึ้นมา แล้วดันทะลึ่งทำให้มันเป็นจริงได้ แล้วก็หลงอยู่ในโลกสมมตินั้น พอวันหนึ่งถึงเวลาใกล้จะสิ้นลมลาโลก คงงงๆ ในใจว่าเกิดมาชาตินี้ได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำแล้วหรือยัง? แล้วแท้จริง ฉันอยากทำอะไรกันนะ? คิดไปงงไป ตายดีกว่า อาจสบายกว่า
  • ต้องศึกษาและฝึกฝนเป็นแบบบูรณาการ โดยการนำความรู้หลายด้านมาผสมผสานกัน ปั่นเข้าด้วยกัน เช่น คุณจบสื่อสารมวลชนมา คุณอาจผสมความรู้ด้านไอที สังคม การเมือง วัฒนธรรม การบริหารองค์กร เพื่อฝึกทักษะการสื่อสารภายในองค์กรด้วยระบบไอทีให้มีประสิทธิภาพ วันหนึ่งคุณอาจกลายเป็นผู้นำในสายอาชีพนี้ก็เป็นได้ จากนั้นคุณอาจฝึกทักษะการสื่อสารด้านวิสัยทัศน์ พันธกิจ ปรัชญาและค่านิยมองค์กร ผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะสื่อดิจิตัล เพราะประเด็นที่ว่า องค์กรไหนๆ ก็มี แต่มักอยู่บนหิ้ง คนในองค์กรมักไม่ค่อยเข้าใจและปฏิบัติตามไม่ถูก
  • สอบและศึกษาระยะสั้นเพิ่มเติมเพื่อให้มีใบประกาศนียบัตรประดับตัว และเป็นการทดสอบตัวเองไปในตัว การสอบแล้วแต่สาขาอาชีพ อย่างในวงการไอทีมีการสอบวัดระดับความเชี่ยวชาญจำนวนมาก หรือในวงการบัญชีก็มี วงการก่อสร้างก็มี ส่วนการศึกษาระยะสั้นอาจเป็นการเข้าอบรมหัวข้อต่างๆ หัวข้อละไม่กี่วัน ซึ่งมีจัดอยู่หลายแห่ง เช่น อบรมด้านการตลาดเบื้องต้น ด้านการเจรจาต่อรอง ด้านพัฒนาบุคลิกภาพ ด้านนพลักษณ์ ฯลฯ เพราะบางทีอ่านเองก็เสียเวลา ลงทุนเสียตังค์ไปเรียนสามารถประหยัดเวลาได้… ประเด็นนี้สำคัญเพราะผมเจอมาเยอะ คิดการใหญ่ต้องอย่างก ต้องกล้าลงทุนเพื่ออนาคต แต่อย่าสอบจนมีใบประกาศนียบัตรมากเกินไป เพราะมุมหนึ่งมันดูน่าเกลียดมากกว่าน่าชื่นชม เพราะหลายรายเป็นพวกทำงานไม่เป็น มีแต่ความรู้ มีแต่ใบ

“เอ้า…. แล้วรายได้มากๆ จะหายังไง?”

“เป็นอาจารย์อิสระรับสอนหนังสือ การสอนหนังสือเป็นการใช้ทักษะการสอน สอนยิ่งบ่อยยิ่งเก่งเร็ว เพราะคุณต้องเตรียมตัว เตรียมพร้อม และต้องทำเป็น ช่วงแรกอาจเขินบ้างเพราะประสบการณ์อาจไม่มาก ใครด่าใครว่า คิดในใจว่า ‘ช่างแม่ง!’ การสอนหนังสือในเมืองไทยดีอย่างหนึ่งเพราะคนไทยเป็นพวกที่ไม่ค่อยชอบโต้ตอบกับครู เหมือนเป็นการสื่อสารแบบ ‘วันเวย์ คอมมิวนิเคชั่น’ แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมเพราะบางทีอาจเจอนักเรียนหัวหมอ”

“สำหรับค่าสอน อืม… ช่วงมันกว้าง โดยทั่วไปเริ่มต้นที่ชั่วโมงละ 1,200 บาท ประสบการณ์น้อยอาจได้ต่ำกว่านี้ ถ้ามากอาจได้สูงถึงชั่วโมงละ 3,000 บาทขึ้นไป ถ้าคิดเป็นวันอาจเริ่มต้นที่วันละ 7,000 กว่าบาท ไปจนถึงวันละ 20,000 กว่าบาท อาจน้อยหรือมากกว่าขึ้นกับความเชี่ยวกราก”

“การสอนหนังสือต้องจำไว้ว่า โลกนี้มนุษย์ทุกคนมีความเก่งและไม่เก่งในคนๆ เดียวกัน ดังนั้นต้องหาให้เจอว่าตัวเอง ‘เก่ง’ อะไร เช่น คุณเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คุณอาจคิดว่าตัวเองไม่เก่งเรื่องกระบวนการพัฒนาระบบขนาดใหญ่ แต่คุณมีพื้นฐานที่ดีด้านกระบวนการพัฒนาระบบขนาดเล็ก คุณก็สามารถสอนเรื่องนี้ให้กับผู้เริ่มต้นได้ เพราะในโลกนี้ระบบไอทีส่วนใหญ่เป็นระบบขนาดเล็กถึงกลาง นอกจากนี้ต้องจำไว้ว่าหัวใจของการสอนคือ ต้องให้ผู้เรียนเข้าใจ คนเก่งอาจสอนคนไม่เก่งก็ได้ เป็นคนที่เก่งพอดีๆ แต่สอนคนเก่งดีกว่า จะรับสอนเองหรือสอนให้กับศูนย์ฝึกอบรมที่ไหนก็ได้ หรือจะทำเป็น ‘อี-เลิร์นนิ่ง’ โดยให้ผู้เรียนเรียนผ่านเว็บหรือคอมพิวเตอร์ก็ได้…”

ผมหยุดนิ่งสักครู่ แล้วเล่าต่อว่าผมเริ่มสอนหนังสือครั้งแรกเมื่ออายุ 23 ปี ตอนนั้นไปเป็นผู้ช่วยสอนในโครงการของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่จัดร่วมกับหลายมหาวิทยาลัย ในหลักสูตรอบรมไอทีเพื่อให้ผู้สูงอายุที่อยู่บ้านว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ให้มาหัดใช้อินเทอร์เน็ต และหัดทำเว็บง่ายๆ ด้วยตนเอง

“ต่อมาก็เป็นที่ปรึกษา อาชีพหนึ่งที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคต เพราะใครๆ ก็อยากมีที่ปรึกษาเก่งๆ ไว้คอย ‘ให้คำปรึกษา’ เพราะไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่อง อาชีพที่ปรึกษาจะกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น ไล่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนเรื่องใหญ่ๆ และด้วยเหตุผลเดียวกับการสอนหนังสือ คุณอาจมีเรื่องที่ถนัดและเก่ง ดังนั้นต้องหาสิ่งนั้นในตัวให้เจอ ดึงความเป็นสุดยอดมาให้ได้ เริ่มต้นจากง่ายๆ ไปก่อน ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โต เช่น คุณชำนาญเรื่องอิเล็กทรอนิกส์และกล้องวงจรปิดมาก คุณอาจรับเป็นที่ปรึกษาด้านการวางระบบรักษาความปลอดภัย ด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิดและการควบคุมระบบไฟฟ้าอัจฉริยะในบ้านก็ได้”

“ค่าจ้างที่ปรึกษาแล้วแต่ประเภทงาน อย่างที่ปรึกษาในงานไอทีต่ำๆ ก็วันละ 7,000 บาท ถ้าลูกค้าเป็นคนไทยไม่ใช่องค์กรใหญ่ ก็ประมาณ 12,000 – 15,000 บาท ถ้ามีประสบการณ์มากขึ้นและลูกค้าเป็นองค์กรใหญ่ค่าที่ปรึกษาอาจสูงถึงวันละหลายหมื่นบาท ค่าจ้างที่ปรึกษาค่อนข้างกว้างมากขึ้นกับประเภทงาน งานบางประเภทสูงถึงวันละแสนกว่าบาทก็มี แต่ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งละโมบ เก็บชั่วโมงบินไปเรื่อยๆ หรือถ้าคิดว่าตัวเองเก่งหรือถนัดในเรื่องที่มันเฉพาะด้านมากๆ เช่น ถนัดเรื่องการวางระบบป้องกันแฮกเกอร์ คุณอาจ ‘อัพ’ ค่าตัวเป็นสัก 20,000 บาทขึ้นไปก็ได้ หรือ จะไปสมัครเป็นที่ปรึกษาในบริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่ระดับโลกก็ได้ แต่ส่วนมากถ้าประสบการณ์น้อยและจบแค่ปริญญาตรีเขามักมองข้ามนะครับ เอาเป็นว่าประสบการณ์น้อยอาจได้ตังค์ไม่มาก แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่ปรึกษายังไงก็มากอยู่ดี ทั้งยังเป็นอาชีพที่ดูดีด้วย ช่วยทำให้ประวัติการทำงานดูดี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ไม่กี่ปีก็ได้เฉียดแสนต่อเดือนสบายๆ”

ผมทิ้งท้ายเรื่องที่ปรึกษาว่า ผมเริ่มเป็นที่ปรึกษาครั้งแรกเมื่ออายุ 23 ปี ช่วงนั้นนอกจากเริ่มสอนหนังสือ ผมยังอาสาไปทำงานให้กับสถาบันคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย ด้วยการทำงานในฐานะ ‘นักศึกษาช่วยงาน’ มีค่าจ้าง 135 บาทต่อวัน ให้คำปรึกษาในการทำระบบให้บริการนักศึกษาบนเว็บ ซึ่งไม่ใช่แค่ให้คำปรึกษาอย่างเดียว แต่ผมเป็นคนพัฒนาระบบนั้นขึ้นมาเองด้วย และก็ดูแลเอง ผมภูมิใจที่หารายได้เองได้ ไม่ต้องพึ่งพาที่บ้าน แม้ไม่มากนักแต่…ผมภูมิใจ และที่ผมภูมิใจยิ่งกว่าคือการได้ทำในสิ่งที่อยากทำ โดยอาจารย์และผู้บริหารให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

“สอนหนังสือและเป็นที่ปรึกษาแค่นี้ไม่ได้ ต้องรับงานบ้าง ไม่ได้ทำงานจริงเลยเดี๋ยวปืนจะสนิมขึ้น แต่อย่ารับงานยาวๆ ผูกมัดตัวเองจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นนัก เช่น รับออกแบบโปรแกรมแต่ไม่รับเขียนโปรแกรม หรือรับเขียนโปรแกรมเฉพาะบางส่วนไม่เขียนทั้งโปรแกรม เป็นต้น หมายถึงพยายามหาโปรเจ็คต์ที่ท้าทาย ที่ได้ทั้งทำงานได้ทั้งรายได้และได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งในงานนั้น มีเทคนิคหนึ่งจะเล่าให้ฟัง คือถึงแม้ว่าคุณจะได้เข้าไปทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ในโปรเจ็คต์นั้น แต่ให้คุณหาผู้บริหารโครงการ หรือใครก็ได้ที่เข้าใจภาพรวมของโปรเจ็คต์นั้นให้เจอ แล้วถามเขาเยอะๆ แล้วคุณก็จะได้เห็นภาพรวมของโปรเจ็คต์นั้นโดยที่ไม่ต้องเข้าไปทำมันทุกส่วนเลย นั่นคืออย่าสนใจแต่หน้าที่ที่ทำ แต่ให้สนใจหน้าที่อื่นที่ไม่ได้ทำด้วย เช่น คุณเป็นคนทำอาหาร คุณก็ควรรู้บ้างว่าวัตถุดิบต่างๆ มันมีที่มายังไง ปลูกเลี้ยงและเก็บเกี่ยวมายังไง มันจะทำให้คุณ ‘อิน’ เข้าใจภาพรวม และแถมยังทำให้คุณ ‘มั่วนิ่ม’ ได้ด้วยเวลามีใครถาม” เสียงนักศึกษาหัวเราะกันครืน

“ผมอยากให้เน้นทำอาชีพอิสระ ไม่ต้องเป็นพนักงานประจำ หรือจะทำงานประจำแล้วทำอาชีพอิสระเสริมก็ได้ เพื่อสะสมทักษะและความรู้ให้มากและกว้าง เป็นเทคนิคเพื่อประหยัดเวลา คือ ทำมันหลายๆ อย่างในเวลาเดียว แต่อย่าไปเน้นทำเพื่อรายได้นะ ให้เน้นเก็บสะสมทักษะและความรู้ เรียนรู้ข้อดี ข้อเสีย ข้อผิดพลาด แก้ไขได้ยังไงก็ให้จำเอาไว้จดเอาไว้ นี่ล่ะที่เขาเรียกว่า ‘บทเรียน’ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า ‘เลสเซิ่น เลิร์น’ จงอย่าทำงานไปวันๆ เด็ดขาด ต้องบันทึกให้มากๆ นี่เป็นการสร้างฐานความรู้ส่วนตัว อย่างที่กล่าวถึงตอนต้นว่ารู้มากแต่ทำไม่เป็นไม่ได้ หรือทำเป็นแต่ไม่รู้ก็ไม่ได้”

ผมเล่าถึงสมัยที่ทำงานในช่วงแรกๆ…

ผมทำงานให้สถาบันคอมพิวเตอร์ร่วมสองปี จนกระทั่งวันหนึ่งผมออกแบบระบบลงทะเบียนเรียนออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต ในแง่เทคโนโลยีนั้นมีความพร้อมสูง แต่เทคโนโลยีเหล่านั้นล้ำยุคเกินไป ขณะที่อาจารย์ส่วนใหญ่ยังใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น อินเทอร์เน็ตในยุคนั้นก็ช้ามากความเร็วเฉลี่ยที่ 33.6 กิโลบิตต่อวินาทีเท่านั้น การประกาศผลสอบก็ยังไม่พร้อมเพรียงกันทุกวิชา เช่น บางครั้งวันนี้เป็นวันลงทะเบียนเรียนวันสุดท้ายแล้ว แต่ผลสอบบางวิชายังไม่ออกก็มี ผู้บริหารและอาจารย์หลายท่านเข้าใจและเห็นใจ ส่วนผมน้อยใจ

ผมจึงตัดสินใจอยากออกไปสัมผัสโลกกว้างบ้าง แต่ตอนนั้นผมยังเรียนไม่จบ ยังติดอยู่อีกสามวิชา ผมจึงลงประกาศหางานบนเว็บไซต์ Pantip.com เป็นประกาศที่กร้าวมาก เพราะอยากได้บริษัทที่อยากได้ ‘คนอย่างผม’ ไปทำงานด้วยจริงๆ ผมระบุว่าผมเป็นใคร ทำอะไรได้บ้าง ชอบทำอะไร อยากทำอะไร มีความฝันอะไร หากคิดว่าผมมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับงานกรุณาติดต่อให้เข้าไปสัมภาษณ์ได้ แต่ถ้าไม่ ต้องขออภัยด้วยที่ทำให้คุณเสียเวลาอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ตอนแรกก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครบ้าอ่านแล้วมาติดต่อผม แต่แล้วก็มี วันหนึ่งขณะนั่งทำงานอยู่ในห้องคอมฯ ของสถาบันคอมพิวเตอร์ หัวหน้าแผนกเทคนิคัลซัพพอร์ทของบริษัทชื่อดังส่งอีเมล์มาหาผม ติดต่อให้ผมโทรศัพท์กลับเพื่อนัดเข้าไปสัมภาษณ์งาน

ผมถามเขาว่าทำไมถึงติดต่อผม เพราะว่าประกาศของผมค่อนข้างกร้าวมาก เขาตอบกลับมาว่า “นี่ล่ะคนที่ผมคิดว่าใช่! คนที่ผมเชื่อว่าจะทำงานได้อย่างที่ต้องการ” หลังสัมภาษณ์ไม่กี่วัน ผมได้เริ่มงานประจำกับบริษัทไอเอสพีรายใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศ มีพนักงานหลายร้อยคน ผมได้เงินเดือน 12,000 บาท น้อยกว่าคนที่จบปริญญาตรีแค่พันเดียว ผมทำงานอยู่ปีกว่า ได้ประสบการณ์มหาศาลโดยเฉพาะเรื่องการทำงานในองค์กรใหญ่ และการเรียนรู้เรื่องคน ผมออกมาเพราะอยากทำงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ผมชอบในเวลานั้น ผมได้งานที่บริษัทต่างชาติแห่งหนึ่งมีพนักงานแค่ห้าคน เพื่อนผมเป็นหนึ่งในนั้น เธอชวนผมมาทำที่นี่ งานท้าทายและเงินเดือนดี ผมได้เงินเดือน 23,000 บาท มากกว่าที่เดิม 11,000 บาท ผมถามเจ้านายใหม่ว่าทำไมถึงรับผม ทั้งที่ยังไม่จบ เขาบอกว่าเขาไม่สนใจหรอก แค่ทำงานให้เขาได้ก็พอแล้ว

โชคร้ายมาเยือน เมื่อผมทำงานไปได้เพียงหกเดือนกว่า บริษัทต้องปิดตัวลงเนื่องจากปัญหาระหว่างผู้ถือหุ้นในไทยกับในต่างประเทศที่ไม่ลงรอยกัน ผมออกจากบริษัทมานั่งเหงาอยู่กับบ้านได้เงินติดตัวมาก้อนหนึ่ง ผมตัดสินใจไม่หางาน หยิบตำรามานั่งอ่าน ตอนนั้นผมเหลืออยู่อีกวิชาเดียว มองโลกในแง่ดีก็ถือเป็นโชคดี บริษัทปิดตัวทำให้ผมมีเวลาอ่านหนังสือเต็มที่ แล้วผมก็สอบผ่าน เรียนจบเสียที ผมมาได้งานใหม่ที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านซอฟต์แวร์แห่งหนึ่ง ได้เงินเดือน 15,000 บาท น้อยกว่าเดิมเกือบหมื่น ทั้งที่ที่ไปสัมภาษณ์ที่อื่นก็มีคนอ้าแขนรับหลายแห่ง แต่ผมเลือกที่นี่ หนึ่งคือผู้อำนวยการที่นี่คืออาจารย์เก่าของผมเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัย สองคือผมได้รับโอกาสในการเรียนรู้และสอบวัดระดับความสามารถต่างๆ มากมาย ตามที่ต้องการ! ที่ทำงานแห่งใหม่นี้เปรียบดังศาลาพักกาย เพื่อให้ผมได้เข้ามาสะสมความรู้และฝึกฝนวิทยายุทธ และยังได้ทำงานจริง ได้สัมผัสโลกกว้าง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน การศึกษา จำนวนมาก

ที่ทำงานใหม่นี้ผมผลาญเงินขององค์กรไปหลายแสนบาท ผมได้เป็นที่ปรึกษาด้านระบบและเทคโนโลยีให้แก่องค์กรหลายแห่ง ได้สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรมบนแพลตฟอร์มจาวา (Java Programmer) ถ้าจำไม่ผิดผมเป็นคนที่ 17 ของประเทศ และสอบได้เป็นสถาปนิกองค์กร (Enterprise Architect) เป็นคนที่ 2 ของประเทศด้วยคะแนน 99 เต็ม 100 เป็นเพียงไม่กี่คนในเอเชียที่ได้คะแนนระดับนี้ แต่ผมก็อยู่ในองค์กรได้แค่ปีกว่าเท่านั้น เมื่อผู้อำนวยการอดีตอาจารย์ผมตัดสินใจเตะผมโด่งออกมา เพราะผมมัวแต่เอาเวลาไปรับงานนอก จนทำให้ผมไม่สามารถทุ่มเทกับงานประจำได้เต็มที่ ผมจึงตัดสินใจเข้าไปยื่นลาออกจาก ‘ศาลาพักกาย’ ทางผู้อำนวยการบอกว่า “ดีแล้ว เอาทักษะและความรู้ที่สะสมมาออกไปใช้ข้างนอกดีกว่า เอาไปทำประโยชน์ให้สังคม หลายสิ่งที่พร่ำเรียนและสอบมาหากอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงไม่ได้ใช้เต็มที่นัก”

ภายหลังออกมาแล้ว ผมยังคงติดต่อกับท่านอยู่ตลอด ไปช่วยงานบ้างบางครั้ง ผมเคยถามท่านว่าตอนสัมภาษณ์ทำไมจึงรับผม เพราะผมสังเกตว่าเพื่อนๆ พี่ๆ ในแผนกมีแต่คนที่จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาทั้งนั้น มีแต่ผมที่จบแค่ตรีแถมจบในไทยอีก ท่านบอกว่า “ดูแค่ตาผมเท่านั้น ดูตาก็รู้แล้วว่าใช่” และอีกเหตุผลหนึ่งที่ท่านบอกคือ ผมผ่านงานจริงมาโชกโชน นอกจากผู้อำนวยการแล้ว ผมยังสนิทกับรองผู้อำนวยการที่ต่อมาได้ขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการแทน และยังสนิทกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่นั่นอีกหลายคน ไปมาหาสู่ช่วยเหลืองานกันอยู่ตลอดจวบจนปัจจุบัน

ในช่วงที่ผมทำงานอยู่ที่นั่น ผมรับจ๊อบมากมาย ทั้งรับเขียนบทความ ออกแบบกราฟฟิกและเว็บ สอนหนังสือ เป็นที่ปรึกษา รับเขียนและแก้โปรแกรม ได้นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง มีเงินเดือนจากงานประจำอยู่ที่ 15,000 บาท แต่มีรายได้เสริมกว่าห้าหมื่นบาท ภายในระยะเวลาเพียงปีกว่า ผมก็สามารถหารายได้ได้เกือบแสนแล้ว ผมเริ่มช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในบ้านมากขึ้น แต่ยังรู้สึกว่าน้อยเกินไป เพราะตอนนั้นผมใช้เงินไม่บันยะบันยังเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดีมากๆ เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียใจจนทุกวันนี้

ผมพาผู้ฟังกลับออกจากประสบการณ์ของผมกลับสู่กรอบแนวปฏิบัติที่ค้างอยู่ “นอกจากนี้คุณต้องรู้จักวางตัวด้วย คนไทยมักให้เกียรติและเคารพผู้ที่ดูน่าเชื่อถือ ดังนั้นต้องรู้จักวางตัวให้น่าเชื่อถือ มีมารยาทแบบคนไทย เช่น การอ่อนน้อมถ่อมตัว อ่อนมากไปจะดูขลาด อ่อนน้อยไปจะดูหยิ่ง และอย่าทำตัวเป็นพวกขี้โม้โอ้อวด หยิ่งผยอง ฟอร์มจัด เด็กรุ่นใหม่เป็นอย่างนี้เยอะ รู้ไว้ด้วยว่าภาคอุตสาหกรรมเขาเอียนเลี่ยนกับเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้มาก ดังนั้นถ้ารู้จักวางตัวดีๆ ทำตัวให้เป็นที่รักของคนอื่น ทำไปสักพัก แล้วจะมีแต่งานวิ่งมาหา”

“งานมีมากมาย ต้องรู้จักเลือกงานด้วยนะครับ ทำงานที่สร้างเสริมความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ได้รู้จักคน สร้างคอนเน็กชั่น เป็นต้น ไม่ใช่เลือกงานเพราะเงินอย่างเดียว และต้องรู้จักทำงานฟรีบ้าง เช่น ตอบกระทู้ตามเว็บบอร์ด เขียนบทความลงบล็อกบนเว็บ สอนหนังสือเด็กในโรงเรียน เป็นต้น คือเพื่อเป็นการรู้จักเบรกตัวเองบ้าง ไม่ใช่หลงบ้าทำงานหาเงินอย่างเดียว เพราะบางครั้งการทำงานฟรี หรือได้รายได้น้อยๆ อาจให้ความชุ่มชื่นใจ สบายใจได้มาก”

“อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ คุณจะต้องไปค้นคว้าให้ได้ว่าอาชีพต่างๆ เขามีอัตราเงินเดือนหรืออัตราว่าจ้างกันเท่าไหร่ เช่น ในงานไอที เด็กที่เพิ่งจบใหม่มาเป็นโปรแกรมเมอร์ มีอัตราเงินเดือนอยู่ที่ 15,000 – 18,000 บาท ถ้ามีประสบการณ์ 3 – 5 ปีอยู่ที่ 25,000 – 30,000 บาท หากมีประสบการณ์มากขึ้นอีกและสามารถทำอย่างอื่นได้อีก เช่น ออกแบบระบบได้ ทดสอบระบบได้ ก็อยู่ที่ 40,000 บาทขึ้นไป หรืออย่างในงานสถาปัตย์ ถ้าสถาปนิกเพิ่งจบใหม่ได้อยู่ที่เท่าไหร่ ถ้าประสบการณ์ 3 – 5 ปีได้เท่าไหร่ เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้สอบถามได้จากบริษัทจัดหางาน และพวก ‘เฮด ฮันเตอร์’ ทั้งหลาย รวมถึงรุ่งพี่ทั้งหลายด้วย ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการนำมาใช้วางเส้นทางในการทำงาน ว่าจะทำตำแหน่งนั้นอาชีพนั้นนานแค่ไหนพอ แล้วควรขยับไปทำอะไรต่อดี คุณควรวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ ออกแบบทางเลือกไว้ให้มากกว่าสองเส้นทาง เพราะเราไม่รู้อนาคตใช่ไหม? ดังนั้นต้องเผื่อไว้บ้าง…”

“หลายงานส่วนมากนอกจากความรู้และประสบการณ์แล้ว ผู้จ้างมักดูอายุด้วย เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะดูสำคัญก็ได้ ดูปัญญาอ่อนก็ได้ ผมไม่เคยเชื่อถือเลยว่าคนที่มีอายุมากจะต้องทำงานได้ดีกว่าคนอายุน้อยเสมอไป หรือคนที่จบสูงกว่าหรือได้เกรดดีกว่าจะต้องทำงานได้ดีกว่า มันเป็นการมองภาพรวมเท่านั้น ดังนั้นถ้าคิดว่าตัวเองอายุน้อย อาวุธที่สำคัญที่สุดคือการพรีเซ้นต์ตัวเอง การสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนอื่นเชื่อมั่นและเชื่อถือในตัวเราเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง แสดงให้เขาเห็นว่าคุณรู้และทำได้จริง อายุคุณน้อย ประสบการณ์คุณน้อย แต่ใช่ว่าจะไม่ได้งาน รายได้อาจไม่สูงติดเพดานมากนัก แต่แทนที่จะหันหลังกลับจริงไหม?”

ผมบรรยายสรุปประเด็นความสามารถที่แบ่งออกเป็น ทักษะ ความรู้ และคุณลักษณะ ประเด็นด้านสาขาอาชีพตามสาขาวิชาที่เรียน การค้นคว้าข้อมูลต่างๆ อาทิ อาชีพ, อัตราเงินเดือน, อัตราค่าจ้าง, ทักษะ ความรู้ และคุณลักษณะของอาชีพต่างๆ ประเด็นด้านการวางแผนชีวิต การทบทวนตัวเองโดยเฉพาะความฝัน ประเด็นด้านการทำงานตามแนวทางปฏิบัติ และแนวทางการนำไปปรับประยุกต์… จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงถาม-ตอบ…

นักศึกษาคนหนึ่งลุกขึ้นถาม “ถ้าไม่ชอบสอนและให้คำปรึกษาคนไม่เก่งจะไปทำอะไรได้บ้างครับ?”

ผมให้คำแนะนำ “บางคนอาจไม่ชอบงานสอนและงานที่ปรึกษา ก็ไม่ต้องทำก็ได้ หางานโปรเจ็คต์ทำก็ได้ หรืออย่างที่ผมเคยเจอ บางคนพูดไม่เก่ง แต่วาดรูปเก่ง ก็อาจสอนหรือนำเสนอด้วยการวาดการ์ตูนแทน จะทำเป็นเล่มหรือนำเสนอบนเว็บก็ได้ บางคนอาจเขียนหนังสือเก่ง อาจเขียนหนังสือขายก็ได้ หรือจะทำเป็นอีบุ๊กก็ได้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นด้วย หรือคุณอาจหางานประจำที่คุณชอบและงานก็ดีรายได้ก็ดีทำ หรือคุณอาจทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองก็ได้ครับ”

นักศึกษาคนต่อไปถาม “กรอบแนวปฏิบัตินี้คือเราต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นมืออาชีพให้ได้ใช่ไหมคะ?”

ผมชี้แจง “ครับ… หลักสำคัญของกรอบแนวปฏิบัตินี้คือ เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญและต้องเป็นมืออาชีพด้วย ต้องรู้และทำเป็น เป็นคนดี มีคุณธรรม ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นมืออาชีพแล้วเรียกค่าตัวสูงๆ เพื่อมุ่งแต่จะหารายได้มากๆ ผมอยากให้พวกคุณค้นหาตัวเองให้เจอ แล้วทำในสิ่งที่อยากทำ ทำให้มันสุดๆ”

นักศึกษาคนเดิมถามต่อ “ทำให้สุดๆ แต่ก็ทำเพื่อรายได้สูงๆ ใช่ไหมคะ?”

ผมยิ้มแล้วตอบกลับไป “รายได้เป็นเป้าหมาย เป้าหมายเป็นตัวล่อ… เท่านั้นครับ คุณหาอะไรอย่างอื่นมาล่อตัวเองก็ได้ครับ ผมเป็นคนที่จะทำอะไรก็ตามต้องกำหนดเป้าหมายก่อน อย่างลักษณะงานของผมเป็นงานด้านกลยุทธ์ งานด้านนี้คือต้องกำหนดเป้าหมายก่อน แล้วประเมินปัจจัยต่างๆ แล้วค่อยออกแบบเส้นทางเดินเพื่อไปสู่เป้าหมาย”

นักศึกษาคนหนึ่งที่นั่งเกือบหน้าสุดลุกขึ้นถาม “งั้นหัวใจของกรอบแนวปฏิบัตินี้ก็คือ การสร้างเสริมความสามารถ ซึ่งประกอบด้วย ทักษะ ความรู้ และคุณลักษณะ แล้วใช้เวลากับเป้าหมายมาบีบใช่ไหมคะ?”

ผมหัวเราะเสียงลั่น “ถูกต้องแล้วครับ พวกคุณทุกคนต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง บวกกับการฝึกฝนด้วยการทำงาน มีการกำหนดเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจ พวกคุณเป็นวัยเริ่มต้นทำงาน เริ่มต้นสร้างครอบครัว เริ่มต้นสร้างชีวิต ผมจึงหยิบ ‘รายได้’ มาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ เพราะกรอบแนวปฏิบัตินี้เป็นกรอบที่ระห่ำพอสมควร เพราะมีเวลาเป็นตัวบีบ ยิ่งน้อยยิ่งกดดัน และผมกำหนดให้เป้าหมายคือรายได้ ให้ตั้งไว้ให้สูงๆ จะได้ยิ่งกดดัน ผมเห็นเด็กรุ่นใหม่มีความเป็นตัวกูของกูสูง หรือไม่ก็ไม่รู้ว่าตัวกูเป็นของใครหรือตัวกูเป็นใคร ใช้ชีวิตไปวันๆ หลายคนนอกจากดูแลตัวเองไม่ได้ ยังดูแลครอบครัวก็ไม่ได้ ทำงานแค่เพื่อรอวันหยุดสุดสัปดาห์ รอโบนัสสิ้นปี…”

นักศึกษาคนเดิมถามต่อ “แล้วจะวัดจากอะไรคะว่าได้ทำตามกรอบแนวปฏิบัติถูกต้อง?”

ผมอธิบายดัชนีชี้วัดความสำเร็จทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่

1. รู้จักตัวตนของตนเอง มองเห็นและยอมรับในจุดอ่อนกับจุดแข็งของตัวเอง และรู้ว่าฝันที่แท้จริงคืออะไร

2. มีเส้นทางชีวิตและการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องชัดเจนนักก็ได้ แต่ต้องมีบ้าง

3. มองเห็นแก่นและเข้าถึงแก่นของสิ่งที่ศึกษาและงานที่ทำ

4. มีความอดทน พยายาม ใฝ่รู้ ฝึกฝน ยอมรับข้อผิดพลาด รู้จักแก้ไขปรับปรุง มุ่งมั่น จิกไม่ปล่อย…มากขึ้น หรือปฏิบัติตามหลักอิทธิบาทสี่ได้นั่นเอง

5. รู้จักความพอเพียง… พอดีและพอใจ

เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณว่ายังมีนักศึกษาคนสุดท้ายที่จะขอถาม “สรุปแล้วผู้ที่ปฏิบัติตามกรอบแนวปฏิบัตินี้จะได้อะไรครับ?”

ผมยืนก้มหน้าชั่วครู่ คิดในใจว่าจะบอกดีไหม? ตอนแรกตั้งใจให้เอากลับไปคิดต่อเอง… ผมตัดสินใจเลือกเฉลยเลยดีกว่า เพราะกลัวผู้ฟังหลายคนจะตีความผิด แล้วนำไปปฏิบัติกันผิดๆ ผมเจอมาหลายครั้งแล้วเวลาบรรยายให้คนอายุน้อยๆ ฟัง จะมาทิ้งคำถามใช้สำนวนอุปมาอุปไมยมากไม่ได้

ผมกวาดสายตาไปทั่วห้องประชุมใหญ่ สายตาทุกคู่จ้องมาที่ผม ความเงียบเข้าแทนที่เสียงจากลำโพงทุกตัว

ผมยิ้มกว้างแล้วตอบสั้นๆ “คุณค่า…ครับ”

นักศึกษาหลายคนเท่าที่สายตาผมกวาดเห็นทำหน้าสงสัย หลายคนมีรอยยิ้มเหมือนเด็กๆ อาจารย์หลายท่านมีรอยยิ้มที่มุมปาก

สิ่งนี้มากกว่าที่มนุษย์ทุกคนควรกอบโกยใส่ตัว ผมเคยมีจังหวะหนึ่งของชีวิตอยู่ในช่วงขาลง มีหนี้สินท่วมตัว ตัดใจขายทุกอย่างที่มี รวมทั้งของรักของแทนใจของเก่าเก็บ ล้วนเป็นของที่ไม่เคยคิดขายหรือยกให้ใคร หลังชีวิตกลับสู่จังหวะปกติ ทรัพย์สินที่เหลือติดตัวคือ ‘สิ่งนั้น’ ที่อยู่ภายในตัวผม

รุ่นพี่ที่ปรึกษาอาวุโสคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า “’สิ่งนั้น’ ไม่มีใครเอาไปจากเราได้ จะคงอยู่นิรันดร์แม้เราตายแล้ว ยิ่งเรามีมากเท่าไร ยิ่งเราแบ่งปันให้คนอื่นมากเท่าไร ยิ่งมีคนจดจำเราได้ ยิ่งมีคนเข้ามาหาเรา ซึ่งเขาจะมาพร้อมมิตรภาพ”

ผมเคยนำความคิดที่เพิ่งบรรยายจบไปไปโพสต์ตอบกระทู้ในเว็บ Pantip.com เมื่อนานมาแล้ว หมั่นไส้เด็กที่ชอบมาจัดอันดับ 10 บริษัทน่าทำ และ 10 บริษัทไม่น่าทำ และการเข้ามาคุยกันว่าจะย้ายงานแล้วจะปั่นเงินเดือนอย่างไรดี เข้าไปอ่านเจอโดยบังเอิญ จึงโพสต์ไอเดียนี้เข้าไป คนส่วนใหญ่ตอบมาว่าเป็นไปไม่ได้ ใครจะไปทำได้ บ้า! บางคนใส่อารมณ์มาด้วย ไม่เป็นไรเพราะผมก็ใส่อารมณ์เข้าไปเช่นกัน แต่เป็นเรื่องราวที่พิสูจน์ได้ เพราะเกือบ 3 ปีอันบ้าระห่ำนั้นเหมือนนรกดีๆ นี่เอง แต่เมื่อผ่านมาได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องโกหก!

การบรรยายในวันนี้ ผมนำรายได้ก้อนโตมาล่อ เพราะผมอยากล่อพวกเด็กหิวเงินกระหายวัตถุเข้ามางับเหยื่อ แล้วผมก็ได้ตีแสกหน้า ว่าแท้แล้วยังมีบางสิ่งที่มีค่ามากกว่ารายได้!

ทุกวันนี้ผมเลือกใช้ชีวิตสบายๆ ทำงานแค่เดือนละ 10 วัน มีเวลาให้ครอบครัวและตัวเองมากขึ้น ได้ทำในสิ่งที่อยากทำมากขึ้น เรื่องรายได้น่ะหรือ?… ผมลืมไปแล้วล่ะ ผมทำงานอิสระมา 6 ปี ไม่ได้ร่ำรวย ไม่มีบ้านหลังใหญ่ ไม่มีรถยนต์ราคาแพง แต่มีครอบครัวเล็กๆ แสนอบอุ่น ซึ่งผมมีเวลาให้ได้เต็มที่ ผมกับภรรยาภูมิใจที่เรามีลูกกันเองได้ และสามารถเลี้ยงลูกกันเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือใครที่ไหน

คนเราล้วนมีความฝันมากมาย อย่าปล่อยให้มันเป็นแค่ความฝันอยู่อย่างนั้น ถึงเวลาจะตายแล้วพบว่ายังไม่ได้ทำฝันไหนให้เป็นจริงเลย เหมือนเสียชาติเกิด

ผมไปถึงฝันแล้วหลายครั้ง เพราะฝันผมไม่ใหญ่และไม่ไกลเกิน ไปถึงก็กริ่มใจชั่วขณะ แล้วจึงเดินหันหลังกลับ มีบ้างบางฝันที่ไปไม่ถึง ผมเพียงแค่ยอมรับความจริง แล้วเดินแยกไปอีกทาง หรือไม่ก็หันหลังกลับ

การบรรยายจบลง ผู้ฟังแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน

เชื่อว่าหลายคนคงอยากได้ ‘ทางลัด’ หรือ ‘แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด’ (Best Practice)

เคยมีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “สองสิ่งนี้ คนคนนั้นจะต้องค้นหามันด้วยตัวเอง”

One thought on “โฆษณาชวนเชื่อ…อยากมีรายได้เดือนละแสนไหม?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s