เรียลลิตี้

เรื่องสั้นเรื่อง ‘เรียลลิตี้‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕


ค่ำวันหนึ่งที่บนฟ้าไร้เมฆ เดือนดาวเจิดจรัสสุกสกาว ประพรมทั่วผืนฟ้ากำมะหยี่สีดำ

พ่อลูกคู่หนึ่งกำลังนั่งคุยหยอกเย้าขณะทานมื้อค่ำที่บ้าน

“ทำไมวันนี้พ่อไม่ออกไปข้างนอกล่ะครับ?” ลูกชายถามขณะแกะกุ้งแม่น้ำย่างแล้วตักใส่จานพ่อ

“วันนี้ไม่มีนัดกับลูกค้า เลยอยู่บ้านทำสวนดีกว่า ต้นไม้เริ่มรกไม่ได้ตัดแต่งกิ่งใบและเก็บเศษใบไม้แห้งเสียนาน” พ่อตอบยิ้มแย้มพลางตักน้ำปลาหวานราดบนกุ้งย่างบนจานคลุกข้าวป้อนเข้าปาก

“แล้ววันนี้ต่อเรียนวิชาอะไรบ้างล่ะ ให้พ่อทายนะ อืม… วันนี้วันพุธต้องมีเรียนเลขด้วยแน่ๆ ใช่ไหม?”

“ใช่ครับ แต่ก็เรียนหลายวิชานะ นอกจากเลขก็มีฟิสิกส์ สังคม แล้วก็พละ”

“เรียนเลขถึงไหนแล้วล่ะต่อ”

“เรียนเกี่ยวกับกราฟน่ะครับ มีทั้งแบบเส้นตรง พาราโบลา ไฮเปอโบลา และอีกเพียบ”

พ่อนั่งอมยิ้ม แล้วแหย่ถาม

“แล้วรู้ไหมว่าไอ้ที่เรียนน่ะ จะเอาไปใช้ทำอะไรตอนโตได้มั่ง? อย่างเช่นใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ในหน้าที่การงาน”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ตั้งแต่เรียนเลขมายังไม่เคยรู้เลยว่าเรียนไปทำไม แต่ละเรื่องมันจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง รู้แค่ว่าเรียนไปเพื่อสอบ ฮ่าๆๆ” ต่อหัวเราะร่วน แล้วพ่อก็หัวเราะร่าเสียงดัง

“การศึกษาบ้านเรามันก็ยังเงี้ยะ ครูและหลักสูตรไม่เคยบอกนักเรียนว่าไอ้ความรู้เหล่านั้นเรียนไปเพื่ออะไร จบมาก็เอาไปประยุกต์ไม่เป็น แล้วความรู้มันก็เลือนหายไปกับกาลเวลา รู้ไหมต่อ กราฟน่ะมีประโยชน์และมีความสำคัญมากนะกับทั้งชีวิตประจำวันและในการทำงานในหลายสาขาอาชีพ”

ต่อสงสัยจึงถามกลับและให้พ่อยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ฟัง

“ได้ๆ เช่น ทุกวันนี้ต่อได้เงินไปโรงเรียนวันละหนึ่งร้อยห้าสิบบาท ถ้าต่อกลับมาถึงบ้านแล้วจดบันทึกว่าแต่ละวันใช้เงินไปกี่บาทแล้วมีเงินเหลือกี่บาท ทำอย่างนี้ติดกันสักเดือนนึง แล้วเอาทั้งสองค่ามาพล็อตกราฟเชิงเส้นสองเส้น เส้นหนึ่งแสดงค่าเงินที่ใช้ อีกเส้นแสดงค่าเงินที่เหลือ แกนเอ็กซ์แสดงจำนวนวัน แกนวายแสดงจำนวนเงิน ต่อก็จะเห็นความเคลื่อนไหวตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาง่ายขึ้นนั่นเอง คราวนี้ต่อก็เอาสมการต่างๆ มาใช้คำนวณได้ และกราฟแต่ละชนิด เช่น รูปทรงระฆังคว่ำ ระฆังหงาย มันก็มีความหมายแตกต่างกัน ครูเขาคงสอนใช่ไหม?”

“ใช่ครับ โอ้โห พ่ออธิบายง่ายจังเลย ที่โรงเรียนครูใช้แต่คำยากๆ ไม่ได้พูดง่ายๆ ให้ฟังแล้วคิดตามได้ง่ายอย่างนี้เลย สมกับเป็นที่ปรึกษามือฉมังจริงๆ นะพ่อ” ต่อชมพ่อจนตัวลอย

“คนเก่งไม่จำเป็นต้องสอนคนเก่งเสมอไป และคนสอนคนเก่งก็ไม่จำเป็นต้องเก่งเสมอไปเช่นกัน ประเด็นมันอยู่ที่ว่างานนั้นเราต้องการคนสอนหรือต้องการคนทำ… กรณีนี้เรามักพบว่าเราชอบเอาคนเก่งไปสอนหนังสือ แต่คนเก่งเหล่านั้นกลับสอนคนไม่เก่ง เหมือนในสังคมบ้านเรา ชอบเอาพวกนักวิชาการไปทำงาน แล้วทึกทักเอาคนทำงานเก่งมีประสบการณ์มากมาสอนหนังสือในวิชาพิเศษ มันบิดๆ เบี้ยวๆ พิกล” พ่ออธิบายเหตุผลจนต่อคล้อยตามและเข้าใจ

พ่อกลับมาซักถึงเรื่องเรียนต่อ “แล้วฟิสิกส์ล่ะเรียนถึงไหนกันแล้ว ต่อไม่ค่อยชอบฟิสิกส์นี่”

“วันนี้เรียนเรื่องแรงเข้าสู่ศูนย์กลาง เรียนเป็นวันที่สองแล้ว ต่อก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี นึกไม่ออกว่าแรงมันจะเข้าสู่ศูนย์กลางได้ยังไง” ต่อเล่าหน้าตาเครียด เคี้ยวข้าวกับกุ้งแม่น้ำย่างสะเดาน้ำปลาหวานตุ้ยๆ พลางเด็ดดอกสะเดาเติมใส่ปากไม่หยุด

“ต่อจำตอนเรานั่งดูถ่ายทอดสดแข่งรถฟอร์มูล่าวันได้ไหม? จำได้ไหมที่ต่อเคยถามพ่อว่าทำไมเวลารถจะเลี้ยวโค้ง ต้องออกไปอยู่เลนนอกก่อนแล้วค่อยๆ เลี้ยวโดยให้ตัวรถชิดขอบเลนด้านในให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วค่อยฉีกออกไปอยู่เลนนอกต่อ?” พ่อถามพลางเหลือบมองจานสะเดาที่กำลังเหลือแต่ใบ

ต่อหยุดนึกชั่วครู่ “จำได้ครับ ทำไมหรือพ่อ?”

“ถ้ารถที่วิ่งตรงมาด้วยความเร็วสูงขืนพยายามขับตามเลนเหมือนขับบนถนนปกติตอนเข้าโค้ง รถอาจวิ่งแหกโค้งออกไปด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ได้ จำตอนเด็กๆ ที่ต่อปั่นจักรยานมาเร็วมากจากทางตรงในเลนซ้ายแล้วหักเลี้ยวขวาอย่างเร็วและพยายามให้อยู่ในเลนซ้ายต่อ จนทำให้จักรยานล้มแหกโค้งไถลลื่นไปไกลจนต่อเป็นแผลถลอกที่ขาร้องไห้โฮลั่น ต่อจำได้ไหมว่าไถลลื่นไปทิศทางไหน?”

“ไถลตรงไปข้างหน้า หลุดโค้งออกไปหลายเมตร ไม่ได้เลี้ยวไปทางขวาตามที่ตั้งใจ… ก็ผมพยายามจะขี่ตามกฏจราจรไง”

“แต่ในสนามแข่งไม่ใช่อย่างนั้น รถแข่งต้องเปลี่ยนจากเลนนอกตบเข้าเลนใน สังเกตเวลาพ่อขับรถไปต่างจังหวัดสิ เวลาเราไปเที่ยวกันน่ะ ช่วงที่ถนนโล่งๆ ไม่ค่อยมีรถ พอเจอโค้งพ่อมักขับแบบนี้ แล้วจำได้ไหม เวลาเข้าโค้งแบบนี้ คนขับหักพวงมาลัยนิดเดียวเอง เพราะพยายามรักษาล้อไม่ให้บิดเลี้ยวมากเกินไป หากทำให้รถเลี้ยวโค้งมากกะทันหัน ทำให้แรงที่พามาด้วยจากทางตรงมันจะฉุดให้รถหนีจากศูนย์กลางของโค้งแล้วแหกออกนอกโค้งไปไง”

“จริงด้วยๆ ผมเห็นเวลาพ่อเลี้ยวเข้าโค้ง ชอบเบี่ยงออกเลนนอกก่อนแล้วค่อยๆ เข้าโค้งโดยพุ่งไปชิดเกือบขอบเลนในสุด พอพ้นโค้งแล้วค่อยๆ ออกไปเลนนอก ผมสังเกตว่าพ่อแทบไม่ได้หมุนพวกมาลัยสักเท่าไหร่เลย รถก็ไม่เหวี่ยงมากด้วย คนนั่งในรถก็หลับกันสบายเลย ฮ่าๆ”

“ใช่ นี่ล่ะแรงเข้าสู่ศูนย์กลางและแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ เหมือนรถที่วิ่งมาตรงๆ แรงก็มาตรงๆ พอรถจะเลี้ยวกะทันหัน แรงมันก็เลยดื้อฉุดเอารถกระเด็นออกนอกโค้งเพราะมันพยายามจะตรงต่อไป แต่ถ้าเราค่อยๆ หักรถให้เข้าสู่ศูนย์กลางของโค้งแรงก็จะพุ่งเข้าสู่ศูนย์กลางโค้ง ไม่วิ่งหนีออกนอกโค้งเพราะมันมีแรงดึงดูดไง แถมแรงดึงดูดตรงนี้ยังช่วยให้เข้าโค้งได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่งส่งแรงเลย แล้วพอเริ่มหลุดโค้ง เราก็ค่อยเหยียบคันเร่งเพื่อสานต่อแรงไม่ให้แรงตก ทำให้เข้าโค้งได้เร็วขึ้นอีกด้วย”

“โอ้โฮ น่าจะให้พ่อไปสอนฟิสิกส์แทนครูที่โรงเรียนเนอะ”

“เฮ้ย พ่อก็พอจำได้เป็นบางเรื่องเท่านั้นล่ะ เอ้อนี่… อีกสองอาทิตย์ที่จะมีวันหยุดยาว ที่เราจะไปเขาค้อกับภูทับเบิกกันชวนแอนเขาหรือยัง?” พ่อตัดบทถึงการเที่ยวท้าลมหนาวช่วงวันหยุดยาวที่จะถึงนี้ ก่อนขยับจานสะเดาน้ำปลาหวานและกุ้งมาใกล้ตัวมากขึ้น แล้วขยับจานน้ำพริกนรกแมงดาออกไปใกล้ต่อ

“ผมเลิกกับแอนมาเกือบสามอาทิตย์แล้วล่ะ” ต่อตอบหน้าจ๋อยๆ ตักน้ำพริกนรกแมงดาคลุกข้าวป้อนเข้าปาก ความเผ็ดร้อนและฉุนทำให้ต้องรีบวางช้อนแล้วหยิบแก้วน้ำซดอึกใหญ่

“อ้าวเฮ้ย นั่นน้ำเปล่าไม่ใช่เหล้า แล้วทำไมเลิกกันแล้วล่ะ?”

“เผ็ดคร้าบ… ไม่ได้เศร้า… ก็เหตุผลแบบวัยรุ่นทั่วไปแหละพ่อ เรา…เข้ากันไม่ได้”

“แล้วได้เข้ากันหรือยัง… เอ่อ… อย่างว่าน่ะ?” พ่อถามพร้อมอมยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย

“นี่พ่อ! ทะลึ่งจริง ก็… ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก”

“แล้วถึงขั้นไหน แค่จูจุ๊บ หรือลูบไล้ ไต่…”

ต่อตัดบท “พอเลยพ่อ ยังไม่เคยมีอะไรกันเลย แค่จูจุ๊บก็ไม่เคย พอละๆ”

พ่อยังไม่ลดละ “เสียดายแอนนะ ผิวขาวจั๊วะ สวยปิ๊ง เรียนก็เก่ง นิสัยก็ดี…”

“นี่พ่อเสียดายแทนผมใช่ไหมนี่?”

“ม่ายช่ายๆ ล้อเล่นน่ะ”

“ไลฟ์สไตล์เราไม่ค่อยเหมือนกันน่ะ เขาชอบเที่ยวห้างฯ ชอบแต่งตัวสวยๆ ชอบทานร้านหรูๆ แต่ผมชอบธรรมชาติ ทำตัวง่ายๆ และไหนจะเรื่องฟังเพลง ดูหนัง เล่นเว็บ โน่นนี่นั่น ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการเมือง ที่เรามีทัศนคติไปคนละทิศละทาง ผมกับแอนก็เลยคุยกันว่าเป็นเพื่อนกันดีกว่า อาจดีต่อกันและกันมากกว่า” นัยน์ตาต่อมีประกายขณะเล่าพร้อมจบด้วยรอยยิ้ม

“จบกันด้วยดีก็ดี วัยรุ่นก็งี้แหละ ก่อนพ่อกับแม่จะมาลงเอยกัน ต่างฝ่ายต่างก็มีแฟนเปลี่ยนแฟนกันไปหลายคน ไอ้ประเภทรักแรกแล้วคบกันยาวยันแต่งงานเดี๋ยวนี้มันไม่มีแล้ว หายาก”

“ผมก็ว่างั้น”

“เอ้อนี่! แต่ไอ้ที่ถามตะกี้ไม่ใช่แค่ตลกๆ นะ สมัยนี้น่ะ พกถุงยางติดกระเป๋าตังค์ไว้บ้าง เผื่อไว้ พกมันสองอันเลย”

“อ้าววกเข้าเรื่องนี้อีกละ แล้วทำไมต้องพกสองอันด้วย” ต่อสงสัยถึงจำนวน พลางแอบสลับจานสะเดาน้ำปลาหวานและกุ้งกับน้ำพริกนรกแมงดา

พ่อยิ้มเจ้าเล่ห์ “หนึ่งเผื่อติดใจแล้วอยากขออีกรอบ สองเผื่อครั้งแรกตื่นเต้นเสร็จเร็วแต่อารมณ์ค้าง ฮ่าๆๆ” พ่อตอบอย่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมหัวเราะลั่นบ้านด้วยกันทั้งคู่

“เดี๋ยวนี้มันอันตราย ไว้ใจใครไม่ได้ ผู้หญิงหน้าตาดีๆ ติ๋มๆ อาจผ่านศึกมาหลายสนามรบแล้วก็ได้ ในขณะเดียวกันมุมมองของเขาอาจคิดว่าเรามันก็น่ากลัวก็ได้ เพราะสมัยนี้เซ็กส์มันมาก่อนความรักและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เซ็กส์มันกลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับคนรุ่นใหม่ กลายเป็นวัฒนธรรมป๊อป เราไม่ได้ดูถูกกันและกัน แต่เราต้องสร้างความไว้ใจกันและกัน”

“ก็ถ้าไว้ใจกันก็ไม่ต้องใส่สิพ่อ” ต่อถามกลับอย่างนึกทะลึ่ง

“นั่นไง! นี่ล่ะปัญหาและก็เป็นข้ออ้างด้วย เกิดติดโรคขึ้นมาแล้วทำไง? แล้วต่อจะแน่ใจได้แค่ไหนว่าต่อไม่เป็นโรคเสียเองแล้วไปแพร่เชื้อใส่คนอื่นเขา? เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องเข้าใจและมีสติ แล้วถ้าเกิดต่อไปพลาดทำผู้หญิงท้องโดยที่ต่อไม่รักเขาสักนิด แค่ห้ามอารมณ์พลุ่งพล่านของตัวเองไม่อยู่ ต่อจะตัดสินใจยังไง?” พ่อชักไม่ทะลึ่งและไม่สนุกด้วยแล้ว พูดเสร็จจึงตักน้ำซุปกระดูกหมูซดให้คล่องคอขึ้น เพราะชักรู้สึกเริ่มมีอะไรติดขัดในลำคอ

“อะๆ ก็ได้ๆ ครับพ่อ เดี๋ยวผมจะไปซื้อมาพกไว้เลยพรุ่งนี้” ต่อเลิกหยอกพ่อเล่นแล้วพยายามง้อ

“ไม่ต้อง… เดี๋ยวพ่อหยิบของพ่อให้ มีเป็นกระตั้ก ซื้อมาจากแม็กโครเป็นกล่องใหญ่มีเป็นสิบๆ อัน จะได้ไม่ต้องซื้อบ่อยๆ เวลาเข้าเซเว่นฯ ไปซื้อถุงยางมันก็อายๆ คนขายเหมือนกันนะเว้ย” จบประโยคทั้งคู่ก็กลับมาหัวเราะลั่นบ้านอีกครั้ง

เสียงกุกกักดังในครัว แม่ครัวประจำบ้านเดินถือชามใบใหญ่ออกมา นำมาวางบนกลางโต๊ะอาหาร

“อ้ะเหล่าคุณผู้ชาย โทษทีนะจ๊ะทำนานไปหน่อย หวังว่ายังไม่อิ่มกัน”

“ยังไม่อิ่มครับแม่ กำลังคุยกับพ่อสนุกเลย” ต่อเอาใจ

“อืม… คุยกันเรื่องทะลึ่งๆ ด้วยใช่ไหม?” แม่ถามเหมือนได้ยินสิ่งที่พ่อลูกหยอกเย้ากันเมื่อครู่

“เปล่า ก็แค่อธิบายเรื่องคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ สุขศึกษาและสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ให้ลูกฟัง” พ่อแก้ตัวแบบข้างๆ คูๆ ส่วนต่อหัวเราะคิกคัก

ต่อถามแม่ว่าทำไมทำต้มยำปลาทูใส่ใบมะขามอ่อนนานจัง เข้าครัวไปตั้งนานจนต่อเกือบลืมไปว่ายังมีอีกเมนูอร่อยที่แม่กำลังทำอยู่ในครัว

“มัวแต่หั่นผักอยู่น่ะ มีดมันทื่อเลยหั่นนานหน่อย แล้วก็ใช้เวลาเคี่ยวเล็กน้อยให้น้ำมันเข้าเนื้อปลา นี่ใบมะขามอ่อนน่ะ แม่เอาบันไดเหล็กไปปีนเด็ดยอดมาจากในสวนท้ายหมู่บ้านเองเลยนะ หนักก็หนัก เหนื่อยก็เหนื่อย รปภ.ก็เดินมาถามว่ามายืนทำอะไร เขานึกว่าแม่จะมาตัดกิ่งต้นมะขาม เลยต้องอธิบายตั้งนานกว่าจะเข้าใจ รปภ.ก็งงว่าสมัยนี้ยังมีคนเอายอดมะขามมาทำกับข้าวอยู่ด้วยหรือนี่ เขาไม่ได้ทานอาหารที่ใช้ยอดมะขามมานานมากแล้วตั้งแต่จากบ้านเกิดมาทำงานในเมืองกรุง แม่เลยรับปากเขาไว้ว่าทำเสร็จแล้วจะแบ่งใส่ถุงให้ลูกชายเอาไปให้ทาน”

“อ้าวซะงั้น!” ต่ออุทานด้วยความขี้เกียจ แต่พอนึกถึงภาพแม่เดินแบกบันไดเหล็กไปปีนเด็ดยอดมะขามแล้ว เขาจึงรับปากอย่างเต็มใจ

“ต่อ พรุ่งนี้วันเสาร์เป็นวันพระด้วย ตอนเช้าต่อออกไปใส่บาตรกับแม่นะ? แล้วไปทำบุญที่วัดกัน ตอนเที่ยงๆ ไปตลาดน้ำดอนหวายกันนะต่อ พ่อล่ะไปไหม? ไปไหว้พระแล้วซื้อขนมกับของสดมาทำกับข้าวมื้อเย็นกัน”

“ได้เลยจ้าแม่ ตอนเช้าไปกันสองคนนะ พ่อขี้เกียจตื่น แต่ตอนเที่ยงไปด้วยแน่ๆ เพราะอยากไปกินเป็ดพะโล้กับเมนูปลาอร่อยๆ ที่โน่น” พ่อตอบรับอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินคำเชิญชวนไปวัดดอนหวายแหล่งของอร่อยของพ่อ

“แม่ครับ เอ่อ… ต่อพาจอยไปด้วยได้ไหม?” ต่อตอบรับพร้อมยื่นข้อแลกเปลี่ยน

“ฮื้อออ…?” พ่อแม่สงสัยพร้อมกันว่าใครคือจอย

“เอ่อ… คือ… แฟนใหม่ต่อน่ะ ฮ่ะๆๆ คือบ้านจอยเขาอยู่แถวพุทธมณฑล ใกล้ๆ ศาลายาน่ะครับ ทางผ่านอยู่แล้วนี่ ก็… แวะไปรับเขาหน่อย” ต่อขวยเขินหน้าแดง

พ่อแม่หันมองหน้ากัน “อื๊ม… วัยรุ่น!” พ่อแม่อุทานเสียงหลงพร้อมกัน ก่อนตอบตกลงในข้อแลกเปลี่ยนของลูกชาย

พ่อตักข้าวใส่จานให้ภรรยาเรียบร้อย ต่อหยิบช้อนส้อมวางบนจานแล้วรินน้ำใส่แก้วให้แม่ ทั้งสามนั่งทานข้าวมื้อค่ำและพูดคุยหยอกล้อกันต่อ

……………………………………………………..

ไฟนีออนบนเพดานบ้านชั้นล่างสว่างพร้อมกันสามดวง เอกสะดุ้งพรวดหันกลับไปมองที่ประตูบ้าน

“มึงดูไอ้เรียลลิตี้ลวงโลกนี่อีกแล้วเรอะ! ของจริงเสียที่ไหนกัน ทั้งพ่อแม่ลูกมันนักแสดงทั้งนั้น ดูแล้วมันทำให้ครอบครัวเรามันดีขึ้นเรอะ? ยิ่งดูเดี๋ยวยิ่งรู้สึกเป็นปมด้อยกลายเป็นเด็กมีปัญหาเรียกร้องหาครอบครัวแสนอบอุ่น ควายเอ้ย! มีที่ไหนกันบนโลกเส็งเคร็งใบนี้ มึงมีข้าวกินมีที่นอนได้ไปโรงเรียนก็โชคดีตายห่าละ”

พ่อเอกเอ็ดตะโรลั่นบ้าน ถอดรองเท้าเสร็จแล้วรีบเดินมาที่โซฟา ผลักเอกให้หลบออกไปจากที่นั่งประจำ หยิบรีโมตโทรทัศน์กดเปลี่ยนไปช่องที่กำลังมีถ่ายทอดสดฟุตบอลระหว่างชลบุรี เอฟซี กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

“อ้าวเฮ้ย! เตะกันไปเกือบสี่สิบนาทีแล้วเหรอเนี่ย แม่งเอ๊ย นึกว่าจะกลับมาทัน”

เอกสังเกตเห็นพ่อนั่งจับถุงใส่ขวดเบียร์อยู่หลายขวดวางอยู่ข้างตัว

“เอาแก้วมั้ยพ่อ?”

“อะ..เอ้อ ไปๆ ไปหยิบมาไวๆ วันนี้ขอซดเบียร์วุ้นหน่อย เปลี่ยนบรรยากาศจากเหล้าขาวมั่ง… อ้าว! ถามกูแล้วเสือกนั่งเฉย ลุกไปหยิบมาสิไอ้เหี้ย!” พ่อเอกตวาดลั่น แล้วควักบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาจุดสูบ พ่นควันคลุ้งทั่วบ้าน

เอกรีบวิ่งเข้าไปหยิบแก้วในครัวมาให้ เขาไม่ได้รู้สึกตกใจกับคำด่าหรือเสียงตวาด เขาเคยชินกับคำเหล่านั้นรวมทั้งอารมณ์แบบนี้ของพ่อ แต่ที่ต้องรีบลุกปฏิบัติตามโดยด่วนเพราะหากช้ากว่านั้นอีกนิด เขาคาดว่าอาจมีของแข็งเหวี่ยงฟาดเข้าใส่ลำตัว ขา หรือหัวได้

“อะ อะ อ้าว เฮ้ย เว้ย โธ่… ชลบุรี เอฟซี กูโดนเล่นซะแล้ว แม่งโดนยิงก่อนหมดครึ่งแรกนิดเดียว ครึ่งหลังจะเป็นไงมั่งวะเนี่ย กูเล่นไว้หลายบาทเสียด้วย…”

ได้ยินดังนั้น เอกรับรู้โดยสัญชาตญาณว่าหากอยู่ในรัศมีใกล้ๆ พ่อไม่เป็นผลดีแน่ หากทีมที่พ่อแทงเอาไว้แพ้ พ่ออาจงุ่นง่านหาที่ระบายอารมณ์ ซึ่งไม่แคล้วที่มักเป็นเขาทุกคราวไป เช้าวันไหนไปถึงโรงเรียนเนื้อตัวฟกช้ำ ตาเขียว หัวปูด บางครั้งมีรอยจี้บุหรี่ตามแขนขา ครูและเพื่อนๆ เป็นเดาได้ว่าเมื่อคืนพ่อเอกเสียบอลแน่ๆ

เอกแอบย่องออกจากบ้าน เปิดปิดประตูบ้านแผ่วเบาสุดฤทธิ์ เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงควักเงินออกมานับ กระเป๋าขวามียี่สิบบาท กระเป๋าซ้ายมีสิบบาท เขายิ้มเศร้ายืนมองเงินในมือสักครู่ จากนั้นตัด(สิน)ใจแล้วรีบเดินไปร้านป้าดา

ป้าดาเหลือบเห็นเอกกำลังเดินดุ่ยๆ พุ่งมาที่ร้าน

“ไงเอก ทานข้าวแล้วหรือยัง? ทานอะไรไหม?” ป้าดาถามอย่างรู้ทันจากการสังเกตจากท่าเดิน

เอกสั่งเมนูประจำยิ้มแฉ่ง “กะเพราเนื้อไข่เจียวครับป้า”

“มีแต่คนเขาเลิกกินเนื้อกัน มึงก็ยังจงรักภักดีต่อมันอยู่นั่น” เสียงแอ้เพื่อนซี้ตะโกนแขวะขึ้น

เอกทำหน้ายียวน “กูคิดว่ามันอร่อยกูก็กิน… ก็แค่นั้น มึงมานานหรือยัง?”

“เพิ่งมาตะกี้นี้ เพิ่งสั่งข้าวกับป้าดาก่อนมึงนิดเดียว หนีพ่อมาอะดิ?”

“อืม… พ่อกูมาตอนรายการโปรดกูจบพอดี”

“รายการเรียลลิตี้เกี่ยวกะครอบครัวนั่นน่ะเหรอ?” แอ้ถามเพราะรู้ว่าเพื่อนติดรายการโทรทัศน์รายการนี้มาก

“อืม…”

“เอ้อนี่ เมื่อวานพี่ชายกูบอกว่าเพื่อนเขาทำงานอยู่ที่รายการนี่ล่ะ เขาบอกว่าครอบครัวนั้นเป็นครอบครัวกันจริงๆ ทุกอย่างจริงหมด ทั้งพ่อแม่ลูก และที่สำคัญ… พวกนั้นไม่รู้ตัวว่ามีกล้องติดอยู่ทั่วบ้าน! ทีมงานใช้เวลาหลายเดือนเพื่อเสาะหาครอบครัวที่เหมาะสม…”

“เฮ้ย จริงหรือวะ? แต่รายการนี้ออกอากาศทุกสัปดาห์นะ พวกเขาจะไม่รู้ตัวเลยหรือ?” เอกตัดบทอย่างรู้สึกสงสัย

“พี่กูบอกว่าเพื่อนเขากับทีมงานต้องช่วยกันไปเตี๊ยมกับคนรอบข้างครอบครัวนั้น ว่าห้ามบอกความจริง ให้แกล้งทำเป็นปกติ แล้วก็บอกคนที่เป็นแม่เพียงคนเดียวให้รับทราบ ยินยอมโดยดีและรับปากว่าจะไม่บอกคนพ่อกะคนลูก แล้วจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติ แล้วอีกอย่าง รายการนี้อัดเทปกันจริงๆ แค่ไม่กี่วัน แล้วมาตัดต่อ ออกอากาศเป็นตอนๆ รายการจะออกอากาศแค่ไม่กี่ครั้ง ไม่ได้เป็นรายการสด อาทิตย์หน้าก็น่าจะจบแล้วล่ะ พี่กูบอกว่าพวกคนทำรายการเขาอยากได้ของจริง เป็นครอบครัวที่หาได้ยากในปัจจุบัน จะให้อัดเทปนานก็กลัวความจะแตก และไม่ได้ตั้งใจทำให้เหมือนเป็นเกมโชว์หรือเพื่อเน้นความบันเทิง แต่เขาอยากเน้นส่งเสริมสังคมน่ะ… กูเล่าให้ฟังเนี่ยพอรู้เรื่องไหมวะ? ตอนกูฟังพี่กูเล่ากูก็งงๆ เหมือนกัน ไม่ค่อยเข้าใจไอ้เรื่องการทำรายการโทรทัศน์ไรพวกเนี้ยะ นี่กูพยายามเรียบเรียงสุดๆ แล้วนะ” แอ้พยายามอธิบาย

“เอ้อๆ กูพอจะเข้าใจ แม้ไม่มากนัก แต่… มันสุดยอดจริงๆ นะ ครอบครัวเนี้ย” เอกไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการทำรายการโทรทัศน์ที่แอ้เล่าแบบรวบๆ และไม่ได้สนใจเรื่องนั้นนัก เขาตาลอยนึกถึงสิ่งที่แอ้เพิ่งบอกว่าครอบครัวนั้นคือของจริง ทุกอย่างจริง พ่อ แม่ ลูก คือพ่อแม่ลูกกันจริงๆ ในโลกอันโสมมและเลวร้ายแบบนี้ยังมีครอบครัวแบบนี้เหลือตกค้างอยู่อีกหรือ?

แอ้ยิ้มภูมิใจอย่างคาดไว้ล่วงหน้าว่าเอกจะต้องทึ่งกับข่าวที่เขาพยายามจดจำรายละเอียดให้มากเท่าที่จะมากได้ เพื่อมาเล่าให้เพื่อนฟัง อย่างน้อยให้เพื่อนได้รู้ว่าสิ่งที่เขาปลาบปลื้มและติดตามชมมาหลายสัปดาห์นั้นไม่ใช่แค่รายการที่ปั้นแต่งขึ้น คนเหล่านั้นไม่ใช่นักแสดง ครอบครัวแบบนี้มีอยู่จริง อย่างน้อยเพื่อนจะได้มีกำลังใจ

ครอบครัวแอ้แม้ไม่อบอุ่นสมบูรณ์แบบนัก แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยดุด่าและทุบตีเขา เขารู้สึกเจ็บปวดแทนเพื่อนทุกครั้งเมื่อเห็นเอกมาโรงเรียนในสภาพยับเยินหลังวันที่พ่อเสียพนันบอล บางครั้งมีเพื่อนๆ เข้ามาล้อเลียน ครูเคยเชิญพ่อแม่เอกไปชี้แจง ทั้งสองรับทราบอย่างเข้าใจ แต่เมื่อกลับถึงบ้านพ่อก็ลงโทษเอกอย่างหนักที่ทำให้เสียหน้า ส่วนแม่เอกไม่เคยดุด่าและทำร้ายเอกเลย แต่ก็ไม่เคยช่วยอะไรสักนิดเวลาพ่อทำร้ายลูก ไม่เคยร้องไห้ในการกระทำของสามีต่อลูก จะว่าไปแม่เอกแทบจะไม่เคยเหลียวแลอะไรเอกเลยก็ว่าได้ แค่หาข้าวเตรียมเสื้อผ้าและสตางค์เล็กน้อยสำหรับไปโรงเรียน ปกติแม่เอกออกไปทำงานแต่เช้ามืดกลับบ้านดึกดื่น บางครั้งก็ไม่กลับบ้านหายไปหลายวัน เคยมีคนเห็นว่าแม่เอกไปนอนบ้านลุงจ๊อดที่อยู่ท้ายซอยถัดไปสามซอย เอกก็เคยได้ยินแต่เขาไม่ได้สนใจ พ่อเอกก็ไม่ได้สนใจ เหมือนพวกเขาสามคนเป็นเพียงคนที่บังเอิญโคจรมาอาศัยบ้านหลังเดียวกันอยู่ โดยมิได้มีสายใยและเยื่อใยใดๆ ต่อกัน…

“เฮ่ย! มึงเหม่ออะไรอยู่?” เอกเห็นแอ้ตาลอยมองออกไปที่ถนนข้างนอกอยู่นาน

“เปล่าๆ” แอ้แสร้งตอบ

จริงๆ แอ้มาโต๋เต๋แถวหน้าร้านป้าดาอยู่นานแล้ว ไม่อยากเข้าไปหาเอกที่บ้านเพราะเดาว่าเอกต้องกำลังนั่งดูรายการนั้นอยู่แน่ จึงไม่อยากไปรบกวนความสุขเพื่อน พอกะเวลาที่รายการจบเขากำลังจะเดินไปหาเอก แต่พอเห็นพ่อเอกเดินหิ้วถุงเบียร์เดินหน้าเข้มมาแต่ไกล เขาจึงหยุดความตั้งใจไว้ตรงนั้น แล้วมานั่งรอที่ร้านป้าดาดีกว่า เพราะรู้ดีว่าเดี๋ยวเอกจะต้องมาพักใจและพักท้องที่นี่แน่

ป้าดาถือข้าวสองจานเดินมาที่โต๊ะ

“อะ ข้าวผัดหมูกับข้าวกะเพราเนื้อไข่เจียวจ้ะ” ป้าดาวางจานข้าวบนโต๊ะแล้วนั่งลงข้างๆ เอก ก่อนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“ไงเอก แม่เอ็งยังไม่กลับล่ะสิ ถึงต้องมาพึ่งข้าวร้านป้าได้?”

“ครับป้า”

“เฮ้อ น่าสงสารเอ็งจริงจริ๊ง อุตส่าห์มีพ่อมีแม่ ไม่ต้องเป็นเด็กกำพร้า แต่ดันโชคร้ายมีพ่อแม่เฮงซวย” ป้าดาเวทนาเอก สงสารเด็กคนนี้จับจิต ไม่น่าต้องมาเจอชะตากรรมเช่นนี้เลย เกิดมาจากความผิดพลาดของพ่อแม่ อุตส่าห์โชคดีที่พ่อแม่ไม่เลือกทำแท้ง ยอมใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แม่เอกยอมทนตั้งท้องจนคลอด นึกว่าจะคลอดออกมาแล้วเลี้ยงดูแลลูกอย่างดี ที่ไหนได้คลอดออกมาแล้วก็ทิ้งๆ ขว้างๆ ป้าดาเคยเปรียบเปรยให้เอกฟังว่าเจ้ามอม – ลูกหมาจรจัด – ที่เก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ ป้ายังดูแลเอาใจใส่ดีกว่าที่พ่อแม่เอกดูแลเอกเสียอีก

เอกตักข้าวทานด้วยความหิวโซ จ้วงข้าวคำต่อคำอย่างรวดเร็ว แอ้นั่งมองตาค้าง

แอ้ทนมองต่อไปไม่ไหวจึงถามขึ้น “มึงจะรีบแดกไปไหน?”

เอกเคี้ยวไปตอบไป “ทั้งวันกูยังไม่ได้กินข้าวเลย ข้าวสารก็ไม่มี ไข่ก็ไม่มี ในตู้เย็นก็มีแต่น้ำเปล่า วันนี้กูกินน้ำเปล่าไปหลายขวดละ กูมีเงินเหลือแค่สามสิบบาท ไม่รู้ว่าแม่จะกลับมาเมื่อไหร่ และจะกลับหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าพ่อได้บอลก็อาจขอพ่อได้บ้าง แต่ถ้าพ่อเสียกูคงโดนไล่เตะแทน” เอกอธิบายเหตุผลของความหิว ขณะป้าดานั่งมองน้ำตาซึม

“งั้นมื้อนี้เอ็งก็ไม่ต้องจ่ายป้าหรอก ป้าเลี้ยงข้าวมาตั้งกี่มื้อละ ป้าเห็นเอ็งมาตั้งแต่เกิด เอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลาน ไม่ต้องมาเกรงใจอะไรนักหรอก หิวแต่ไม่มีตังค์ก็เดินมาหาได้ทุกเมื่อ จะต้องให้บอกอย่างนี้อีกสักกี่ครั้งหือ?”

“งั้นเดี๋ยวคืนนี้ฉันอยู่ล้างจานให้ป้าเหมือนเดิมนะ เป็นค่าข้าว?” เอกเกรงใจป้าดา ทั้งที่ไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ แต่เอกรักป้าดาและกตัญญูต่อป้าดาเสียยิ่งกว่าพ่อแม่แท้ๆ เสียอีก

ป้าดาเอ็นดูเอกมาก ขนาดมีพ่อแม่แบบนี้แต่เอกกลับไม่ได้ทำตัวเหมือนตัวเองมีปมด้อยหรือมีลักษณะเหมือนเด็กมีปัญหาแต่อย่างใด หนำซ้ำยังมีผลการเรียนที่ดี ได้เป็นนักกีฬาและนักดนตรีของโรงเรียน แถมยังชอบอ่านหนังสือมาก ว่างๆ มักเอาหนังสือเรียนมานั่งอ่านที่ร้านป้าดา บางทีก็ขอหนังสือพวกนิยายเรื่องสั้นเก่าๆ ของป้าดามานั่งอ่าน เอกดูโตเกินตัวโดยเฉพาะความคิด อาจเพราะความเปราะบางของครอบครัวกดดันให้เอกจำต้องเข้มแข็ง

“เอกเอ้ย! เอ็งคิดว่าตัวเองจะทนพ่อแม่อย่างนี้ไปได้ถึงไหนว้า..ฮึ?” ป้าดาชักเริ่มห่วงใยอนาคตของเอกขึ้นมา

“ฉันก็ยังไม่รู้จ้ะป้า ก็อยู่ๆ กันไปก่อน” เอกยังไม่เห็นหนทางชัดเจน

“แล้วมึงจะยอมถูกพ่อมึงกระทืบอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่วะ เดี๋ยวก็ได้ช้ำในตายก่อนโตพอดี” แอ้สงสัยในอนาคตของเอกบ้าง

“แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกเป็นปมด้อยอะไรนะป้า และ…ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับพวกเขาทั้งสองคนด้วย ฉันเคยถามตัวเองนะเวลาถึงช่วงวันพ่อวันแม่น่ะ ว่าไอ้ความรู้สึกรักพ่อรักแม่มันเป็นยังไง? ฉันคิดอยู่นานแต่ฉันก็นึกไม่ออก เวลาดูโทรทัศน์เห็นเด็กกำพร้าเขาโหยหาพ่อแม่ ตามหาพ่อแม่ผ่านรายการโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ฉันก็รู้สึกตลก ว่าจะไปตามหาเขาไปทำไมกัน คนที่ให้กำเนิดเรามาแล้วทิ้งเราไป ไม่ดูดำดูดี ไม่ติดต่อกลับมา และไม่เคยเลี้ยงเราเลย” เอกอธิบายปมในใจซึ่งเอกไม่ได้เรียกมันว่า ‘ปมด้อย’

ป้าดาค้าน “อ๊ะ แต่พ่อแม่ก็คือผู้ให้กำเนิดเรานะ ยังไงเสียเขาก็คือคนที่ทำให้เราเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ คือผู้มีพระคุณ คือผู้ที่เราต้องรักยิ่ง เราจะคิดอย่างนี้กับพ่อแม่ไม่ได้นะ ถึงเขาจะทำเลวๆ กับเราก็เถอะ มันบาปนะเอ็ง” ป้าดาอธิบายถึงความสำคัญของผู้ให้กำเนิด

“ระหว่างทำแท้งเสียก่อนที่จะปล่อยให้เด็กเกิด กับการเห็นแก่ศีลธรรมและบาปก็เลยปล่อยจนคลอด แล้วก็ไม่ดูดำดูดี เลี้ยงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ซึ่งเด็กอาจเป็นปมด้อยหรือกลายเป็นเด็กมีปัญหา ไม่เรียนหนังสือ ทำตัวเลว ติดยา จี้ปล้น กลายเป็นปัญหาสังคม… ฉันไม่รู้ว่าอย่างไหนบาปมากกว่ากัน?” เอกตั้งคำถามถึงศีลธรรมและน้ำหนักของบาป

แอ้เถียงลั่น “แต่กูว่าทำแท้งต้องบาปกว่านะ มันคือการฆ่าคนนะโว้ย”

เอกสวนกลับ “ฆ่ายังไงในเมื่อชีวิตนั้นยังไม่ได้ถือกำเนิด?”

“แต่ที่เอกพูดเมื่อกี้มันก็น่าคิด” ป้าดากำลังขบคิดมุมมองของเอก

“ถ้าทำแท้งเสียแต่ทีแรกฉันก็ไม่ต้องเกิดมา ไม่ต้องถูกตีถูกกระทืบ ไม่ต้องอดๆ อยากๆ โดนเพื่อนล้อเวลาพ่อเสียบอล หรือเรื่องที่แม่ไม่กลับบ้าน… แต่ฉันก็เคยคิดนะป้าว่าฉันนี่ช่างโชคดีจริงๆ ที่ไม่เคยเก็บเอาเรื่องนี้มาใส่กระบาลให้ปวดหัว ฉันก็แค่ทนอยู่กับมัน พยายามทำตัวให้ชิน ฉันไม่เคยคิดอยากไปเสพยา ไปจี้ปล้น หรือต้องพยายามทำตัวให้เลวๆ เพื่อประชดชีวิตประชดครอบครัวอันเหลวแหลก ฉันเรียนหนังสือมา แม้มีเพื่อนนิสัยไม่ดีหลายคน แต่ก็มีเพื่อนดีๆ อยู่บ้าง ฉันมีสิ่งที่อยากทำหลายอย่าง ฉันได้ท่องไปในโลกกว้างกับหนังสือ ได้มีความสุขทุกครั้งที่ได้ตีกลอง ได้เตะบอล ฉันไม่เคยคิดอยากทำตัวเลวๆ เหมือนใครหลายคนที่พอถูกจับได้ก็อ้างว่าประชดสังคมบ้าง มีครอบครัวไม่อบอุ่นบ้าง โทษโน่นโทษนี่ ฉันเคยดูรายการโทรทัศน์ เห็นฝรั่งคนหนึ่งเขาไม่มีแขนไม่มีขามีแต่ตัวเปล่าๆ เขากลับทำอะไรต่อมิอะไรได้ตั้งหลายอย่าง เขาเคยทุกข์กับร่างกาย แต่สุดท้ายเขาพยายามที่จะมีทัศนคติดีๆ แล้วใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเท่าที่พอจะทำได้แม้มีข้อจำกัดบ้าง”

เอกเล่าเหตุผลยืดยาวเล่นเอาป้าดาถึงกับอึ้งว่าเด็กอายุแค่สิบขวบจะคิดได้ถึงเพียงนี้ ส่วนแอ้ยิ้มภูมิใจในเพื่อนมาก แม้ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เอกพูดทั้งหมด แต่ประโยคที่บอกว่าเอกก็มีเพื่อนดีๆ อยู่บ้าง เขาคิดว่าเขาคือหนึ่งในนั้นแน่ๆ

“แต่เป็นลูกก็ต้องกตัญญูต่อบุพการีนะ ถ้าพ่อแม่เอ็งแก่ตัวขึ้นมาล่ะจะทำยังไง เอ็งจะไม่เลี้ยงดูเขารึ?” ป้าดายังคงสนใจในอนาคตของเอก

“กตัญญูหรือป้า?… ฉันตอบแทนป้าด้วยการช่วยป้าล้างจานนั่นล่ะกตัญญู แต่สำหรับพวกเขาสองคนแล้วฉันนึกไม่ออกจริงๆ” เอกอธิบายความรู้สึกต่อคำว่ากตัญญูให้ป้าดาฟัง

“เอ็งจะไม่สงสารเขาหรือ? พอเขาแก่เขาก็คงทุบตีเอ็งไม่ได้หรอก เกิดป่วยไม่สบายเป็นโรคอะไรขึ้นมาจะทำอย่าง…”

เอกชิงตัดบทป้าดา

“ฉันก็มีเยื่อใยกับพวกเขาอยู่บ้างนะ ป้าก็… อย่างน้อยก็เป็นพ่อแม่ลูกแท้ๆ กัน ถ้าพ่อแม่ฉันแก่ไปฉันคงต้องดูแลเขาอยู่แล้วล่ะ เรื่องนี้ฉันก็เคยคิดนะป้า ฉันคิดว่าฉันคงดูแลพวกเขาเหมือนกับดูแลคนแก่ธรรมดาๆ สองคน ที่เคยอยู่ด้วยกันมา เคยให้ที่อยู่เคยให้ข้าวกินกับฉันน่ะ แต่คงไม่ใช่ทำไปเพราะพวกเขาคือพ่อแม่ฉันหรอก”

สายตาป้าดามองไปที่แววตาของเอกขณะฟังเขาอธิบาย รู้สึกเย็นเฉียบไปทั้งตัว

“เออ ก็ยังดีที่ยังคิดดูแลพ่อแม่อยู่ แต่ถ้าเป็นกูรึ กูหนีไปตั้งแต่โดนกระทืบครั้งแรกแล้ว” แอ้เสนอความคิดเห็นบ้าง ขณะป้าดายังนั่งมองเอกนิ่ง ก่อนเอ่ยถามอีกคำถามด้วยความเป็นห่วง

“แล้วเอ็งจะยังอยู่กับพ่อแม่เอ็งไปถึงเมื่อไหร่กัน? ไม่ไปเรียนที่กรุงเทพฯ ล่ะ? หรือไปเรียนโรงเรียนวัดก็ได้ ไปขอเป็นเด็กวัด อยู่วัดมีที่นอนมีข้าวกิน ได้อยู่ใกล้ธรรมะด้วย จะได้ห่างๆ กับพ่อแม่มั่ง ไม่ต้องน่วมบ่อยนัก”

เอกหันมองเหม่อออกไปนอกร้าน พูดเสียงเรียบนิ่ง “อย่างที่บอกน่ะป้า… เราสามคนเป็นแค่คนที่อาศัยบ้านหลังเดียวกัน ฉันแค่รอจังหวะ ตอนนี้ฉันยังเด็กอยู่ และยังอยากเรียนให้จบก่อน…”

เอกกำลังนึกถึงครอบครัวในรายการเรียลลิตี้นั้น มันเป็นความจริง เป็นครอบครัวจริงๆ โลกกว้างใบนี้ยังมีครอบครัวแบบนี้อยู่ เขาฝันว่าสักวันเขาจะสร้างครอบครัวแบบนี้ขึ้นมาบ้าง ความผิดพลาดใดที่อาจเกิดจากการกระทำใดๆ ของเขานับแต่นี้ เขาจะหยุดมันตั้งแต่ที่เหตุ เพื่อไม่ให้ผลของมันเกิดขึ้น

ค่ำนี้ท้องฟ้ามืดมิด เมฆก้อนใหญ่สีเทาหลายก้อนซ้อนเหลื่อมบดบังแสงเดือนแสงดาวจนมิด ขนาดมหึมาแต่กลับไม่เคยอยู่นิ่งนาน ไหลเคลื่อนตามแรงลมเอื่อยและเปลี่ยนรูปร่างตลอด ลมเย็นโชย พัดเอาละอองฝนมาโปรย อีกไม่นานดาวเดือนที่หม่นมืดจะเจิดจรัสสุกสกาว

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s