สิ่งปนเปื้อนในแววตา

เรื่องสั้นเรื่อง ‘สิ่งปนเปื้อนในแววตา‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕


งานมอเตอร์โชว์วันแรก

ผู้คนแห่แหนเข้าชมงานตั้งแต่เช้า ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เพราะผู้ชายกับรถเป็นของคู่กัน แต่เจตนาของผู้ชายหลายคนที่เข้าชมงานไม่ได้มาเพื่อชมรถ ในมือหลายคนมีกล้องบ้าง โทรศัพท์มือถือบ้าง นั่งบ้างยืนบ้าง ถ่ายรูปพริตตี้จนน้ำลายแทบไหลย้อย ตาเยิ้มฉ่ำราวกำลังดูหนังเรตอาร์ บางคนเป้าตุงจนเห็นได้ชัด พริตตี้สมัยนี้หน้าตาดูดีขึ้น มีการศึกษาขึ้น และเอ๊กซ์ขึ้น ทั้งการแต่งกายก็ยั่วยวนและวาบหวามขึ้น หลายคนที่ตั้งใจมาเพื่อชมรถบ้างมีเขว บ้างไม่กล้าเข้าใกล้รถต้องหลีกทางให้พริตตี้โพสต์ท่าคู่รถ ซึ่งตากล้องทั้งหลายส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจถ่ายรถนัก รูปที่ออกมาแต่ละภาพทั้งเก็บไว้ดูเอง โพสต์ขึ้นเว็บ ลงนิตยสาร มีแต่รูปพริตตี้แล้วมีรถเป็นฉากหลัง เมื่องานดำเนินไปหลายวันจึงค่อยมีรูปโผล่ตามสื่อเพิ่มมากขึ้น

พิม หนึ่งในพริตตี้ดาวรุ่ง กำลังยืนโพสต์ท่ายั่วเย้า เล่นสายตากับตากล้องหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่

พวกมึงอยากดูนักก็ดูไป อยากถ่ายนักก็ถ่ายไป ลามกจกเปรต คิดว่าทำบุญทำทานให้ก็แล้วกัน ของฟรีๆ แบบนี้แห่กันมาซะเยอะเชียว ตาหยาดเยิ้ม ลิ้นห้อย น้ำลายไหลย้อยกันเชียว นั่น…ไอ้บ้ากามนั่นถ่ายมุมเงยพยายามจะถ่ายใต้กระโปรงกูให้ได้ เห็นพยายามมาหลายนาที ไม่อับอายชาวบ้านชาวช่องเขาเสียบ้าง อะ… ได้ มึงอยากดูนักใช่ไหม หนึ่ง สอง สาม… อ้ะ มึงเห็นสมใจหรือยัง ปรับโฟกัสแล้วถ่ายช็อตเมื่อครู่ทันไหม ถ้ายังเดี๋ยวกูอ้าให้อีกที เอาให้เลือดกำเดามึงพุ่งกระฉูดเลย นี่ถ้ากูแบะอกฉีกขาให้เห็นมากกว่านี้ พวกมึงคงทิ้งกล้องแล้วยืนช่วยตัวเองตรงนี้กันเลยกระมัง

เธอสังเกตเห็นแววตาของทุกคนในงาน ทั้งผู้เข้าชมงานทั้งชายและหญิง พริตตี้คนอื่นๆ พนักงานขาย และผู้บริหาร ล้วนมีแววตาขุ่นมัว เหมือนมีม่านขุ่นบางๆ เคลือบอยู่ บางคนมีหนอนขนาดเล็กสีดำขนาดเล็กกว่าเส้นผม ขดขยับไปมาอยู่หลังม่านขุ่นนั้น

เธอโปรยเสน่ห์ยั่วเย้า เฉิดฉายเจิดจรัส เรียกผู้คนเข้ามาถ่ายรูปเธอได้เป็นจำนวนมาก รถยนต์ของค่ายนั้นที่นำมาแสดงพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย

เป็นกลยุทธ์การตลาดที่น่าสมเพชนัก เหมือนเป็นการดูถูกสินค้าของตัวเอง ที่ต้องพึ่งพาผู้หญิงเซ็กซี่แต่งตัวโป๊ๆ เรียกความสนใจผู้คน แต่ก็ไม่อยากดูหมิ่นผู้จ้างนัก เพราะมันเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ดาษดื่นในทุกวันนี้กับสินค้าต่างๆ มากมาย ไม่เว้นแม้แต่งานเปิดตัวเกมส์หรือของเล่นเด็กรุ่นใหม่ ที่ยังจ้างชั้นไปแต่งครอสเพลย์เป็นตัวการ์ตูนเซ็กซี่ โชว์นม โชว์ตูด โชว์ขา พวกมึงช่างยัดเยียดสิ่งเหล่านี้ให้แก่เด็กตั้งแต่ยังเล็กๆ เลยเชียวนะ กูมีลูกเมื่อไรจะไม่ให้เล่นเกมส์ดูการ์ตูนและมางานแบบนี้เด็ดขาด

แทบทุกวันจะต้องมีผู้ชายอย่างน้อยสามคนเข้ามาขอเบอร์โทรศัพท์พิม วันนี้พิเศษหน่อยตอนค่ำมีชายวัยกลางคนเข้ามาถามตรงๆ ว่าเป็นไซด์ไลน์ด้วยหรือเปล่าคิดเท่าไร

“น้อง เอ่อ พี่ขออนุญาตถามน้องตรงๆ ไม่ว่ากันนะ เอ่อ น้องเป็นไซด์ไลน์ด้วยมั้ยจ๊ะ ถ้าเป็นคิดราคายังไง เอ่อ ขอโทษนะที่ถามตรงๆ”

“หนูเป็นพริตตี้เฉยๆ ค่ะพี่” พิมตอบด้วยกิริยานอบน้อม

สัตว์! มึงชอบตรงๆ นักหรือ? กูอยากมีมีดผ่าตัดในมือจะได้ควักลูกตาทั้งคู่ของมึงออกมา ดูสิว่าจะยังกระสันอยากเอาผู้หญิงสวยๆ หุ่นดีๆ อยู่ต่อไปอีกหรือเปล่า

“ว้า เสียดายจัง น้องหน้าตาสวยและหุ่นดีอย่างนี้ น่าจะรับไซด์ไลน์นะ รายได้ดีกว่านี้ตั้งเยอะ ถ้าสนใจบอก…”

พิมยิ้มตอบ แล้วหันกลับไปโพสต์ท่าถ่ายรูปอีกด้าน

เจ็ดเดือนก่อนหน้า

เช้ามืดวันหนึ่งบริเวณทางม้าลายข้ามถนนศรีนครินทร์ใกล้ถนนกรุงเทพกรีฑา หญิงชราวัยใกล้หกสิบปีเห็นรถที่เพิ่งวิ่งผ่านไปทิ้งช่วงไกล ถนนว่างโล่งยังไม่มีดวงไฟหน้าส่องมาให้เห็น เธอตัดสินใจเดินข้ามถนน เดินเนิบช้าท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ด้วยอาการข้อเข่าอักเสบ

แสงไฟหน้าสีฟ้าสว่างจ้ามาจากทางขวามือ เสียงเครื่องยนต์คำรามก้อง วิ่งมาด้วยความเร็วกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แสงไฟถนนสลัว หญิงชราใส่เสื้อสีน้ำตาลเข้ม

รถเบรกกระทันหันจากระยะไม่ถึงสิบห้าเมตรก่อนถึงร่างเธอ

เบรกเอบีเอสทำงาน พลังเบรกมหาศาลจากคาลิปเปอร์ขนาด 8 พอร์ตที่ล้อหน้าและ 4 พอร์ตที่ล้อหลังยี่ห้อเบรมโบ้ของรถสปอร์ตหรูราคากว่าสิบล้านบาทหยุดรถกะทันหัน ท้ายรถปัดเล็กน้อย รถช้าลงอย่างรวดเร็วใกล้หยุดสนิท

รถกระแทกร่างเธอกระเด็นไปเกือบสองเมตร นอนขวางหน้ารถ

ชายหญิงคู่หนึ่งในรถตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนสร่างเมา ฝ่ายชายเดินลงจากรถ เห็นหญิงชรานอนแน่นิ่ง เขาหันไปดูหน้ารถ เอามือลูบบริเวณฝากระโปรงแล้วกลับเข้ามาในรถ

“รถบุบนิดหน่อย ตอนนี้ยังเช้ามืดไม่มีคนเลย ชนคนแก่น่ะ อีแก่นั่นนอนนิ่งเลย”

“ขับทับแล้วเลยไปเลยไหม?” ฝ่ายหญิงแนะนำทางออกเพื่อสร้างความมั่นใจ

“อย่าเลย เดี๋ยวรถเลอะ มันไม่เห็นป้ายทะเบียนหรอก” เขาถอยรถเล็กน้อย แล้วขับอ้อมร่างนั้นไป เร่งความเร็วจนเสียงท่อคำรามสนั่น

พลเมืองดีที่แอบยืนดูอยู่พอเห็นรถสปอร์หรูแล่นออกไปไกลจึงวิ่งเข้ามาดูเธอ แล้วโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล

“คุณหมอแม่หนูเป็นไงบ้างคะ ใครทำกับแม่อย่างนี้” พิมตามมาถึงโรงพยาบาลหลังจากนั้นไม่กี่นาที

ไม่มีใครจำป้ายทะเบียนรถได้ พิมไปแจ้งความที่สถานีตำรวจตามคำแนะนำของหมอ พยาบาล และพลเมืองดี แต่เธอไม่คาดหวังว่าจะจับคนชนได้

แต่อย่างไรเสียอย่างน้อยต้องขอบคุณเบรกอันเปี่ยมประสิทธิภาพชุดนั้น แม่พิมจึงได้รับแรงกระแทกที่ร่างกายไม่มาก พักฟื้นที่โรงพยาบาลไม่นานก็หาย แต่ที่สร้างความโศกเศร้าให้กับทั้งสองคือ แม่พิมล้มหัวกระแทกพื้นถนนจนกระทบกระเทือนต่อกระจกตาทั้งสองข้าง ทำให้แม่พิมต้องตาบอด จำเป็นจะต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาใหม่ หมอแนะนำให้ลงชื่อรอรับดวงตาที่ผู้ใจบุญบริจาค เพื่อนำกระจกตาจากดวงตาที่ได้รับบริจาคมาเปลี่ยนให้แม่ แต่หมอไม่รับปากว่าจะได้เมื่อไร เพราะมีคนเข้าคิวรอรับบริจาคดวงตาจำนวนมาก

พิมพาแม่กลับมาที่บ้าน เมื่อพาแม่เข้านอนแล้ว เธอออกมานั่งร้องไห้อยู่ที่ระเบียง ความเคียดแค้นชิงชังคนรวยไร้น้ำใจอัดแน่นจุกอก รวมถึงหนทางที่จะทำให้แม่กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องรอถึงเมื่อไร แม่เธอไปทำอะไรผิด ไปทำบาปทำกรรมมาแต่ชาติปางใด แม่พิมเข้าวัดทำบุญและมีน้ำใจต่อคนอื่นมาตลอด ตั้งแต่จำความได้พิมไม่เคยเห็นแม่โกรธและคิดร้ายต่อใครสักครั้ง ถ้ามีใครมาถามว่าใครใจดีที่สุดในโลกเธอจะไม่รีรอที่จะตอบว่าคือแม่เธอเอง

พิมกับแม่อยู่กันลำพังสองคนมานาน พ่อทิ้งเธอไปตั้งแต่ยังเล็ก แม่พิมเป็นแม่ครัวในร้านอาหารชื่อดังย่านรามคำแหง หาเลี้ยงเธอมาตั้งแต่ยังเล็ก ย้ายร้านเปลี่ยนร้านบ้างตามสภาพเศรษฐกิจที่บางร้านเจ๊งปิดกิจการไปบ้าง แต่ยังคงยึดอาชีพแม่ครัวมาตลอด

พิมต้องดร็อปการเรียนในคณะแพทยศาสตร์กะทันหัน เธอเรียนใกล้จบแล้วแต่จำเป็นต้องออกมาอยู่ดูแลแม่

อยู่ๆ เธอนึกถึงอาจารย์คนหนึ่งเมื่อสมัยเรียนอยู่ปีสอง เป็นอาจารย์ที่ชอบธรรมะปฏิบัติธรรมอยู่เป็นนิจ ถึงขนาดเคยเข้าป่าไปนั่งกรรมฐานและเคยไปจาริกแสวงบุญถึงอินเดียมาแล้ว จำและเข้าใจหลักธรรมในพระไตรปิฎกแม่นยิ่งกว่าพระหลายรูป ท่านเคยสอนให้เธอดูคนจากดวงตา

“อาจารย์คะ หนูมีเรื่องสงสัยมานานแล้วขอถามอาจารย์หน่อยค่ะ ทำไมอาจารย์ถึงเลือกหนูให้เป็นตัวแทนของคณะเมื่อต้นเทอมที่ผ่านมาคะ?”

“ดูตาเธอก็รู้แล้วว่าเธอทำได้”

“แค่นี่หรือคะ?”

“แววตาของเธอมันบอกทุกอย่างในตัวเธอ ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจและตัวตนของคนคนนั้น”

“อาจารย์สอนหนูบ้างได้ไหม?”

“ดวงตาเธอมีความแวววาว มีประกายระยิบระยับสดใส หมายถึงเป็นเด็กฉลาด เวลาคุยกับใครหรือสังเกตใครนอกจากฟังเขาพูดแล้วให้ฝึกมองลึกเข้าไปในแววตาของเขา มันจะบอกเธอเองว่าเขาเป็นคนอย่างไร และกำลังคิดอะไรอยู่ ทำบ่อยๆ แล้ววันหนึ่งเธอจะรู้สึกได้ด้วยตัวเธอเอง”

“ขอบคุณค่ะอาจารย์”

เป็นการสนทนาสั้นๆ ไม่ถึงห้านาที แต่ได้เปลี่ยนแปลงมุมมองของพิมไปตลอดกาล นับแต่นั้นเธอฝึกสังเกตแววตาของคนที่เธอคุยด้วย คนที่เดินผ่าน ดาราในละครและภาพยนตร์ ผู้ประกาศข่าว พระ เพื่อน แฟน…

แรกๆ เธอยังดูไม่ค่อยออก จิตจดจ้องแต่กับดวงตาผู้อื่น จนหลายครั้งเหมือนทำให้เธออยู่ในอาการเหม่อลอย เพื่อนและแฟนต้องถามเธอว่ากำลังมองหาอะไรในตาเขาอยู่หรืออย่างไร เมื่อเวลาผ่านไปเธอเริ่มเห็นม่านขุ่นบางๆ เคลือบแววตาคนที่กำลังสังเกต และเหมือนมีตัวอะไรสักอย่างคล้ายหนอนสีดำเล็กๆ หลังม่านนั้นกำลังขดยั้วเยี้ย แม้ไม่แน่ใจแต่เธอมั่นใจในสิ่งที่เธอเห็น

งานมอเตอร์โชว์วันสุดท้าย

หลังเลิกงานในวันสุดท้ายพิมเข้าไปเปลี่ยนชุดที่ห้องที่จัดเตรียมไว้ด้านหลัง ในห้องมีพิมและกิ่ง – เพื่อนพริตตี้อีกคนที่เพิ่งกลับเข้ามาเปลี่ยนชุด เธอหยิบกล่องใบเล็กที่พกติดกระเป๋าส่วนตัวตลอด หยิบยาสลบเทใส่ผ้า และหยิบมีดผ่าตัดในอีกมือ เธอเดินเข้าไปหากิ่งด้านหลัง ขณะกำลังจะยกแขนขึ้นเพื่อเอาผ้าโปะจมูกเพื่อน

“อ้าว มีอะไรหรือพิม? เอ้อนี่พอดีเลย! ช่วยรูดซิปข้างหลังให้กิ่งหน่อยสิ”

พิมสังเกตเห็นแววตาของเพื่อนขุ่นมัวเล็กน้อย และมีหนอนสีดำตัวเล็กๆ สองสามตัวในตาข้างขวา และอีกตัวหนึ่งในตาข้างซ้าย เธอตกใจแต่รักษาอาการไว้ได้

“ได้ๆ จ้ะ”

กิ่งเธอก็เป็นด้วยหรือนี่ ฉันอยู่ใกล้เธอมาตั้งหลายวัน เธอดูใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุดแล้วเท่าที่ฉันเห็น ฉันแน่ใจว่าเธอคือคนที่ใช่ เมื่อวานแววตาเธอยังไม่เป็นอย่างนี้เลยนี่?

พิมรูดซิปให้กิ่งเสร็จแล้วรีบเดินกลับไปเก็บอุปกรณ์

“วันนี้มีคนมาขอเบอร์กิ่งเยอะแยะเลยล่ะ อดใจมาตั้งแต่วันแรก วันนี้เห็นเป็นวันสุดท้ายเลยใจอ่อน มีคนหนึ่งมาชวนไปถ่ายแบบเซ็กซี่ด้วยล่ะ เขาให้มากกว่ามางานนี่ตั้งสองเท่าแน่ะ กิ่งก็รับปากไปงั้นๆ ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ก็ลังเลนิดหน่อยเพราะเงินตั้งเยอะแน่ะ” กิ่งหันมาเล่าให้พิมฟังขณะกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า

พิมแสร้งยินดีด้วย และเตือนให้ระวังตัวด้วยเช่นกัน

พิมย่องออกจากงานเงียบๆ เพราะมีคนดักรอจะไปส่งหลายคน เธอออกมาเรียกรถแท็กซี่กลับบ้านที่ถนนกรุงเทพกรีฑา เมื่อรถวิ่งเข้ามาได้หลายกิโลเมตรทางเริ่มมืดเปลี่ยว คนขับแท็กซี่หักรถเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ที่ไม่มีไฟถนน สองข้างทางเต็มไปด้วยหญ้ารกชัฏ จอดรถแล้วดับไฟหน้า ปลดเข็มขัดนิรภัยหันหน้ามาหาเธอแล้วขยับข้ามมาด้านหลัง

เธอฉีดสเปรย์พริกไทยใส่ตาคนขับ แล้วโปะยาสลบจนคนขับแท็กซี่หมดสติ หยิบถุงมือยางขึ้นมาสวม มือขวาเธอคว้ามีดผ่าตัดอยู่ในมือ นั่งคิดจดๆ จ่อๆ อยู่หลายนาที

เอาตามันไปก็ไม่มีประโยชน์

ตอนที่คนขับแท็กซี่หันหน้ามาจ้องเธอ พิมเห็นดวงตาที่ขุ่นข้น มีหนอนสีดำดิ้นยั้วเยี้ยอยู่ในตาทั้งสองข้าง

กูอยากจะเย็บหนังตามึงทั้งสองข้างให้ปิดสนิท หรือควักลูกตามึงเอาไปโยนทิ้งจริงๆ

เธอเก็บอุปกรณ์ เดินออกมาเรียกแท็กซี่คันใหม่กลับบ้าน

เมื่อถึงบ้าน พิมเห็นแม่กำลังก้มเช็ดแกงจืดที่หกเลอะโต๊ะทานข้าว

“แม่! เดี๋ยวพิมช่วยเช็ด”

“กลับมาแล้วหรือลูก เป็นไงบ้างทำงานเหนื่อยไหม? แม่โทรฯ สั่งกับข้าวให้เขามาส่งเมื่อค่ำนี่เอง ตอนเทแกงจืดกะน้ำหนักไม่ถูกน่ะ เทแรงไปหน่อยหกเลอะเทอะเลย” แม่พิมจบประโยคด้วยรอยยิ้ม แม้ดวงตาไร้แวว แต่พิมสัมผัสได้ว่ารอยยิ้มนั้นเป็นของจริง แม้ไม่มีแววตาเสริมขับ แต่พิมก็ยังอยากให้ดวงตาของแม่กลับมามีแววสดใสอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อเสริมความรู้สึกหรือสื่อความในใจ หากเพื่อการมองเห็นอีกครั้ง

พิมช่วยเช็ดโต๊ะเรียบร้อยแล้วนั่งทานข้าวกับแม่

เธอนั่งทานข้าวพร้อมน้ำตาซึม

แม่นั่งทานข้าวพร้อมรอยยิ้ม

ห้าเดือนก่อนหน้า

พิมเริ่มต้นงานพริตตี้เป็นครั้งแรกในงานเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ยี่ห้อหนึ่ง ความสวยน่ารักหุ่นดีการศึกษาสูงและเพิ่งเป็นหน้าใหม่ในวงการ จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากสื่อและผู้เข้าชมงาน และแน่นอนโดยเฉพาะผู้ชายบ้ากามทั้งหลาย

หลังจากงานแรกพิมมีงานติดต่อเข้ามาจำนวนมาก เธอไม่ได้หลงใหลและชื่นชอบในอาชีพนี้เท่าไรนัก เธออุตส่าห์ร่ำเรียนมาจนใกล้จบในคณะที่สอบเข้าแสนยาก ไม่เคยเที่ยวเตร่เกเรให้แม่เป็นห่วง พิมใช้เวลาตัดสินใจอยู่หลายสัปดาห์ เธอไม่ได้รังเกียจอาชีพนี้ แต่รังเกียจพวกที่มองเข้ามายังคนที่ทำอาชีพนี้ แต่ด้วยความจำเป็นที่ต้องรีบหาเงินจำนวนมาก เธอจึงตัดสินใจเลือกทำอาชีพนี้ชั่วคราว หลังจากที่หมอเสนออีกทางเลือกด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาเทียม แต่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก นับเป็นอีกทางเลือกที่เธอต้องเสี่ยง เพราะหากรอดวงตาบริจาคก็ไม่รู้ว่าจะถึงคิวแม่เธอเมื่อไร สังคมที่คนมีเงินมากมีโอกาสมากกว่าคนมีเงินน้อย ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ถูกตีราคาไปหมด เงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง

พิมแน่ใจในความคิดนี้ หลังจากที่เธอฝึกฝนการอ่านคนจากการสังเกตแววตาผู้คนมามากมาย นับตั้งแต่ที่อาจารย์ชี้แนะให้ครั้งนั้น แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่ได้ใช้ความสามารถนี้กับใครเท่าไรนัก ส่วนมากเธอมักใช้กับอาจารย์และคนที่เข้ามาจีบเธอมากกว่า ว่าอาจารย์มีความรู้ในเรื่องที่กำลังสอนอยู่แค่ไหน และคนที่มาจีบเธอเป็นคนดีเพียงใด เธอจึงพบว่าเธอไม่สามารถเชื่อทุกสิ่งที่อาจารย์สอนได้ ไม่ใช่เพราะความรู้ที่อาจารย์มอบให้ แต่เธอพบว่าอาจารย์จำนวนมากมักยัดเยียดทัศนคติและวิธีคิดบางอย่างให้แก่ลูกศิษย์อย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งรวมถึงเรื่องการเมืองและธุรกิจด้วย และเธอไม่เคยรับใครเป็นแฟนสักคน คนที่เข้ามาจีบทุกคนล้วนพึงใจกับเปลือกนอกของเธอเท่านั้น

ตั้งแต่วันที่พิมพาแม่กลับจากโรงพยาบาล เธอนึกถึงคำชี้แนะของอาจารย์ และนึกถึงความสามารถที่เธอได้ฝึกฝนมานาน แรกๆ เธอมัวแต่พะวงกับการจ้องมองดวงตาคน ต่อมาเธอเริ่มปล่อยใจให้ว่าง ฝึกให้จิตจดจ่ออยู่ที่ดวงตาผู้ที่เธอกำลังสังเกต พลางสังเกตอากัปกิริยา ท่าทาง น้ำเสียง สีหน้า และเนื้อหาที่พูดประกอบ เธอเริ่มเข้าถึงคนคนนั้นมากขึ้น-ลึกขึ้น จนกระทั่งเธอเริ่มสังเกตคนได้ไวขึ้น ไม่นานเธอทนคบกับแฟนที่คบกันอยู่ในตอนนั้นต่อไปไม่ได้ เมื่อเริ่มพบว่าเขาไม่เคยพูดอะไรตรงกับใจ ทั้งมีกิเลสตัณหาในจิตใจซุกซ่อนอยู่มากจนเธอกลัวและไม่กล้าคบด้วยต่อไป ความสามารถพิเศษนี้เกือบจางหายไป เมื่อเธอไม่ได้นำมันมาใช้บ่อยนัก

หลังจากที่เริ่มทำงานพริตตี้ เธอได้ทบทวนความสามารถนี้อีกครั้ง วันหนึ่งเธอกลัวจนตัวสั่นขนลุกไปทั้งตัว เมื่อเห็นคนจำนวนมากทั้งชาย หญิง เด็ก แก่ มีดวงตาขุ่นมัว มีหนอนสีดำเล็กๆ ยั้วเยี้ย ขุ่นมากบ้างน้อยบ้าง มีหนอนมากบ้างน้อยบ้าง บางคนยังเด็กอยู่ดวงตาก็เริ่มมีม่านขุ่นบางๆ พิมมองเห็นไข่หนอนขนาดเล็กในดวงตากำลังรอฟักเป็นตัว

พิมทำงานเป็นพริตตี้อยู่หลายงานแต่ยังเก็บเงินได้ไม่มาก เพราะถูกนายหน้าติดต่องานเอาเปรียบ คืนหนึ่งเธอจึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ที่จะใช้ความสามารถที่พอมีอยู่ให้เกิดประโยชน์… เป็นการเพิ่มอีกทางเลือกเพื่อการกลับมามองเห็นของแม่

เธอเริ่มต้นเสาะหาคนที่มีแววตาใสไม่ขุ่นมัวและไม่มีหนอนสีดำหรือแม้แต่ไข่หนอน เพื่อจะได้ผ่าตัดควักลูกตาเพื่อนำกระจกตามาผ่าตัดเปลี่ยนให้แม่ เธอมองหาจากคนที่เข้าชมงานที่เธอไปเป็นพริตตี้ และเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ อาทิ โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย วัด สวนสาธารณะ หรือแม้แต่หมู่บ้านตามต่างจังหวัด แต่เธอก็ยังไม่พบคนที่มีดวงตาดังที่ต้องการ

กลางดึกของงานมอเตอร์โชว์วันสุดท้าย

หลังพิมพาแม่เข้านอน เธอออกมานั่งคิดมากน้ำตาไหลเปียกแก้ม หดหู่สิ้นหวังกับการรอคอยดวงตาบริจาค การเก็บเงินค่าผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาเทียม และการเสาะหาคนที่มีดวงตาใสไม่ขุ่นมัว ความทุกข์เข้าถาโถม เธอสงสารแม่ที่ไม่สามารถกลับไปทำงานครัวที่รักได้อีก ทั้งยังเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านจนแขนขาฟกช้ำไปหมด

พิมนึกถึงตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เธอรู้สึกหวาดกลัวกับผู้คนรอบข้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็ตาม นับวันยิ่งหวาดกลัว หวาดระแวง เธอรับงานพริตตี้มาหลายงานแต่ยังเก็บเงินไม่ได้มาก ที่ผ่านมาเธอด้อยประสบการณ์จึงถูก ‘แม่ค้าคนกลาง’ หักเงินค่าตัวและถูกโกงเงินไปจำนวนมาก เธอหวาดกลัวกับเหล่าคนที่มีดวงตาสกปรกโสมม…

เธอแปลกใจมากที่พบว่าหลายคนที่มีการศึกษาสูงระดับปริญญาเอกมักมีอัตตาสูง มีความหยิ่งทะนงอยู่ลึกๆ มีความกระหายโหยหาในบางสิ่ง ส่วนมากคือชื่อเสียง บ้างก็เงินทองจากการเอาคำนำหน้าชื่อไปใช้หากิน และกับคนที่จบไม่ถึงมัธยมปลายหลายคนที่มีความกระหายโหยหาในบางสิ่ง แม้ต่างกับคนที่จบสูง แต่กลับมีดวงตาขุ่นมัวไม่ต่างกัน

เธอพบว่าคนยิ่งมีอายุมากดวงตายิ่งขุ่นมัวน้อยลง หนอนสีดำก็มีน้อยลงกว่าคนมีอายุน้อย วัยที่เธอพบดวงตาขุ่นมัวและมีหนอนสีดำมากคือช่วง 15 – 45 ปี ยิ่งถ้าเป็นนักการเมืองและนักธุรกิจล้วนมีดวงตาขุ่นคลั่ก หนอนสีดำยั้วเยี้ยจนแทบบังตาดำและตาขาวมิด หมอในโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากและพระหลายรูปก็มีดวงตาขุ่นมัว ไม่ว่าคนไทยคนต่างชาติก็มีดวงตาไม่ต่างกัน

แต่ใช่ว่าพิมจะไม่เคยพบคนที่มีดวงตาใสบ้างเลย เธอพบอยู่หลายคนทีเดียว อาทิ อาจารย์บางท่าน เด็กเล็กๆ หลายคน นักธุรกิจบางราย หมอประจำสถานีอนามัยในต่างจังหวัดเขตทุรกันดารหลายราย พระบางรูป พวกจิตอาสาและอาสาสมัครเพื่อสังคมหลายคน ผู้ที่เป็นที่เคารพศรัทธาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณและทางใจบางท่าน ในกระเป๋าเธอมีกล่องที่มีน้ำยาเตรียมไว้สำหรับเก็บดวงตา และมียาสลบกับเครื่องมือผ่าตัดชุดเล็กๆ พกติดตัวเสมอ แต่เธอไม่กล้าและทำใจไม่ได้ที่จะเข้าไปลอบผ่าตัดควักลูกตาคนเหล่านั้น แค่คิดเธอก็รู้สึกผิดบาปจนน้ำตาไหลแล้ว อย่าว่าแต่จะหยิบยาสลบเลย เธอกลับภาวนาขอให้พวกเขายังมีดวงตาเช่นนี้ต่อไปตราบนานเท่านาน

พิมรู้สึกขนลุกทุกครั้งเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนในสถานที่ต่างๆ เห็นผู้คนยิ้มเริงร่า หลายคนแสดงท่าทางมาดมั่น หลายคนภูมิใจในตำแหน่งอาชีพของตน หลายคนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ดี หลายคนยากจนข้นแค้น… เธอคิดว่ากว่า 99.9999 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนบนโลกล้วนมีดวงตาขุ่นมัว นานๆ จึงจะพบสักคนที่มีดวงตาสดใส โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ เธอจะเดินเข้าไปลูบหัวแล้วอวยพรขอให้รักษาดวงตาเช่นนี้ได้ตลอดไป แม้อาจหวังได้ยากในสังคมที่อุดมด้วยวัตถุและสื่อความเร็วสูง เธอเชื่อว่าสองสิ่งนี้คือสาเหตุของโรคดวงตาที่คนบนโลกกำลังประสบอยู่ เป็นเชื้อโรคร้ายที่แพร่ระบาดรวดเร็ว มันเจาะทะลุเข้าไปกัดกินจิตใจ โดยภูมิต้านทานของร่างกายคงไม่สามารถทำอะไรมันได้ เป็นเชื้อโรคที่น่าจะแพร่ระบาดได้ทั้งทางอากาศ การสัมผัสทั้งหกทาง ทั้งเธอยังมั่นใจว่ามันแพร่ระบาดได้ดีผ่านทางช่องทางการสื่อสารประเภทต่างๆ ยิ่งการสื่อสารกว้างไกลและรวดเร็วเท่าไรมันยิ่งแพร่ระบาดได้เร็วยิ่งขึ้น

หลายสัปดาห์ก่อนพิมกลับไปเยี่ยมอาจารย์ที่คณะ ต้องการไปปรึกษาอาจารย์และเล่าสิ่งที่เธอพบในแววตาคนจำนวนมาก เมื่อพบอาจารย์เธอถึงกับผงะเมื่อเห็นม่านขุ่นมัวบางๆ ในแววตาของอาจารย์ อาจารย์ยิ้มให้และเข้าใจถึงเจตนาของเธอ และชมที่เธอสามารถรักษาความบริสุทธิ์ของจิตใจมาได้ยาวนาน

อาจารย์อธิบายรายละเอียดของโรคที่พิมพบให้ฟัง

“อาการแสดงของโรคคือดวงตาจะเริ่มขุ่นมัว และเริ่มมีหนอนสีดำตัวขนาดเล็กกว่าเส้นผมอาศัยอยู่บนแววตา  เพราะมันสะท้อนสภาวะจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของคนคนนั้นออกมา ผู้ป่วยจะขี้เกียจมากขึ้น อยากได้อยากมีไม่สิ้นสุดตั้งแต่ปัจจัยสี่จนเกินกว่านั้น ทั้งปริมาณขนาดและมูลค่า รักการเรียนรู้น้อยลงหรือขวนขวายเรียนรู้ไปเพื่อสนองความอยากบางสิ่ง ไม่ได้รักการเรียนรู้แท้จริง จะขวนขวายหาอัตลักษณ์และสร้างอัตลักษณ์เทียมกันมากขึ้น จากความเป็นตัวตนแท้ที่ไม่เคยมีอยู่จริง จากความแน่นอนที่ไม่เคยมีอยู่จริง จากความสุขแท้ที่ไม่เคยมีอยู่จริง ผู้ป่วยจะขวนขวายสิ่งเหล่านี้มากยิ่งขึ้น และสร้างความจริงเทียมขึ้นมา… อาการเหล่านี้เป็นตัวแทนของทุกข์”

“แสดงว่าอาจารย์ก็มี?”

“ก็ต้องมีบ้างนะจ๊ะ”

“แล้วมันจะลุกลามมากไปกว่านี้ไหม? หมายถึงที่ตาของอาจารย์น่ะค่ะ”

“ไม่หรอกถ้าเราตามตัวเองให้ทัน… ทุกข์น่ะมีรายละเอียดลึกซึ้งนัก เข้าไม่ถึงได้ง่ายนักหรอก”

“ทุกข์หรือ? แล้วทำไมคนเหล่านั้นไม่ทำให้ทุกข์ของเขาหายไป?”

“ก็พวกเขามองไม่เห็นไงจ๊ะ แต่ต่อให้มองเห็น สิ่งที่ยากกว่าคือสิ่งที่หนูถามนั่นคือการทำให้มันหายไป อย่างสมมติว่าถ้าหนูหิวข้าว หนูก็ไปทานข้าวใช่ไหม? หลักการแก้ปัญหา ต้องแก้ที่เหตุ หนูทานข้าวเพราะหิวข้าว ดังนั้นก็ต้องทำให้ไม่หิวสิ?”

“จะทำได้ยังไงล่ะคะอาจารย์?”

“อ้าว ฮะๆๆ มีตั้งหลายวิธี วิธีง่ายวิธีหนึ่งคือทานอาหารให้เป็นเวลา ทำบ่อยเข้าหนูก็จะไม่หิวเอง”

“แต่หนูก็ยังต้องทานข้าวอยู่ดี?”

“แต่หนูทานเพราะมันถึงเวลา ไม่ใช่ทานเพราะรู้สึกหิวจนทนไม่ไหว”

พิมยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่อาจารย์อธิบายนัก แม้กระทั่งตอนนี้ที่เธอกำลังนึกถึงการสนทนาครั้งนั้นอยู่

อาจารย์ชมพิมว่ามาไกลกว่าที่เคยชี้แนะไว้มาก อาจารย์ไม่เคยอยากให้พิมข้ามเส้นแบ่งตรงนั้นมา แค่อยากให้ฝึกอ่านคนจากดวงตาเท่านั้น ไม่ได้อยากให้เธอจมตัวเองไปกับสิ่งที่สัมผัสได้เหล่านั้น

ตอนลากลับอาจารย์บอกเธอว่าสักวันหนึ่งเธอก็จะเป็นเหมือนเช่นคนเหล่านั้น แต่โรคนี้สามารถหายได้โดยไม่ต้องพึ่งยาใดๆ ผู้ป่วยจะพบวิธีรักษาได้ด้วยตัวเองในสักวันหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกกันตรงๆ ไม่ได้แต่สามารถใบ้ให้กันได้ เพราะวิธีรักษาขึ้นกับเฉพาะบุคคล ที่จะต้องค้นหาวิธีรักษาตัวเองด้วยตัวเองเอง มันจะเป็นแว่บหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อค้นพบ แล้วโรคที่เป็นอยู่รวมทั้งอาการจะค่อยๆ มลายหายไปเองอย่างรวดเร็ว รวมถึงดวงตาที่กลับมาสดใสอีกครั้ง

ความรู้สึกเหงาอ้างว้างจับจิตเข้าครอบคลุม

พิมนั่งหดหู่อยู่ที่ระเบียงจนรุ่งเช้า ใจหนึ่งอยากกลับไปเรียนหนังสือให้จบ เธอเริ่มรังเกียจตัวเองที่นับวันยิ่งเย็นชาและก้าวร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ใกล้เวลาแม่ตื่น พิมเดินเข้าห้องน้ำอาบน้ำ ขณะยืนแปรงฟันหน้ากระจก เธอตกใจเมื่อสังเกตเห็นดวงตาเริ่มมีม่านบางๆ เคลือบแววตา

ตอนสายพิมโทรศัพท์ไปนัดหมอ

สองวันต่อมาพิมพาแม่ไปผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา โดยนำกระจกตาข้างหนึ่งของเธอเปลี่ยนให้แม่ เธอขอร้องหมอคลินิกแห่งหนึ่งที่สนิทกันให้ช่วยทำให้ เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ที่จะนำกระจกตาจากผู้ที่ยังไม่เสียชีวิตไปใช้ไม่ได้

พักรักษาตัวอยู่ไม่กี่วัน แม่กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ทั้งคู่มีดวงตาคนละข้างเพื่อใช้ในการมองเห็น เธอจ้องดวงตาข้างนั้นของแม่ มีแววสดใสไร้ม่านขุ่นมัวใดๆ ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนมันเริ่มขุ่นมัว ขณะที่ดวงตาที่ยังมองเห็นของเธอตอนนี้ยังคงขุ่นมัว

เธอพาแม่ย้ายออกจากบ้าน ไปอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งแสนไกล มีผืนน้ำกว่าร้อยกิโลเมตรขวางกั้น ไร้ซึ่งวัตถุปรุงแต่ง เทคโนโลยีและการสื่อสาร

หลายเดือนต่อมา

สัญญาณโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ตเดินทางมาถึงเกาะ นักท่องเที่ยวเริ่มมาเยือน ตามด้วยนักธุรกิจ

เชื้อโรคร้ายเดินทางมาด้วยและเริ่มระบาดอย่างรวดเร็ว

พิมเริ่มเสาะหาสถานที่แห่งใหม่เพื่อพาแม่อพยพหนีอีกครั้ง

สองปีต่อมา

พิมพาแม่อพยพย้ายหนีจนไม่มีที่จะไป เธอเหน็ดเหนื่อยกับการเก็บข้าวของและการเดินทาง ดวงตาของเธอขุ่นมัวกว่าแต่ก่อน หนอนสีดำเล็กๆ ขดตัวยั้วเยี้ย

พิมกำลังนอนหนุนตักแม่

แม่เห็นเธอทุกข์เศร้ามาหลายปีจึงปลอบใจ

“หลับตาพักบ้างลูก… ปล่อยวางเถอะ”

พิมนอนนิ่งอยู่อึดใจแล้วเงยหน้ามองแม่

แม่กลับมามองเห็นได้สองปีกว่าแล้ว…

One thought on “สิ่งปนเปื้อนในแววตา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s