สมควรตาย

เรื่องสั้นเรื่อง ‘สมควรตาย‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๑๔ เมษายน ๒๕๕๕


ปัง!…

“เฮ้ย เสียงอะไรวะ!”

“ว้าย!”

“เกิดอะไรขึ้น!?”

“ใช่เสียงปืนหรือเปล่าเธอ?”

“เสียงวิทยุแม่งดังฟังชัดขึ้นมาเลย”

“มึงตลกให้ถูกเวลาหน่อย คนหันหน้ากันเลิ่กลั่กเลย ตกลงเสียงมันมาจากทางไหนวะ”

“นี่ตาแก่ กาแฟล้นแก้วแล้ว เออ นี่แกว่ามันเป็นเสียงปืนหรือเปล่า?”

1

“เฮ้ย เสียงอะไรวะดังเชียว?”

“เสียงเพลงชาติไงมึง ยืนตรงเคาพธงชาติเลย เนี่ยเขายืนกันทั้งตลาด”

“กูหมายถึงเสียงตะกี้นี้ อย่างกะใครจุดประทัดยักษ์ เล่นเอากูตื่นเลย”

“นี่มึงเพิ่งตื่นจริงหรือเอาหัวซุกใต้หมอนนอนต่อกัน? เรื่องมันเกิดมาตั้งหลายนาทีแล้ว”

“อ้ะ กาแฟและอาหารเช้าสไตล์ตลาดน้ำโบราณอายุกว่าร้อยปี มีที่นี่ที่เดียว ชิมแล้วจะติดใจ เอ้อ.. หนุ่มๆ ตะกี้นี่มันเหมือนกับมีใครเบื้องบนมากดปุ่ม ‘PAUSE’ ไว้เลยเนอะ เหมือนในเครื่องเล่นหนังเลย ทุกอย่างหยุดนิ่ง เหมือนโดนจอมยุทธสะกัดจุดกันทุกคน”

“แหม คนแตกตื่นเขาก็มีนะลุง ขนาดลุงเองยังรินกาแฟจนล้นแก้วโดนป้าแกบ่นใส่เลยนี่ แถมพอได้สติยังรีบวิ่งไปดูกับเขาเลย แล้วก็เดินหน้าจ๋อยกลับมา”

“เอ้า คราวนี้พวกมึงจะบอกได้หรือยังว่าตะกี้นี้มันเสียงอะไร มีใครยิงกันรึไง?”

“ไม่มีใครยิงกัน แต่เป็นยิงตัวเอง ส.ส.น่ะ ส.ส.ประชา ภิญโญศิริกุญชร แกฆ่าตัวตายในห้องพักที่โรงแรมตรงโค้งน้ำนู่นน่ะ เมียกับลูกๆ แกออกมาใส่บาตรพระ แกอยู่ในห้องคนเดียวเลยสบโอกาสโดน ซัด…โป้ง!”

“เอ้ย ลุง! ตกใจหมด เล่นโป้งซะดังเลย ตอนนั้นอากาศกำลังดีเลยนะโว้ย กูกะไอ้จ๋องตื่นกันแล้ว เลยชวนออกมาเดินเล่นชิมบรรยากาศกัน ช่วงนี้ปลายฝนต้นหนาว อากาศเย็นชื้นกำลังสบาย หมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่ง เห็นแล้วนึกถึงน้องหมอกที่ทิ้งกูไป”

“กูอยากรู้เรื่องราว อย่าเพิ่งมาโรแมนติกตอนนี้ อ้าว กูพูดแค่นี้พวกมึงไม่ต้องทำหน้าเจื่อนเลย”

“เปล่า แต่… มึงฟังเฉยๆ นะ”

“อะ ก็ตอนนั้นกูกะไอ้จ๋อง กำลังเดินเล่นอยู่บนสะพาน ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย อยู่ๆ ก็มีเสียงดัง ปัง ทุกคนในตลาดหยุดนิ่งกันหมด ทั้งตลาดเงียบกริบ แล้วไอ้จ๋องเสือกโพล่งขึ้นมา ว่าเสียงรายงานข่าวเช้าจากวิทยุในร้านลุงปื๊ดได้ยินชัดแจ๋วมาถึงบนสะพานเลย”

“แล้วไง ส.ส. ชื่อดังดันมายิงตัวตายที่นี่ได้ ปกติกูเห็นแต่ ส.ส. ชอบไปเที่ยวแต่ที่หรูๆ แพงๆ พักโรงแรมห้าดาวทั้งนั้น”

“มันไม่ใช่กับ ส.ส. ประชาหรอกหนูบอย”

“โห ป้า เรียกซะเป็นเด็กเลย แล้วทำไมป้าคิดอย่างนั้นล่ะครับ หรือว่า ส.ส. คนนั้นเขามาเที่ยวที่นี่บ่อย”

“ใช่จ้ะ แกมาประจำแทบทุกเดือนเลยล่ะ โรงแรมนั้นน่ะแต่ก่อนคือบ้านแก แกเกิดที่นี่ เรียนโรงเรียนวัดแถวนี้นี่ล่ะ แกใช้ชีวิตวัยเด็กที่นี่ สิบกว่าขวบพ่อแกก็ส่งไปเรียนกรุงเทพฯ”

“ที่นี่เมื่อก่อนเป็นชุมชนชาวบ้านธรรมดา ไม่นานความเจริญก็เริ่มมาเยือน ถนนสายเท่างูยักษ์ตัดผ่าน คนเริ่มห่างหายบางตาลง จนพ่อของ ส.ส. ตัดสินใจขายบ้านไม้เก่าหลายคูหานั้นไป แล้วย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ จนเมื่อหลายปีมานี้ชาวบ้านรวมตัวกันเพื่อบูรณะตลาดเก่าริมน้ำ เรามีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครหลายคนมาให้คำแนะนำช่วยเหลือ เพื่อปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ให้เข้ากับกระแส… เอ่อ.. กระแสอะไรนะเธอ?”

“กระแสเรโทรย่ะ”

“เอ้อๆ ใช่ แล้วบ้านไม้สามคูหานั่นก็เลยถูกบูรณะใหม่ให้กลายเป็นโรงแรม โดยคงรูปแบบเดิมๆ ไว้ แค่ปรับให้มันดูสะอาดสะอ้านและใหม่ขึ้น”

“อ้าว หวัดดีลุงปื๊ด โม้อะไรให้นักท่องเที่ยวฟังอยู่เนี่ย ต่างชาติหรือคนไทยเนี่ย?”

“คนไทยน่ะหมอ เดี๋ยวนี้วัยรุ่นก็เงี้ยแหล่ะ เห็นทีแรกก็รู้สึกแปลกตา ทั้งทรงผม คิ้วตา ผิวพรรณ นี่ยังดีนะ พวกหนุ่มๆ นี่ยังไม่ได้อาบน้ำกันแน่ๆ ไม่งั้นหมอจะได้เห็นการแต่งตัวแบบเต็มๆ ฮ่าๆๆ ก็ดีๆ ช่วยแต้มเติมสีสันดี”

“เอ้อนี่แน่ะ นี่คือหมอประจำตัว ส.ส. ประชา พอดีลุงกำลังเล่าเรื่อง ส.ส. ประชาให้พวกหนุ่มๆ นี่ฟังอยู่”

“ผมก็วิ่งไปดูศพมา ผมกับลูกกำลังใส่บาตรอยู่พอดี สิ้นเสียงปืนดัง ก็มีเสียงตะโกนให้เรียกรถพยาบาลบ้าง เรียกหมอบ้าง เรียกคนมาช่วยกันดูบ้าง ผมพาลูกไปไว้กับแม่เขาที่นั่งทานก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่ แล้วรีบวิ่งไป ไปถึงก็ตกใจที่เห็น ส.ส. ประชา เข้าไปดูก็พบว่าแกเสียแล้ว กระสุนเข้าที่ขมับขวาทะลุแก้มซ้าย”

“แกนั่งยิงตัวเองอยู่บนฟูกที่นอน โรงแรมนั้นไม่มีเตียง เหลือเชื่อที่แกกับครอบครัวชอบมาพักแบบนี้ ผมเพิ่งเห็นภายในห้องของโรงแรมนี้เป็นครั้งแรก”

“อ้าวจ่าแหวง ทานอะไรก่อนไหม กาแฟดำเหมือนเคยเนอะ?”

“น้าเป็นตำรวจหรือครับ?”

“ใช่ เมื่อกี้ก็ไปที่เกิดเหตุมาเหมือนกัน กำลังนั่งต่อราคาผลไม้กับแม่ค้า ได้ยินเสียงก็รีบวิ่งไปดู กระโดดเหยียบเรือไปสองลำเกือบเซตกน้ำ ไปถึงเห็นหมอกำลังนั่งน้ำตาซึมอยู่ ฉันเลยรีบโทรฯ เรียกพรรคพวก อุตส่าห์ย้ำแล้วด้วยนะว่าอย่าให้นักข่าวรู้ พวกนี้หูไวตาไว แถมเขียนข่าวก็ไว ยังไม่กรองให้ดีก่อนหรอก อ้ะ นั่น! นั่นไง ข่าวออกโทรทัศน์แล้ว ไวไหมล่ะ”

“ข่าวด่วน เมื่อเวลาเจ็ดนาฬิกาสี่สิบนาที ส.ส. ประชา ภิญโญศิริกุญชร ได้ใช้ปืนยิงตัวตาย สันนิษฐานว่าเป็นกระสุนขนาด 9 มม. สาเหตุคาดว่าอาจเป็นปมขัดแย้งทางการเมืองที่อยู่ในช่วงใกล้เลือกตั้ง หรืออาจเป็นปมขัดแย้งทางธุรกิจก่อสร้างที่เคยมีข่าวคราวกระทบกระทั่งกับนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งก่อนหน้านี้…”

“โอ้โห นี่ผมเพิ่งตื่นด้วยเสียงปืน แล้วเดินลงมาสอบถามรายละเอียด ยังฟังไม่เสร็จเลย ข่าวแม่งออกแล้ว”

“วันนี้วันเสาร์ นักท่องเที่ยวมาเยือนกันจำนวนมาก ยิ่งใครๆ แถวนี้เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่า ส.ส. ประชากับครอบครัวชอบมาพักผ่อนที่นี่ แล้วนี่ใกล้เลือกตั้งด้วย พวกนักข่าวจมูกไวก็ดมกลิ่นตามมาไม่ยาก ตอนไปถึงที่เกิดเหตุ เจอหมอแล้วก็นักข่าวกำลังยืนถ่ายภาพกันสองคนแล้ว”

“นักข่าวมาถึงก่อนผมเล็กน้อย พอบอกว่าเป็นหมอเลยยอมหลีกให้ ตอนที่จ่าแหวงมาถึงน่ะ นักข่าวถูกขอร้องให้ลงไปข้างล่างก่อนแล้ว แต่พวกเขาคงถ่ายถาพไปได้มากโขอยู่ ไม่งั้นคงไม่ยอมกันง่าย”

“ดีเนอะ ไปถึงก่อนแต่ดันไปยืนถ่ายภาพ”

“ลุงยังเล่าค้างอยู่เลย แล้วทำไม ส.ส. ประชา จึงชอบมาพักผ่อนที่นี่ล่ะครับ”

“พอตลาดน้ำที่นี่ปรับโฉมใหม่จนไฉไล แต่ยังคงบรรยากาศเก่าๆ ไว้ ส.ส. ประชา ทราบข่าวก็เลยกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด แต่แกไม่ได้เป็น ส.ส. ในพื้นที่นี้ และด้วยแกเป็นคนติดดิน เวลามาแกก็มาแบบเรียบๆ แต่งตัวธรรมดา แทบดูไม่ออกว่าเป็น ส.ส. เมียกับลูกๆ แกก็เหมือนกัน แกกับครอบครัวมาถึงครั้งแรกก็ชอบใจ แกมานั่งทานกาแฟที่ร้านลุงบ่อยๆ บอกว่าชอบมาก เหมือนได้หนีจากโลกอันรกรุงรัง มานอนที่ที่เคยเกิดเคยอยู่ ได้หวนรำลึกถึงวัยเด็ก บรรยากาศแม้ถูกปรุงแต่งให้ดูร่วมสมัยบ้าง แต่กลิ่นอายในวิถีดั้งเดิมของชาวบ้านแถวนี้ยังคงอยู่เหมือนเมื่อครั้งยังเด็ก เมื่อได้กลับมาครั้งแรก ครั้งที่สองที่สามก็ตามมา”

“ฉันกับจ่าแหวงและ ส.ส. ประชา เราเป็นเพื่อนกันสมัยเด็ก เรียนประถมด้วยกันอยู่ไม่กี่ปี พ่อของแกก็ส่งไปเรียนที่กรุงเทพฯ กลางคัน เราเลยไม่ค่อยมีความทรงจำอะไรต่อกันมากนัก ที่พอจำได้ก็แค่โดดน้ำเล่นกัน ไล่จับหิ่งห้อยมาปล่อยในมุ้งตอนกลางคืน แต่ที่จำได้แม่นเลยคือ ส.ส. ประชา แกรักต้นไม้มาก ชอบไปแอบตัดกิ่งต้นไม้ชาวบ้านมาชำในกระถาง วางไว้เต็มหน้าบ้านไปหมด ตั้งแต่แกเข้ากรุงเทพฯ เราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย จนกระทั่งแกกลับมาที่นี่อีกเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เจอกันก็ทักทายแบบเคอะเขินเล็กน้อย คงเพราะไม่ได้พบกันนาน เราบังเอิญเจอกันในวันเสาร์อาทิตย์บ่อยครั้ง บางทีก็บังเอิญเจอกันในร้านลุงปื๊ดก็พลอยได้นั่งคุยกันบ้าง ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบไปตามมารยาท”

“แล้วหมอไปเป็นหมอประจำตัวให้กับ ส.ส. ประชา ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นเคยบอกป้าเลย”

“ก็เมื่อปีก่อนไง ที่แกมาคนเดียว เมียแกติดธุระ ลูกๆ ติดสอบ คืนนั้นแกนอนอยู่ก็แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เลยให้คนที่โรงแรมช่วยพาส่งโรงพยาบาล คนที่โรงแรมเลยพามาที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด ฉันเข้าเวรอยู่พอดี เลยช่วยดูอาการให้ แกเป็นโรคหัวใจน่ะ เป็นความดันด้วย แกเลยขอให้ฉันเป็นแพทย์ประจำตัวให้แกหน่อย เวลาแกมาที่นี่ทีก็มักแวะไปให้ฉันตรวจเป็นประจำ แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากไปกว่าเรื่องสุขภาพ ต้องโน่นแน่ะจ่าแหวงน่ะ แกคุยกับจ่าแหวงบ่อยกว่าฉันเสียอีก คงเพราะนักการเมืองกับตำรวจเป็นของคู่กันมั้ง ฮะๆ”

“ตลกเลยหมอ”

“มึงดูหน้าไอ้บอยสิ โคตรตั้งใจฟัง แถม…”

“พูดเบาๆ สิ มันคงนึกถึงพ่อมันมั้ง”

“เฮ้ย! แปดโมงสิบห้าแล้ว รีบไปอาบน้ำกันดีกว่า เดี๋ยวสาย ไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไปเดินเที่ยวกันดีกว่าไอ้ก้อง ไอ้บอย”

“พวกมึงสองคนขึ้นไปก่อนแล้วกัน กูเพิ่งลงมาตะกี้ ยังกินอาหารเช้าไม่เสร็จเลย เดี๋ยวตามขึ้นไป กูยังสนุกกับเรื่อง ส.ส. อยู่ แล้วไงต่อครับน้าๆ”

“เอ้อ… ฉันขอตัวก่อนดีกว่า ลืมไปเลยว่าจะแค่แวะมาซื้อกาแฟ ลูกเมียรอเก้อแล้วมั้งเนี่ย ขอตัวก่อนนะ”

“ฉันด้วย อยากไปตามรายละเอียดคดีนี้หน่อย… ขอตัวด้วยคน”

“อ้าว ไปกันหมดเลย งั้นเหลือแค่ลุงกะป้า ถามป้าดีกว่า ดูท่าทางลุงต้องไปชงกาแฟแล้วล่ะ โน่นลูกค้ามายืนหน้าร้านแล้ว”

“ผมว่าเรื่องกดดันทางการเมืองกับธุรกิจ จะเป็นเหตุให้คิดฆ่าตัวตายเลยหรือ? เห็นนักการเมืองก็มักเจอเรื่องแบบนี้กันทั้งนั้น ไม่ค่อยเห็นมีใครฆ่าตัวตายกัน?”

“แกคงเครียดมั้ง คนไม่เครียดคงไม่ฆ่าตัวตายหรอก”

“ตะกี้ข่าวบอกว่า ส.ส. ประชา มีเรื่องขัดแย้งเกี่ยวกับการเมืองและธุรกิจอยู่ ป้าว่า ส.ส. ประชา เขาเป็นคนดีไหม?”

“นี่เธอ! นั่นลูกๆ กับเมียของเขานี่”

2

“เดินกันเร็วๆ หน่อย จะได้ถึงรถไวๆ”

“ก็กระเป๋ามันหนักนี่แม่ พี่ช่วยหน่อยสิ”

“มา เอามานี่”

“ขอสัมภาษณ์หน่อยได้ไหมครับ? อยากสอบถามถึงแรงจูงใจที่ ส.ส. ประชา ตัดสินใจยิงตัวตาย…”

“เอาไว้ก่อน บอกแล้วไงว่ายังไม่ให้สัมภาษณ์อะไรใดๆ ทั้งนั้น พวกเราน้ำตาเปียกหน้า เพิ่งสูญเสียคนรักไป ไม่มีสติและกะจิตกะใจจะมาเล่าหรือบอกอะไรทั้งนั้น ขอให้เข้าใจหัวอกกันบ้างได้ไหม!”

“ขอร้องนะคะ พ่อหนูเพิ่งตาย”

“ขอสัมภาษณ์แป๊บเดียวครับ”

“คุณดารินคิดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากปมขัดแย้งทางการเมืองหรือธุรกิจคะ?”

“ปมธุรกิจน่าจะใช่ธุรกิจก่อสร้างของกลุ่มนักธุรกิจที่นำโดยคุณกนกชัยหรือเปล่าคะ?”

“โว้ย! พ่อกูเพิ่งตาย จะเอาอะไรกันนักหนา! ฮือๆ”

“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร เฉยไว้ๆ ถึงรถแล้ว เดี๋ยวแม่ขับเอง”

“ไม่ทราบว่าจะเดินทางกลับบ้านหรือไปไหนครับ?”

“แม่งเอ๊ย…”

“พี่!”

3

“ลูกชายแกเคยพาเพื่อนๆ มาเที่ยวที่นี่  กินเหล้าเล่นกีต้าร์ร้องเพลงกันเสียงดังมาถึงร้านเลย แต่ลูกชายแกไม่ได้กินด้วยนะ เช้ามืดพระเริ่มออกบิณฑบาต ร้านรวงริมน้ำเริ่มทะยอยเปิด เรือแม่ค้ามาจอดเทียบกันมากลำ ลูกชายแกก็ออกมาเดินไล่ตามร้านต่างๆ เพื่อขอโทษที่เพื่อนๆ ส่งเสียงดังเมื่อคืน เป็นเด็กดี เรียบร้อย มานี่ทีไรเห็นชอบไปไหว้พระที่วัดและนั่งสมาธิประจำ”

“ลูกสาวแต่ก่อนเกเร ชอบหนีเที่ยว เคยทะเลาะกับ ส.ส. ประชา รุนแรง เลยหนีออกจากบ้าน ไม่รู้จะไปไหน เลยมานอนพักที่โรงแรมนั่น เช้ามาก็มานั่งทานขนมจีนอยู่ริมน้ำตรงโน้น ลุงก็เดินไปถามว่าทำไมมานั่งทานคนเดียว แกบอกว่าทะเลาะกับพ่อและหนีมา อยากหาที่เงียบๆ พักใจ นึกที่ไหนไม่ออกเลยนึกถึงที่นี่”

“สายๆ ส.ส. ประชา และเมียก็ตามมา เพราะพนักงานที่โรงแรมแอบโทรศัพท์ไปบอก พ่อแม่ลูกเจอกันก็กอดกัน โน่น… ยืนกอดกันบนสะพานโน่นเลย แดดกำลังทอแสงอุ่น แต่ความรักกันของพวกเขาอบอุ่นยิ่งกว่า ผู้คนหยุดยืนดูกันเป็นแถว ลุงยังยืนน้ำตารื้นเลย ส.ส. ประชา แกมีอัธยาศัยดี ใครที่นี่รักแกทั้งนั้น แม้แกไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ที่นี่ต่อหน้าก็ตาม”

“หมายความว่าไงครับไม่ได้ทำประโยชน์ต่อหน้า?”

“ก็แกไม่ใช่ ส.ส. ในพื้นที่นี้น่ะสิ เกิดมาทำโน่นนี่ข้ามหน้าข้ามตาจะไปขัดแข้งขัดขาเจ้าถิ่นเขาได้ แต่แกก็เอาปัญหาที่รับฟังให้ลูกน้องไปสานต่อ ให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครจิตอาสาต่างๆ เข้ามาให้คำแนะนำช่วยเหลือชุมชนที่นี่ เรื่องนี้มีแต่ลุงกับป้าเท่านั้นนะที่รู้ คนที่นี่ไม่รู้หรอก แกกำชับไว้”

“แล้วป้าบอกผมทำไมครับเนี่ย”

“ก็หนูบอยเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างถิ่น เลยอยากเล่าต่อ เผื่อจะได้เอาเรื่องราวดีๆ ของ ส.ส. ประชา ไปบอกต่อๆ กันไป”

“ป้ายังไม่ได้ตอบผมเลย ตกลง ส.ส. ประชา แกเป็นคนดีหรือเปล่า? เท่าที่ฟังดูแกก็น่าจะเป็นคนดี ครอบครัวแกด้วย แต่ข่าวกลับโยงเข้าไปหาเรื่องการเมืองกับธุรกิจน่ะ”

“ตอนที่เพื่อนๆ ของลูกชายแกมาเที่ยวแล้วกินเหล้าส่งเสียงดังน่ะ เด็กๆ พวกนั้นก็มานั่งทานกาแฟและขนมปังปิ้งที่ร้านด้วย มีอยู่ช่วงหนึ่งลูกชายแกบอกเพื่อนว่าลืมของไว้ที่โรงแรม เลยเดินกลับไปหยิบ”

4

“มึงว่าเดี๋ยวไอ้ต๊อบมันจะพาเราไปเที่ยวไหนต่อวะ? แม่งบ้านนอกฉิบหายเลยที่นี่”

“เมื่อคืนโคตรร้อนเลย ห้องแอร์ก็มีเสือกไม่นอน มาเลือกห้องพัดลม”

“ทีที่บ้านแม่งอย่างหรู มีรถคันเป็นล้านๆ ตั้งหลายคัน บ้านหลังเบ้อเริ่ม คนใช้เต็มบ้าน”

“พ่อมันเป็น ส.ส. แค่ไม่กี่ปี ก่อนหน้าก็สอบตกมาหลายสมัย ทำไมมาครั้งล่าสุดเสือกชนะเลือกตั้งได้ กูล่ะสงสัย”

“นักการเมืองก็ใช้เงินกันทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ยังจะมี ส.ส. ชนะเลือกตั้งด้วยความดีหรือความเก่งกันเรอะ ที่นี่ประเทศไทยนะเว้ย”

“บริษัทของพ่อต๊อบที่ยกให้น้องชายไป ก็ไม่เห็นจะใหญ่โตอะไร มีพนักงานไม่ถึงยี่สิบคน กูเคยไปหาต๊อบที่นั่น ตอนนั้นทำรายงานต้องปริ๊นท์เอกสารเยอะ ต๊อบเลยบอกให้ไปใช้เครื่องปริ๊นเตอร์ที่บริษัทดีกว่า เพราะปริ๊นท์เร็วมาก”

“กูก็เคยไป พนักงานที่นั่นเก่งเรื่องคอมฯ สุดๆ ตอนนั้นกูซื้อของบนเว็บ แล้วโดนขโมยข้อมูลบัตรเครดิต กูทำไรไม่ถูกเลย เพราะมันไม่ใช่บัตรเครดิตของกูด้วย เป็นของพ่อ กูแอบเอาข้อมูลบนบัตรมาใช้ ไอ้ต๊อบเลยพาไปที่บริษัท พี่ที่นั่นช่วยแก้ปัญหาให้กูแค่แป๊บเดียว เอ้อ… จำได้ว่าที่นั่นเครื่องคอมฯ โคตรเยอะ มีห้องหนึ่งมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพียบเลย มีเครื่องสแกนลายนิ้วมือก่อนเข้าห้องด้วย แม่งยังกะในหนัง”

“กูก็เคยถามไอ้ต๊อบว่าพ่อมันทำอะไร ทำไมถึงรวยนัก มันก็ตอบแบบกวนตีนว่าทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ขี้เกียจบอกรายละเอียด มันบอกว่าบอกไปกูก็ฟังไม่รู้เรื่อง”

“ไอ้เอก มึงเรียนกับไอ้ต๊อบมาตั้งแต่ประถมนี่หว่า มึงไม่รู้หรือว่าพ่อมันทำอะไร?”

“รู้แค่ว่าทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สมัยกูเด็กๆ เวลาไปเที่ยวบ้านไอ้ต๊อบเห็นพ่อมันวันๆ นั่งอยู่แต่หน้าคอมฯ ไม่ได้มีจอเดียวนะมึง มีเรียงติดๆ กันไม่ต่ำกว่าสามสี่จอ นั่งอยู่ในห้องทำงาน แต่ผนังเป็นกระจกกูเลยมองเห็น ห้องนั้นมิดชิดมาก มีแค่พ่อไอ้ต๊อบคนเดียวที่เข้าออกได้ ขนาดแม่บ้านยังเข้าไม่ได้เลย พ่อไอ้ต๊อบทำความสะอาดเอง โทรศัพท์ก็เดินแยก สายไฟก็เดินแยก นอกจากจอจะเพียบแล้ว ยังมีเครื่องคอมฯ ห่าอะไรไม่รู้ตัวใหญ่มากวางเรียงติดกันไม่ต่ำกว่าสิบตัว สายไฟระโยงระยางเต็มไปหมด สมัยเด็กๆ กูยังชอบแซวไอ้ต๊อบเลยว่าพ่อมึงทำงานอยู่ในยานอวกาศหรือเปล่าวะ”

“เออก็แปลกดี ไอ้ต๊อบมันเคยเล่าให้ฟังว่าเวลาครอบครัวมันมาเที่ยวที่นี่ จะปิดโทรศัพท์มือถือกันทุกคนแล้วเอาเก็บไว้ในเซฟในห้องที่โรงแรม โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต ก็ไม่พกกันมาเลย”

“มันดัดจริตหรือแกล้งดัดจริตทำตัวโลว์โปรไฟล์กันวะ?”

5

“เล่าเรื่องเด็กๆ พวกนั้นให้เขาฟังอยู่หรือ เด็กพวกนั้นนี่มัน… แต่ก่อนพ่อของ ส.ส. ประชา เปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่พอความเจริญมาถึง ผู้คนก็หันไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างติดแอร์กันหมด พ่อกับแม่ของแกก็เลยปิดร้านตามไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย”

“อ้าว จ่าแหวง!”

“ผมเดินไปคุยกับทีมพิสูจน์หลักฐานมา เขาบอกว่าวิถีกระสุนมันทะแม่งๆ และปืนที่ตกอยู่ข้างๆ ก็อยู่ในตำแหน่งผิดปกติ”

“น้ารู้ไหมครับว่า ส.ส. ประชา ทำธุรกิจอะไรก่อนมาเป็นนักการเมือง ทำไมถึงได้รวยนัก”

“แกเป็นไซเบอร์คอป”

“คืออะไรครับ?”

“นั่นน่ะสิ”

“คือตำรวจทางอินเทอร์เน็ตน่ะ ไว้ไล่จับพวกแฮกเกอร์ที่ชอบเจาะระบบไอทีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนใหญ่ๆ ส่วนใหญ่เพราะความคึกคะนอง แต่มีบางส่วนที่เพื่อจารกรรมข้อมูลสำคัญ หรือเข้าไปสร้างความเสียหายให้ระบบไอที เช่น ทำให้มันล่มหยุดทำงาน หรือทำงานเพี้ยน”…

“ส.ส. ประชา แกเคยเล่าให้ฟังน่ะ ตอนกลับมาเจอกันที่นี่ครั้งแรกๆ แกเห็นว่าฉันโตมาเป็นตำรวจ เลยเล่าให้ฟัง ฉันฟังแกอธิบายอยู่นานเหมือนกันกว่าจะเข้าใจ แกและทีมงานคอยช่วยงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติในทางลับอยู่น่ะ ในคดีสืบสวนที่เกี่ยวกับการจารกรรมหรือก่อการร้ายทางเครือข่ายไอที ไซเบอร์คอปเป็นชื่อที่ใช้เรียกคนที่ทำงานด้านนี้กัน ไม่ได้เป็นตำรวจจริงๆ หรอกนะ สมัยก่อนไม่มีตำรวจเก่งเรื่องนี้กันหรอก แค่อินเทอร์เน็ตยังใช้กันไม่เป็นเลย ฉันเพิ่งมาหัดใช้ก็เพราะ ส.ส. ประชา นี่ล่ะ”

“แต่ตอนหลังที่แกตัดสินใจจะเล่นการเมือง แกจึงต้องวางมือ วางตัวเป็นกลาง เป็นคนสะอาด เพราะการเป็นคนไล่ล่าแฮกเกอร์ได้ ความสามารถของแกและทีมก็ไม่ต่างจากแฮกเกอร์หรอก เพียงแต่รับบทคนละด้าน แกก็เลยยกบริษัทให้น้องชายรับช่วงต่อ”

“น้องแกก็เลยไปเป็นแฮกเกอร์ต่อ?”

“เปล่าๆ น้องแกไม่ถนัดเรื่องนี้นัก แต่จบเอ็มบีเอมา ไฟแรง ถูกส่งมาเรียนที่กรุงเทพฯ ตามหลัง ส.ส. ประชา ไม่นาน แต่กระเสือกกระสนจนได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ จากมหา’ลัยชื่อดัง พอกลับมาน้องแกเลยอยากสานต่อแต่ขอดัดแปลงธุรกิจเล็กน้อย โดยหันมาพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านป้องกันความปลอดภัยในเครือข่ายและอุปกรณ์ไอทีแทน ขายทางอินเทอร์เน็ตไปทั่วโลก โปรแกรมหนึ่งราคาสี่ห้าพันบาทแต่ขายได้เป็นหมื่นๆ ชุด แถมสร้างออกมาหลายโปรแกรม มีพนักงานหนุ่มสาวแค่ไม่กี่คนเอง หน้าร้านก็ไม่ต้องมี นี่แหละที่มาของรายได้มหาศาลล่ะ”

“แล้วทำไม ส.ส. ประชา ถึงได้รวยไปด้วยล่ะครับ”

“อ้าว ก็แกยังมีหุ้นอยู่น่ะสิ แต่ในชื่อลูกชายลูกสาวน่ะ นักการเมืองที่ไหนเขาก็ทำกันทั้งนั้น”

“อย่างนี้แกก็ไม่ดีน่ะสิ”

“ดีไม่ดีอยู่ที่การกระทำ สัมผัสเราอันห่างไกล ไม่สามารถเข้าถึงใจใครง่ายๆ หรอก ตั้งแต่แกได้เป็น ส.ส. เราเคยติดตามข่าวสิ่งที่แกทำอย่างใกล้ชิดไหมล่ะไอ้หนู?”

“อ้าว มีข่าวออกมาอีกแล้ว”

“สัมภาษณ์ด่วน ส.ส. พรหมสร้าง ที่กำลังเป็นข่าวขัดแย้งรุนแรงกับ ส.ส. ประชา ที่เพิ่งยิงตัวตายไปเมื่อไม่ถึงชั่วโมงที่ผ่านมานี้”

“ท่านคิดว่า ส.ส. ประชา ฆ่าตัวตายด้วยสาเหตุใดคะ?”

“ก็เรื่องของเขาสิ ผมจะไปรู้ได้ยังไง แต่ก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวเขาด้วย”

“ที่ข่าวหลายแขนงตีข่าวออกมาว่าหนึ่งในสาเหตุอาจเกิดจากปมขัดแย้งกับท่าน…”

“หยุดเลย พอเลย อย่าโยนขี้ให้ผม”

“โอ้โฮ นักข่าวนี่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงหรือเปล่านี่ ไปสัมภาษณ์ถึงตัว ส.ส. ที่เป็นข่าวขัดแย้งกันกับ ส.ส. ประชา ได้เร็วมาก แล้วเขาขัดแย้งกันเรื่องอะไรครับ?”

“ข่าวออกจะดังพ่อหนุ่ม ติดตามข่าวสารบ้านเมืองบ้างนะจ๊ะ”

“ส.ส. พรหมสร้าง ไปสืบประวัติ ส.ส. ประชา ถึงงานที่เคยทำในอดีต เลยพยายาจะดิสเครดิต หาเรื่องไล่บี้มาตลอด เกรงว่า ส.ส. ประชา จะใช้ความสามารถส่วนตัวในทางมิชอบ…”

“ความสามารถนั้นก็คือการใช้ทักษะส่วนตัว และทีมงานบริษัทน้องชาย เข้ามาจารกรรมข้อมูลความลับของนักการเมืองและพรรคฝ่ายตรงข้าม ใช่ไหมครับ?”

“โอ้ว เก่งนี่ไอ้หนู”

“ส.ส. ประชา ไม่ทำอย่างนั้นหรอก ลุงว่านะ”

“แกทำครับ แกเจาะข้อมูลของ ส.ส. ที่น่าสงสัยในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นหลายคน รวมทั้ง ส.ส. พรหมสร้าง ทั้งอีเมล์ บัญชีธนาคาร เส้นทางการเงิน และธุรกิจลับๆ ของ ส.ส. เหล่านั้น”

“……..แล้ว..แล้วทำไงต่อครับ”

“แกรวบรวมหลักฐานเตรียมยื่นให้ดีเอสไออยู่ แต่แกจะไม่ยื่นด้วยตัวเองนะ แกทำงานอยู่ในโลกมืดที่ไม่มีตัวตน แกยังอยากเป็นเช่นนั้นต่อไป”

“ตอนนี้แกตายแล้ว แล้วข้อมูลอยู่ไหนล่ะครับ แล้วใครจะเป็นคนยื่นหลักฐานให้ดีเอสไอล่ะครับ”

“วันนี้แกตั้งใจจะบอกพาสเวิร์ดและคีย์ให้ฉัน เพื่อให้เข้าไปเอาข้อมูลที่แอบเก็บไว้ในระบบเครือข่ายแห่งหนึ่ง และถอดรหัสข้อมูลได้”

“แต่น้ายังไม่ได้มา…”

“…”

“แล้วทำไม ส.ส. ประชา ถึงบอกเรื่องนี้กับน้าล่ะครับ”

“แกเห็นฉันเป็นตำรวจมือสะอาด และเคยเป็นเพื่อนกันสมัยเด็กมาก่อนเลยไว้ใจ”

“จ่าแหวงมือสะอาดจริงหรือ?”

“อ้าวป้า เพราะสะอาดใสซื่ออย่างนี้น่ะสิ ถึงได้เป็นตำรวจจนๆ ต๊อกต๋อยแบบนี้ไงล่ะคร้าบ”

“แล้วเรื่องความขัดแย้งกับกลุ่มนักธุรกิจล่ะครับ ที่นำโดยคุณกนกชัยอะไรนั่นน่ะครับ”

“หึหึ…”

“น้าหัวเราะมีเลศนัยนะ”

“ส.ส. ประชา แกจัดฉากนี้ขึ้นมา โดยร่วมมือกับนักธุรกิจกลุ่มนั้น เพื่อเบี่ยงประเด็นจากกระแสปมขัดแย้งกับ ส.ส. พรหมสร้าง แกเคยบอกว่า ‘การโกหกเป็นเทคนิคพื้นฐานของการเป็นแฮกเกอร์’”

“น้า… น่าสงสารนะครับ”

“ใช่แกน่าสงสารที่ตายเสียก่อน”

6

“ไงวะ กว่าจะขึ้นมาได้ นี่มันแปดโมงสี่สิบแล้วนะ พวกกูอาบน้ำแต่งตัวรอมึงจนง่วงจะหลับอีกรอบแล้วเนี่ย”

“เออ เมื่อกี้แม่มึงโทรฯ มาหาน่ะ แต่กูไม่ได้รับ”

“เดี๋ยวกูออกไปโทรฯ หาแม่ก่อน”

“เอาผ้าเช็ดตัวไปด้วย ไปคุยในห้องน้ำเลย เสร็จแล้วช่วยรีบอาบด้วย พวกกูอยากจะไปเดินเล่นแล้ว”

“เออๆ… เอ้อ.. ฮัลโหล แม่ครับ”

“ตะกี้โทรฯ ไปทำไมไม่รับ ทำอะไรอยู่?”

“เมื่อเช้าไอ้มืดอยู่กับพ่อไหมครับ?”

“ไม่อยู่ เห็นเขาคุยกับมันเมื่อคืนแล้วมันก็ออกจากบ้านไป ตะกี้ได้ยินพ่อเอ็งคุยโทรศัพท์กับมันตอนเคารพธงชาติน่ะ ว่าแต่ตะกี้โทรฯ ไปทำไมไม่รับ ทำอะไรอยู่?”

“ผมนั่งดูข่าวสัมภาษณ์พ่ออยู่”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s