การสื่อสารระหว่างโลกสองใบ

เรื่องสั้นเรื่อง ‘การสื่อสารระหว่างโลกสองใบ‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕


“สบายดีไหม?”

“สบายดีครับ”

“ทานข้าวเช้าหรือยัง?”

“ทานแล้วครับ”

“คืนที่ผ่านๆ มา เป็นอย่างไรบ้าง? ยุงเยอะไหม? นอนหลับสนิทหรือเปล่า?”

“นอนไม่ค่อยหลับ มาหลับเอาใกล้เช้าหลายคืนแล้ว เดี๋ยวคงชิน”

“ทำใจให้สบาย เรื่องที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป นะ”

“ครับ”

ก่อนโลกปริแยก

เช้าวันจันทร์อากาศโปร่ง ดวงอาทิตย์ลูกกลมแดงยังไม่โผล่พ้นยอดไม้ ลอดมาแต่แสงที่ยังไม่สร้างความร้อนนัก เสียงนกร้องจิ๊บๆ ระงม เสียงกระพือปีกผั่บๆ กระรอกน้อยหางสีขาวและหางสีน้ำตาลแดงสองตัววิ่งไล่กัน ก่อนไต่สายไฟข้ามไปยังต้นไม้อีกฝั่ง ทางเดินเลียบคลองมีทั้งชาวบ้านออกมารอใส่บาตรพระ และบ้างกำลังเดินไปจ่ายตลาดเช้าข้างสนามฟุตบอลหลังวัด เด็กหลายคนกำลังเดินไปโรงเรียน

ชายสองคนกำลังวิ่งไล่ชายอีกสองคนมาถึงทางเดินเลียบคลอง ชนคนกำลังใส่บาตรเซถลา ชนคนถือถุงกับข้าวและผักสดพะรุงพะรังหล่นเกลื่อนพื้น และชนเด็กนักเรียนล้มลงหัวกระแทกบาตรพระ

ชายสองคนแรกเป็นผู้ค้ายาเสพติด

ชายสองคนหลังเป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติด

ชายสองคนหลังมีพวกอีกสิบกว่าคนล้อมดักทุกทางไว้หมดแล้ว

หนึ่งในชายสองคนแรกควักปืนยิงใส่คนวิ่งไล่

หนึ่งในสองคนหลังหลบทัน กระสุนพุ่งเข้าไปตุงขมับเด็กที่กำลังพยุงเพื่อนที่เพิ่งถูกชนล้ม ร่างเซล้มไปพิงพระ

หนึ่งในพรรคพวกชายคนวิ่งไล่ควักปืนยิงใส่หมายจะให้หยุด แต่บังเอิญกระสุนเจาะเข้ากลางหน้าผากของชายที่เพิ่งฆ่าเด็กไปไม่ถึงห้าวินาที ดับกลางอากาศเซตกคลองจมลงไป

หนึ่งในชายสองคนแรกหยุดหันมาดูเพื่อนก่อนขาสั่นยกมือขึ้นเหนือหัว ตะโกนใส่กลุ่มชายที่ดักด้านหน้า “ผมไม่มีอาวุธ”

โจอายุยี่สิบสี่ปี เคยอาศัยอยู่ในบ้านไม้ริมคลองใกล้ที่เกิดเหตุไม่มาก เริ่มเสพยาเมื่ออายุสิบหกปี เขาไม่ได้ติดมัน แค่เสพเป็นบางคราว เขาเห็นโอกาสในการสร้างตัว พัฒนาการในสายอาชีพของเขาจึงเริ่มต้นจากเป็นเด็กส่งยา แล้วมาเป็นผู้ดูแลสินค้าโดยใช้ใต้ถุนบ้านไม้เป็นแหล่งพักสินค้า จากนั้นเมื่อแม่จับได้เขาจึงออกจากบ้านไปเช่าอพาร์ทเม้นต์อยู่คนเดียว

โจชอบอยู่สันโดษ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เขามีเพียงแฟนและเพื่อนสนิทอยู่สามสี่คน จึงมีภาพลักษณ์ที่ดูดีในสายตาคนรอบข้างยกเว้นแม่ เนื่องจากเป็นเด็กหัวดีมาก่อน แม้ไม่ตั้งใจเรียนแต่มักสอบได้คะแนนดี แต่สุดท้ายก็สอบตก เพราะคะแนนพฤติกรรมที่น้อยนิดจนบางครั้งถึงขั้นติดลบ เขาเรียนจบแค่มัธยมปลาย มีประสบการณ์ซ้ำชั้นตั้งแต่ประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย ทำให้เขาจบมัธยมปลายด้วยอายุยี่สิบเอ็ดปี ซึ่งตอนนั้นเขาเริ่มแก่กล้าในวิชาชีพที่ทำอยู่ในระดับที่ผู้ใหญ่ชื่นชม จึงสนับสนุนเขาให้ได้เลื่อนขั้นไปทำหน้าที่เก็บเงิน

ความซื่อสัตย์สุจริต หัวดี รักสันโดษ สมถะไม่ฟุ่มเฟือย ใฝ่รู้ และรักความก้าวหน้า… เป็นคุณลักษณะที่ดีประกอบการตัดสินใจของผู้ใหญ่หลายคนที่ลงความเห็นเลื่อนขั้นให้โจ โดยให้เขาทำหน้าที่เป็นฝ่ายเก็บเงินประจำเขตนี้ พร้อมมอบโบนัสและเพิ่มสวัสดิการให้ เขาจึงได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่อย่างเต็มตัว

แต่เช้าวันนี้ไม่เป็นดังเช้าปกติอันสดใส โจออกไปรอรับเงินยังจุดนัดหมาย เพื่อจะนำมาจัดเก็บแล้วรอส่งต่อ ตำรวจทลายแหล่งพักยาเสพติดและวิสามัญฆาตกรรมสมาชิกขบวนการฯ ที่พยายามยิงต่อสู้ไปห้าคน หลบหนีได้สองคน ไม่ถึงห้านาทีต่อมาตำรวจอีกทีมจัดกำลังมาดักเขาและเพื่อนเรียบร้อย ขณะกำลังรับเงิน ตำรวจแสดงตัวเข้าจับกุม เขากับเพื่อนหันหลังวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว ตำรวจสองนายวิ่งไล่ตาม เขาไม่รู้ว่าเพื่อนพกปืนและไม่รู้ว่าทำไมเพื่อนจึงคิดโง่ๆ อย่างนั้น  ทันทีที่เห็นเพื่อนถูกกระสุนวิ่งเจาะแสกหน้าจนร่างเซตกคลอง ความกลัวเข้าพันธนาการอย่างรวดเร็วจนแขนขาอ่อน

โจถูกจับในข้อหาร่วมค้ายาเสพติด…

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานเรียบร้อย จึงพิพากษาโจฐานร่วมผลิตและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ลงโทษประหารชีวิต

แม่และน้องสาวไปนั่งฟังคำพิพากษาคดีด้วย ทั้งสองร้องไห้รวดร้าวราวหัวใจถูกกดทับรุนแรงเฉียบพลัน แฟนและเพื่อนๆ ที่พอมีอยู่บ้างส่งเพียงกำลังใจมาฟังคำตัดสิน ซึ่งโจไม่แน่ใจว่ามีมวลเหล่านั้นอยู่ในห้องพิจารณาคดีจริงหรือเปล่า เขารู้สึกเสียใจและจิตตกวูบ น้ำตาไหลเป็นทางแต่ไม่ฟูมฟาย เขายืนนิ่งเป็นหิน จนผู้คุมพาตัวออกจากห้องพิจารณาคดี

ผู้ใหญ่ใจดีที่อุ้มชูให้การสนับสนุนรวมทั้งเพื่อนร่วมงานหลายคนที่ยังรอดชีวิต ไม่มีใครมานั่งฟังคำพิพากษาคดีด้วย หรืออาจมีมวลของเอมอยู่ก็ได้ มันคงคิดว่าทำไมเขาไม่ถูกยิงพร้อมไปกับมันด้วย มันจะได้มีเพื่อน ขณะเดียวกันเขาคิดว่าอย่างน้อยเขาก็จะได้มีเพื่อน

ตอนนี้ในหัวเขามีแต่คำว่า ‘ประหารชีวิต’ จนไม่มีพื้นที่ให้คิดเรื่องอื่นใด เขาเดินเซื่องๆ ออกมา หันสบตาแม่และน้องสาว น้ำท่วมตาจนมองใบหน้าแม่และน้องสาวไม่ชัด และไหลท่วมปากจนพูดอะไรไม่ออก เขาหันกลับเดินก้มหน้า เขากำลังคิดถึงการเข้าสู่ช่วงนับวันรอเพื่อถูกนำตัวไปฆ่าหรือนี่!

แม่และน้องสาวกลับถึงบ้านด้วยความอาดูร บ้านไม้เก่าซอมซ่อที่ไม่เคยได้รับอานิสงส์จากน้ำพักน้ำแรงของโจ แม่โจอายุห้าสิบสองปี น้องสาวกำลังเรียนชั้นมัธยมต้นปีที่สอง ทั้งคู่อยู่กันตามลำพัง พ่อโจเสียไปตั้งแต่เขายังเด็ก

ผู้เป็นแม่นั่งเงียบพิงตู้เสื้อผ้า นึกโกรธเคืองผู้พิพากษาที่ไม่ลดหย่อนโทษให้บ้าง ลูกชายเธอเป็นคนดี เขาแค่หลงผิด เขาไม่ได้ติดยา ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า เขาแค่อยากหาทางลัดในการหาเงิน แม้เขาจะออกจากบ้านไปอยู่ลำพังหลายปี กลับมาเยี่ยมแม่และน้องบ้าง การทะเลาะกันครั้งนั้นเธอรู้สึกเสียใจมาก ที่เป็นชนวนให้โจตัดสินใจออกจากบ้าน เธอรักลูกแต่อาจเลี้ยงลูกไม่เป็น เขาจึงได้เดินเข้าสู่โลกของยาเสพติด และทิ้งแม่และน้องสาวไว้ลำพัง เธอรู้ว่าลูกชายคงเสียใจไม่แพ้กัน แต่เสียใจจากคนละสาเหตุ ทุกครั้งที่โจกลับมาเยี่ยม เธอสังเกตได้จากแววตาของเขา เขารักแม่และน้อง แต่สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูของเธอผลักให้โจเป็นคนไม่กล้าแสดงออก

สำหรับโจเองรู้สึกแย่เช่นกันเมื่อต้องแยกห่างออกมา และไม่ยอมส่งเสียเลี้ยงดูแม่และน้อง ในขณะที่เขากลับสุขสบาย มีรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน มีข้าวกินทุกมื้อและมีที่นอนแสนสุข เขาไม่คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงต้องโกรธเขาและดุเขาขนาดนั้น เขาเพียงต้องการทำงานอะไรสักอย่างที่มันสามารถช่วยเหลือครอบครัวให้อยู่ดีกินดีขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ติดยา เขาเป็นแค่คนเก็บเงิน… เท่านั้น

ความซอมซ่อของบ้านเสื้อผ้าและความอดอยากของครอบครัว รวมถึงการเยียวยายามเจ็บป่วยโดยไร้ที่พึ่งพา ทุกโรคของคนในบ้านรักษาได้ด้วยยาแก้ปวด หากมีแผลก็ยาแดง แม่ต้องทำงานรับจ้างทั่วไป ถูกกดขี่เหยียดหยาม ครั้งหนึ่งโจเคยกระโดดชกหน้าลุงคนหนึ่งที่โยนเงินห้าสิบบาทใส่แม่เป็นค่าขุดหลุมฝังหมาที่เพิ่งตายให้ ลุงคนนั้นสวนกลับด้วยด้ามจอบ แม่ผลักเขาและเอาตัวรับแรงฟาดแทน

โจมักคิดเสมอว่าน้ำหน้าอย่างเขาและผลการเรียน จะมีน้ำยาอะไรไปหางานดีๆ มีรายได้เยอะๆ ได้ หรือหากอยากเรียนต่อปริญญาตรี จะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่ายค่าหน่วยกิต เหล่านี้คือความรู้สึกชิงชังของเขาในสภาพความเป็นอยู่ของคนในบ้าน เมื่อแม่ไม่เข้าใจเขาและด่าทออย่างรุนแรง ในวันที่เขานำเงินรายได้ก้อนแรกจาก ‘อาชีพ’ ที่เขาทำมาให้ จากจุดนั้นความชิงชังแค้นเคืองจึงเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ มันเริ่มต้นก่อตัวจากก้อนความรู้สึกเล็กๆ แล้วแผ่ขยายออกไป จนกระทั่งวันที่แม่จับได้ว่าเขาแอบนำยาเสพติดมาพักซ่อนในบ้าน เธอด่าทอลูกชายอย่างรุนแรงกว่าครั้งใดๆ มวลความรู้สึกชิงชังจึงถึงจุดแตกระเบิด

หลังจากวันนั้นโจออกจากบ้านไปอยู่คนเดียว โดยไม่ได้กลับบ้านเกือบสี่ปี จนกระทั่งความรู้สึกเบื้องลึกโหยหาความอบอุ่น รุมเร้าจนเริ่มสำนึกถึงเจตนาของแม่ เขาจึงกลับไปเยี่ยมแม่ แต่มวลความชิงชังซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจว่า มันมีความแค้นและความละอายปะปนด้วยหรือไม่? ทำให้เขาตัดสินไม่ช่วยเหลืออะไรแม่และน้องเลย ปล่อยให้แม่และน้องอยู่ตามยถากรรมลำพังสองคน แต่แม่ไม่เคยโกรธเคืองเพียงแค่เขากลับมาหาบ้างก็ดีใจแล้ว ส่วนน้องสาวอาจเกลียดเขาอยู่บ้างที่ไม่ช่วยเหลืออะไรแม่และเธอเลย แต่ด้วยการเป็นพี่น้องกันมานานเธอเข้าใจว่าสักวันพี่ชายจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

เช้าวันนั้นหลังสิ้นเสียงปืนสองกระบอกที่คร่าชีวิตคนไปสองคน น้องสาววิ่งไปดูเหตุการณ์แล้วรีบวิ่งไปบอกแม่ เธอตามไปพบโจที่สถานีตำรวจ เกาะลูกกรงที่ขังนักโทษชั่วคราวเพื่อรอส่งศาล แม่ลูกยืนประจันหน้ากันโดยมีลูกกรงขวางกั้น โลกสองใบเริ่มปริแยกนับแต่นั้น

“เข้มแข็งนะ เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ผ่านไป แม่…รักลูกนะโจ” ขณะพูดเสียงเธอสั่นเครือ พยายามบังคับไม่ให้น้ำตาไหลออกมาเด็ดขาด

ลูกชายกุมมือแม่ที่กำลังจับลูกกรงมือสั่น เข่าอ่อนคุกเข่าคู้ก้มกราบแทบเท้าผู้เป็นแม่ สะอึกสะอื้นฟูมฟายเหมือนครั้งยังเด็ก

“ผมขอโทษ”

หลังถูกตัดสินโทษ โจถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี เป็นแหล่งรวมนักโทษประหารจำนวนมาก ทั้งยังห่างไกลบ้านเกิด ชีวิตในเรือนจำเริ่มต้นด้วยโซ่ตรวนหนักราวสามกิโลกรัมและเชื่อมต่อกันผูกติดที่ขาทั้งสองข้างตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง อันเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงนักโทษคนนี้ต้องโทษประหารชีวิต คืนแรกๆ เขานอนไม่หลับ น้ำตาพรั่งพรูทุกคืน สะอึกสะอื้นนึกถึงแม่และน้องสาว นึกถึงคำตัดสินที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้าว่าตัวเองจะต้องจบชีวิตลงในวันไหน จะมีความหดหู่ใดในโลกเทียบเท่าได้ แฟนและเพื่อนๆ ที่เขาพบเจอบ่อยกว่าแม่และน้องสาว บัดนี้หายเข้ากลีบเมฆ

ประสบการณ์ในเรือนจำช่วงแรก นอกจากการสู้รบกับภาวะจิตใจของตัวเองที่มีอาการทางจิต ต้องกินยาแก้เครียด ยาลดความซึมเศร้าและยานอนหลับ เพื่อไม่ให้หวาดระแวงและไม่ต้องผจญกับฝันร้าย เขายังต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ทั้งยังต้องรับมือกับสิ่งต่างๆ อาทิ สังคมคนคุกที่แต่ละคนล้วนน่ากลัว หลายคนติดคุกด้วยคดีฆาตกรรม หลายคนมีร่างกายเต็มไปด้วยรอยสัก หลายคนเป็นพวกรักร่วมเพศและพยายามเข้าประกบติดโจ หลายคนมีหลายสิ่งที่ว่ามาภายในตัวคนเดียว น้องใหม่อย่างโจจึงถูกรับน้องบ้างตามประเพณี ช่วงแรกเขามีเรื่องชกต่อยอยู่หลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งเขาเป็นฝ่ายแพ้ ไม่ใช่ว่าสู้ไม่ได้ แต่เขาไม่มีพวก

แม่และน้องสาวมาเยี่ยมโจในปลายสัปดาห์ที่สอง เพราะแม่ยังทำใจไม่ได้และไม่กล้าไปเห็นสภาพลูกชายในสถานที่เช่นนั้น

“สบายดีไหม?”

“สบายดีครับ”

“ทานข้าวเช้าหรือยัง?”

“ทานแล้วครับ”

“คืนที่ผ่านๆ มา เป็นอย่างไรบ้าง? ยุงเยอะไหม? นอนหลับสนิทหรือเปล่า?”

“นอนไม่ค่อยหลับ มาหลับเอาใกล้เช้าหลายคืนแล้ว เดี๋ยวคงชิน”

“ทำใจให้สบาย เรื่องที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป นะ”

“ครับ”

“เอ่อแม่… พอดีมีเพื่อนที่เรือนจำคนหนึ่งเล่าถึงการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ฟัง ถ้ารีบยื่นอาจได้รับพระราชทานอภัยโทษทันก่อน… เออะ… ก่อนถูกประหาร… เดี๋ยวฉันจะพยายามดูนะแม่”

“จริงด้วยสิ! ทำให้ได้นะลูก เข้มแข็งนะ โจจะต้องได้อยู่กับแม่และน้องต่อไปนะ”

แม่พูดพลางน้ำตาเอ่อท้นแม้พยายามกลั้นเต็มที่แล้ว น้องสาวนั่งก้มหน้างุดไม่กล้าเงยหน้าให้เห็นใบหน้าเปื้อนน้ำตา แม่กำชับกับโจว่าให้รีบหาทางถวายฎีกาฯ และคงมาเยี่ยมบ่อยไม่ไหวเพราะต้องนั่งรถทัวร์เดินทางมาไกล แต่จะพยายามมาให้บ่อยเท่าที่จะสามารถทำได้ เธอจะเขียนจดหมายมาหาเรื่อยๆ ให้โจตอบกลับด้วย โจรับคำทั้งน้ำตาที่กำลังไหลพราก

ไม่กี่วันต่อมาโจได้แบบฟอร์มถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษจากเพื่อนคนหนึ่งที่ช่วยจัดหาให้ เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งปกติที่นักโทษในเรือนจำมีความรู้ความเข้าใจกันดี พวกเขาจะคอยติดตามมติจากผลประชุมคณะรัฐมนตรี ว่าในปีนั้นๆ จะมีการให้อภัยโทษหรือไม่ เขาปรึกษาเพื่อนว่าควรเขียนอย่างไร จากนั้นจึงรีบเขียนและรีบยื่นถวายตามขั้นตอน

แม่มาเยี่ยมโจสัปดาห์ละครั้ง บางครั้งมาพร้อมน้องสาว บางครั้งมาคนเดียว ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของกันและกัน แม่และน้องสาวอยู่ตามลำพังมาหลายปีจึงไม่รู้สึกอ้างว้างมากนัก ต่างจากโจที่ต้องเข้าไปอยู่ในโลกที่ปิดกั้นอย่างฉับพลัน

วันหนึ่งที่เขาได้รับจดหมายจากน้องสาว เธอแจ้งข่าวเกี่ยวกับแม่ เมื่อสัปดาห์ก่อนแม่วิ่งหนีเทศกิจที่ตลาด พวกเขาจะจับและรีดไถเงินแม่ที่มาตั้งแผงขายของกีดขวางทางเท้า แม่รู้ว่ามีเงินไม่พอจ่ายจึงยกข้าวของวิ่งหนีจนพลาดลื่นล้ม ตอนนั้นน้องสาวอยู่ที่โรงเรียน มาทราบข่าวอีกทีในตอนเย็นที่เพื่อนบ้านมาบอกว่าตอนนี้แม่อยู่ที่โรงพยาบาล เธอจึงรีบไปเยี่ยมแม่

หมอแจ้งว่าแม่อาจเป็นอัมพฤกษ์ หมอยังแจ้งอีกว่าแม่เป็นโรคหัวใจ ไม่กี่วันต่อมาหมอแจ้งยืนยันว่าแม่เป็นอัมพฤกษ์ตั้งแต่สะโพกลงมา ขาจะขยับไม่ได้ ส่วนโรคหัวใจยังไม่เป็นมากนัก แต่ที่หนักรองจากอัมพฤกษ์คือหมอตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะแรก หมอเรียกเธอเข้าไปชี้แจงที่ห้อง นั่งอธิบายรายละเอียดอาการและโรคต่างๆ ของแม่ที่ตรวจพบ และอธิบายแนวทางการรักษาดูแลแม่อย่างละเอียด พร้อมให้พยาบาลช่วยสาธิตให้ดู เธอตัดสินใจว่าจะลาออกจากโรงเรียนเพื่อออกมาอยู่ดูแลแม่ เอาไว้เมื่ออะไรๆ ดีขึ้นแล้วค่อยกลับไปเรียนต่อหรือไม่ก็เรียนการศึกษานอกโรงเรียนแทน

หมอบอกว่าแม่ต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลอีกหนึ่งสัปดาห์ เธอให้คำมั่นว่าจะดูแลแม่อย่างดี ในช่วงแรกที่แม่กลับบ้านคงไม่มีรถเข็นให้นั่ง แต่จะพยายามหาเงินมาซื้อรถเข็นให้แม่ให้ได้ ให้พี่ชายสบายใจได้ อย่างน้อยคิดเสียว่าช่วงบนแม่ยังขยับได้ตามปกติ ยังพูดได้ ยังเขียนจดหมายได้

หลังจากนั้นไม่กี่ปีน้องสาวโจเก็บเงินซื้อรถเข็นให้แม่ได้ จึงมีโอกาสพาแม่มาเยี่ยมโจบ้าง ต่อมาด้วยการเดินทางอันยากลำบาก เสียค่าเดินทางมาก และสาเหตุบางประการ ทำให้แม่ไม่สามารถมาเยี่ยมโจได้อีก นับแต่นั้นโจกับแม่จึงต้องสื่อสารกันผ่านจดหมายเพียงสื่อเดียว โลกสองใบจึงปริแยกขาดออกจากกันสิ้นเชิง…

โลกของโจ

โจใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ อย่างซังกะตาย วันไหนที่นักโทษต้องขึ้นตึกเร็วขึ้น บรรยากาศในหมู่นักโทษวันนั้นจะเงียบเหงา วังเวง และหลอนไปตามๆ กัน เพราะรู้ว่าในช่วงเย็นจะต้องมีใครสักคน หรืออาจเป็นตัวเอง ที่จะต้องถูกควบคุมตัวออกไปยังห้องประหารชีวิต ที่จะไม่มีวันได้กลับมาอีก ทุกคนจะต้องกดดันทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียง ‘แก๊ก’ ที่ผู้คุมจะเข้ามาพาคนออกไป

โจเองก็เครียดและหลอนเช่นกัน จนต้องตรวจสุขภาพจิตอยู่เรื่อยๆ – เขาไม่ได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ลงในจดหมายที่ส่งถึงแม่ เพียงถามไถ่ทุกข์สุขกันธรรมดา และพยายามเขียนเพื่อไม่ให้แม่เป็นห่วงเขามากนัก ส่วนแม่เล่าถึงน้องสาวโจที่ยอมลาออกจากโรงเรียนแล้วไปสมัครเรียนการศึกษานอกโรงเรียน จะได้มีเวลาดูแลแม่ ช่วยเป็นลูกมือแม่ทำขนมแล้วไปขายที่ตลาดตอนเช้ายันบ่าย

ไม่กี่เดือนหลังจากถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ โจก็ได้ทราบข่าวดี เขาได้รับพระราชทานอภัยโทษเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต โจรีบเขียนจดหมายถึงแม่ แม่และน้องสาวดีใจมาก ทั้งสามแม่ลูกดีใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างมาก โจบอกแม่ว่าเขาจะทำตัวให้ดีขณะอยู่ในเรือนจำ จะกลับตัวกลับใจทำแต่สิ่งดีๆ เพื่อให้ได้ออกจากเรือนจำไปดูแลแม่และน้องสาว อย่างน้อยชั่วชีวิตนี้ขอให้ได้ดูแลแม่อย่างที่ใจอยากมานาน แต่จะไม่ใช้วิธีที่ผิดๆ อีกแล้ว

ไม่นานหลังทราบข่าวดี โจได้รับการปลดโซ่ตรวน อันเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาจะไม่ใช่นักโทษประหารชีวิตอีกต่อไป เสมือนเป็นการได้เกิดใหม่อีกครั้ง ไม่ต้องตายจากโลกนี้ก่อนเวลาอันควร แม้ยังต้องอยู่ในเรือนจำแต่มันก็รู้สึกดีกว่าต้องรอวันตาย

สองปีแรกที่โจติดคุก เขาเริ่มคุ้นเคยและปรับตัวได้มากขึ้น เริ่มมีสังคมและเริ่มเข้าสังคม เขาเลือกที่จะคบเพื่อนนิสัยดี ไม่ทำตัวเป็นที่กวนตากวนใจใคร พยายามทำตัวเป็นนักโทษที่ดี

เขากับแม่ยังคงเขียนจดหมายคุยกันตลอด โจเป็นห่วงแม่ที่เดินไม่ได้ ต้องลำบากกว่าแต่ก่อน แต่แม่ก็เล่าว่าสบายดีและชินแล้ว แขนยังใช้การได้ดี ในช่วงที่เพิ่งล้มใหม่ๆ เวลาขยับตัวจะลุกไปเข้าห้องน้ำ ต้องใช้แขนช่วยค่อยๆ ‘กระดึ๊บๆ’ ไป แม่บอกว่าตอนนี้แม่เหมือนหนอนเลย โจอ่านแล้วก็หัวเราะออกมา แม่เล่าถึงน้องสาวโจที่ตอนนี้มาช่วยเป็นลูกมือแม่ทำน้ำพริกแล้วไปขายที่ตลาดแต่เช้า

หลายปีต่อมาน้องสาวเก็บหอมรอมริบจนซื้อรถเข็นมือสองให้แม่ได้ ทำให้ตอนเช้าและเย็นวันเสาร์อาทิตย์ น้องสาวสามารถพาแม่ออกไปใส่บาตรและพักผ่อนสูดอากาศสดชื่นริมคลองได้ ส่วนอาการจากโรคมะเร็งของแม่ไม่ได้เลวร้ายแต่อย่างใด ไม่มีอะไรผิดปกติ แม่ดูแลตัวเองดีมากทั้งออกกำลังกายและทานอาหารที่เหมาะสม

เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า การถามไถ่แต่สารทุกข์สุขดิบเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นการแลกเปลี่ยนเรื่องราวความคิดเห็นของกันและกัน แม่เล่าถึงสถานการณ์บ้านเมืองข้างนอก การเปลี่ยนรัฐบาล ราคาไข่และมะนาวแพงขึ้น สภาพบ้านเรือนตลาดและทางเดินเลียบคลองที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตลาดข้างสนามฟุตบอลกลายเป็นห้างสรรพสินค้า ส่วนสนามฟุตบอลกลายเป็นลานจอดรถ ทั้งสองพูดคุยกันผ่านตัวอักษร แม่เขียนหนังสือได้คล่องขึ้นจากช่วงแรกๆ ที่สะกดผิดสะกดถูก วันหนึ่งแม่ถามโจว่าทำไมไม่เอาความรู้ที่ร่ำเรียนมาเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เรียนจบมัธยมปลายมาเสียนานลืมหมดแล้วหรือยัง?

โจจึงตอบกลับไปว่าความรู้เหล่านั้นมันเอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ในโลกความเป็นจริง เพราะโรงเรียนไม่เคยสอนว่าสิ่งที่ตัวเองสอนให้เด็ก เด็กจะเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง นอกจากเอาไปใช้สอบ? แต่เขาก็ไม่ได้ทิ้งเรื่องเรียนเสียทีเดียว ตอนนี้เขากำลังเป็นนักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขานิติศาสตร์ เขาใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือต่างๆ นอกจากตำราเรียนก็มีทั้งนิยาย เรื่องสั้น หนังสือพิมพ์ นิทาน ปรัชญา พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่นานเขาเริ่มเป็นหนอนหนังสือตัวยง จึงขอรับอาสาอ่านหนังสือให้นักโทษชราฟังคลายเหงา เขาเล่นกีต้าร์พอได้และร้องเพลงเพราะ พลอยได้เล่นในงานสันทนาการที่จัดภายในเรือนจำบ่อยๆ

แม่กับน้องสาวยังดำเนินชีวิตตามปกติเหมือนที่แม่เคยเล่า แต่เดี๋ยวนี้แม่เริ่มออกไปข้างนอกด้วยตัวเองคล่องขึ้น เดี๋ยวนี้ไปช่วยน้องสาวขายของทั้งเช้าและเย็น รายได้แม้ไม่มากนัก แต่พอกินพอจ่าย สัปดาห์ก่อนแม่เพิ่งซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ ขนาดยี่สิบสี่นิ้ว เป็นของหลุดจำนำได้มาในราคาไม่แพง น้องสาวโจจะได้ไม่เหงาเวลาอยู่บ้าน เพราะโทรทัศน์เครื่องเก่าเสียไปนานแล้ว

โจดีใจที่แม่และน้องสาวมีความสุขดี ถ้าจะให้ดีกว่านี้เขาอยากไปร่วมแบ่งปันความสุขนั้นด้วย หลายปีมานี้เขาเริ่มสนใจธรรมะและปรัชญามากขึ้น เขาอ่านเกี่ยวกับปริศนาธรรมของเซน, ของท่านพุทธทาสภิกขุ และของท่าน ว.วชิรเมธี เขาชอบศึกษาหลักธรรมในแนวทางนี้มาก เพราะเน้นถึงความเรียบง่าย ความเข้าใจตัวตน เข้าใจโลก ไม่นานเขาเริ่มฝึกนั่งกรรมฐาน โดยศึกษาวิธีปฏิบัติจากหนังสือ เขาไม่เคยบอกใครว่าเขานั่งไปถึงระดับไหนแล้ว เขารู้ว่านี่คือสิ่งที่วิเศษที่สุดตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเรือนจำ

เพียงไม่กี่ปีโจก็เรียนจบปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์ เขาได้รับปริญญาบัตรที่มีการจัดพิธีมอบที่เรือนจำ จากนั้นเขาได้สมัครเรียนต่อปริญญาตรีในสาขาวิทยาการจัดการต่อ เขาเล่าให้แม่ฟังว่ามันคือความสะใจ ที่คนอย่างเขาก็สามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ เนื่องจากอยู่ในนี้ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก จึงพยายามฆ่าเวลาด้วยกิจกรรมที่ดูมีประโยชน์ ไม่อยากนั่งเหงาเศร้าไปวันๆ แม่ตอบจดหมายกลับมาว่าแม่และน้องสาวดีใจมากที่โจเรียนจบปริญญา แม่ไม่นึกว่าจะมีวันนี้ ทั้งยังเสียดายที่ไม่ได้ไปอวยพรลูกด้วยตัวเอง และไม่ได้ไปเยี่ยมนานหลายปี เนื่องจากไม่สะดวกในการเดินทางไกลและสงสารน้องสาว แต่ด้วยการติดต่อสื่อสารถึงกันตลอดหลายปีมานี้ทั้งคู่ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ห่างไกลกันเลย กลับรู้สึกว่าสนิทกันมากกว่าก่อนติดคุกด้วยซ้ำ แม่เคยบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ได้รู้สึกว่าลูกชายติดคุกแล้ว รู้สึกเหมือนลูกไปทำงานต่างประเทศอยู่ไกลๆ มากกว่า

โจชอบศิลปะมาแต่เด็กแต่กลับจบสายวิทย์สมัยเรียนมัธยมปลาย ระหว่างอยู่ในเรือนจำ เขามีโอกาสได้ฝึกฝีมือในการผลิตเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุธรรมชาติ เขาออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ได้โดดเด่นขายดีในงานผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ จนมีลูกค้าคนหนึ่งเห็นแววจึงขอซื้อลิขสิทธิ์ไปผลิตในจำนวนมาก โจได้รับค่าลิขสิทธิ์เป็นจำนวนหลายหมื่นบาท ภายหลังเขาทราบข่าวจากผู้ที่ซื้อลิขสิทธิ์งานออกแบบของเขาว่า ผลงานของเขามีโอกาสได้ไปวางแสดงและจำหน่าย ในงานแสดงผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ยอดเยี่ยม ซึ่งได้รับความสนใจและสั่งซื้อจากชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก

วันหนึ่งโจได้รับข่าวดีจากแม่ว่าเพิ่งไปตรวจที่โรงพยาบาลมา แม่ไม่มีอาการของโรคหัวใจแล้ว ระดับน้ำตาลและความดันก็เป็นปกติดี หมอแนะนำให้ลองไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลเพิ่มเติม ปกติแม่จะทำกายภาพบำบัดง่ายๆ ที่บ้าน แม่เริ่มขยับขาได้เมื่อสิบห้าปีก่อน ผ่านไปหลายปีจึงเริ่มยกและงอขาได้เล็กน้อย น้องสาวช่วยบีบนวดเป็นประจำ

แม่บอกว่าจะพยายามดูแลรักษาตัวเองให้ดี ให้ร่างกายแข็งแรงที่สุด จะได้มีชีวิตอยู่รอทันวันที่เห็นเขาออกจากเรือนจำ เขาน้ำตาไหลเมื่อเห็นถึงความตั้งใจและความพยายามของแม่ เขาเองก็ตั้งมั่นที่จะทำแต่ความดีเพื่อให้พ้นจากเรือนจำออกไปหาแม่ได้เร็ววัน

บัดนี้เขาอยู่ในสถานะนักโทษชั้นเยี่ยมที่เหลือเวลาอยู่ในเรือนจำอีกเพียงหนึ่งปี

ตลอดยี่สิบสี่ปีที่ผ่านมาโจมีความเป็นอยู่สุขสบาย มีข้าวกินมีที่นอน ป่วยก็มีหมอมียา ผิวพรรณมีน้ำมีนวลขึ้น แม้มีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่และกิจกรรมบ้าง ด้วยการเรียนรู้การปล่อยวางและปรับตัว ความทุกข์เศร้าจึงไม่เข้ามาย่างกรายใดๆ อีกเหมือนในช่วงแรก เขาเรียนจบปริญญาตรีถึงสามใบ ได้แก่สาขานิติศาสตร์ สาขาวิทยาการจัดการ และสาขารัฐศาสตร์ เขาไม่ได้พบแม่มาเกือบสิบเจ็ดปี ตั้งแต่แม่เดินไม่ได้น้องสาวพาแม่นั่งรถเข็นมาเยี่ยมเขาสี่ครั้ง กระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบสิบเจ็ดปีที่แล้วที่เขาบอกให้แม่ไม่ต้องมาแล้ว สงสารแม่กับน้อง เพราะเดินทางมาลำบาก เอาไว้คุยกันผ่านจดหมายก็พอ

โจถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษไปหลายครั้ง ได้รับพระราชทานอภัยโทษรวมสี่ครั้ง

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนเขาก็จะได้ออกไปหาแม่…

โลกของแม่

ตั้งแต่โจติดคุกเธอและลูกสาวใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดิม จะมีผิดปกติบ้างก็เพียงตอนหอบข้าวของไปตั้งแผงขายที่หน้าตลาด เจอคนรู้จักก็ถูกต่อว่าบ้าง ถูกมองด้วยสายตาดูหมิ่นบ้าง เธอและลูกสาวพยายามไม่ใส่ใจ เธอตื่นแต่เช้ามืดไปซื้อของสดที่ตลาดกลับมาทำขนมสี่ห้าอย่าง ขนมที่เธอทำบ่อยๆ อาทิ ถั่วแปบ ขนมถ้วย ขนมใส่ไส้ ขนมกล้วย ขนมถ้วยฟู ขนมดอกโสน ขนมน้ำดอกไม้ ข้าวต้มน้ำวุ้น เนื่องจากขนมบางชนิดมีขั้นตอนในการทำยุ่งยากและต้องใช้เวลาเตรียมนาน บางครั้งเธอต้องเตรียมของตั้งแต่ก่อนเข้านอน เพราะกลัวจะทำไม่ทันในตอนเช้ามืด

เธอและลูกสาวต้องช่วยกันหอบหิ้วข้าวของไปวางขายอยู่หน้าตลาดตั้งแต่หกโมงเช้า ผู้คนที่ออกมาใส่บาตรและมาจ่ายตลาดจะได้แวะซื้อขนมติดไม้ติดมือกลับบ้านได้ พอตั้งแผงเสร็จลูกสาวจึงแยกไปโรงเรียน เธอขายขนมจนถึงเย็น บางวันที่อากาศร้อนมากและวางของไม่ดีจึงมีของบูดบ้าง ทำให้ต้องเก็บแผงเร็วกว่าปกติ วันไหนลูกสาวเลิกเรียนเร็วจะมาช่วยเก็บและหอบของกลับบ้าน รายได้จากการขายขนมไม่มากนัก พออยู่ได้และพอส่งเสียลูกสาวไหว หลายครั้งเธอส่งเงินเล็กๆ น้อยๆ ไปให้โจบ้าง เผื่อไว้ใช้ในเรือนจำ

ทุกวันจันทร์ที่ตั้งแผงขายริมทางเท้าไม่ได้ เธอจะโบกรถสองแถวไปลงท่ารถทัวร์ในตัวเมือง นั่งรถทัวร์ชั้นถูกที่สุดเดินทางจากหนองคายมายังกรุงเทพฯ ลงรถที่สถานีขนส่งหมอชิตแล้วต่อรถเมล์มาลงท่าน้ำนนท์ แวะซื้อขนมของฝากเล็กน้อย แล้วต่อรถไปอีกไม่ไกลไปยังเรือนจำ เข้าไปเยี่ยมลูกชาย หากสัปดาห์ไหนเธอทราบว่าลูกสาวไม่มีกิจกรรมอะไรที่โรงเรียนหรือไม่ได้ไปไหนกับเพื่อนๆ ในวันเสาร์อาทิตย์ เธอมักชวนลูกสาวนั่งรถไฟมากรุงเทพฯ เพื่อเยี่ยมโจ การเดินทางด้วยรถไฟประหยัดกว่าสำหรับสองคน และเธอจะได้มีเพื่อนร่วมทาง ไม่ต้องแปลกแยกเคอะเขินในเมืองใหญ่ตามลำพัง

ช่วงแรกๆ ที่มาเยี่ยมโจ เธออดกลั้นน้ำตาไม่ได้ ใบหน้าลูกชายซูบเซียว ขอบตาดำคล้ำ ยิ่งในช่วงก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งแรก เธอไม่กล้าไปเยี่ยมโจเพราะยังทำใจไม่ได้ ไม่กล้ามองหน้าลูกชายที่กำลังจะถูกพรากชีวิตไปเมื่อใดก็ไม่ทราบได้ โทษประหารชีวิตลูกชายช่างเจ็บปวดรวดร้าว ใจสั่นรู้สึกวูบหวิวไปทั้งตัว แน่นหน้าอกหายใจไม่ออกจนต้องเรียกลูกสาวหายาดมยาหอมมาให้ พอเริ่มตั้งสติได้เธอคิดถึงลูกชายว่าจะต้องทุกข์ทรมานกว่าเธอเป็นร้อยเท่าพันทวี จึงชวนลูกสาวไปเยี่ยม ไปให้กำลังใจ พอไปบ่อยเข้าเริ่มรู้สึกว่าลูกชายมีอาการดีขึ้น

บางสัปดาห์ที่ไม่ว่างหรือเก็บเงินได้ไม่พอค่าเดินทาง เธอเขียนจดหมายถึงลูกชายแทน กว่าจะเขียนได้จบฉบับหนึ่งใช้เวลานานมาก ไม่รู้ว่ามีสะกดผิดคำไหนบ้างแต่ก็พยายามที่สุดแล้ว เธอพบว่าการสื่อสารผ่านทางจดหมายช่วยให้เธอและลูกชายยังได้ใกล้ชิดกัน

เคราะห์ร้ายมาเยือนเธอในบ่ายวันหนึ่ง เจ้าหน้าที่เทศกิจเข้ามาไล่แผงค้าริมทางเท้าหน้าตลาด เธอรีบเก็บข้าวของหอบหนี เจ้าหน้าที่เทศกิจวิ่งไล่ไม่ลดละ จนกระทั่งจังหวะที่หันกลับไปมองด้านหลัง เธอเหยียบพื้นที่มีน้ำเจิ่งนองจนลื่นล้มหลังกระแทกพื้น ด้วยน้ำหนักตัวกว่า 65 กิโลกรัมกับความสูง 150 เซนติเมตรและอายุ 52 ปี เธอร้องโอดครวญใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดน้ำตาไหลพรากๆ เจ้าหน้าที่เทศกิจเข้ามายืนก้มดูเธอ แสยะยิ้มเล็กน้อยแล้วเก็บข้าวของเธอไปจนหมด ก่อนเดินจากไป ผู้คนที่ยืนล้อมดูกันเป็นวงหน้าตาตระหนกกับสิ่งที่ได้พบเห็น เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยพลเมืองดีหนึ่งในไทยมุง

ลูกสาวไปเยี่ยมในเย็นวันนั้น เธอรู้สึกตัวและยิ้มแย้มให้ลูก เธอกำชับลูกสาวว่าอย่าเพิ่งบอกโจนะ กลัวจะซ้ำเติมทุกข์กันไปใหญ่ ไม่กี่วันต่อมาลูกสาวทนไม่ได้จึงเขียนจดหมายเล่าเรื่องแม่ส่งให้พี่ชาย ลูกสาวบอกเธอว่าไม่ได้บอกพี่ทั้งหมด นอกเหนือจากที่บอกพี่ชายไป แม่ยังเป็นไขมันอุดตันในเส้นเลือด เบาหวาน และความดัน ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลไม่เคยตรวจสุขภาพ เมื่อทราบเรื่องก็นิ่งงันกันไปทั้งแม่และลูกสาว เธอปลอบลูกสาวว่าจะต้องเข้มแข็ง เราจะหันมาดูแลสุขภาพกันให้ดีขึ้น จะได้ไปเยี่ยมโจไหว ขาที่ไร้เรี่ยวแรงยังไม่สร้างทุกข์ถมได้หนักเท่าลูกชายกำลังจะตาย

เธอออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้าน ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะเวลาที่ลูกสาวไปโรงเรียน เธอพร่ำบ่นถึงชะตากรรมอันเลวร้าย เดินเหินไม่ได้ต้องใช้แขนช่วยคลาน เขียนจดหมายถึงลูกชายเล่าว่าเธอเปรียบตัวเองเหมือนหนอน เป็นเรื่องตลกที่เธอหัวเราะไม่ออก ทรมานทุกครั้งโดยเฉพาะเวลาเข้าห้องน้ำ

หลังจากนั้นไม่นานลูกสาวลาออกจากโรงเรียนมาอยู่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะหมอกำชับไว้ว่าในระยะแรกต้องดูแลใกล้ชิด แม่อาจยังปรับตัวไม่ได้ ร่างกายไม่เป็นไรแต่จิตใจสำคัญกว่า ลูกสาวต้องตื่นแต่เช้ามืดไปจ่ายตลาดกลับมาเตรียมของเป็นลูกมือช่วยเธอทำขนม แล้วเอาออกไปขายโดยเปลี่ยนทำเลใหม่ ซึ่งแน่ใจได้ว่าจะไม่มีใครมาไล่อีก

ผ่านไปหลายเดือนแล้วข่าวดีก็มาเยือนพร้อมจดหมายจากโจ ลูกชายได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เธอดีใจจนร้องไห้พลางเหลือบมองขึ้นไปที่รูปบนหิ้งสองรูปแล้วยกมือไหว้เหนือหัว พร่ำพูดคำสรรเสริญนานาฟังไม่ได้ศัพท์ เธอตั้งปนิธานต่อตัวเองในวันนั้นว่าจะดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี เพื่อให้มีแรงไปเยี่ยมโจได้

ตอนเย็นลูกสาวกลับมา เธอเล่าข่าวดีของโจให้ฟัง ลูกสาวดีใจมากกระโดดโลดเต้นใหญ่ เธอจึงเล่าปนิธานความตั้งใจให้ลูกสาวฟัง และเล่าถึงการดำเนินชีวิตในแนวทางใหม่ เธอบอกลูกสาวว่าจากนี้ไปเราจะไม่ทำขนมแล้ว เพราะยุ่งยากและวัตถุดิบราคาแพงขึ้น จะเปลี่ยนมาทำน้ำพริกขายแทน

เธอบอกให้ลูกสาวไปหาเมล็ดพันธุ์ผักมา เพื่อจะปลูกบริเวณข้างบ้านที่เป็นที่รกร้างมีเนื้อที่ว่างพอควร ทั้งเอาไว้เพื่อทานเองและเอาไว้ทำกับข้าวขาย เพราะน้ำพริกทำง่ายกว่าและยังเก็บรักษาง่ายกว่าด้วย เธอให้ลูกสาวกลับไปปรึกษาครูที่สอนวิชาเกษตรเพิ่มเติม ถึงเทคนิคการปลูกผักแต่ละชนิด นับจากนั้นที่บ้านจึงไม่ต้องซื้อหาผักสดอีกต่อไป ทั้งยังนำไปแลกไข่ไก่ และแบ่งไปขายเอาเงินมาซื้อปลาทู เอามาทอดแล้วเอาไปขายคู่กับน้ำพริก และเก็บไว้ทานเองบ้าง ผักส่วนหนึ่งยังใช้เป็นยาสำหรับเธอเองได้อีกด้วย

เธอปลูกผักที่ใช้เป็นยาอยู่หลายชนิด ด้วยความช่วยเหลือจากครูเกษตรที่หามาให้ มีทั้งต้นเจียวกู้หลาน รางจืด จิงจุฉ่าย มะรุม ย่านาง ไล่ไปจนพืชผักสวนครัวอย่างผักบุ้ง ถั่วงอก กะเพรา โหระพา พริกขี้หนู และอีกหลายชนิด ปลูกอย่างละนิดละหน่อย ต่อมาพบว่าผักที่ใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ขายได้ราคาดี เพราะหาซื้อยากไม่ค่อยมีคนปลูกกัน

ลูกสาวเก็บเงินวันละเล็กละน้อยอยู่หลายปี ทั้งยังเอาเวลาว่างช่วงค่ำไปช่วยล้างจานที่ร้านอาหารใกล้บ้าน จนเก็บหอมรอมริบนำเงินไปหาซื้อรถเข็นมือสองมาให้เธอ เธอหัดใช้มันอยู่นานหลายเดือนกว่าจะคล่อง จนสามารถออกไปช่วยลูกสาวขายของได้

ตอนเช้าและเย็นวันเสาร์อาทิตย์ลูกสาวพาเธอออกไปใส่บาตรและพักผ่อนสูดอากาศสดชื่น หลังจากอุดอู้อยู่ในบ้านมานาน ลูกสาวพาเธอเดินทางไปเยี่ยมพี่ชาย พาเธอนั่งรถเข็นไปเยี่ยมโจ แต่ไปได้แค่ไม่กี่ครั้งก็ถอดใจ เพราะขึ้นลงรถและเดินทางลำบากยากเย็น ซึ่งโจเข้าใจเหตุผลดีจึงขอให้เธออยู่ที่บ้าน เพียงเขียนจดหมายถึงกันก็พอ โลกที่แยกขาดก็ไม่ได้ขาดสนิทเสียทีเดียว ยังคงเหลือใยบางๆ เชื่อมระหว่างกันอยู่

เหมือนอะไรๆ กำลังจะไปด้วยดี วันหนึ่งลูกสาวก็หายตัวไป ผ่านไปสองสัปดาห์จึงส่งจดหมายมาบอกเธอ ว่าตอนนี้ไปทำงานที่เชียงใหม่ มีรายได้ดีงานไม่หนักมาก เพื่อนชวนไป แล้วจะส่งเงินมาให้แม่ทุกเดือน ขอให้แม่ดูแลตัวเองดีๆ เป็นห่วงและรักแม่เสมอ ขอโทษที่จากไปกะทันหัน

หยดน้ำทิ้งตัวร่วงจากตา หยดลงบนกระดาษจนเปียกเป็นดวง เธอมือสั่นและร้องไห้ครวญครางอย่างเสียสติ เธอไม่กล้าบอกลูกชาย โศกเศร้าเสียใจมากจนไม่ได้ไปขายของหลายสัปดาห์ พืชผักขาดน้ำแห้งตายไปหลายต้น เพื่อนบ้านและลูกค้าประจำพืชสมุนไพรแวะมาถามไถ่ แนะนำให้เธอมีสติ อย่างน้อยลูกสาวยังคงเขียนจดหมายถึงแม่และส่งเงินมาให้ และยังมีลูกชายในเรือนจำที่ยังต้องการกำลังใจ

เธอจึงนึกถึงสิ่งที่ลูกชายเคยแนะนำ เครื่องมือที่ช่วยทำลายความเครียดฟุ้งซ่าน และนึกถึงปนิธานที่เคยตั้งมั่น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอดูแลสุขภาพอย่างดี ไม่ทานเนื้อสัตว์ยกเว้นปลา ทานแต่ผักผลไม้ ออกกำลังกายบิดเนื้อบิดตัวสม่ำเสมอ รวมถึงการทำกายภาพบำบัดเพื่อพยายามขยับขาให้ได้

จนในที่สุดความพยายามก็ประสบผล เมื่อเธอเริ่มขยับขาได้ จากนั้นก็เริ่มงอได้ แต่เธอยังไม่กล้าหัดยืน นอกจากนี้เธอนึกถึงธรรมะที่ลูกชายเคยแนะนำ

เธอเริ่มหาหนังสือธรรมะมาอ่าน เริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ ปล่อยวางกับเรื่องลูกสาว มองโลกในแง่ดีว่าลูกแค่ไปทำงานและอาจมีครอบครัวที่มีความสุข เธอเข้าวัดบ่อยขึ้น เริ่มฝึกนั่งสมาธิในยามว่าง ฝึกกำหนดลมหายใจขณะออกกำลังกายและทำกายภาพบำบัด

เธอเริ่มกลับมาดูแลพืชผักให้สดชื่นเขียวชอุ่มพร้อมแบ่งขาย ตื่นแต่ตีสี่มาทำกับข้าวเพื่อกลับไปขายเหมือนเดิมโดยจ้างเด็กวัดที่หลวงพ่อแนะนำให้มาช่วย โดยรับผิดชอบดูแลแปลงผัก ช่วยไปซื้อของสดที่ตลาดตอนเช้ามืด ช่วยทำกับข้าว พอทำกับข้าวเสร็จเธอก็ออกไปขายตอนหกโมงเช้า โดยมีเด็กวัดช่วยยกของไปตั้งขาย แล้วกลับมาช่วยเก็บของตอนขากลับ เธอมีร่างกายแข็งแรงขึ้น จิตใจโปร่งโล่ง มีเด็กวัดผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาช่วยเพื่อแลกกับเงินค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ เป็นค่าขนม

เธอใช้ชีวิตเช่นนี้สืบเนื่องมาร่วมสิบหกปีโดยลำพัง เธอพบว่าตนเองแข็งแรงและมีสภาพจิตใจดีกว่าเมื่อตอนโจติดคุกใหม่ๆ เสียอีก

เธอไปตรวจที่โรงพยาบาลทุกสองเดือน หมอชมเธอมากที่ดูแลตัวเองดี สุขภาพเธอเป็นปกติดีทุกอย่าง โรคภัยที่รุมเร้าเมื่อครั้งที่ตรวจพบตอนล้มใหม่ๆ ตอนนี้หายเป็นปลิดทิ้ง ขาก็แข็งแรงมากขึ้น เธอบีบนวดทุกวัน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเธอหันมาทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลอย่างจริงจังเป็นประจำ เพราะมีคนช่วยดูแลแนะนำ ได้ผลดีกว่าฝึกเองที่บ้าน เธอเขียนจดหมายบอกลูกชายว่าจะพยายามดูแลรักษาตัวเองให้ดี ให้ร่างกายแข็งแรงที่สุด จะได้มีชีวิตอยู่รอทันวันที่เห็นเขาออกจากเรือนจำ

ตลอดยี่สิบสี่ปีที่ผ่านมาของเธอ หลายครั้งเหนื่อยยากแสนสาหัส แม้ลูกสาวจะจากไปแต่ยังคงส่งจดหมายมาหาอยู่ตลอด ลูกสาวเล่าว่าตอนนี้มาอยู่ที่ประเทศเยอรมัน มาอยู่กับสามีและมีครอบครัวที่นี่ ไว้มีโอกาสจะพาครอบครัวกลับไปเยี่ยมแม่ และถามถึงวันที่พี่ชายจะออกจากเรือนจำ

เธอไม่ได้เจอหน้าลูกชายมาสิบเจ็ดปี บัดนี้เหลือเพียงอีกแค่สองวันที่โจจะออกจากเรือนจำ…

โลกใบใหม่

เช้านี้โจตื่นแต่เช้ามืด ปฏิบัติภารกิจส่วนตัวเฉกเช่นปกติ ผู้คุมให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แตกต่างจากชุดที่ใส่เป็นประจำมาร่วมยี่สิบสี่ปี โจในวัยเกือบห้าสิบดูสุขุมลุ่มลึกขึ้น มากขึ้นทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และวุฒิภาวะ ผู้คุมพามาส่งที่หน้าประตูพร้อมสำทับว่าออกไปแล้วอย่ากลับเข้ามาอีกและอวยพรสั้นๆ

โจก้าวพ้นประตูออกมายืนเบื้องหน้าโลกใบใหม่ ทิ้งอดีตในห้วงเวลาหนึ่งไว้เบื้องหลัง เขาเหลือบเห็นใครคนหนึ่งที่เคยคุ้น หญิงชราวัยเกือบแปดสิบปียืนประจันหน้าในระยะห่างไม่ถึงสิบเมตร กำลังเดินเข้ามาหา

“แม่!”

“ไงลูกชาย”

การสื่อสารด้วยคำพูดเป็นครั้งแรกของทั้งสองในรอบกว่าสิบเจ็ดปี…

เช้าวันนี้อากาศโปร่ง ดวงอาทิตย์ลูกกลมแดงเพิ่งโผล่พ้นยอดไม้ อากาศไม่ร้อนนัก ไร้เสียงนกร้องและเสียงกระพือปีก และไร้กระรอกน้อยหางสีขาวและหางสีน้ำตาลแดงสองตัววิ่งไล่กัน ทุกอย่างรอบตัวทั้งสองหยุดนิ่ง เวลาที่เดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยกำลังหยุดพัก เพื่อทดเวลาให้โลกทั้งสองใบเชื่อมกันสนิท…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s