สีสันแห่งเสียง

เรื่องสั้นเรื่อง ‘สีสันแห่งเสียง‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕


ฉันพอจะจำเรื่องราวในวัยเด็กได้บ้าง ตอนนั้นฉันอายุสี่ขวบกว่ายังอาศัยอยู่ที่บ้านเก่า ขอเริ่มต้นที่ช่วงสุดท้ายก่อนที่ฉันจะย้ายมาอยู่ใกล้ที่นี่ ในเย็นวันหนึ่งที่พี่ชายกำลังเล่านิทานให้ฉันฟัง…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในตอนเช้าที่แสงแดดยังไม่ทำให้รู้สึกร้อน ต้นสาเกต้นใหญ่หน้าบ้านสูงกว่าคนแปดคนยืนขี่คอกัน มีกระรอกน้อยสองตัวตัวยาวเท่าฝ่ามือวิ่งเล่นกันอยู่ กระรอกน้อยตัวแรกบ่นหิว กระรอกน้อยตัวที่สองจึงชวนไต่ลงไปกินน้ำในโอ่งดินเผาสูงเท่าหัวเข่า ที่ใส่น้ำเต็มโอ่ง รอบโอ่งและขอบโอ่งมีต้นมอสหน้าตาคล้ายหญ้าสั้นๆ ขึ้นคลุม เจ้ากระรอกน้อยตัวแรกยืนเกาะอยู่ขอบโอ่ง ก้มหน้าลงไปกินน้ำ จู่ๆ เหยียบมอสที่เปียกชื้นจึงเผลอลื่น ตกน้ำดังป๋อม! เจ้ากระรอกน้อยว่ายน้ำไม่เป็นร้องให้อีกตัวช่วย เจ้ากระรอกน้อยอีกตัวจึงยื่นมือลงไปช่วยดึงขึ้นมาได้ แล้วช่วยเอามือกดหน้าอกผายปอดให้ เจ้ากระรอกน้อยตัวแรกสำลักน้ำ จนน้ำพุ่งออกจากปากเหมือนน้ำพุ แล้วก็มีปลาหางนกยูงตัวเล็กว่านิ้วก้อยมีหางสีสวยหลายสี พุ่งออกมาจากปากด้วยหนึ่งตัว ตกลงมานอนดิ้นกระแด่วๆ เจ้ากระรอกน้อยทั้งสองตัวจึงนั่งมองว่าจะทำอย่างไรดี เจ้าตัวที่สองบอกให้จับกินเลย เจ้าตัวแรกบอกว่าไม่เอา มันหยึยๆ ลื่นๆ ไม่น่าอร่อย จึงตัดสินใจช่วยกันจับไปปล่อยในโอ่งเหมือนเดิม แล้วจึงวิ่งขึ้นต้นไม้ไปหาผลไม้ลูกไม้ทานเป็นอาหารเช้า…

“จบแล้วหรือคะพี่พาย?” ฉันถามพี่ชาย

“จบแล้วจ้ะพลอย ชอบมั้ย?”

“ชอบค่ะ แล้วทำไมเจ้ากระรอกตัวแรกถึงไม่ยอมกินปลาล่ะคะ พลอยยังชอบกินเลย”

“ก็ที่พลอยกินน่ะเป็นปลาที่เอาไปทำให้สุกแล้วไง เช่นเอาไปทอด เอาไปนึ่ง แต่ปลาหางนกยูงในนิทานยังไม่ตายเลย ดิ้นกระแด่วๆ แถมตัวก็เป็นเมือกลื่นๆ นี่ไง… เดี๋ยวจะให้พลอยลองจับดูนะ พี่เตรียมไว้แล้ว แบมือสิ”

ฉันแบมือขวาออกไป มีน้ำหยดใส่มือรู้สึกแปลกใจ พี่พายเอาอะไรสักอย่างวางบนมือ

“ว้ายยย… อะไรน่ะพี่พาย? ตัวอะไร? มันดิ้นๆ เปียกๆ ด้วย แล้วมันไปไหนแล้วล่ะ?” ฉันร้องตกใจ

“ปลาหางนกยูงไง เมื่อเย็นพี่ไปซื้อจากร้านขายปลามา เอามาใส่ขวดโหล มีอยู่สิบตัว ทีนี้รู้หรือยังว่าทำไมเจ้ากระรอกน้อยตัวแรกไม่กล้ากินปลาหางนกยูงที่ยังไม่ตาย?” พี่พายจับปลาหางนกยูงที่ดิ้นตกลงพื้นใส่ขวดโหลเหมือนเดิม

ฉันถูกอุ้มไปนั่งที่โต๊ะทานข้าว ตอนนั้นฉันยังเดินคนเดียวลำพังไกลๆ ไม่ถนัด พี่พายยังไม่ปล่อยให้ฉันเดินจากหน้าบ้านไปที่โต๊ะทานข้าวเอง วันนั้นพี่พายลงมือทอดไข่เจียวและผัดผักบุ้งเมนูโปรดของฉัน พี่พายตักข้าวใส่จานสองใบ จานขนาดปกติของพี่พาย และจานใบเล็กของฉัน ฉันกับพี่พายนั่งทานข้าวกันไปคุยกันไป ฉันจำได้ว่าฉันพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ฉันใช้ช้อนน้อยๆ ตักไข่และผักบุ้งหกเลอะเทอะ ฉันตักข้าวป้อนเข้าปากบ้างเข้าแก้มบ้าง เม็ดข้าวหล่นลงตักลงโต๊ะหลายเม็ด พี่พายไม่ว่าอะไร แถมชมที่ฉันเริ่มตักข้าวทานคล่องขึ้น และกะระยะจานกับข้าวและจานข้าวได้แม่นขึ้น

“ว้าย ไข่ดิ้น” ฉันอุทานเมื่อไข่เอียงตกจากช้อน ฉันใช้มือคลำหาไข่บนพื้นโต๊ะจนเจอแล้วใช้ช้อนค่อยๆ ตักขึ้นใส่จานข้าว

พี่พายเล่าให้ฟังระหว่างทานข้าวว่า เขากำลังนึกถึงคำของหลวงพ่อที่เขาพาฉันไปถวายสังฆทานเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านั้น จริงๆ ตอนนั้นฉันจำไม่ได้หรอกนะ ฟังก็ไม่รู้เรื่องด้วย พอโตขึ้นมาหน่อยพี่พายมาเล่าให้ฟังอีกที

“เป็นอย่างนี้ก็ดีอย่าง จะได้ไม่ต้องอยากไปรับรู้ภาพ นามรูปหมดไปหนึ่ง อายตนะภายในหมดไปหนึ่ง ผัสสะก็หมดไปหนึ่ง จากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกอย่างก็เหลือเพียงห้าอย่าง เหตุแห่งทุกข์หมดไปหนึ่งช่องทาง โอกาสเกิดทุกข์ก็อาจน้อยลงกว่าคนที่ครบสามสิบสอง แถมเจ้า ‘ตา’ เนี่ยตัวดีเลยนะ ที่ชอบนำจิตไปเหนี่ยวนำจนเกิดทุกข์ คนที่มืดบอดด้วยกาย อาจมีความสุขกว่าคนที่มืดบอดด้วยทุกข์ ดูแลน้องดีๆ นะโยม”

ขณะเพลิดเพลินกับมื้อเย็นกันสองคน เสียงลูกบิดดังขึ้น แล้วประตูบ้านได้เปิดอ้า พี่ชายคนโตเดินเข้ามา ปิดประตูแล้วถอดรองเท้า เขาเดินถือถุงพลาสติกใส่อะไรสักอย่างเข้าครัว หยิบช้อนส้อมเดินมาใกล้โต๊ะทานข้าว เปิดสวิตช์เจ้ากล่องไวเลสเร้าเตอร์ แล้วเดินเข้าห้องนอน

สมัยนั้นเจ้ากล่องนั่นทำหน้าที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้ ผ่านสัญญาณ ADSL ที่มีข้อมูลวิ่งอยู่บนสายโทรศัพท์บ้าน แล้วปล่อยสัญญาณไร้สายให้อุปกรณ์ในบ้าน อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

ตั้งแต่ได้ยินเสียงพี่ชายคนโตเปิดประตูบ้านเข้ามา ฉันนั่งทานข้าวเงียบกริบ ฉันกลัวพี่ชายคนโตมาก ตั้งแต่จำความได้และเริ่มฟังรู้เรื่อง ฉันแทบไม่เคยคุยกับเขา ไม่ใช่เพราะฉันไม่เคยอยากคุยด้วย แต่เขาไม่เคยอยากคุยกับฉัน ฉันมองไม่เห็นเขา แต่เขามองเห็นฉันหรือเปล่าฉันไม่รู้

เสียงรัวคีย์บอร์ดดังออกมานอกห้องนอนพี่ชายคนโต

พี่พายเคยเล่าให้ฟังว่า เคยเห็นสภาพห้องของพี่ชายคนโตครั้งหนึ่งขณะเดินผ่าน พี่ชายคนโตเปิดประตูออกมาพอดี ข้างในห้องรกมาก กลิ่นอับเหม็นโชย เรื่องกลิ่นนี่ไม่ต้องเปิดประตูฉันก็ได้กลิ่นโชยออกมานอกห้องทีเดียว พี่พายทำเป็นไม่เห็นอะไรแสร้งเดินไปที่ครัว

ตอนที่พี่ชายคนโตถอดรองเท้า พี่พายสังเกตว่าพี่ชายคนโตเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่อีกแล้ว ฉันเดาไว้แล้วเหมือนกัน เพราะทะแม่งกับเสียงวางรองเท้าลงบนพื้น ฉันรู้สึกว่าเสียงดังก้องขึ้นกว่าเดิมที่พื้นรองเท้าส่วนใหญ่ของพี่ชายคนโตเป็นพื้นยาง  พี่พายจึงเดินเข้าไปดูให้หายสงสัย พลิกรองเท้าอ่านยี่ห้อแล้วเดินกลับมาบอกฉัน ว่ายี่ห้อ Paul Smith และพื้นรองเท้าทำจากไม้ พี่พายเข้าห้องค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ต จนเจอรุ่นที่พี่ชายคนโตเพิ่งซื้อมาใหม่ คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว รองเท้าคู่นั้นราคาเกือบสองหมื่นบาท ซึ่งต่อให้สมัยนี้ก็ยังถือว่าแพงหากเทียบกับร้องเท้าใส่ทำงานทั่วไป

ฉันจำได้ว่าทุกสิ้นเดือนพี่ชายคนโตจะให้เงินพี่พายแปดพันบาท แบ่งมาจากเงินที่แม่โอนเข้าบัญชีพี่ชายคนโต ฉันและพี่พายไม่รู้ว่าแม่โอนเงินเข้าบัญชีพี่ชายคนโตเดือนละเท่าไร และตอนนั้นฉันก็ไม่ได้สนใจด้วย ทั้งยังไม่รู้ว่าเงินแปดพันบาทมันมากน้อยแค่ไหน รู้แต่ว่าพี่พายต้องเอาไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าของใช้ในบ้าน ฉันจำได้แม่นเพราะพี่พายชอบบ่นให้ฟังทุกครั้งที่พี่ชายคนโตเอาเงินมาให้ เพราะพอหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วที่เหลือคือค่ากินที่เหลือเพียงไม่ถึงครึ่ง

แต่พี่ชายคนโตยังพอมีดีอยู่บ้างที่รับผิดชอบของใช้ส่วนตัวเอง ทั้งสบู่ ยาสีฟัน แชมพู ส่วนเสื้อผ้าจะใส่ตะกร้านำไปให้ร้านซักรีดทุกสัปดาห์และออกค่าใช้จ่ายเอง

“พี่พาย พลอยทานข้าวหมดแล้ว” เสียงสดใสของฉันที่เพิ่งอิ่มหนำเรียกเขาหันกลับมา

“เดี๋ยวดื่มน้ำตามก่อนนะ อย่าเพิ่งลุก เดี๋ยวพี่หยิบให้”

พี่พายเทน้ำใส่แก้วยื่นให้ฉัน แล้วลุกเก็บจานและทำความสะอาดโต๊ะ

ฉันดื่มน้ำเสร็จ ขยับลุก กะจังหวะวางเท้าลงพื้นพลาด ฉันเซล้มหน้าผากด้านขวากระแทกขอบโต๊ะทานข้าว ตัวเอียงพลิกล้มมาทางซ้าย มือพยายามจะยันพื้น ตอนนั้นฉันจำได้แม่น มันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันกวัดแกว่งมือสะเปะสะปะ น่าจะทำไปเพราะสัญชาตญาณ แต่หน้าผากถึงพื้นก่อนมือ มันจึงกระแทกพื้นก่อน เสียงตุ้บดังราวแตงโมตกพื้น นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันล้มหัวฟาดพื้น แม้เกิดบ่อยครั้ง แต่ฉันไม่เคยรู้สึกชิน

พี่พายวางจานลงบนโต๊ะรับร่างฉันไม่ทัน เขารีบประคองฉันขึ้นมากอด อุ้มแล้วเอามือลูบหลังโอ๋ฉัน ฉันร้องไห้จ้า น้ำตาน้ำมูกไหลเปียกทั่วหน้า ฉันแผดร้องด้วยความเจ็บและตกใจ จังหวะที่หัวกระแทกขอบโต๊ะฉันจำไม่ได้เพราะมันเร็วมาก แต่ตอนที่กระแทกพื้นฉันจำได้ ฉันรู้สึกเจ็บแปลบที่ตำแหน่งหน้าผากที่กระแทกพื้น ตามมาด้วยความรู้สึกชาระคนตกใจ แล้วความปวดก็ตามมา ถ้าเปรียบเทียบแล้วมันรู้สึกคล้ายมีใครเอาค้อนมากระแทกหน้าผาก ความรู้สึกเจ็บร้าวแผ่ขยายจากจุดนั้นไปทั่วหัวทั่วใบหน้า

พี่พายพลิกดูหน้าฉัน ฉันยังคงแผดร้อง

พี่พายเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นฉันประสบอุบัติเหตุเช่นนี้ ขณะที่กอดฉัน หัวใจเขาเต้นแรง ตัวสั่นไปทั้งตัว พี่พายคงรู้สึกเหมือนถูกเข็มแทงเข้าที่หัวใจ เขาปลอบฉันเสียงเครือ บางครั้งถึงกับน้ำตาไหลพรากไปพร้อมกับฉัน และครั้งนั้นเช่นกันที่เขาร้องไห้ไปกับฉัน เขาอุ้มโอ๋ฉันเดินไปมาในบ้าน ฉันรู้สึกเพลินเวลาพี่พายอุ้มโอ๋ฉันเดินไปเดินมา บางครั้งฉันหายสะอื้นแล้ว แต่แกล้งให้เขาอุ้มโอ๋ต่อ และบางครั้งก็งีบหลับเสียเลย

ระหว่างที่ฉันยังสะอื้นเพลินๆ พี่พายชวนไปอาบน้ำ

“เอ้า…ไหนๆ ก็ทานข้าวจนเนื้อตัวเลอะเทอะแล้ว ยังร้องไห้จนน้ำตากะน้ำมูกเลอะหน้าไปหมด ไปอาบน้ำกันดีกว่าเนอะ เจ้าหญิงน้อย แต่ก่อนอื่นเดี๋ยวพี่เอาผ้าห่อน้ำแข็งมาประคบให้ก่อนนะ อาบน้ำเสร็จแล้วค่อยทายา”

“หัวแตกมั้ย?” ฉันถามทั้งที่ยังสะอื้นกระซิกๆ

“ไม่จ้า แค่บวมปูดเป็นลูกมะนาวเล็กๆ สองลูกเอง เสียดายลูกเล็กไปหน่อย เลยกินไม่ได้” พี่พายหยอกเย้า ฉันเผลอหัวเราะแล้วกลับไปสะอื้นต่อ

เสียงรัวคีย์บอร์ดยังดังลอดออกมาไม่มีสะดุดขาดช่วง จากประตูห้องบานนั้นที่ยังคงงับกลอนนิ่งสนิท

เช่นเดียวกับห้องนอนข้างบน ที่ฉันสัมผัสได้ถึงความเงียบและมืด…

“พรุ่งนี้พี่พายไปโรงเรียนมั้ย?” ฉันยิ้มกว้างขณะยืนให้พี่ชายอาบน้ำให้ เหมือนลืมอุบัติเหตุเมื่อครู่และความเจ็บปวดไปแล้ว

จริงแล้วความเจ็บปวดไม่ได้หายไปไหน แค่อย่าเผลอไปสัมผัสโดนบางส่วนเท่านั้น

“พี่เรียนจบแล้ว จากนี้ไปพี่ไม่ต้องไปโรงเรียนทุกวันแล้ว จะได้อยู่กับพลอยได้เต็มที่เลยไงดีมั้ย?” พี่พายตอบฉันอย่างอารมณ์ดี แม้ฉันไม่เห็นแต่สัมผัสได้จากน้ำเสียง

“เรียนจบหมายถึงอะไรคะ?” ตอนนั้นฉันไม่รู้จักหรอกว่าเรียนคืออะไร แล้วเรียนจบหมายถึงอะไร

“พี่เรียนจบชั้นมัธยมปลายแล้ว คือ การเรียนเขามีแบ่งเป็นระดับๆ นะ พอเรียนจบระดับนึงก็เรียนระดับที่สูงขึ้นต่อไป เช่น เด็กเล็กๆ อย่างเดี๋ยวเร็วๆ นี้พลอยก็ต้องเรียนระดับอนุบาล โตขึ้นก็เรียนระดับประถม โตขึ้นอีกหน่อยก็เปลี่ยนไปเรียนระดับมัธยม เปลี่ยนระดับไปเรื่อยๆ จนถึงระดับปริญญา ปริญญาก็ยังมีหลายระดับนะ” พี่พายไล่เรียงให้ฉันฟัง ซึ่งฉันฟังไม่รู้เรื่องเท่าไร

“โอ้โฮเยอะจัง แล้วพี่พายไม่ต้องเรียนระดับอื่นอีกเหรอคะ?” ฉันถามขณะเริงร่ากับฟองสบู่

“เรียนสิ แต่พี่เลือกเรียนแบบที่ไม่ต้องไปโรงเรียน โรงเรียนเขาใจดีให้พี่เรียนที่บ้านได้ นานๆ ก็ออกไปสอบทีนึง ทำให้พี่มีเวลาอยู่กับพลอยได้เยอะแยะเลย พี่จะได้เล่านิทานให้พลอยฟังเต็มที่เลยดีมั้ย?”

“เย้ดีค่ะ อย่างนี้พี่พายก็ไม่ต้องพาพลอยไปที่รับเลี้ยงเด็กอีกแล้วใช่มั้ยคะ?”

“ใช่จ้ะ เดี๋ยวพี่ดูแลพลอยเองไง แล้วพอพลอยโตอีกหน่อยพี่จะพาพลอยเข้าโรงเรียนเหมือนกัน”

พอฉันโตขึ้นพี่พายจึงเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นเขาวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อตัดสินใจไม่รับทุนจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เขาเลือกเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแทน เพื่อจะได้มีเวลาดูแลและสร้างความพร้อมให้ฉัน ก่อนพาฉันเข้าโรงเรียนที่จะช่วยให้ฉันมีพัฒนาการที่ดี และฝึกเพื่อให้เข้าสู่สังคมได้อย่างเข้มแข็ง

พอพี่พายอาบน้ำให้ฉันเสร็จ เขาพาฉันเข้านอนเร็วกว่าปกติ พี่พายบอกว่าจะเฝ้าดูอาการฉันว่าจะมีอาการทางสมองหรือไม่ ทุกครั้งที่ฉันล้มหัวกระแทกเขาอดห่วงไม่ได้ พี่พายรู้สึกเสียใจที่พลาดจนฉันต้องเจ็บตัว เขามักรอให้ฉันหลับก่อนแล้วค่อยทายาให้จะได้ไม่รู้สึกปวด

“อ่านนิทานให้ฟังหน่อย” ฉันอ้อนพี่ชายทั้งที่ตาเริ่มปรือ

“เอาเรื่องอะไรดี กระรอกน้อยสองตัว เจ้าชายเจ้าหญิง หรือไดโนเสาร์ดี?”

“เอาเจ้าชายเจ้าหญิงค่ะ”

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกพิราบบินมาเกาะที่หน้าต่างห้องนอนของเจ้าชาย แล้วพูดเตือนไม่ให้เจ้าชายยอมแต่งงานกับหญิงสาวที่พระราชาและพระราชินีจัดหาให้ เพราะนางคือแม่มดปลอมตัวมา…”

“…แล้วเจ้าชายก็ออกเดินทางตามหาเจ้าหญิง…”

ตอนนั้นฉันไม่แน่ใจว่าหลับสนิทหรือยัง ฉันยังคงได้ยินเสียงพี่พายเล่านิทานดังแว่วๆ แต่ฉันฟังไม่รู้เรื่อง ฉันรู้สึกว่าเขากำลังลูบดวงตาทั้งสองข้างที่ปิดสนิท เป็นสัมผัสที่ฉันคุ้นเคย พี่พายชอบลูบตาฉันแล้วบอกว่า เขารู้สึกว่าฉันไม่แตกต่างจากเด็กปกติแต่อย่างใด เป็นเพียงความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ทุกคนล้วนมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ด้วยกันทั้งนั้น

หลายวันต่อมาพี่พายเล่าให้ฟังว่า คืนนั้นพอฉันหลับสนิท เขากลับออกไปเก็บจานที่โต๊ะทานข้าว มีจานเพิ่มขึ้นมาหนึ่งใบ เขาเหลือบมองดูประตูห้องข้างบน ถือจานเดินเข้าครัวไปล้าง แล้วเดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำออกมามองเห็นจานวางบนโต๊ะหนึ่งใบ เขาหยิบจานไปแช่น้ำในอ่างล้างจาน แล้วกลับเข้าห้อง ฉันนึกโกรธพี่ชายคนโตที่ใช้จานเปลือง ทั้งยังไม่ยอมล้างจานเอง

ตอนนั้นฉันกับพี่พายนอนห้องเดียวกันมาปีกว่าแล้ว ตั้งแต่พ่อกับแม่หายไปหลังจากคืนนั้น… คืนที่แม่ทะเลาะกับพ่อเสียงดัง แม่ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ตั้งแต่คืนนั้นพ่อไม่กลับมาอีกเลย หลังจากนั้นไม่นานแม่ก็ไม่กลับมาอีกเลยเช่นกัน ตอนนั้นฉันเพิ่งสามขวบ ฉันจำช่วงเวลานั้นไม่ค่อยได้และพี่พายก็ไม่เคยเล่าให้ฟัง ฉันพอจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า เคยได้ยินเสียงพ่อและเสียงแม่เป็นครั้งคราว เสียงราบเรียบ จนฉันไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือหูแว่วกันแน่?

ฉันไม่รู้ว่าพี่พายและพี่ชายคนโตเห็นพ่อกับแม่บ้างหรือไม่? และไม่รู้อีกเช่นกันว่าตอนนี้พี่ชายทั้งสองคนรู้หรือยัง ว่าพ่อกับแม่ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว? พี่พายไม่เคยพูดถึงพ่อกับแม่ให้ฟัง ฉันถามทีไรก็ไม่เคยอธิบาย พี่ชายคนโตของฉันออกไปทำงานแต่เช้า กลับบ้านมาค่ำมืด พี่พายเล่าให้ฟังว่าพี่ชายคนโตเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวบ่อยมาก พี่พายเองยังไม่รู้เลยว่าพี่ชายคนโตทำงานอะไร? ได้เงินเดือนเท่าไร? เขาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ก่อนพ่อแม่จะหายไป

กว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาบ้านเก่าโทรมลงไปมาก ฉันสัมผัสฝุ่นในหลายส่วนทั้งในและนอกบ้าน สวนหน้าบ้านรกจนไม่กล้าลงไปวิ่งเล่น ผิดกับตอนที่พ่อกับแม่ยังอยู่

พี่พายต้องตื่นแต่เช้าพาฉันไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก แล้วจึงไปโรงเรียน เลิกเรียนตอนบ่ายแล้วจึงไปรับฉัน ฉันร้องไห้โฮทุกวันในช่วงแรกที่พี่พายพาฉันไปทิ้งไว้ที่นั่น ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจหรอก ฉันแค่อยากอยู่กับพี่พายตลอดเวลา

พี่พายปัดกวาดเช็ดถูส่วนต่างๆ ของบ้านบ้าง นานๆ จะเข้าไปทำความสะอาดห้องของพ่อกับแม่บ้าง ฉันไม่เข้าใจว่าพี่พายจะทำความสะอาดไปทำไม? ในเมื่อพ่อกับแม่ก็ไม่กลับมาแล้ว พี่พายเคยรับปากฉันว่าจะดูแลฉันให้ดีที่สุด และยังบอกว่าเขาเองก็มีความสุขที่ได้ทำ ครั้งหนึ่งพี่พายเคยพูดเบาๆ ตอนเล่านิทานก่อนนอนจบ เขาคงคิดว่าฉันหลับสนิทแล้ว แต่ไม่ฉันยัง ฉันแค่แกล้งหลับเพื่อให้เขาได้กลับไปทำงานต่อจะได้ไม่นอนดึก

พี่พายพูดประมาณว่า “พี่ดีใจที่เธอมองไม่เห็นพ่อแม่ จะได้ไม่ต้องทุกข์ใจกับภาพที่ตาสัมผัสได้…”

ฉันจำได้ไม่หมด แต่จำความรู้สึกตอนได้ยินได้ว่าตอนนั้นจู่ๆ ฉันก็นึกถึงพ่อแม่ขึ้นมา ฉันไม่ได้ยินเสียงพ่อกับแม่มานานมาก พ่อกับแม่ไม่เคยกลับมากอดฉัน ฉันพอจำความรู้สึกได้รางๆ เท่านั้นที่พ่อกับแม่เคยกอดและเคยเล่นกับฉัน ก่อนที่ทั้งสองจะหายไปหลังจากค่ำคืนนั้น

เสียงดังโหวกเหวกมาจากห้องพี่ชายคนโต คืนนี้พี่ชายคนโตพาเพื่อนๆ มากินเหล้าและเล่นเกมส์กันในห้อง เสียงพูดคุยหัวเราะสนุกสนาน เหมือนเวลาที่เขาคุยโทรศัพท์กับเพื่อนหรืออาจกับแฟน น้ำเสียงสดใส เสียงหัวเราะระรื่นเป็นธรรมชาติ ฉันไม่เคยได้ยินเขาคุยกับฉันหรือกับพี่พายเช่นนี้เลยสักครั้ง จู่ๆ พี่พายลุกขึ้นกะทันหัน เปิดประตูเดินออกจากห้องไปเคาะประตูห้องพี่ชายคนโต ฉันไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกัน แต่หลังจากนั้นเสียงก็เบาลง

พี่พายกลับเข้ามานั่งที่โต๊ะข้างเตียง เปิดโน้ตบุ๊กแล้วกดเม้าส์กับคีย์บอร์ดไปมา แล้วเริ่มเล่านิทานอยู่ข้างเตียง…

บ่ายวันหนึ่งท้องฟ้าสดใส กระรอกน้อยสองตัวแอบกระโดดลงเรือบรรทุกนักท่องเที่ยวกว่าสี่สิบคน เดินทางออกจากท่าเรือแห่งหนึ่งไปยังเกาะแสนไกล ที่มีปะการังใต้น้ำสวยงาม เมื่อมาถึงใกล้เกาะ เรือจอดลอยลำเพื่อให้นักท่องเที่ยวลงเรือเล็กแล่นเข้าเกาะอีกที เรือใหญ่โคลงไปมา เจ้ากระรอกน้อยสองตัวแอบกระโดดลงเรือเล็กมาด้วย เจ้ากระรอกน้อยตัวแรกไต่ขึ้นบนกาบเรือ ก้มเห็นน้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวใสแจ๋วมองเห็นปะการังก้อนใหญ่ใต้น้ำชัดเจน เห็นปลาตัวเล็กตัวน้อยว่ายอยู่ใต้น้ำเป็นฝูง เจ้ากระรอกน้อยตัวที่สองจึงชวนกระโดดลงน้ำ พร้อมหยิบหน้ากากดำน้ำและท่อหายใจออกมาสองชุด เลิ่กคิ้วเป็นการเชิญชวน

เจ้ากระรอกน้อยทั้งสองตัวสวมอุปกรณ์เสร็จแล้วก็… กระโดดลงน้ำดังจ๋อม! ดำน้ำดูปะการังและฝูงปลาทะเลอย่างสนุกสนาน เจ้ากระรอกน้อยตัวแรกเห็นปลาหมึกกระดองว่ายอยู่ข้างล่าง จึงกลั้นหายใจดำมุดลงไปดู เจ้าปลาหมึกกระดองตกใจจึงพ่นหมึกสีดำใส่หน้า จนหน้าดำไปหมดมองอะไรไม่เห็น เจ้ากระรอกน้อยตัวที่สองจึงต้องกลั้นหายใจแล้วดำลงไปช่วย

ฉันรู้สึกสนุกจนหายง่วง แอบฟังพี่พายเล่านิทานท่ามกลางความเงียบ…

ระหว่างนั้นมีปลากะรังแดงจุดฟ้าหน้าตาคล้ายปลากะพง แต่ตัวสีแดงเข้มมีจุดสีฟ้าเล็กๆ ทั่วตัว ขนาดใหญ่ยาวเกือบเท่าแขนคน มองเห็นเจ้ากระรอกน้อยสองตัวดำน้ำป๋อมแป๋ม จึงว่ายขึ้นมาอ้าปากกว้างงับเจ้ากระรอกน้อยทั้งสองตัวเข้าปาก แล้วกลืนลงท้อง แต่มันอิ่มได้ไม่ทันไร ก็ถูกคนบนเรือจับได้ คนที่จับได้สังเกตว่าท้องปลาขยับไปขยับมา จึงจับหางปลาเขย่าๆ จนเจ้ากระรอกน้อยทั้งสองตกลงมาจากปากปลาในที่สุด คนที่จับได้กระโดดโหยงด้วยความตกใจที่อยู่ๆ ในท้องปลากลับมีกระรอกน้อยสองตัว แถมใส่หน้ากากดำน้ำและคาบท่อหายใจอยู่ด้วย เขาจึงไม่กล้านำปลาตัวนั้นมากิน จึงปล่อยปลาลงทะเลว่ายน้ำต่อไป ทั้งปลาและเจ้ากระรอกน้อยจึงรอดปลอดภัยไม่ต้องตกเป็นอาหารใคร…

พี่พายกดปุ่มที่คีย์บอร์ดและเม้าส์ไปมา เริ่มเล่านิทานเรื่องใหม่ เขาทำอย่างนี้อยู่หลายรอบ คืนนั้นพี่พายเล่านิทานไปหลายเรื่อง

วันต่อมาฉันจึงถามว่าเมื่อคืนพี่พายทำอะไร? ทำไมเล่านิทานตั้งหลายเรื่อง? แล้วทำไมต้องเล่าตอนที่ฉันหลับแล้ว?

“นั่นแน่ ที่แท้ก็ยังไม่หลับ แอบฟังนิทานนี่เอง…”

“พี่อัดเสียงเล่านิทานคร้าบ แล้วเซฟลงไฟล์ในโน้ตบุ๊ก แล้วก็ เอ่อ…ส่งขึ้นไปบนเว็บของพี่ที่พี่ทำไว้ พี่ทำคลิปเสียงเล่านิทานเพื่อแบ่งปันให้คนที่พิการทางสายตา หรือคนที่อ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านไม่สะดวก ได้เข้ามาฟังนิทาน พี่ทำมาหลายเดือนแล้วล่ะ อัดเสียงตอนกลางคืนตอนที่พลอยหลับแล้ว…”

“บนเว็บมีบทความที่พี่เล่าเรื่องราวของเราสองคนไว้เยอะแยะเลยนะ เอาไว้รอให้พลอยโตอีกหน่อยเข้าโรงเรียนแล้วอ่านอักษรเบรลล์ออก พลอยก็จะได้อ่าน เพราะอีกหน่อยพี่จะทำให้พิมพ์ออกมาลงกระดาษ เป็นรูปแบบอักษรเบรลล์ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีเว็บบอร์ดสำหรับให้คนเข้ามาถาม-ตอบด้วยนะ มีคนเข้ามาให้กำลังใจพลอยกับพี่มากมายเลย บางคนก็เข้ามาเพื่อปรึกษาเทคนิคการเล่านิทานให้เด็กพิการทางสายตาฟัง งั้นเอางี้… เอาไว้พี่จะอ่านบทความบนเว็บให้ฟังนะ พลอยจะได้รู้ว่ามีคนเข้ามาให้กำลังใจพลอยเยอะแยะ”

ฉันยิ้มดีใจ และรบเร้าให้พี่พายอ่านให้ฟังไวๆ

ต่อมาพี่พายเล่าว่าตอนนั้นเขาฝึกเทคนิคการเล่านิทานด้วยการฟังละครวิทยุสมัยก่อน ที่เข้าไปเปิดฟังย้อนหลังในเว็บต่างๆ แล้วฝึกสร้างเสียงประกอบ และฝึกออกเสียงเลียนแบบเสียงต่างๆ อาทิ เสียงวิ่ง เสียงแก้วแตก เสียงฝนตก ทั้งยังเข้าไปดูคลิปวิดีโออธิบายเทคนิคการเล่านิทานและการทำเสียงประกอบ ในเว็บแชร์คลิปวิดีโอชื่อดัง

แต่เวลาพี่พายเล่านิทานให้ฉันฟัง เขาจะไม่ใช้อุปกรณ์ทำเสียงประกอบอะไรเลย แต่จะใช้การสัมผัสแทน เหมือนตอนที่จับปลาหางนกยูงมาปล่อยบนมือ บางครั้งก็ใช้การกอด ลูบผม บีบมือ…

พี่พายยังเล่าให้ฟังอีกว่าคลิปเล่านิทานของเขามีคนเข้ามาคลิ้กฟังจำนวนมาก ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน นิทานที่เขาแต่งและเล่าได้รับการชื่นชมอย่างสูง

พี่พายชอบแต่งนิทานเองเพราะกลัวเรื่องลิขสิทธิ์ เขาพยายามอธิบายให้ฉันเข้าใจ แต่ตอนนั้นฉันเด็กมาก ฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ จนกระทั่งโตจึงพอรู้เรื่อง และเนื่องจากเขาชอบอ่านหนังสือหลายแนว โดยเฉพาะแนวท่องเที่ยว ทั้งยังชอบพาฉันไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ บ่อยๆ พี่พายจึงเลือกแต่งนิทานที่ช่วยพาผู้ฟังออกไปสัมผัสโลกกว้าง เน้นฉากและเรื่องราวให้ ‘สมจริง’ ใส่จินตนาการเข้าไปบ้างให้เหมาะกับวัยเด็ก เพื่อให้ฉันและผู้พิการทางสายตาได้จินตนาการถึงโลกกว้าง

นิทานของพี่พายยังแตกต่างจากนิทานปกติ ตรงที่ไม่ได้บอกคติตรงๆ หรือจบด้วยประโยคที่ขึ้นต้นว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…”  เขาอยากให้ผู้ฟังคิดเองมากกว่า หรือไม่ต้องคิดเลยก็ได้ แค่ฟังแล้วจินตนาการเพลินๆ ก็พอ โตมาฉันจึงเข้าใจและเห็นด้วย

อย่างครั้งหนึ่งพี่พายเล่านิทานโดยเปิดหนังสือนิทานที่ซื้อมา ตอนจบเรื่องก็บอกฉันว่าการโกหกเป็นสิ่งไม่ดีนะ ตอนนั้นฉันได้รู้แค่ว่าโกหกไม่ดี เหมือนในเรื่องที่เด็กคนหนึ่งชอบโกหกชาวบ้านเรื่องหมาป่า จนสุดท้ายแกะที่เลี้ยงก็ถูกหมาป่าจับกินหมด แต่ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีว่าทำไมโกหกไม่ดี? แล้วนอกจากกรณีเด็กคนนี้แล้วมีกรณีแบบอื่นอีกไหม? แล้วการโกหกมีทั้งหมดกี่แบบ?

ฉันชอบฟังนิทานที่พี่พายเล่ามากกว่า เพลินๆ ได้จินตนาการตามเรื่องที่พี่พายเล่า แม้ว่าฉันไม่รู้จักสีฟ้า สีเขียว หรือสีต่างๆ ฉันไม่รู้ว่าสิ่งของต่างๆ อย่าง หม้อหุงข้าว ตู้เสื้อผ้า หรือหมา แมว มีหน้าตาอย่างไร ครั้งหนึ่งฉันอยากรู้ว่าปลาเป็นอย่างไร เย็นวันนั้นพี่พายจึงซื้อปลานิลมาทำกับข้าวมื้อเย็น เขาให้ฉันจับปลาก่อนที่จะนำมันไปทอด ให้ฉับลูบไปตามตัวปลา ลูบผิวเมือกลื่นๆ แล้วเขาก็บอกว่าตรงนั้นเรียกว่าอะไร อาทิ แก้มปลา ตา พุง ครีบ หาง วันต่อมาพี่พายก็ซื้อปลาดุกมาให้ฉันจับ แล้วให้ฉันเปรียบเทียบระหว่างปลานิลกับปลาดุก…

ฉันอยากรู้ว่าหญ้าเป็นอย่างไรพี่พายก็พาเดินไปลูบจับใบหญ้า

ฉันอยากรู้ว่าดวงอาทิตย์กลมโตเป็นอย่างไร พี่พายก็เอาชามมาคว่ำบนพื้นโต๊ะ จับมือฉันลูบไปตามขอบปากชาม แล้วบอกว่าดวงอาทิตย์กลมแบบปากชามนี่ล่ะ แต่ใหญ่กว่ามาก

ฉันอยากรู้ว่าดนตรีเป็นอย่างไร พี่พายก็เปิดเพลงให้ฟัง ร้องเพลงให้ฟัง เล่นกีต้าร์ให้ฟัง แต่ฉันบอกว่าพี่พายร้องเพลงไม่เพราะ เล่านิทานอย่างเดียวดีแล้ว วันหนึ่งพี่พายจึงพาฉันไปฟังคอนเสิร์ตวงดนตรีออร์เคสตร้า พาไปฟังคอนเสิร์ตเพลงแจ๊ส และอีกหลายคอนเสิร์ต ทั้งยังซื้ออูคูเลเล่มาให้ฉันหัดเล่น ฉันสนุกกับมันมาก ฉันเริ่มหัดร้องเพลง ร้องคลอไปตอนเล่นอูคูเลเล่ ต่อมาฉันก็หัดเครื่องดนตรีชนิดอื่น ตอนนี้ฉันเล่นกีต้าร์ เปียโน และไวโอลินได้

ครั้งหนึ่งพี่พายพาฉันไปทะเล หลังจากฉันรบเร้าเพราะฟังนิทานที่เกี่ยวกับทะเลมาหลายเรื่อง พี่พายพาไปเหยียบทราย จับทราย ก่อปราสาททราย แถมยังให้ฉันสวมเสื้อชูชีพ หน้ากากดำน้ำ และคาบท่อหายใจ พาไปดำน้ำแบบผิวน้ำเหมือนเจ้ากระรอกน้อยสองตัวเมื่อสักครู่ ฉันมองไม่เห็นอะไร แต่ฉันได้สัมผัส ฉันได้ยินเสียงคลื่น ได้กลิ่นคาวทะเล ได้ลิ้มรสความเค็มของน้ำทะเล ได้สัมผัสคลื่น ปู ปูเสฉวน และฉันได้…รู้สึก…

เดือนที่ผ่านมามีรายการโทรทัศน์ติดต่อขอสัมภาษณ์พี่พายกับฉัน เราตื่นเต้นมาก เนื่องจากเว็บและนิทานของพี่พายได้รับความนิยมสูงมากในหมู่ผู้พิการทางสายตา ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ หลังจากนั้นจึงมีมูลนิธิเกี่ยวกับผู้พิการติดต่อพี่พายเพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุน เพื่อให้เว็บและคลิปเล่านิทานของพี่พายมีประโยชน์ต่อผู้พิการด้านอื่นๆ ทั้งยังแนะนำการจัดแบ่งหมวดหมู่นิทานและการปรับปรุงเนื้อเรื่องให้เหมาะกับผู้ฟังวัยต่างๆ

ต่อมามีบริษัทชั้นนำขนาดใหญ่ที่ทำ ‘ซีเอสอาร์’ ตอนนั้นฉันไม่รู้จักหรอกว่าคืออะไร? มารู้ตอนโตว่าเป็นบริษัทที่มีกิจกรรมช่วยเหลือสังคม เข้ามาให้การสนับสนุนและมอบทุนให้กับพี่พายกับฉัน ทั้งเพื่อการศึกษา ทำเว็บ และยังชีพ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามาให้คำแนะนำเทคนิคการดูแลเว็บ และการเชื่อมกับเว็บสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวกับผู้พิการ เพื่อให้เกิดการแบ่งปันแบบบูรณาการ และเป็นชุมชนออนไลน์สำหรับผู้พิการ ทั้งยังแนะนำเทคโนโลยีเพื่อให้ผู้พิการด้านต่างๆ สามารถเข้ามาใช้เว็บได้สะดวก

หลังจากนั้นไม่นาน เมนูต่างๆ บนเว็บของพี่พายก็มีเสียง เมื่อเอาเม้าส์พ้อยเตอร์ไปสัมผัสโดน หรือผู้ที่ใช้แท็บเล็ตเมื่อเลื่อนนิ้วไปถูกเมนูหรือปุ่ม จะมีเสียงชื่อปุ่มดังขึ้น บนเว็บมีตัวช่วยเพื่อช่วยให้ผู้พิการทางสายตาขยับเม้าส์พ้อยเตอร์หรือนิ้ว ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนหน้าจอได้ถูกต้อง พี่พายสัญญาว่าจะให้ฉันได้ใช้แต่ต้องรอให้โตกว่านี้ก่อน แต่ตอนนี้นอกจากฉันจะได้ใช้แล้ว ฉันยังได้ร่วมเป็นผู้ดูแลเว็บด้วย

ภายหลังจากนั้นไม่นานนักพี่พายก็ได้รับอนุญาตจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง ให้อ่านหนังสือของสำนักพิมพ์เล่มใดก็ได้แล้วอัดเป็นคลิปเสียงเพื่อเผยแพร่ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อมาเมื่อฉันอ่านอักษรเบรลล์ได้ ฉันจึงได้เริ่มหัดอ่านหนังสืออัดเสียงแบบพี่พายบ้าง บางเรื่องเราก็เล่าเป็นนิทานด้วยกัน

พี่พายมีเงินจากการรับบริจาคผ่านทางเว็บ และจากองค์กรหลายแห่งที่มอบทุนให้ มันมากพอที่จะใช้ดูแลเว็บ ดูแลฉัน และใช้จ่ายส่วนตัว

ย้อนกลับไปที่คืนนั้น หลังจากฉันหลับสนิท พี่พายทายาให้ที่หน้าผากตรงกลางและด้านขวา ฉันสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกปวด พี่พายขอโทษฉันใหญ่ที่ทาแรงไป ฉันหลับตานอนต่อแต่ยังไม่หลับสนิท ฉันได้ยินเสียงถอนหายใจยาว พี่พายเดินไปที่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบหน้าตู้เสื้อผ้า แล้วเดินกลับขึ้นเตียงเอื้อมมือลูบหัวฉันแล้วกระซิบเบาๆ

“พรุ่งนี้แล้วนะ”

ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหมายถึงอะไร พรุ่งนี้แล้วหรือ? ฉันลืมไปเลย ในที่สุดก็มาถึงจนได้

เช้ารุ่งขึ้น พี่พายแบกเป้ใบใหญ่ มือข้างหนึ่งหิ้วกระเป๋าเดินทาง อีกมือกำลังจูงมือฉันเดินไปที่ประตูหน้าบ้าน พี่ชายคนโตเปิดประตูห้องเดินออกมาพอดี พี่พายหยุดกึกหน้าประตูบ้าน ฉันชะงัก

……

เป็นความเงียบชั่วขณะ ไม่มีเสียงพูด ไม่มีเสียงขยับตัว หรือเสียงใดๆ

พี่ชายคนโตเอ่ยถามเสียงราบเรียบขึ้นก่อน “จะไปไหน?”

ฉันก้มหน้างุดหลบเสียง

“จะย้ายไปอยู่ใกล้ๆ โรงเรียนสอนคนตาบอด จะได้เดินทางสะดวก” พี่พายบอกเหตุผล

“…เรายังเป็นพี่น้องกันอยู่มั้ย?” อีกฝ่ายถามกลับมา

ความเงียบเข้าปกคลุม ฉันคิดว่าเงียบยิ่งกว่าเมื่อครู่อีก

พี่พายตอบด้วยเสียงเย็นชาที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยิน “ในทางวิทยาศาสตร์เราเป็นพี่น้องกัน”

พี่พายหันกลับ เปิดประตูบ้านออกไป แสงจ้าส่องเข้ามาจนฉันรู้สึกได้ ฉันและพี่พายก้าวพ้นธรณีประตู ก่อนจะปิดประตู พี่พายเอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนกดล็อกที่กลอนประตูแล้วปิด

“ฝากบอกพ่อกับแม่ด้วย”

พี่พายจูงมือฉันเดินออกจากบ้านหลังนั้นออกไปเรียกรถแท็กซี่

พี่พายพาฉันย้ายไปอยู่คอนโดมิเนียมใกล้โรงเรียนสอนคนตาบอด เขาเป็นอาสาสมัครเล่านิทานให้เด็กๆ พิการทางสายตาฟัง ฉันยังไม่ได้เริ่มเรียน พี่พายพาฉันมาคลุกคลีให้คุ้นเคย เพื่อให้ฉันสามารถปรับตัวได้ไว พี่พายบอกว่าสภาพแวดล้อมดีๆ จะทำให้ฉันเติบโตได้อย่างงดงาม

ขณะนั่งรอเด็กๆ เข้ามานั่งประจำที่ให้เรียบร้อย พี่พายนั่งที่เก้าอี้ด้านหน้าสุด หันหน้าเข้าหาเด็กๆ ฉันนั่งรวมอยู่ในนั้นด้วย เป็นวันแรกของฉันและของพี่พายที่นี่ คุณครูให้สัญญาณเริ่มต้น แต่เขายังคงเงียบ ฉันเดาว่าเขากำลังเหม่อ…

“พร้อมแล้วค่ะคุณพาย… คุณพายคะ”

“พี่พาย คุณครูบอกว่าพร้อมแล้วค่ะ” ฉันตะโกนบอกพี่

ฉันรู้สึกถึงแววตาของเขาที่ถอนจากความว่างเปล่ากลับสู่ภาพเด็กๆ เบื้องหน้า เขาน่าจะกำลังยิ้มให้กับภาพที่เห็น พี่พายแนะนำตัว แนะนำชื่อเรื่องนิทาน และเริ่มเล่า

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…”

และนี่คือเรื่องราวของฉันในวันและคืนสุดท้ายที่บ้านหลังนั้น โลกใบน้อยของฉันเริ่มต้นที่นั่น สีสันแห่งเสียงเล่านิทานของพี่พายเริ่มต้นขึ้นที่นั่น…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s