ไม่พร้อม

เรื่องสั้นเรื่อง ‘ไม่พร้อม‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕


สนกับต้นข้าว… หนุ่มสาวที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะเป็นสามีภรรยาใหม่หมาด

สน… ชายหนุ่มอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี ฐานะก็ดี หน้าตาก็ยังดี เป็นสถาปนิกไอทีอิสระ แหล่งพำนักไม่ชัดเจนแล้วแต่งานและผู้จ้าง

ต้นข้าว… หญิงสาวน่ารักสดใส ขี้วิตก คิดมาก ที่บ้านเปิดร้านกาแฟหน้าตลาดที่หาดใหญ่ ต้นข้าวเป็นโปรแกรมเมอร์พัฒนาระบบอีอาร์พีให้กับโรงงานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในหาดใหญ่

ทั้งสองเป็นแฟนกันตอนเรียนปริญญาโทที่สถาบันเอไอที ความรักเกิดขึ้นรวดเร็วอย่างเงียบๆ หลังเรียนจบและต่างแยกย้ายกลับไปทำงาน ใครๆ นึกว่าทั้งสองใช้ความรักแลกเปลี่ยนกับใบปริญญาไปเรียบร้อย ไม่นานทั้งคู่ก็ประกาศแต่งงานช็อกเพื่อนๆ และหมู่ญาติ สนยอมย้ายไปอยู่กับต้นข้าวที่หาดใหญ่ เช่าอพาร์ทเม้นต์อยู่ด้วยกัน นับเป็นแหล่งพำนักอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสนในรอบหลายปี แต่งงานกันมาหลายเดือนแต่ทั้งคู่ยังมีงานพันธนาการตัวแน่น จนกระทั่งโครงการยักษ์ของสนปิดฉากลงพร้อมความสำเร็จและรายได้งวดสุดท้ายก้อนโต

สนจึงเริ่มวางแผนทริปฮันนีมูนหน้าหนาวขึ้น เขาเป็นผู้จุดประกายให้ต้นข้าว ว่าอยากจะไปฮันนีมูนที่ปางอุ๋ง

“ทำไมต้องปางอุ๋ง?” ต้นข้าวถามอย่างสงสัย

“ก็สนเจอต้นข้าวครั้งแรกที่นั่น ถ้าไม่มีวันนั้น ก็ไม่มีวันนี้เช่นกัน…”

1

เมื่อสี่ปีก่อนสนกับต้นข้าวไปเที่ยวปางอุ๋งคนเดียว… ไปตามลำพังด้วยจุดมุ่งหมายคล้ายกันต่างกันที่สาเหตุ สนเพิ่งเสร็จงานโครงการระยะยาว อยากหาที่พักสมอง เขาจึงนึกถึงปางอุ๋ง หลังจากติดใจในฉากภาพยนตร์เรื่อง ‘แฮปปี้เบิร์ธเดย์’ สนชวนเพื่อนกี่คนก็ไม่มีใครว่าง จึงตัดสินใจแบ็กแพ็กมาคนเดียว นั่งเครื่องบินมาลงแม่ฮ่องสอนแล้วต่อรถสองแถวมาปางอุ๋ง เขาอยู่ที่ปางอุ๋งเกือบสัปดาห์ นั่งๆ นอนๆ เดินถ่ายรูปเล่น สลับกับนั่งอ่านหนังสือเพลินๆ จนกระทั่งวันจะกลับ

เช้าวันที่หกของทริปปางอุ๋ง สนตื่นตั้งแต่หกโมงเช้าเหมือนเช่นวันก่อนๆ เขากางเต็นท์อยู่ริมน้ำ ลุกออกจากเต็นท์มานั่งยองล้างหน้าแปรงฟันริมน้ำ

กรุ่นไอหมอกลอยเรี่ยผิวน้ำกว้าง เรียบใสสะท้อนขุนเขาและท้องฟ้าคราม เด่นชัดราวฉาบด้วยปรอท แดดอุ่นๆ มาอุ่นน้ำแสนเย็นเยือก ระเหยเป็นไอคลุมผืนน้ำกว้าง ทิวสนจากโครงการในพระราชดำริฯ ยืนสง่าสลับเรียงรายโอบล้อมแอ่งกระทะยักษ์ แสงเช้าส่องกระทบลำต้นและผืนหญ้าเป็นสีทองอร่ามอาบความเขียวชอุ่มชุ่มชื้น…

เขาสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนตอไม้ที่ตอกเป็นขายึดสะพานไม้เล็กๆ ยื่นเข้าไปในอ่างเก็บน้ำ เธอนั่งอยู่ลำพังเนิ่นนาน สนสงสัยว่าเธอกำลังนั่งดูอะไรอยู่ จึงยกกล้องขึ้นมาซูมเข้าไปจนเห็นใบหน้าเธอชัดเจน วินาทีนั้นความรู้สึกของสนตะโกนก้องในโสตประสาทว่าเธอน่ารักมาก เขาลั่นชัตเตอร์เก็บภาพเธอไปหลายอิริยาบท และยังคงนั่งยองมองใบหน้าเธอผ่านกล้องอยู่เนิ่นนาน ในระยะห่างเพียงไม่ถึงสามสิบเมตร จนกระทั่งเธอหันหน้ามาหาเขาทำตาดุและแยกเขี้ยวใส่ เขาสะดุ้งตกใจทำกล้องหลุดมือตกน้ำ คว้าทันแค่สายกล้อง แต่ตัวกล้องตกลงไปแช่น้ำเย็นเจี๊ยบเรียบร้อย เธอตกใจมากรีบวิ่งมาหาเขาขอโทษขอโพย สนใช้เสื้อกันหนาวที่สวมเช็ดน้ำที่เปียกกล้อง ก้มหน้าเช็ดไม่สนใจคำขอโทษ จนเธอเริ่มหน้าเสีย

สนฉีกยิ้มกว้าง “แค่ของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้”

เขาหยิบเม็มโมรี่การ์ดออกจากตัวกล้อง ชูให้เธอดูว่ามันยังคงแห้งดี น้ำยังเข้าไม่ถึง

“รูปในนี้สำคัญกว่า… เอ่อ… โดยเฉพาะ… รูปคุณหลายภาพเมื่อสักครู่นี้”

“เป็นพวกถ้ำมองหรอกหรือ? แต่ว่ากล้องคุณท่าทางจะแพงน่าดูนะ ตัวเบ้อเริ่มเลย”

สนเฉไฉว่าไม่เป็นไรมันเก่ามากและมันได้ตอบแทนเจ้าของจนคุ้มค่าแล้ว จากนั้นเขาแนะนำตัวกับเธอ

“ผมชื่อสนครับ แล้ว…”

“ต้นข้าวค่ะ งั้นเอางี้ เพื่อเป็นการขอโทษเรื่องกล้องคุณ เดี๋ยวข้าวขอเลี้ยงมื้อเช้าแล้วกันนะคะ”

นอกจากสนได้รู้ว่าเธอชื่ออะไรแล้ว เขายังแน่ใจได้ว่าการสนทนาจะยังคงมีต่อ ไม่สิ้นสุดเพียงตรงนี้

“แต่ข้าวขอไปเดินเล่นตรงสันเขื่อนตรงนู้นก่อนได้มั้ยคะ? เมื่อวานมาถึงก็เย็นมากแล้ว จึงยังไม่ได้ไปเดินตรงนู้นเลย”

เขาพยักหน้าแล้วหันมองซ้ายขวาว่าเธอน่าจะกางเต็นท์อยู่ตรงไหน? แล้ว…เธอมากับใคร?

“เอ่อ… แล้วคุณจะไปเรียกเพื่อนหรือครอบครัวคุณก่อนมั้ย?” เขาไม่แน่ใจว่าเธอกำลังคิดเหมือนกับเขาหรือเปล่า

“ฉัน… เอ่อ… ข้าวมาคนเดียวค่ะ” ใบหน้าเธอวูบลงเหมือนคำตอบที่ค่อยๆ เบาจนเงียบลงคอในคำสุดท้าย แต่สนกำลังใจเต้นพองโต นัยน์ตาเป็นประกาย อากัปกิริยาเริ่มออกจนเกือบควบคุมไม่อยู่

“ผมก็มาคนเดียว!”

แล้วทั้งสองจึงเดินเลาะริมอ่างเก็บน้ำ ชมความงามของบรรยากาศกันไปคุยกันไปจนถึงสันเขื่อน เดินชมวิวสักพักจนเริ่มร้อนแดด จึงเดินเข้าหมู่บ้านไปหาข้าวเช้าทาน ต้นข้าวเล่าให้สนฟังว่าเธอทะเลาะกับที่บ้านเพราะพ่อแม่อยากให้กลับไปอยู่หาดใหญ่ แต่เธออยากอยู่ทำงานที่กรุงเทพฯ เธอเป็นโปรแกรมเมอร์ งานที่กรุงเทพฯ มีให้เลือกมากมาย ต่างจากที่หาดใหญ่ลิบลับที่ไม่ค่อยมีงานไอทีให้ทำ สนบอกเธอว่าบังเอิญมาก เพราะเขาก็ทำงานไอที แต่เขาทำงานอิสระ รับออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ วางแผนและกำหนดกลยุทธ์ด้านไอที ตลอดจนควบคุมกระบวนการพัฒนาระบบให้ตรงตามแบบ และทำหน้าที่ประเมินและตรวจรับงานจากทีมงานผู้รับจ้าง ที่ลูกค้าจ้างให้มาพัฒนาระบบให้ ต้นข้าวได้ฟังเข้าก็ตาโตและชื่นชมสนมากที่ได้ทำงานในบทบาทแบบนี้ เพราะในวงการไอทีมีคนทำงานด้านนี้น้อยมาก ทั้งยากและต้องใช้ประสบการณ์สูง

“ประสบการณ์นั้นจำเป็น แต่ไม่ต้องสูงมากหรอก มัวแต่เก็บประสบการณ์ก็แก่กันพอดี การทำงานด้านนี้สิ่งสำคัญอยู่ที่ทัศนคติ ทัศนคติคือสิ่งวิเศษสุดที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์มา” เขาพูดถึงอาชีพของเขาตาเป็นประกาย ต้นข้าวก็ตาเป็นประกายเช่นเดียวกัน

”แต่ตอนนี้ได้ทางออกแล้วล่ะ ข้าวจะอยู่กรุงเทพฯ ต่ออีกสักพัก ขอที่บ้านว่าอยากเรียนโทก่อน จบแล้วค่อยกลับบ้าน จากนั้นว่าจะลองไปหางานที่ภูเก็ตหรือสมุยกลับมาทำที่บ้าน หรือไม่ก็จะพยายามหางานที่หาดใหญ่ทำ เนี่ยเดี๋ยวเดือนหน้าก็จะลงทะเบียนเรียนแล้ว ช่วงนี้ว่างก็เลยมาพักสมองพักใจหน่อย” เธอดูแจ่มใสขึ้นเมื่ออธิบายถึงทางออกที่พบ

“จะไปเรียนที่ไหนเหรอ?”

“เอไอที”

วันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่ปางอุ๋งของสน หลังทานข้าวเสร็จเขาล่ำลากับต้นข้าวกลับมาเก็บกระเป๋าและเต็นท์เพื่อรีบกลับ เนื่องจากมีนัดประชุมกับลูกค้ารายใหม่วันรุ่งขึ้น เขารู้สึกเสียดายที่นั่งๆ นอนๆ อยู่นี่มาตั้งหลายวัน แต่กลับเพิ่งมาเจอต้นข้าวเอาวันนี้ หลังจากแยกย้ายกันไปไม่นาน หลายเดือนต่อมาสนกับต้นข้าวก็ได้พบกันอีกครั้ง ในวันเปิดภาคเรียนเทอมแรกที่เอไอที…

“เก่งอยู่แล้วจะมาเรียนทำไม?”

“ไม่มีใครเก่งทุกอย่างหรอก มาศึกษาเพิ่มเติมบ้าง แล้วก็… ตั้งใจมาพบใครบางคน”

2

 สนกับต้นข้าวเคยไปเชียงคานด้วยกันเมื่อสมัยเรียนที่เอไอที ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันว่าเชียงคานกำลังเดินตามปาย สนจึงอยากไปให้เห็นกับตาว่าแล้วหน้าตาปายเป็นอย่างไร? ตอนที่สนไปปางอุ๋งครั้งนั้นก็ไม่ได้แวะไป ต้นข้าวเองก็ไปปางอุ๋งด้วยรถทัวร์ ลงที่แม่ฮ่องสอนแล้วต่อรถไปปางอุ๋ง ไม่ได้ไปแวะปายด้วยเช่นกัน สนจึงอยากพาต้นข้าวกลับไปสัมผัสปางอุ๋งด้วยกันอีกครั้ง เพื่อระลึกถึงวันแรกที่ทั้งคู่ได้เจอกัน แล้วจะได้ไปเที่ยวปายด้วย เพราะอยู่ไม่ไกลจากปางอุ๋งนัก ต้นข้าวเหมือนจะคล้อยตาม แต่แล้วก็ขัดขึ้น

“มันไกลมากนะสน ทางก็ลำบาก โค้งตั้งเยอะแน่ะ ถ้าจะไปคงต้องลางานหลายวันน่าดู ขนาดตอนไปเชียงคานยังเหนื่อยแทบตาย กลับมายังโดนหัวหน้าเรียกไปบ่นชุดใหญ่ ที่หยุดเกินจากที่ขอลาไปตั้งสองวัน”

ต้นข้าวบ่นตัดพ้อ แต่ด้วยน้ำเสียงแบบนั้นสนอ่านออกว่าลึกๆ แล้วต้นข้าวก็อยากไปไม่ใช่น้อย ผู้หญิงชอบพูดอะไรตรงข้ามกับความรู้สึก และวิตกกับสิ่งที่ยังไม่เกิด ทั้งที่ทั้งคู่คุยถึงปางอุ๋งมานานตั้งแต่ก่อนแต่งงาน จนในที่สุดสนก็หว่านล้อมต้นข้าวสำเร็จ วางแผนทริปฮันนีมูนหน้าหนาวระยะยาว งานของต้นข้าวยังมีอีกมาก แต่สนให้ต้นข้าวไปขอร้องหัวหน้าว่าแต่งงานมาตั้งนานยังไม่ได้ไปฮันนีมูนเลย และแสดงสปิริตด้วยการขอใช้สิทธิวันลาพักร้อน โดยทุ่มจำนวนวันทั้งหมดที่เหลือ เรียกได้ว่าหมดเนื้อหมดตัว กลับมาคงต้องก้มหน้างุดๆ ทำงานลูกเดียว

ก่อนไปทั้งคู่หาดีวีดีเรื่อง ‘ปายอินเอิฟ’ มาดูเรียกน้ำย่อยกันไปหลายรอบ บวกกับซึมซับจากเรื่องเล่าของเพื่อนที่อยู่ที่เชียงใหม่ เคยตามพ่อไปขายของที่ปายเมื่อวัยเด็ก และเหตุผลที่ฝรั่งนิยมมาปายกันจนได้รับความนิยม นอกจากปายแล้วสนกับต้นข้าวอยากกลับไปปางอุ๋งอีกสักครั้ง เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าของจริงกับภาพในฉากภาพยนตร์เรื่อง ‘แฮปปี้เบิร์ธเดย์’ นั้นเหมือนกันเลย ภาพในภาพยนตร์ไม่ได้สวยเว่อร์เกินจริงแต่อย่างใด ทั้งคู่ได้เคยไปพิสูจน์มาแล้ว และอยากกลับไปอีก

ทริปนี้ทั้งคู่เตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ เข้าเว็บซื้อเวาเชอร์ที่พักที่ปาย จากคนที่ไปซื้อมาจากงานท่องเที่ยวที่กรุงเทพฯ  แล้วมาขายต่อบนเว็บ แม้บวกกำไรเล็กๆ น้อยๆ แล้ว แต่ยังถูกกว่าราคาเต็มมาก จากนั้นสนโทรศัพท์ไปแจ้งชื่อและจำนวนรถที่จะขอเข้าไปพักที่ปางอุ๋ง ก่อนเดินทางจริงถึงหนึ่งเดือน หลังจากนั้นสนก็หายใจเข้าออกเป็น ปาย…  ปางอุ๋ง…  จนลมหายใจมาเริ่มแผ่ว เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่บริเวณภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่างยังไม่ทุเลา แต่ทั้งคู่ก็ยังมีใจหยัดยืนที่จะไปฮันนีมูนกันต่อ แม้ต้นข้าวจะมีบ่นอิดออดบ้าง

ลุ้นและเครียดเรื่องน้ำอยู่นาน จนเหตุการณ์เริ่มผ่อนคลายเอาช่วงใกล้วันเดินทางพอดี สนกับต้นข้าวออกเดินทางกันในเช้ามืดวันเสาร์ขับรถกันไปเอง กระเป๋าเสื้อผ้าและข้าวของแน่นเอี้ยดเต็มท้ายรถ

ทั้งคู่แวะทานกาแฟกับปาท่องโก๋เป็นอาหารเช้าที่บ้านต้นข้าว ล่ำลาพ่อแม่ต้นข้าวเรียบร้อยจึงล้อหมุน สนขับรถสบายๆ ไม่เร่งรีบ ต้นข้าวนั่งหลับตั้งแต่ออกสตาร์ทได้ไม่กี่นาที ราวเที่ยงก็ถึงชุมพร แวะไหว้ศาลเสด็จเตี่ย – เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จุดประทัดและยิงปืนเอาฤกษ์ ก่อนขับรถลงเขามาแวะทานอาหารทะเลริมหาดทรายรี กุ้งสด ปูสด แต่แมลงวันเยอะไปหน่อย จึงรีบทานแล้วขับรถเข้าเมือง จอดรถริมถนนเดินหาร้านขายหนังสือ ต้นข้าวอยากซื้อนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ไว้อ่านแก้ง่วง เดินจนเหงื่อไหลไคลย้อยก็หาไม่เจอ

ต้นข้าวเริ่มหงุดหงิด “ที่นี่เขาไม่อ่านหนังสือกันหรือไง!”

สนจึงเดินเข้าไปถามคนขายของแถวนั้น แล้วเดินกลับมาบอกต้นข้าว

“พี่คนตะกี้เขาบอกว่าที่นี่ร้านหนังสือน้อย หายาก เขาให้ไปซื้อตรงนู้นน่ะ บุ๊กสไมล์ในเซเว่นฯ” สนอธิบายเสร็จแล้วขับรถตรงไปแวะซื้อนิตยสารและหนังสือพิมพ์ ก่อนขับมุ่งหน้าสู่หาดทุ่งวัวแล่น ขณะขับรถสนนึกถึงแท็บเล็ตและอินเทอร์เน็ต ถ้าไม่ติดว่าอยากห่างๆ ไอทีบ้าง เขาคงแนะให้ต้นข้าวเข้าอินเทอร์เน็ตแล้วอ่านจากแท็บเล็ตแทน

ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงหาดทุ่งวัวแล่น ขับรถตระเวนหาที่พัก เพราะตั้งใจมาหาเอาดาบหน้า จนได้รีสอร์ทเล็กๆ ถูกใจแห่งหนึ่ง อยู่ติดทะเล มีร้านอาหารขนาดใหญ่มีโต๊ะหลายโต๊ะ ติดต่อเรื่องห้องเรียบร้อยสนขับรถไปจอดหน้าห้องพัก โชคดีได้ห้องริมติดทะเลที่สุด ต้นข้าวแบกกระเป๋าใบโตเดินเข้าห้อง สนเข้าไปช่วยเมื่อต้นข้าวเดินถึงห้องแล้ว เธอหันมาค้อนขวับเล็กน้อย ทั้งคู่เข้ามานอนตากแอร์คลายเหนื่อยเมื่อยล้า สนของีบหลับชั่วครู่บอกต้นข้าวให้ปลุกตอนสี่โมงเย็น

พอได้เวลาสนชวนต้นข้าวออกไปเดินเล่นริมหาด เขาเดินไปหยิบอะไรบางอย่างท้ายรถ

“สนเอาว่าวมาด้วยทำไม?”

“เอามาลอยน้ำทะเลเล่นมั้ง มาทะเลลมเย็นๆ แรงๆ เลยแวะซื้อมาเมื่อวานน่ะ”

ทั้งคู่เล่นว่าวปักเป้าริมหาดทุ่งวัวแล่นกันสนุกสนานเป็นเด็กๆ สนยื่นสายให้ต้นข้าวลองชักเอง ต้นข้าวหัวเราะเอิ้กอ้ากสนุนสนาน บอกสนว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยชักว่าวจนลอยสูงเท่านี้มาก่อน แต่แล้วความสนุกก็จบลงกะทันหัน เมื่อลมขาดช่วง ว่าวเริ่มตก ต้นข้าวรีบม้วนสายให้สั้นลงและพยายามดึงให้ว่าวลอยเชิดขึ้นไปใหม่ แต่ไม่ทัน ว่าวปักเป้าตัวน้อยลอยหัวทิ่มตกลงบนยอดมะพร้าวสูงชะลูด ทั้งคู่เดินจ้ำไปดู สนลองดึงอยู่หลายที จนถอดใจ

“ไว้ขากลับลองแวะเข้ามาดู เผื่อลมพัดมันตกลงมา เดี๋ยวจะไปบอกให้พนักงานเก็บไว้ให้… นะหนู” สนปลอบใจต้นข้าวแล้วหัวเราะร่า ต้นข้าวขำตามพร้อมหยิกไปที่ต้นแขนสนพอให้ได้เขียวเล็กน้อย

หาดทุ่งวัวแล่นเป็นหาดที่สวยงามและเงียบสงบที่สุดแห่งหนึ่งของชุมพร หาดทรายสะอาด ไม่มีเตียงผ้าใบระเกะระกะ ผู้คนอัธยาศัยดี ยังมีวิถีแบบชาวบ้านอยู่มาก ความเจริญยังไม่เข้ามาย่างกรายเท่าไร ที่สำคัญที่พักและอาหารราคาถูกมาก อาหารก็สดอร่อย ค่ำนั้นสนกับต้นข้าวฝากท้องที่ร้านอาหารในรีสอร์ท เลือกนั่งโต๊ะริมทะเลที่สุด ชมแสงเดือนแสงดาวเหลืองอร่าม และแสงไฟจากเรือประมงกลางทะเล สีขาวนวลบ้างเขียวบ้าง ขยับขึ้นๆ ลงๆ ด้วยคลื่น ราวระบำดวงไฟที่ขยับเคลื่อนอ้อยอิ่งเป็นจังหวะเนิบนาบ สนเห็นรอยยิ้มของต้นข้าวขณะนั่งมองแสงไฟจากเรือประมงตาเป็นประกาย

รุ่งเช้าทั้งคู่ตื่นแต่เช้าจัดการธุระส่วนตัวแล้วเก็บข้าวของขึ้นรถ เดินไปสั่งอาหารเช้าทานก่อนออกเดินทาง สนสั่งปลาหมึกทอดกระเทียมราดข้าว และเอ็นหอยผัดฉ่ามาเป็นกับ ต้นข้าวสั่งกุ้งทอดกระเทียมราดข้าวโปะไข่ดาว ทานเสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ประทับใจกับมื้อสุดท้ายมาก สนถึงกับเอ่ยปากว่าไม่เคยทานปลาหมึกทอดกระเทียมที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน ปลาหมึกและกุ้งทอดแบบแห้งๆ คลุกเคล้ากระเทียมเจียวหอมกรุ่นและแห้งกรอบ เอ็นหอยก็หนึบหนับหวานอร่อยซึ่งหาทานยากมาก นอกจากอาหารอร่อย วิวสวย ห้องพักที่นี่ยังตกแต่งเรียบง่ายถูกใจ ไม่ต้องหรูหราหรือมีแต่อะไรเกินๆ ก่อนขับรถออกจากรีสอร์ท สนเหลือบมองป้ายชื่อ… ‘วิวรีสอร์ท’ สนบอกต้นข้าวว่าเราจะกลับมาที่นี่กันอีกครั้งสักวันหนึ่ง

3

ล้อหมุนมุ่งหน้าต่อ ผ่านประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี เพื่อมุ่งสู่กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ทั้งคู่ไม่ได้กลับมากรุงเทพฯ นานแล้ว จึงตั้งใจจะไปพักที่กรุงเทพฯ สักคืน พอผ่านเพชรบุรีมาไม่ไกล ต้นข้าวขอสนแวะตลาดน้ำอัมพวาสักหน่อยเพราะเป็นทางผ่าน สนพึมพำถึงแดดที่แรงจ้า แต่ตกลงยอมแวะทั้งที่ใจไม่ค่อยอยากเท่าไรเพราะขี้ร้อน

จอดรถเสร็จต้นขาวเดินจูงมือสนเดินจ้ำๆ เที่ยวชมตลาดน้ำโบราณที่บูรณะขึ้นใหม่จนสวยงามและมีความร่วมสมัย มีของขายและอาหารการกินมากมาย ต้นข้าวตื่นตากับขนมไทยๆ ที่หาทานได้ยาก ส่วนสนเดินตามต้อยๆ คอยถือถุงใบน้อยใหญ่ให้ ก่อนกลับทั้งคู่แวะทานก๋วยเตี๋ยวเรือริมน้ำแล้วแวะซื้อของที่ระลึกก่อนเดินทางต่อ

เมื่อถึงกรุงเทพฯ สนรีบเข้าไปเช็กอินที่โรงแรม ขนสัมภาระใบเล็กที่แยกออกมาจะได้ไม่ต้องขนกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นไปห้องพัก เพราะจะพักเพียงคืนเดียว สนเพลียมากขอนอนงีบสักครู่ แต่ต้นข้าวรบเร้าชวนออกไปเที่ยวข้างนอก นานๆ จะได้มากรุงเทพฯ เสียที สนยื่นข้อแลกเปลี่ยนขออาบน้ำให้สดชื่นเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองตัดสินใจไปเดินสยามพารากอนและเซ็นทรัลเวิร์ล แล้วแวะดูหนังในโรงใหญ่ๆ เสียหน่อย จากนั้นต่อด้วยไปหาของอร่อยทานแถวเยาวราช แล้วไปเดินเล่นแถวท่าพระอาทิตย์ จากนั้นไปต่อที่ถนนข้าวสาร เข้าผับแด๊นซ์ไปกับเพลงสกากับเร็กเก้เล็กน้อย ก่อนจบค่ำคืนด้วยเพลงแจ๊สที่เล่นสดในอีกผับ แล้วค่อยลากสังขารเรียกแท็กซี่กลับโรงแรม

สนกับต้นข้าวกลับถึงโรงแรมตอนตีหนึ่งครึ่ง ต้นข้าวตกใจเมื่อเห็นเวลาจากนาฬิกาแขวนบนผนัง

“พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางตอนหกโมงเช้านะสน!” พรุ่งนี้ทั้งคู่จะเดินทางขึ้นเหนือไปแวะที่แรกคือเชียงใหม่

“ออกสาย…นิดก็ได้ รถเราเครื่อง..สอง…พันนะ เหยียบแป๊บเดียวก็..ถึง…แล้ว…” สนตาปรือตอบยานคาง เพราะดื่มเข้าไปเยอะ

“งั้นก็รีบนอนเถอะ แต่ต้องออกก่อนแปดโมงเช้านะ ไม่อยากให้ซิ่งมาก” ต้นข้าวกำหนดแผนเรียบร้อย ทั้งที่ตัวเองก็มึนๆ ไม่ใช่น้อย ดื่มไปไม่มาก แต่เต้นกระจายชนิดที่สนถึงกับตาค้าง ไม่ได้เห็นวาดลวดลายอย่างนี้มานาน

ต้นข้าวเอนตัวลงนอน หลับไปได้สักครู่ สนพลิกตัวมากอด มือซุกซนบริเวณหน้าอก และพยายามจะทำอะไรมากกว่านั้น ต้นข้าวรู้สึกว่าสนกำลังทำอะไรไม่ถูกกาลเทศะผิดเวลา และทั้งคู่ก็ไม่อยู่ในสภาพจะทำอะไรไหว ด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย เธอจึงผลักเขาออกไปแล้วถีบจนสนตกเตียง เธอหัวเราะคิกคักแล้วหลับต่อ

นาฬิกาปลุกดังจนหยุดอย่างหมดความพยายาม ต้นข้าวตื่นขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เธอตาโตอ้าปากค้างเมื่อเห็นนาฬิกาบนผนังบอกเวลาแปดโมงสี่สิบนาที เธอก้มไปดูสนที่นอนหลับสบายกรนคร่อกๆ

“ตื่นเร็วสน! สายแล้ว เกือบเก้าโมงแล้ว เดี๋ยวข้าวอาบน้ำก่อนนะ”

ชั่วเวลาเพียงยี่สิบนาทีทั้งคู่ก็พร้อมอยู่ที่รถ สนสดชื่นขึ้นหลังจากอาบน้ำ ก่อนออกรถหันถามต้นข้าวว่าทำไมตัวเองถึงลงมานอนอยู่ที่พื้นได้ และรู้สึกเจ็บเอวนิดๆ ต้นข้าวแสร้งตอบไปว่าเขาดิ้นตกเตียงเอง ตื่นขึ้นมาก็เห็นสนลงไปนอนอยู่ที่พื้นแล้ว

4

รถออกเดินทางจากโรงแรมแถวถนนวิภาวดี สนขับขึ้นโทลเวย์จนสุดทางแล้ววิ่งต่อจนถึงแถวประตูน้ำพระอินทร์ แล้วเลี้ยวเข้าเส้นที่จะไปนครสวรรค์ เมื่อเข้าช่วงอยุธยา สนจอดรถแวะเติมน้ำมัน

“นี่ข้าวมีอะไรให้ดู” สนเอื้อมหยิบแผ่นดีวีดีหลายแผ่นจากลิ้นชัก มีแผ่นดีวีดีเดี่ยวไมโครโฟนของโน้ต อุดมฯ ตั้งแต่เดี่ยว 5 ยันล่าสุด

“โอ้โหสน! จะเอามาทำอะไรตั้งเยอะ?” ต้นขาวสงสัยกับจำนวนแผ่นเดี่ยวฯ ที่สนหยิบมา

สนยิ้มแฉ่ง “แก้เครียด แก้ง่วง แก้เมารถ และแก้เหงาน่ะ นี่ตอนแรกกะเอามาตั้งแต่เดี่ยวหนึ่งเลยนะ แต่เห็นว่าเยอะไป ตอนขามาก็ลืมไปเลยเพิ่งนึกได้ เอ้อ… เพลงก็มีนะเอาใส่ไอพ็อดมา เสียบที่ปุ่มตรงนั้นน่ะฟังได้เลย จะได้ไม่ต้องคอยเปลี่ยนซีดี แต่หนังไม่มีนะ ไม่ได้เอามาสักเรื่อง” สนสาธยายสื่อเพื่อความบันเทิง

“แล้วทำไมไม่เอาหนังมาบ้างเลย?”

“เปิดหนังก็มีแต่ข้าวดูได้คนเดียวสิ สนดูลำบาก เดี๋ยวก็ขับรถชนพอดี แต่เปิดเดี่ยวฯ น่ะ ไม่จำเป็นต้องดูตลอด จังหวะไหนไม่สะดวกก็ฟังเอา”

“อื๊ม… เหมือนจะมีน้ำใจ กึ่งๆ เห็นแก่ตัวนิดๆ”

“เฮ่ยไม่ขนาดน้าน… เอ้อข้าว! เราลงไปทานอะไรรองท้องกันสักหน่อยดีกว่า เดี๋ยวนั่งรถนานข้าวจะหิวข้าวนะ”

“รู้สึกเมื่อคืนสนก็หิวข้าวผิดเวลาเหมือนกันนะ”

“หือ? อะไรนะ?”

“เออะ เปล่าๆ” ต้นข้าวหน้าแดงก้มหน้าใส่รองเท้า…

เติมน้ำมันเสร็จ สนขับรถไปจอดแล้วลงไปหาอะไรรองท้อง ก่อนกลับขึ้นรถออกเดินทางต่อ ผ่านอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ ทั้งคู่หัวเราะเฮฮากันมาตลอดทาง ต้นข้าวบ่นกับสนว่าเริ่มปวดแก้มปวดกราม สนสังเกตเห็นถนนที่นครสวรรค์และสะพานเดชาติวงศ์ได้รับความเสียหายพอสมควร จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา จากนั้นเขานึกถึงถนนตั้งแต่เส้นวิภาวดีเป็นต้นมา ตามขอบทางมีร่องรอยระดับน้ำที่เคยท่วมถึงซึ่งสูงมาก หลายจุดท่วมสูงกว่าเอว เขาแทบไม่เชื่อขนาดบริเวณหน้าสถาบันเอไอทียังท่วมสูงมาก พื้นผิวถนนที่ขับผ่านมาตลอดนั้นมีร่องรอยเสียหายพอสมควร เขารู้สึกมีก้อนบางอย่างจุกที่อก เขามัวแต่สนุกกับดีวีดีและความสุขในการเดินทาง จนหลงลืมความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่อนคลายเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

เข้าสู่กำแพงเพชรต้นข้าวหัวเราะจนเหนื่อย บอกสนว่าถึงตากแล้วแวะพักทานข้าวกลางวันหน่อย สนรับคำแล้วแปลกใจว่าหัวเราะจนเหนื่อยแล้วเกี่ยวอะไรกับหิวข้าว? เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองตากและผ่านมาได้สักระยะ สนแวะปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ มีร้านอาหารและห้องน้ำกว้างขวาง ทานข้าวราดแกงที่อร่อยสู้บรรยากาศในปั๊มไม่ได้เรียบร้อยก็ขึ้นรถ มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ระยะทางช่วงวิ่งอยู่ที่ตากนั้นช่างยาวนาน เป็นทางตรงเกือบตลอดทาง สนเริ่มตาปรือ

“อิ่มแล้วก็ง่วงเลยนะ ทำเป็นเด็กไปได้” ต้นข้าวแซวสน เขายิ้มรับแล้วตาปรือต่อ

ต้นข้าวกดหยุดแผ่นเดี่ยวฯ หยิบไอพ็อดออกมาเอาสายเสียบต่อกับช่องที่คอนโซลหน้ารถ เสียงโครมครามดังลั่นขึ้น เสียงเบสกับกลองที่เร่งเร้าหนักแน่น เสียงกีต้าร์ไฟฟ้ากรีดหู เสียงซินธิไซเซอร์ชวนล่องลอย และเสียงนักร้องที่ชวนกระชากวิญญาณออกจากร่าง…

“โอ้ว… อารมณ์ไหนเนี่ย อยู่ๆ ก็เปิดดรีมเธียเตอร์” สนตาสว่างกลับมาคึกคักทันใด

“อ้าว ก็สนเอามาเองนี่ เห็นตาปรือ ก็เลยเปิดอะไรแก้ง่วงให้ไง เนี่ยเดี๋ยวปีหน้าดรีมเธียเตอร์จะมาเล่นคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ ด้วยนะ อ่านข่าวเจอมา ไปดูกันมั้ย?”

สนแปลกใจที่อยู่ๆ ต้นข้าวก็ชวนดูคอนเสิร์ตวงดรีมเธียเตอร์ วงดนตรีแนวโปรเกรสสีฟ เมทัลระดับโลกที่เขาเป็นแฟนเพลงอันเหนียวแน่นมาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกๆ ต้นข้าวให้เหตุผลว่าเห็นสนฝันว่าอยากไปดูคอนเสิร์ตวงนี้มานาน จะปล่อยให้ไปดูเหงาๆ คนเดียวได้อย่างไร จึงอยากจะไปดูเป็นเพื่อน สนยิ้มดีใจ ชีวิตคู่มันก็ดีอย่างนี้นี่เอง

“แต่ข้าวขอนั่งดูนะ ตอนจองตั๋วก็เลือกโซนที่มีที่นั่งด้วย”

“อ้าว… ซะงั้น! ดูคอนเสิร์ตแบบนี้ใครเขานั่งดูกัน” สนคิดในใจว่าเมื่อสักครู่คิดผิดไปเล็กน้อย

ผ่านลำพูนไม่นานก็เข้าสู่เชียงใหม่ ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำปิงตรงมาไม่ไกล สนกลับรถวิ่งย้อนกลับมาที่แม่น้ำปิง เลี้ยวซ้ายวิ่งเลียบแม่น้ำไปสักระยะ ต้นข้าวถามว่าจะไปไหน? สนจอดรถชิดซ้าย กดที่จอมอนิเตอร์ที่คอนโซลหน้ารถ กดเปลี่ยนโหมดเป็นจีพีเอส เขาพิมพ์ค้นหาคำว่า ‘เฮือนสุนทรี

“ชื่อโรงแรมหรือสน?” ต้นข้าวสงสัยว่ากำลังหาเส้นทางไปไหน

“ร้านอาหารเหนือน่ะ ร้านของสุนทรี เวชานนท์ ที่ร้องเพลงสาวเชียงใหม่ไง ที่เคยอยู่วงเดียวกับจรัล มโนเพ็ชรไง สนชอบมากเลยสมัยเรียนหนังสือ ตอนหัดเล่นกีต้าร์ใหม่ๆ ก็หัดกับเพลงของจรัล มโนเพ็ชรนี่ล่ะ”

“อืม… เค้ารู้เรื่องมากเลยเนอะ คนใต้หยั่งเค้านิ่” ต้นข้าวประชด

“แหม วงเขาออกจะดัง สนเป็นคนกรุงเทพฯ ยังรู้จักเลย ใครๆ ก็รู้จัก”

“อะจ้า พูดเล่นน่า ข้าวก็เคยฟัง แล้วนี่หลงล่ะสิฮึ?”

สนมัวแต่จ้องที่จอ กดขยายภาพ ไล่ดูเส้นทางจนพบว่าวิ่งมาถูกทางแล้ว แค่ตรงเข้าไปอีกไม่ไกลก็ถึง เมื่อขับรถมาถึงเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นพอดี วันนี้สนขับรถนานมากโดยเฉพาะช่วงตาก เพราะง่วงไม่กล้าขับเร็ว และเผลอแวะพักที่ปั๊มน้ำมันนานไปหน่อย ตั้งใจว่าจะมาถึงเชียงใหม่สักบ่ายๆ โปรแกรมจึงคลาดเคลื่อนไปหมด สนเลยเลือกมาร้าน ‘เฮือนสุนทรี’ กะทันหัน เพราะนึกขึ้นได้ขณะขับรถผ่านสะพานข้ามแม่น้ำปิง

บรรยากาศร้านในสไตล์ล้านนาที่ตกแต่งได้สวยงาม ตราตรึงสนกับต้นข้าวตั้งแต่หน้าร้าน พอเข้ามาภายในล้วนตกแต่งในแบบล้านนา ทั้งคู่เดินขึ้นไปนั่งชั้นสอง นั่งกับพื้นทานแบบขันโตก ทั้งคู่ระดมสั่งมาหลายรายการด้วยความหิวและความอยาก ทั้งน้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ข้าวเหนียว ปลาช่อนไร้ก้าง แกงเลียงกุ้งสด และเมนูแปลกแต่อร่อยคือ แซลมอนคำหวาน ปลาแซลมอนสดแล่บางทานกับผักสดและน้ำราดรสจัดจ้านกับวาซาบิฉุนจี๊ด อร่อยจนสนขอเบิ้ลอีกจาน ระหว่างทานมีนักดนตรีเล่นเพลงโฟล์กซองคำเมืองสดๆ คลอเคล้า เป็นการเริ่มต้นสู่เมืองเหนือที่น่าจดจำอย่างยิ่ง

อิ่มหนำกับอาหารเหนือมื้อแรก ก่อนออกจากร้านสนแวะซื้อซีดีเพลงโฟล์กซองคำเมืองเป็นที่ระลึกสองแผ่น กะเปิดบนรถตอนขับไปปายและปางอุ๋ง คงได้บรรยากาศดีแท้ ออกจากร้านมาไม่ไกลก็เข้าสู่ถนนสายหลัก สนขับรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนนิมมานเหมินทร์วิ่งไปไม่ไกลแล้วจอดหน้าร้านเค้ก ‘มองบลังค์’ ร้านตกแต่งโทนสีขาวน่ารัก อยู่ในย่านสีสันและแหล่งบันเทิงของวัยรุ่น

ต้นข้าวหันมองหน้าสน “อย่าบอกนะว่าจะทานเค้กต่อ?” ต้นข้าวถามตาโต เพราะยังอิ่มแน่นท้องมาก

สนหันตอบใบหน้าออดอ้อน “น่า…นิดนึง โรงแรมที่จองไว้ก็อยู่ใกล้ๆ นี่เอง อยากกินอะ นะๆ”

แล้วทั้งคู่ก็เข้ามาอยู่ภายในร้านจนได้ เค้กฝรั่งเศสเนื้อนุ่มละมุนสไตล์ญี่ปุ่นแต่ทำโดยคนไทยและขายที่เชียงใหม่ เป็นเค้กในฝันของต้นข้าวมานาน ทั้งอ่านรีวิวจากหลายเว็บ และดูจากรายการโทรทัศน์ บ่นว่าถ้าได้มาเชียงใหม่เมื่อไรจะมาทานให้ได้

“สนก็เลยพาข้าวมา?”

“ใช่จ้ะ เพราะกลัวพรุ่งนี้ออกแต่เช้า ร้านอาจยังไม่เปิด” สนแก้ตัว ก่อนระดมสั่งเค้กของตัวเองไปทั้งหมดสี่ชิ้น ต้นข้าวสั่งไปสองชิ้น และสั่งชาผลไม้มาซดแก้เลี่ยน หลังจากพนักงานนำเค้กและชามาเสิร์ฟที่โต๊ะ ชั่วพริบตาเค้กทั้งหมดอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงจานว่างเปล่า สนขอเดินไปสั่งอีกชิ้น ต้นข้าวเหนียมอายเล็กน้อยเพราะกลัวอ้วน แต่ในที่สุดก็ลุกตามไปสั่งอีกชิ้น

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานอร่อยลิ้นทั้งคู่จึงแบกท้องตึงๆ เดินทางสู่โรงแรมสไตล์บูติกโฮเต็ลซึ่งอยู่ในซอยข้างๆ นั่นเอง เป็นโรงแรมที่ดัดแปลงมาจากตึกแถว ออกแบบและตกแต่งได้ทันสมัยน่ารัก ราคาค่าห้องพักก็ไม่สูงนัก แถมอยู่ใจกลางเมืองไปมาสะดวก แต่ต้นข้าวบ่นเสียดายเงินเล็กน้อย เพราะมาถึงเกือบสี่ทุ่ม เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ต้องออกแต่เช้า

หลังอาบน้ำอาบท่าทั้งคู่ออกมานอนดูโทรทัศน์สักพัก หยอกล้อกอดก่ายกันอยู่บนเตียง แล้วก็เผลอหลับกันไป

รุ่งเช้าทั้งสองเช็คเอ๊าต์ตอนแปดโมงเช้า สนขับรถพาต้นข้าวไปแวะทานข้าวซอยร้านดังใกล้ตลาดวโรรส ขับตามเนวิเกเตอร์ไปจนเจอร้าน สนสั่งข้าวซอยเนื้อกับขนมจีนน้ำเงี้ยว ต้นข้าวสั่งข้าวซอยไก่ ข้าวซอยน้ำข้นมันกลิ่นหอมรสชาติเยี่ยม เรียกรอยยิ้มจากทั้งคู่แต่เช้า ออกจากร้านสนจอดรถริมถนนด้านหลังตลาดวโรรสแล้ววิ่งออกไปซื้ออะไรสักอย่าง กลับเข้ามาพร้อมดอกไม้สีสวยสดช่อเล็กน่ารัก

“ตะกี้ขับผ่าน เห็นว่าสีสวยดีน่ะ เหมาะกับข้าวเช้านี้”

ต้นข้าวยิ้มจนแก้มแดง รับมาวางไว้บนตัก

สนขับรถมาจนถึงแยกตรงอำเภอแม่อาลัย เลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าสู่ถนนสาย 1095 มุ่งหน้าสู่ปาย และเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางกว่าพันโค้ง พร้อมทางขึ้นลงเขานับไม่ถ้วน ต้นข้าวบอกสนว่าปวดท้องสงสัยข้าวซอยทำพิษ แถมเริ่มเมารถแล้ว สนบอกว่าอากาศข้างนอกเย็นสบาย ต้นข้าวเอื้อมมือปิดแอร์ แล้วเปิดหน้าต่างรับลมเย็น ช่วยลดอาการคลื่นเหียนได้ดี สนใส่แผ่นซีดีโฟล์กซองคำเมืองเคล้าบรรยากาศ แล้วเอื้อมเปิดซันรูฟให้ลมโกรก

ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นลงเนินจำนวนมาก จนมาสะดุดเข้ากับ ‘Le Vintage’ จุดแวะพักที่สนเกือบขับเลย แต่ไหวพริบแห่งความเป็นหญิงของต้นข้าวมองขวับแล้วสั่งเบรกทันที ที่นี่มีสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปออกแนววินเทจสมชื่อ บรรยากาศโรแมนติกมาก ทั้งสวนดอกไม้ น้ำพุ ตุ๊กตาหิน และร้านกาแฟ ต้นข้าวเริงร่าราวอยู่ในฉากละคร ทั้งคู่ถ่ายรูปตามจุดต่างๆ จนหนำใจ ต้นข้าวเดินไปซื้อกาแฟหนึ่งแก้ว สนขึ้นรถกำลังจะสตาร์ท ต้นข้าวรู้สึกปวดท้องอีกครั้ง ขอตัววิ่งแจ้นไปเข้าห้องน้ำ แล้วกลับมาขึ้นรถเพื่อบึ่งสู่ปายต่อ

ตลอดสองข้างทางมีจุดแวะเที่ยวจำนวนมาก แต่ต้องข่มใจผ่านๆ ไปบ้าง แต่ละจุดมีทิวทัศน์สวยงามราวฉากในภาพยนตร์ มีจุดหนึ่งเป็นฉากในภาพยนตร์จริงๆ นั่นคือจุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวเรียกกันติดปากว่าจุดชมวิว ‘รักจัง’ เหมือนชื่อภาพยนตร์นั่นเอง ต้นข้าวอีกเช่นเคยที่เริงร่าราวอยู่ในดงดอกไม้ ส่วนสนกลายเป็นตากล้องจำเป็นโดยปริยาย แต่เขายินดีที่จะได้เก็บภาพน่ารักของเธอเอาไว้ นักท่องเที่ยวถือกล้องกันแทบทุกคน เป็นวัฒนธรรมป๊อปที่พบเห็นได้ดาษดื่นตามสถานที่ท่องเที่ยวในยุคนี้

5

ผ่านโค้งชันแสนวิบากมาหลายชั่วโมงก็มาถึงปาย ทั้งคู่เข้าพักกันที่ ‘ปายวิมาน’ เป็นรีสอร์ทเปิดใหม่ติดริมแม่น้ำปาย เจ้าของเดียวกับ ‘Coffee in Love’ ร้านกาแฟชื่อดังที่เป็นดั่งแลนด์มาร์กอันดับต้นๆ ของปาย อากาศที่ปายเย็นกำลังดี อุณหภูมิไม่ถึงยี่สิบองศาเซลเซียส ขนข้าวของเสร็จทั้งคู่รีบขับรถไปหมู่บ้านสันติชล – หมู่บ้านจีนยูนนาน ไปแวะถ่ายรูป ชิมชา สนติดใจกลิ่นหอมหวานของชายอดน้ำค้างมากจึงซื้อมาสองห่อ จากนั้นไปโล้ชิงช้า ก่อนขึ้นต้นข้าวคิดอยู่นาน ใจหนึ่งก็กลัวใจหนึ่งอยากลองเพราะน่าสนุก มาถึงนี่แล้วมันต้องลอง สนรอต้นข้าวตัดสินใจไม่ไหวจึงจับมือกึ่งจูงกึ่งลากไปขึ้นชิงช้าเสียเลย ทั้งคู่หวีดร้องทั้งเสียวและสนุกมาก พอลงมาต้นข้าวแซวว่าสนเก็บอาการไม่อยู่จนเก๊กแตก

ก่อนกลับทั้งคู่เริ่มหิวจึงแวะทานอาหารจีนยูนนานซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อมาเยือนหมู่บ้านสันติชล และเมนูที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือ ขาหมูน้ำแดง ต้นข้าวทานไปซี้ดไปด้วยความอร่อย น้ำซุปหอมเข้มข้น เนื้อนิ่มละลายในปาก หนังนุ่มได้ใจจนลืมเรื่องอ้วนไปเลย ขากลับทั้งคู่แวะไหว้พระและถวายสังฆทานที่วัดน้ำฮู วัดไทยในแบบล้านนาซึ่งสวยงามมาก และยังเป็นวัดที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยพาทัพมาแวะพักที่นี่

“เมื่อกี้ไหว้พระข้าวอธิษฐานว่าอะไร?”

“ขอให้อีกหน่อยมีลูกน่ารักๆ” ต้นข้าวพูดเบาๆ น้ำเสียงเหมือนเด็กอธิษฐานขอของเล่น

สนยิ้มหน้าแดงเดินกุมมือต้นข้าวกลับไปที่รถ

พอขึ้นรถต้นข้าวหยิบแผนที่ขึ้นมาดู บอกสนว่าที่ปายยังมีที่เที่ยวอีกมาก เอาไว้จะมาเก็บรายละเอียดกันอีกคืนหลังจากกลับจากปางอุ๋งแล้ว สนพยักหน้าเห็นด้วย

เมื่อมาถึงปายก็ต้องไปเดินถนนคนเดินให้ได้ สนกับต้นข้าวอยากรู้มานานแล้วว่ามีดีอะไร? จะสมคำร่ำลือหรือไม่? กลับถึงที่พักจอดรถเสร็จทั้งคู่ก็ออกไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน ละเลียดไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน แวะถ่ายรูปแทบทุกห้าก้าว ที่นี่มีจุดน่ารักๆ เหมาะแก่การถ่ายรูปเยอะมาก วันนี้เป็นวันธรรมดานักท่องเที่ยวบางตา จึงถ่ายรูปได้สะดวก ต้นข้าวโพสต์ท่าไม่ยั้งราวกับกำลังอยู่ในสตูดิโอ

“ตอนถ่ายรูปแต่งงานน่าจะมาถ่ายที่นี่ด้วยเนอะ” สนเสนอไอเดียนี้

“จะบ้าเหรอตาบ๊อง สตูดิโอไหนเขาจะยอมมา ขนาดถ่ายในสตูดิโอยังราคาขนาดนั้น ถ้าออกมาไกลขนาดนี้จะราคาขะ..หนาด..หนาย…ฮึ?”

ทั้งคู่เดินแวะทานอาหารเหนือและอาหารชาวไทยใหญ่หลายอย่างตลอดทางเดิน รสชาติอร่อยถูกปากมาก อาทิ หมูคำหวาน ข้าวเส้น ผัดหมี่ยูนนานหน้าตาแปลกๆ น้ำสมุนไพร ข้าวปุกงาดำ ของขายที่นี่นั้นเยอะมาก แต่คล้ายๆ กันทั้งนั้น เพียงแต่แต่ละร้านตกแต่งน่ารักและเท่ จนหลายร้านติดป้ายว่าให้ช่วยซื้อของบ้าง เพราะมีแต่นักท่องเที่ยวมายืมสถานที่หน้าร้านและในร้านถ่ายรูป ถ่ายเสร็จก็เดินออกไป พ่อค้าแม่ค้าคงงอนบ้างจึงทำป้ายติดเสียเลย

สนบอกต้นข้าวว่าที่ปายมีทั้งความแปลกแยกและกลมกลืนจนไม่รู้จะตัดสินอย่างไรดี บรรยากาศถูกปรุงแต่งให้เกินจริงนิดๆ น่ารักหน่อยๆ สนบอกว่าเขาเป็นคนชอบธรรมชาติ ติดดินๆ จึงรู้สึกว่าเกินๆ แต่สนก็เข้าใจว่าถ้าจะให้ดั้งเดิมมากไปก็อาจไม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนัก ต้นข้าวเสริมว่ามันจึงต้องมีสีสันมีความร่วมสมัยบ้าง แล้วทั้งคู่ก็นึกถึงเชียงคานที่ใครๆ บอกว่ากำลังเดินตามปาย พวกเขากลับรู้สึกว่าปายไม่เห็นจะมีอะไรเลวร้ายนัก มันคือความแปลกแยกที่กลมกลืน…

ฟ้ามืดสนิทแต่แสงสีบนถนนคนเดินยังสว่างไสว ทั้งคู่แวะนั่งทานเค้กแสนอร่อยและแต่งร้านน่ารักมาก ก่อนเดินออกมาถ่ายรูปหน้าธนาคารกสิกรไทยสาขาปาย ทั้งคู่ลงความเห็นตรงกันว่าเป็นธนาคารที่น่ารักที่สุดในโลก

“อยากเปิดบัญชีที่นี่เป็นที่ระลึก” สนบ่นพึมพำ

“เอาสิ บัญชีคู่เลยนะ แต่เอาไว้วันก่อนกลับไปเชียงใหม่ละกันนะ” ต้นข้าวเห็นชอบด้วย แต่ไม่อยากให้มาพรุ่งนี้ เพราะอยากรีบตื่นแล้วรีบขับรถไปปางอุ๋งมากกว่า ระยะทางไม่ไกลแต่ทางโหดกว่าจากเชียงใหม่มาปายมาก

เดินออกจากถนนคนเดินทางเริ่มมืด สนกุมมือต้นข้าวแน่น อากาศเย็นจนตัวสั่นหายใจเป็นไอ ข้างทางมีร้านขายโคมลอย ต้นข้าวเดินไปซื้อมาสี่ชุด สนแวะซื้อเบียร์สองขวด ต้นข้าวหันมาส่งรังสีพิฆาตผ่านดวงตา

“นิดหน่อยน่า อากาศหนาวๆ ขอจิบนิดนึง” สนออดอ้อน

“เดี๋ยวก็ไม่ไหว… เอ้อ…”

“ฮะ! ไม่ไหว… ไม่ไหวอะไร?… นั่นแน่”

“บ้า… ตาบ๊อง”

เดินกลับถึงที่พัก ทั้งคู่เดินไปริมแม่น้ำปาย จุดโคมลอย ยืนจับกันคนละด้าน รอให้ควันเต็มโคม ระหว่างนั้นทั้งคู่อธิษฐาน ควันเริ่มล้นออกมา สนนับหนึ่งสองสามแล้วปล่อยโคมพร้อมกัน โคมค่อยๆ ลอยขึ้น… ลอยขึ้นฟ้า ขึ้นไปเติมเต็มหมู่ดาว สนกับต้นข้าวปล่อยโคมจนหมด ทั้งคู่แหงนหน้ามองท้องฟ้า ดูหมู่ดาวระยิบระยับ ซึ่งมีอยู่สี่ดวงที่พวกเขาเพิ่งเพิ่มเข้าไป ต้นข้าวตาชื้นเปียก

“ขอบคุณนะสนที่ชวนมา”

“ฮื่ย… นี่แค่ทางผ่าน เป้าหมายเราคือพรุ่งนี้นะ”

“แต่แค่นี้ก็ซึ้งขนาดนี้แล้ว”

สนโอบต้นข้าวเข้ามากอดแน่น โดยไม่ใส่ใจสายตาใครอื่นที่กำลังปล่อยโคมลอยอยู่ไม่ไกล และนักท่องเที่ยวที่นั่งผิงไฟกันอยู่อีกฟากของแม่น้ำ

ทั้งคู่กลับเข้ามาที่ห้องพัก สนนั่งจิบเบียร์ชมวิวที่ระเบียงระหว่างต้นข้าวอาบน้ำ อากาศหนาวและปริมาณเบียร์ในท้อง สนเดินไปเคาะประตูห้องน้ำ

“มีอะไรสน?”

“ปวดฉี่”

“แป๊บนึง”

“แป๊บเดียว”

ต้นข้าวแง้มประตูออกมา สนรีบเดินเข้าไปฉี่

“ขออาบด้วยคนนะ?”

“…”

เช้าวันนี้ทั้งคู่ตื่นกันแต่เช้า รีบอาบน้ำและลงมาทานอาหารเช้า ก่อนมาถ่ายภาพเก็บบรรยากาศสวนดอกไม้สวยๆ ริมแม่น้ำปายของที่พัก ก่อนออกเดินทางสู่ปางอุ๋ง ต้นข้าวเหลือบมองต้นไม้ข้างทาง

“ที่ปายเขาปลูกกุหลาบกันริมถนนเหมือนต้นไม้ริมทางกันเลย ดอกโตๆ สีสดๆ ทั้งนั้น เห็นแล้วอิจฉา”

“ที่นี่อากาศดีเนอะ อากาศหนาวดอกไม้สวยๆ เพียบ ไว้เดี๋ยววันกลับไปเชียงใหม่ไปแวะดอยอินทนนท์ กับงานพืชสวนโลกกันนะ” สนเห็นด้วยและชวนไปดูต้นไม้ดอกไม้สวยๆ ต่อเมื่อกลับถึงเชียงใหม่

หลังออกจากปายมาสักพักพบกับจุดชมวิวแรกคือ ‘ดอยกิ่วลม’ ต้นข้าวลงรถไปไม่ทันไรก็มีเด็กๆ ชาวเขาวิ่งแจ้นมาหาทันที

“ถ่ายรูปมั้ยพี่ๆ?” เป็นคำเชื้อเชิญให้ถ่ายรูปกับพวกเขา พร้อมขอแลกสตางค์เล็กๆ น้อยๆ เป็นค่าอนุญาตที่ยอมให้ถ่ายรูปคู่กับตัวเองได้

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งร้องเชิญชวนต้นข้าวว่า “พี่คนสวยๆ ถ่ายรูปมั้ย?” เธอเลยถามกลับไปว่าพี่สวยจริงหรือว่าแกล้งชม?…

“แกล้งชม” ตอบได้ใสซื่อบริสุทธิ์มาก จนต้นข้าวต้องใจอ่อนน้อมถวายให้

วิวที่ดอยกิ่วลมมองเห็นท้องฟ้าและทิวเขาสลับซ้อนกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทะเลหมอกยามสายบางตา ลอยเอื่อยเรี่ยทิวเขา แวะชิมวิวสวยๆ เสร็จก็ล้อหมุนกันต่อ ขับมาสักพักจึงถึงแหล่งชุมชน มีปั๊มน้ำมันสนจึงขอแวะสักหน่อย สนลงไปถามคนในปั๊มว่าจากนี้ไปปางอุ๋งทางโหดกว่าที่มาจากปายไหม?… คำตอบที่ได้รับคือโหดกว่า โค้งเยอะกว่า และทางขึ้นลงที่ชันกว่า… เป็นคำตอบที่สะเทือนใจมาก สนกับต้นข้าวโอดครวญกันใหญ่

ทั้งคู่ขับกันมาอีกสักพักก็ต้องแวะกันอีกที่ปางมะผ้า เพราะวิวสุดสวยช่างยั่วยวน จุดเด่นอยู่ที่ด้านซ้ายของถนนเป็นหน้าผ้าสูงชันมีแผงขายผลไม้และของป่าอยู่ริมทางเรียงราย  จากนั้นขับมาอีกไกล รถเหวี่ยงไปมาตลอดทาง เพราะแทบไม่มีทางตรงให้ได้วิ่งกันเลย จนในที่สุดก็มาถึงถ้ำปลา

ถ้ำปลา’ หรือ ‘อุทยานแห่งชาติถ้ำปลาน้ำตกผาเสื่อ’ จุดที่สนกับต้นข้าวต้องแวะ ไม่แวะไม่ได้ เพราะต้องมาขอรับบัตรผ่านเข้าปางอุ๋งที่นี่ หลังจากเดินไปแจ้งเจ้าหน้าที่และรับบัตรผ่านมาแล้ว ทั้งคู่ไปเดินเล่นชมความงามภายในสักครู่ ไม้ใหญ่น้อยปกคลุมทั่วพื้นที่เขียวชอุ่มตลอดทางเดิน จุดเด่นของที่นี่คือการเดินชมปลาพลวงนับพันตัวที่ว่ายอยู่ในลำธาร โดยน้ำในลำธารเป็นน้ำที่ไหลมาจากโพรงถ้ำที่อยู่ตรงสุดทางเดิน ช่วงนี้เป็นฤดูที่ปลาพลวงจะว่ายทวนน้ำมาผสมพันธุ์กันที่บริเวณปากถ้ำ ซึ่งจะเห็นภาพการจราจรของฝูงปลาที่แน่นขนัดมาก กำลังเพลินๆ กันพลันสนเหลือบมองนาฬิกาแทบร้องจ๊าก เพราะเที่ยงแล้ว จึงต้องรีบเดินจ้ำกลับไปที่รถ นอกจากความสวยงามในยามเช้าของปางอุ๋งแล้ว ยามเย็นก็สวยงามไม่แพ้กัน

ออกจากถ้ำปลาไม่นาน เส้นทางเริ่มคดเคี้ยวและชันขึ้น ทางโค้งหักศอกโหดๆ มีให้ได้เสียวตลอด ถนนแคบลงๆ จนช่วงก่อนขึ้นถึงปางอุ๋ง ทางแคบจนรถแทบสวนกันไม่ได้ เมื่อขับผ่านพระตำหนักปางตองเดินทางต่อไปตามถนนสายหมอกจำแป๋-บ้านรักไทย จนถึงแยกเข้าไปปางอุ๋ง-ปางตอง ที่สามแยกบ้านนาป่าแปก ขับเรื่อยๆ ตามป้ายบอกทางไปบ้านห้วยมะเขือส้ม แล้วเลี้ยวเข้าหมู่บ้านรวมไทย ขับผ่านกลางหมู่บ้านเล็กๆ ตามทางจนถึงป่าสนสูงชะลูดสง่างาม จนกระทั่งถึงด่านที่มีเจ้าหน้าที่ทหารดูแล สนเอาบัตรที่รับมาจากถ้ำปลายื่นให้ สนบอกต้นข้าวว่าทหารที่นี่อารมณ์ดีและใจดี ทั้งยังดูเข้มแข็งสมความเป็นทหาร ต่างจากทหารยศสูงๆ ที่หากินตามขอบชายแดน และพวกที่หลงลืมหน้าที่หันไปคบค้านักการเมือง และผู้ก่อความไม่สงบจนร่ำรวยผิดปกติ เพราะโลกทุกวันนี้ไร้พรมแดน การสื่อสารและอินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกพื้นที่ คนในอยากบอกคนนอกอยากรู้ก็มีมาก ต้นข้าวเห็นด้วยพลันนึกถึงที่บ้าน ที่เหตุการณ์เริ่มลุกลามเข้ามาหาดใหญ่บ่อยครั้งขึ้น…

6

สนกับต้นข้าวมาถึงปางอุ๋งกันเกือบบ่ายสอง ติดต่อถุงนอนและผ้าปูนอนเพิ่มเติมแล้วรีบมากางเต็นท์ ทั้งคู่เลือกทำเลริมน้ำในตำแหน่งใกล้สะพานไม้เล็กๆ นั้น… ที่ทั้งคู่พบกันครั้งแรก

ทั้งคู่ลงมือกางเต็นท์ ใช้เวลาอยู่เกือบชั่วโมงกว่าจะกางเสร็จ สนรู้สึกขายหน้าเล็กน้อย เพราะไม่ได้มาเที่ยวอย่างนี้นาน จึงลืมวิธีกางเต็นท์ไปบ้าง ตอนกางจึงต้องเปิดคู่มือไปด้วย ต้นข้าวหัวเราะคิกคักเยาะหยัน กางเต็นท์และเก็บสัมภาระเข้าเต็นท์เรียบร้อยทั้งคู่ออกมาปูเสื่อนอนคุยกันใต้ต้นสนสูง สนหยิบลูกสนที่หล่นเกลื่อนกลาดอยู่ที่พื้นขึ้นมาถือเล่น

ต้นข้าวจ้องมองลูกสนตาไม่กระพริบ เหมือนกำลังจินตนาการอะไรสักอย่างอยู่

สนเล่าประวัติปางอุ๋งจากที่เคยอ่านหนังสือมาให้ต้นข้าวฟัง…

“ปางอุ๋ง หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ ‘โครงการพระราชดำริปางตอง 2’ เป็นโครงการในพระราชดำริของในหลวง ที่ทรงเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่อันตราย อยู่ติดชายแดนพม่า มีการปลูกพืชเสพติดมาก ชาวบ้านทำไร่เลื่อนลอยจนกลายเป็นภูเขาหัวโล้นไปหมด ในหลวงและพระราชินีจึงมีพระราชดำริให้รวบรวมราษฎรกลุ่มน้อยบริเวณนี้ พัฒนาความเป็นอยู่และส่งเสริมอาชีพปลูกป่า พร้อมสร้างอ่างเก็บน้ำ โดยมีพระราชประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน และพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น และเพื่อฟื้นฟูอนุรักษ์ธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืนต่อไป ป่าสนที่ยืนตระหง่านรายล้อมอ่างเก็บน้ำก็เป็นไม้ที่ปลูกขึ้นตามพระราชดำริ”

ต้นข้าวอมยิ้มภาคภูมิใจ

“ปางอุ๋งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่นิยมเดินป่า แล้วมาพักอาศัยแบบโฮมสเตย์อยู่กับชาวบ้าน จนกลับไปบอกต่อๆ กันถึงความงดงาม และเริ่มโด่งดังจากการเป็นฉากสำคัญหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง ‘แฮปปี้เบิร์ธเดย์’ และจากนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวปายแล้วเลยมาแวะที่ปางอุ๋งกันมากขึ้น”

นั่งคุยกระหนุงกระหนิงพลางชมวิวยามเย็นอันงดงาม สลับกับหลับกันคนละงีบ ค่ำนั้นสนกับต้นข้าวนำอาหารกระป๋องมาอุ่นด้วยเตาแก๊สแค้มปิ้งที่นำมาด้วย ต้มน้ำแล้วต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกระป๋องทานกับอาหารกระป๋องง่ายๆ ทั้งคู่นั่งคุยกันจนเริ่มดึก ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาวน้ำค้างลงหนักขึ้น ทั้งคู่เอนตัวนอนแผ่บนเสื่อที่มีผืนหญ้าอ่อนนุ่มรองรับ แหงนมองท้องฟ้ากำมะหยี่สีดำที่ดารดาษด้วยหมู่ดาวระยิบวิบวาว ดาวลอยเด่นสง่าสองแสงพร่างพราวโดดออกมาจากฉากหลังสีดำ เห็นดาวตกบ้างเป็นระยะ นอนดูดาวอยู่นานจนเริ่มเห็นเป็นภาพสามมิติ ตาเริ่มปรือ จึงเข้าเต็นท์นอน ต้นข้าวกำลังยัดตัวเข้าถุงนอน

สนอิดออด “นอนในถุงนอนแล้วกอดลำบาก เนี่ยเอาผ้าห่มมาเผื่ออย่างหนา เอาถุงนอนมาห่มเพิ่มแทนเอามั้ย?”

“คิดอะไรแผลงๆ ใช่มั้ย?”

“เมื่อกี้ทานแต่มาม่ากับปลากระป๋อง… อยากเคี้ยวข้าวน่ะ”

“…”

“ใส่อะไรป้องกันด้วยนะ”

“อย่าเลย ข้าวอยากมีลูกแล้วไม่ใช่เหรอ? เห็นบ่นอยากมีไอ้ตัวเล็กตั้งหลายทีละ”

“แต่เรายังไม่พร้อม รอให้พร้อมกว่านี้หน่อย”

“อะไรคือความพร้อม? แค่ไหนต้องเรียกว่าพร้อม? แล้วความพร้อมจะมาถึงเมื่อไหร่?”

“ก็… ข้าวยังต้องทำงานหนัก สนก็งานเยอะ เรายังไม่มีบ้านเป็นของตัวเองเลย”

“ใครๆ ก็ต้องทำงานทั้งนั้น เขายังแบ่งเวลาดูแลลูกได้เลย ส่วนเรื่องบ้านสนว่าอยู่อพาร์ตเม้นต์ไปก่อนเพราะสะดวกดี แต่ถ้าไม่สะดวกวันหนึ่งอยากขยับขยายค่อยซื้อก็ได้ หรือจะกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ข้าวก็ได้นะ สนไม่มีปัญหา… ความพร้อมไม่มีในโลกหรอกข้าว”

“แต่เราควรไปหาหมอตรวจก่อนนะ? แล้วมานับวัน กะช่วงเวลากันน่ะ ข้าวเคยอ่านมา”

“นี่! เราเพิ่งสามสิบกันเองนะ ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก ก่อนแต่งงานเราเคยไปตรวจเลือดอะไรกันมาแล้วนี่จำไม่ได้หรือ?”

“อะๆ ยอม… ยอมละ… ชิ”

“…”

อากาศภายนอกลดต่ำใกล้ห้าองศาเซลเซียส หงส์ดำเจ้าถิ่นว่ายมากินอาหารริมน้ำใกล้ๆ เต็นท์ สนกับต้นข้าวกำลังนอนกอดกันอบอุ่นอยู่ภายใน…

ภาพจำแห่งความงดงามที่เคยสัมผัสเมื่อครั้งแรกที่มาเยือน ฉุดสนขึ้นจากห้วงนิทรา ม่านราตรีค่อยๆ คลี่ เผยรับแดดเช้า กลิ่นยามเช้าท่ามกลางธรรมชาติแสนบริสุทธิ์ช่างหอมสดชื่น สนรีบปลุกต้นข้าวเพื่อไม่ให้พลาดฉากสำคัญ – ฉากสำคัญที่สุดของการมาเยือนดินแดนสวรรค์แห่งนี้… ที่ทั้งคู่ต่างรอคอย ยอมเดินทางคดเคี้ยวมาร่วม 1,864 โค้งจากเชียงใหม่ และอีกกว่าพันกิโลเมตรจากหาดใหญ่ เพื่อมาชมฉากสำคัญนี้ ผิวน้ำเบื้องหน้าราบเรียบราวกระจกเงา สะท้อนขุนเขาและผืนฟ้าโดยไม่บิดเบี้ยวหรือสูญเสียรายละเอียดสักนิด แดดอุ่นสาดแสงทองฉาบบรรยากาศ อากาศเย็นยะเยือก ไอน้ำขาวนวลลอยตัวอ้อยอิ่งปกคลุมทั่วผิวน้ำ เสียงลั่นชัตเตอร์ของสนรัวราวปืนกล ระหว่างเดินไปสันเขื่อนมีพระเดินบิณฑบาตอยู่ สนกับต้นข้าวจึงซื้อของที่มีวางขายใกล้ๆ ทำบุญใส่บาตรพระ

สนรู้สึกว่าเมื่อสักครู่พระมองหน้าสนแปลกๆ…

สนกับต้นข้าวเดินไปที่สันเขื่อน ข้ามไปยืนอยู่บนสันเขื่อนมองย้อนกลับมายังจุดที่กางเต็นท์ มองเห็นเต็นท์เล็กจิ๋วขนาดเท่าเล็บ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความจริงที่สัมผัสได้

กรุ่นไอหมอกลอยเรี่ยผิวน้ำกว้าง เรียบใสสะท้อนขุนเขาและท้องฟ้าคราม เด่นชัดราวฉาบด้วยปรอท แดดอุ่นๆ มาอุ่นน้ำแสนเย็นเยือก ระเหยเป็นไอคลุมผืนน้ำกว้าง ทิวสนจากโครงการในพระราชดำริฯ ยืนสง่าสลับเรียงรายโอบล้อมแอ่งกระทะยักษ์ แสงเช้าส่องกระทบลำต้นและผืนหญ้าเป็นสีทองอร่ามอาบความเขียวชอุ่มชุ่มชื้น กลิ่นกรุ่นหอมกาแฟสดและผักสดน่าอร่อย โชยจากหมู่บ้านน้อยแสนอบอุ่น รอการเยี่ยมเยือนและแวะชิม…

ดื่มด่ำกับฉากความงดงามอยู่ชั่วครู่ สนจึงกุมมือต้นข้าวเดินเข้าหมู่บ้านเพื่อไปหามื้อเช้ารองท้อง สนพาต้นข้าวเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังแรกของหมู่บ้าน บ้านเลขที่ 1 ตั้งอยู่ด้านหน้าสุดของหมู่บ้าน เป็นบ้านของลุงปาละ ชาวเขาคนแรกที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการในพระราชดำริฯ เพื่อร่วมปลูกและดูแลป่า ระหว่างเดินผ่านในหมู่บ้าน ทั้งคู่สังเกตว่าบ้านแทบทุกหลังติดพระบรมฉายาลักษณ์ ของในหลวงและพระราชินีไว้บนประตูทางเข้าบ้าน พวกเขารักและเทิดทูนพระองค์ท่านมาก ถ้าไม่มีโครงการในพระราชดำริฯ นี้ ก็ไม่มีปางอุ๋งและก็ไม่มีพวกเขาที่นี่ด้วยเช่นกัน

ด้านหลังบ้านของลุงปาละมีบ้านเล็กๆ ทำเป็นโฮมสเตย์ ลุงปาละปลูกต้นกาแฟอยู่หลายต้น เป็นพันธุ์อะราบิก้า มีต้นที่กำลังมีผลสดอยู่ด้วย สนเด็ดลูกที่สุกแล้วให้ต้นข้าวชิม… เธอบอกเขาว่าเกิดมาเพิ่งเคยทานสดๆ เป็นครั้งแรก หอมหวานอร่อยมาก ลุงปาละยังมีไร่กาแฟเล็กๆ เองอีกด้วยอยู่ห่างไม่ไกลนัก ลุงปาละคั่วกาแฟเอง กลิ่นหอมและรสชาติดี จนกาแฟของลุงขึ้นชื่อลือชา ทั้งคู่สั่งกาแฟและอาหารรองท้อง ได้ทานผักสดๆ ช่างอร่อยสดชื่น

อิ่มท้องเรียบร้อยแล้วกลับมาหยิบอุปกรณ์เดินไปอาบน้ำที่ห้องน้ำรวม น้ำเย็นเจี๊ยบราวอาบน้ำแช่น้ำแข็ง ทั้งคู่เร่งสปีด ต้นข้าวอาบไปกรี๊ดไป กลับมาที่เต็นท์เก็บของแล้วออกเดินทางไปเที่ยวหมู่บ้านรักไทยที่อยู่ไม่ไกล เป็นหมู่บ้านจีนยูนนานคล้ายหมู่บ้านสันติชลที่ปาย แต่มาถึงสายแล้ว แดดสายไม่ร้อนเกินจะนั่งจิบอะไรสนจึงชวนต้นข้าวแวะร้านขายชา สั่งชาอู่หลงมานั่งจิบพร้อมชิมบรรยากาศสวยๆ สักพักลุกเดินชมหมู่บ้าน สนรับบทตากล้องถ่ายรูปให้ต้นข้าว เดินเล่นอยู่นานจนใกล้เที่ยง ต้นข้าวชวนทานอาหารจีนยูนนานที่ร้านลีไวน์รักไทย อิ่มหนำสำราญแล้วจึงขับรถกลับ ระหว่างทางผ่านไร่สตรอเบอรี่ ปลูกกันจะๆ และขายกันจะๆ ริมถนน สดอร่อย จนต้นข้าวอินมากจึงขอเดินชมไร่ เดินไปไม่พอขอเด็ดทานด้วย คนขายไม่ว่าอะไร แถมเดินมาแนะนำว่าลูกไหนเด็ดทานได้แล้ว

ทั้งคู่ขับรถเลยทางเข้าหมู่บ้านรวมไทยย้อนไปที่พระตำหนักปางตอง ต้นข้าวอยากไปอุ้มแกะ ที่นี่เขาจะนำลูกแกะสองสามตัวมาอาบน้ำให้สะอาดแล้วให้นักท่องเที่ยวมาอุ้มเล่นได้ ระหว่างต้นข้าวกำลังอุ้มแกะเล่นอย่างมีความสุข สนเดินมาที่แผงขายของที่ระลึก ซื้อผ้าพันคอขนแกะอ่อนนุ่มผืนสีขาวนวลเตรียมให้ต้นข้าวเป็นที่ระลึก

ออกจากพระตำหนักปางตองใกล้เย็น ทั้งคู่ขับรถกลับปางอุ๋ง เดินเล่นในหมู่บ้านแวะซื้อเสื้อยืดและของที่ระลึก เย็นนั้นต้นข้าวชวนทานมื้อเย็นในหมู่บ้าน ขณะทานข้าวต้นข้าวนึกขึ้นได้

“สน ของเล่น!”

“เอ้อจริงด้วย เดี๋ยวสนเดินไปเอามานะรอแป๊บ”

สนกับต้นข้าวขอรับบริจาคของเล่นเก่าสภาพดีๆ จากเพื่อนและญาติ ขนใส่ท้ายรถจนแน่นมาตั้งแต่ที่หาดใหญ่ ตั้งใจนำมาบริจาคให้เด็กในหมู่บ้าน ต้นข้าวเพิ่งนึกได้ ไม่นานสนก็เดินกลับมาพร้อมถุงใบเบ้อเริ่ม

ทั้งคู่คัดแยกของเล่นก่อนออกเดินทางจากหาดใหญ่ เพื่อคัดเลือกเฉพาะของเล่นที่มีประโยชน์ ไม่ไปกระตุ้นความอยากในวัตถุในตัวเด็กมากเกินไป พวกเขาอยู่กับธรรมชาติ ห่างไกลจากวัตถุอย่างนี้ดีแล้ว

สนเรียกเด็กๆ แถวนั้นมายืนเข้าแถวแจกของเล่น เด็กๆ ยิ้มอย่างมีความสุข สนกลับมาทานข้าวต่อ แม้ชืดไปมากแต่สนกลับรู้สึกอร่อยกว่าเมื่อครู่

ทั้งคู่นั่งคุยกันตอนกลางคืนหน้าเต็นท์ไม่นานแล้วรีบเข้านอน ตอนเช้าจะได้รีบตื่นมาอิ่มเอมกับบรรยากาศเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินทางกลับในช่วงสาย ตอนเช้าสนชวนต้นข้าวไปนั่งแพชมอ่างเก็บน้ำ ไอหมอกลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ ต้นข้าวพยายามเอามือคว้า หมอกคลุมหนากว่าเมื่อวานเช้า ราวกำลังล่องนาวาอยู่ในสรวงสวรรค์ พลันต้นข้าวเห็นหงส์ขาวและหงส์ดำหลายตัวในม่านหมอก สนคว้ากล้องขึ้นถ่ายรูปเก็บไว้

อาบน้ำเย็นเจี๊ยบแล้วกลับมาช่วยกันเก็บเต็นท์ ตอนเก็บช่างง่ายเสียนี่กระไร สนกับต้นข้าวขับรถเนิบช้าค่อยๆ ผ่านทิวสน ผ่านกลางหมู่บ้าน ต้นข้าวน้ำตาซึม

“ขอบคุณนะสน… ที่ชวนมา”

สนหันยิ้มให้ “จ้ะ… แต่นี่เพิ่งครึ่งทางเองนะ เราเพิ่งผ่านไฮไลท์กันมา ยังมีอีกหลายจุดที่จะแวะก่อนกลับถึงบ้าน”

7

สนกับต้นข้าวกลับมาปายแวะเที่ยวจุดสำคัญต่างๆ ที่เหลือ และไม่ลืมที่จะเข้าไปเปิดบัญชีธนาคารกสิกรไทยสาขาปายร่วมกัน แล้วไปเดินถนนคนเดินในตอนค่ำแวะชิมของอร่อยและซื้อของที่ระลึกอีกรอบ ขากลับแวะซื้อโคมลอยมาปล่อยอีกเพื่อทิ้งทวน คืนนี้ทั้งคู่เข้าพักที่ ‘ปายในฝัน’ ที่พักน่ารักแสนอบอุ่น ที่ทั้งคู่คงหลับฝันถึงปายอย่างมีความสุข ตอนเช้าออกจากปายแวะร้านกาแฟ ‘Coffee in Love’ ก่อนถึงชียงใหม่สนชวนแวะน้ำพุร้อน ‘โป่งเดือดป่าแป๋ ภายในสวยงามมาก มีเส้นทางเดินชมธรรมชาติหลายร้อยเมตรเพื่อไปยังจุดที่มีน้ำพุร้อน สนซื้อไข่จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อเอามาต้มที่นี่ด้วย จากนั้นเดินมายังจุดนั่งพักแช่เท้ากับน้ำร้อนแสนสบาย พลางแกะไข่ต้มจิ้มซีอิ๊วแสนอร่อย สักพักจึงเดินทางกลับสู่เชียงใหม่

ทั้งคู่มาค้างบ้านเพื่อนที่สันป่าตองสองคืน พ่อแม่เพื่อนดูแลอย่างดี น้ำพริกเนื้อ น้ำพริกอ่อง ข้าวเหนียว ผักสด ฝีมือพ่อเพื่อนประเคนมาไม่ยั้ง ไหนจะน้ำมะพร้าวสดๆ ที่เพื่อนพาสนกับต้นข้าวไปเด็ดกันที่สวนหลังบ้าน อิ่มหนำเพื่อนก็พาออกไปเดินเล่นถนนคนเดินท่าแพ วันรุ่งขึ้นออกจากบ้านแต่เช้าสนพาต้นข้าวขึ้นดอยอินทนนท์ แวะซื้อผลไม้สดกลางทางและเพลิดเพลินไปกับดอกพญาเสือโคร่งสีชมพูทั้งต้นตลอดข้างทาง จากนั้นไปเที่ยวชมงานพืชสวนโลก แล้วกลับมาเดินเล่นที่ถนนคนเดินวัวลาย วันรุ่งขึ้นล่ำลาพ่อแม่เพื่อนและเพื่อนรักแล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าลงใต้

แต่ยังไม่ทันพ้นตัวเมืองเชียงใหม่

“สน…”

“ฮึ?”

“ไปทานเค้กมองบลังค์อีกทีมั้ย?”

“ฮ่าๆๆ” สนตอบตกลงด้วยเสียงหัวเราะร่า

ทั้งคู่ซัดเค้กไปรวมกันแปดชิ้น ทั้งพนักงานและลูกค้าโต๊ะข้างๆ มองแล้วอมยิ้ม

จากนั้นเดินทางออกจากเชียงใหม่ผ่านตลาด ‘ทุ่งเกวียน’ ที่ลำปาง แวะซื้อน้ำพริกหนุ่มไส้อั่วและข้าวเหนียวไว้ทานกลางทาง สนแว่บไปซื้อยาดองเหล้าสูตร ‘สาวน้อยตกเตียง’ ด้วยความอยากลอง

“ทะลึ่ง! บ้า ซื้ออะไรไม่ซื้อ”

“ยืนฟังป้าคนขายบรรยายสรรพคุณยืดยาว จนเกรงใจ”

“เกรงใจหรืออยากลอง?”

“ทั้งสองอย่างน่ะ อยากลองตกเตียงดูมั้ยเล่า? ฮ่ะๆๆ”

“เค้าว่าตัวเองจะเมาจนตกเตียงเองเสียก่อนน่ะสิ”

จากนั้นทั้งคู่ขับรถยิงยาวตรงจากลำปางไล่ยาวเรื่อยจนผ่านกรุงเทพฯ แล้วไปหยุดพักที่หัวหินหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นทั้งคู่ตั้งใจไปแวะร้าน ‘ยกซด’ ที่ปราณบุรี ร้านอาหารทะเลเล็กๆ บ้านๆ แต่น่าทานหลังจากดูรีวิวในเว็บมามาก จากนั้นไปแวะชุมพรอีกครั้ง ค้างคืนที่ ‘ชุมพรคาบาน่า’ เพื่อแวะดำน้ำแบบเดย์ทริปสักสองไดฟ์ที่หมู่เกาะชุมพรในวันรุ่งขึ้น หลังจากไม่ได้ดำน้ำด้วยกันมานาน ทั้งคู่พักที่เดิมอีกคืนก่อนรุ่งขึ้นเดินทางกลับแต่เช้า จากนั้นแวะซื้อหมูย่างที่ตรังก่อนมุ่งสู่หาดใหญ่ เป็นอันปิดฉากทริปฮันนีมูนระยะยาว 13 วัน 12 คืน กับระยะทางกว่า 4 พันกิโลเมตร

8

เมื่อกลับถึงบ้าน ต้นข้าวโทรศัพท์ไปลางานต่ออีกสองวันเพราะยังเพลียมาก ยอมโดนหัวหน้าว่า แล้วค่อยไปเริ่มงานเช้าวันจันทร์ทีเดียว

เช้าวันจันทร์สนอาสาออกไปซื้อกาแฟกับปาท่องโก๋มาให้ต้นข้าวก่อนออกไปทำงาน

ระหว่างนั่งรอกาแฟกับปาท่องโก๋หน้าร้านของพ่อแม่ต้นข้าว เขากำลังอ่านข่าวบนโทรศัพท์มือถือ

ทันใดนั้นเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นสองครั้งไล่เลี่ยกัน จากรถเก๋งสองคันที่จอดอยู่ริมถนนคนละฝั่ง ตามด้วยเสียงครืนโครมของร้านรวงและตึกแถวทั้งสองฝั่งที่เสียหายยับเยิน

ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่

ฝุ่นตลบ รถเก๋งที่จอดอยู่หลายคันไฟลุกท่วม

เสียงกรีดร้องดังขึ้นระงม เสียงตะโกนโหวกเหวก เสียงแห่งความแตกตื่น ผู้คนส่วนใหญ่หนีเข้าไปหลบในตัวตึก บางส่วนวิ่งออกมาดูเหตุการณ์ ช่วยกันดับไฟและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่กำลังร้องโหยหวน บางคนแขนขาขาดกระเด็นกันไปคนละทาง หลายคนมีรอยเลือดตามร่างกาย

รถที่ระเบิดเป็นคันแรกจอดอยู่หน้าร้านกาแฟหน้าตลาด สะเก็ดระเบิดและแรงระเบิดอัดฉีกร่างผู้คนบริเวณหน้าร้านไม่เป็นชิ้น รัศมีความเสียหายครอบคลุมตึกแถวหกคูหาทั้งสองฝั่ง

พ่อแม่ของต้นข้าวที่กำลังยืนชงกาแฟและทอดปาท่องโก๋ กับลูกเขยที่กำลังนั่งรออยู่หน้าร้าน คือหนึ่งในร่างที่ถูกอัดฉีกแหลกเละ

…………………………………………………………….

สามเดือนต่อมาต้นข้าวไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอแจ้งว่าเธอตั้งครรภ์ได้สามเดือนกว่า

เธอลาออกจากงาน กลับมาสานต่อกิจการร้านกาแฟที่บ้านหลังซ่อมแซมเสร็จ

เธอคลอดลูกในอีกเกือบหกเดือนต่อมา

เลี้ยงลูกตามลำพังอย่างเข้มแข็ง

ต้นข้าวตั้งชื่อลูกว่า ‘ลูกสน

ทุกสิ้นปีเธอจะพาลูกชายมาเยือนปางอุ๋ง นั่งอยู่บนตอไม้ที่ตอกเป็นขายึดสะพานไม้เล็กๆ ยื่นเข้าไปในอ่างเก็บน้ำ คิดถึงชายคนหนึ่งที่มีทัศนคติดีๆ และเป็นผู้ร่วมสร้างชีวิตน้อยๆ นี้ขึ้น

เธอนึกถึงคำพูดของสน “…ความพร้อมไม่มีในโลกหรอกข้าว”

กรุ่นไอหมอกลอยเรี่ยผิวน้ำกว้าง เรียบใสสะท้อนขุนเขาและท้องฟ้าคราม เด่นชัดราวฉาบด้วยปรอท แดดอุ่นๆ มาอุ่นน้ำแสนเย็นเยือก ระเหยเป็นไอคลุมผืนน้ำกว้าง ทิวสนจากโครงการในพระราชดำริฯ ยืนสง่าสลับเรียงรายโอบล้อมแอ่งกระทะยักษ์ แสงเช้าส่องกระทบลำต้นและผืนหญ้าเป็นสีทองอร่ามอาบความเขียวชอุ่มชุ่มชื้น…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s