สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว

เรื่องสั้นเรื่อง ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

 

มดดำกว่าสิบตัวกำลังไต่ขึ้นขาโต๊ะไม้เก่าตัวเล็ก ขึ้นไปจนถึงพื้นโต๊ะพบอุปสรรคคือจานรองน้ำ ที่มีน้ำท่วมขังราวคลองล้อมกำแพงเมือง โชคดีที่โต๊ะไม้ตั้งอยู่ชิดกำแพง พวกมันจึงไต่ขึ้นกำแพง แล้วไต่ต่อไปยังใบไม้หลายใบที่ยื่นยาวมาเบียดกำแพง พวกมันเดินดุ่มเพื่อไปให้ถึงแหล่งของกลิ่นอันน่าโอชะ กระทั่งไปถึงกระเปาะทรงเกือบกลมขนาดใหญ่กว่าลูกกอล์ฟไม่มาก ผิวภายนอกสีแดงเลือดนกมีลวดลายสีเขียวอมเหลืองด่างๆ กระจายทั่วผิว มีอยู่สี่กระเปาะ มากพอให้ไม่ต้องแย่งกัน เมื่อไต่ลงไปในกระเปาะ เท้าของพวกมันค่อยๆ ลื่น เกาะผิวกระเปาะไม่อยู่ ไหลตกลงไปด้านล่างที่มีน้ำใสเหนียวเล็กน้อย ดิ้นทุรนทุรายไม่นานพวกมันก็แน่นิ่งกันไปทีละตัวๆ

ชายชราอายุกว่าเจ็ดสิบเลี้ยงต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงไว้หนึ่งกระถาง เป็นพันธุ์ผสมระหว่าง N. ‘Viking’ กับ N. x hookeriana วางไว้บนโต๊ะไม้เก่าริมระเบียงห้องพักในคอนโดมิเนียมติดสถานีรถไฟฟ้า เขาติดตั้งระบบพ่นหมอกขนาดเล็กเพื่อให้ต้นไม้มีความชุ่มชื้นทั้งวัน ซึ่งเขาเองก็จะได้รู้สึกชุ่มชื้นไปด้วยยามมานั่งชื่นชมมันในยามว่าง

ได้กลับมาพักผ่อนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

วันหนึ่งกรรมการบริหารของบริษัทมีมติปลดเขาออกจากตำแหน่งซีอีโอ อันเนื่องจากผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ต้องการผลักดันคนของตนให้มาดำรงตำแหน่งนี้เพื่อเป็นดั่งมือเท้าแทน ซึ่งผู้ถือหุ้นใหม่ประเมินชายชราแล้วว่าน่าจะเป็นอุปสรรคมากกว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กิจกรรมของเขา

ชายชราไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ทดแทน ขอกลับไปพักผ่อนอยู่กับบ้านในช่วงชีวิตที่เหลือ

หลังสิ้นการประชุม กรรมการหลายคนเดินเข้ามาจับมือเขา

“พวกเราต้องขอโทษคุณวิวัฒน์วงศ์ด้วย พวกเราถูกกดดันมาอีกที หวังว่าคุณวิวัฒน์วงศ์คงเข้าใจและให้อภัย”

ชายชรายิ้มรับ “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็เกินวัยเกษียณมาสิบกว่าปีแล้ว จะได้ถือโอกาสกลับไปพักผ่อนบ้าง”

เขาไม่รู้สึกโกรธเคืองกรรมการเหล่านั้น เพราะเห็นหน้ากันมากว่าสิบปี บางคนคุ้นเคยกันมายาวนานยิ่งกว่านั้น

กรรมการอาวุโสคนหนึ่งมีอายุมากกว่าเขาสามปีเดินเข้ามาตบไหล่ “สถาปัตยกรรมองค์กรและระบบการจัดการธรรมาภิบาลที่คุณวางไว้เมื่อหลายปีก่อนมันยอดเยี่ยมมาก หลังปรับโครงสร้างองค์กรและกระบวนการทำงานตอนนั้น มันทำให้ฐานรากบริษัทแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

“ผมเชื่อว่าแม้ผมไม่อยู่แล้ว แต่กลไกอันเปี่ยมประสิทธิภาพเหล่านั้นจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยตัวมันเองได้ โดยมีพนักงานที่ยอดเยี่ยมเป็นจักรเฟืองสำคัญ” เขายิ้มภูมิใจถึงความเหนื่อยยากเมื่อหลายปีก่อน…

เขาปฏิรูปองค์กรคร่ำครึอุ้ยอ้าย จนกลายเป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการอันทันสมัย กระฉับกระเฉงว่องไว มีกระบวนการตรวจสอบอันเข้มแข็ง ได้เป็นต้นแบบขององค์กรจำนวนมากในประเทศ เขาเป็นผู้นำแนวคิดนานามาปรับประยุกต์ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการแบบลีน, บาลานซ์สกอร์ดการ์ด, แผนที่ยุทธศาสตร์, การจัดการธรรมาภิบาล, การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและการบริหารลูกค้าสัมพันธ์, การตลาดรูปแบบใหม่ๆ, สถาปัตยกรรมองค์กร และการใช้ไอทีเพื่อสนับสนุนทุกกิจกรรมในองค์กรอย่างเต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่าเงินลงทุน…

ชายชราขับรถเอสยูวีคันใหญ่ยี่ห้อหรูออกจากบริษัท มุ่งหน้ากลับบ้านแถวชานเมือง ขณะขับอยู่บนทางด่วนยามบ่ายที่มีรถบางตา ความเหงาเริ่มก่อตัวไม่ถึงกับหนาแน่น ชั่ววูบเขาเผลอคิดถึงบริษัท งาน และลูกน้อง

เขารับใช้องค์กรมายาวนานเกือบสามสิบปี พนักงานทุกคนเรียกเขาว่า ‘พ่อบ้าน’

วันแรกของพนักงานใหม่ เจ้าหน้าที่จะพาทุกคนมาเยี่ยมพ่อบ้านถึงห้องทำงาน ให้แต่ละคนแนะนำตัว แล้วพ่อบ้านอย่างเขาก็แนะนำตัวและให้โอวาท เขาดูแลลูกบ้านทุกคนเป็นอย่างดีตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาที่ดำรงตำแหน่งซีอีโอ

พ่อบ้านอย่างเขาเป็นเพียงศูนย์รวมใจ ลูกบ้านทุกคนล้วนมีความสามารถสูง เนื่องจากเขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างมาก ทำให้ลูกบ้านสามารถขับเคลื่อนกลไกที่เขาวางไว้ในองค์กรได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาเขาไปเสียทุกเรื่อง

เขาขับรถถึงหน้าบ้าน นั่งนิ่งมองเข้าไปในบ้านเนิ่นนาน มันใหญ่โตและเงียบเหงา ภาพของบ้านวันนี้ต่างจากทุกวันที่เคยเห็น

ลูกทั้งสามคนออกจากบ้านไปหมดแล้ว สองคนโตไม่เคยกลับมาอีกเลย ส่วนคนเล็กนานๆ จะติดต่อมาสักครั้ง ยามเจ็บไข้ได้ป่วยเขามีเพียงภรรยาและคนสวนอยู่ข้างกายในบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่กว่าสี่ไร่

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น

“เข้าบ้านไม่ได้หรือคุณ? ประตูเสียหรือเปล่า?” เจ้าของเสียงปลายสายนั่งบนรถเข็นอยู่ริมระเบียงหน้าห้องนอน มองออกมาเห็นรถเขาจอดหน้าบ้านอยู่นาน

“เปล่าๆ ผมหารีโมตอยู่น่ะ อ้อเจอพอดีเลย”

เขากดรีโมต ประตูไฟฟ้าขยับเลื่อน เขาขับรถเข้ามาจอดที่โรงรถ เดินเลยตัวบ้านแวะเข้าไปดูสวนต้นไม้ด้านหลัง ที่ร่มครึ้มในแบบสวนป่าเขตร้อนชื้น อยู่ภายในโรงเรือนที่เขาสร้างขึ้นปกคลุมพื้นที่กว้างกว่าครึ่งหนึ่งของที่ดินทั้งหมด ชื่นชมกับหม้อข้าวหม้อแกงลิงและพืชกินแมลงหลากหลายพันธุ์ที่เลี้ยงไว้

เขาหันมองหาคนสวนที่อยู่ใกล้ๆ บอกให้ขึ้นไปพาภรรยาลงมานั่งในสวน เดี๋ยวเย็นนี้จะทานข้าวกันตรงนี้ ไม่ได้นั่งทานข้าวในสวนกับภรรยามานานแล้ว เย็นนี้เขาจะลงมือทำอาหารเองเพื่อฉลองการพักผ่อนนิรันดร์

เชือดไก่ให้ลิงดู

ซีอีโอคนใหม่พยายามแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อ/จัดจ้างหลายโครงการ ทั้งยังคิดโครงการใหม่เองหลายโครงการ แต่เมื่อเรื่องเข้าประชุมเพื่อร่วมพิจารณาโดยผู้บริหารจากหลากหน่วยงาน ข้อมูลในมิติต่างๆ ขององค์กร อาทิ ด้านการเงิน การตลาด ทรัพย์สิน บุคลากร ไอที ถูกนำมาพิจารณา ซึ่งด้วยข้อมูลเหล่านี้เองที่เป็นหลักฐานเชิงรูปธรรมพิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดริเริ่มทั้งหลายของซีอีโอ ล้วนไม่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรแต่อย่างใด

ด้วยสถาปัตยกรรมองค์กรที่อดีตซีอีโอวางไว้อย่างดี ทำให้ข้อมูลทั้งองค์กรและทุกกระบวนการทำงานเชื่อมโยงถึงกันหมด เมื่อมีข้อมูลใดหรือกระบวนการทำงานใดเปลี่ยนแปลงหรือผิดปกติเพียงเล็กน้อย ผู้บริหารในหน่วยงานต่างๆ จะทราบถึงความเคลื่อนไหว ผลกระทบ และความเสี่ยงทันที

แต่ซีอีโอยังคงไม่ลดละ จนในที่สุดจึงผลักดันโครงการหนึ่งสำเร็จ เขาแอบบอกข้อมูลลับ อาทิ ราคากลาง และรายละเอียดเงื่อนไขคัดเลือกบริษัทผู้ค้า ให้แก่บริษัทที่เขาถือหุ้นแบบนอมินีอยู่ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับผู้ถือหุ้นใหญ่ขององค์กรนั่นเอง

แต่ด้วยระบบไอทีอันชาญฉลาดหลายระบบ และมีฐานข้อมูลองค์กรขนาดใหญ่ กอปรกับการบริหารจัดการด้านธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งและเป็นอิสระสูง ทำให้ภารกิจนี้ของซีอีโอถูกระบบไอทีตรวจจับความผิดปกติได้ และเรื่องจึงเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบภายใน ที่แม้แต่ซีอีโอก็ไม่สามารถแทรกแซงการทำงานของผู้บริหารฝ่ายธรรมาภิบาลองค์กรได้ ซึ่งแม้ต่อให้แทรกแซงได้ แต่ด้วยกลไกการทำงานที่ถูกวางไว้อย่างดี โดยระบบไอทีและข้อมูลถูกควบคุมความปลอดภัยไว้รัดกุม แม้ไร้ผู้บริหารฝ่ายธรรมาภิบาลองค์กร กลไกเหล่านั้นก็สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองอัตโนมัติ

ณ ห้องประชุมพิจารณาโครงการนั้น ซีอีโอและผู้บริหารจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมคับคั่งกว่าปกติ

ผู้บริหารฝ่ายธรรมาภิบาลองค์กร ฝ่ายจัดซื้อ/จัดจ้าง และฝ่ายไอทีร่วมกันชี้แจง

“เราพบว่าสเป๊กของเครื่องจักรและเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไม่ตรงกับที่ผู้ค้าเคยเสนอในเอกสารข้อเสนอ”

“นอกจากนี้ยังไม่ตอบสนองกับความต้องการของกำลังการผลิต และการใช้งานของระบบไอทีได้”

“ขณะที่ระบบไอทีที่ผู้ค้าได้พัฒนาติดตั้ง ไม่ได้ควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานของบริษัท”

“บุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่ผู้ค้าระบุในเอกสารข้อเสนอ และพามาแนะนำตัวในวันพิจารณาคัดเลือก ภายหลังจากนั้นพวกเขาเข้ามาทำงานที่บริษัทเราแทบนับครั้งได้ หรือเรียกว่าแทบไม่โผล่หัวมาให้เห็นเลยก็ได้ ทางบริษัทผู้ค้าส่งแต่เด็กๆ ที่ทำงานไม่ค่อยเป็นมาทำงานให้แทน”

ซีอีโอโพล่งขัดจังหวะขึ้นหวังแก้ต่าง “เครื่องจักรและเครื่องเซิร์ฟเวอร์พวกนั้นยังไม่ได้เริ่มใช้งานจริงเลย ระบบไอทีใหม่ๆ ยังพัฒนาและติดตั้งไม่เสร็จด้วยซ้ำ พวกคุณแน่ใจได้ยังไง มั่วรึเปล่า? แล้วไอ้คนพวกนั้นที่มันไม่ได้มาทำ มันอาจนั่งทำงานอยู่ที่บริษัทมันก็ได้”

ไม่มีใครใส่ใจคำพูดของเขา ผู้บริหารฝ่ายธรรมาภิบาลองค์กรเริ่มชี้แจงต่อ

“เราพบว่าเงินจำนวนมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของโครงการถูกจ่ายไปกับค่าเครื่องจักร เครื่องเซิร์ฟเวอร์ และค่าใบอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ ระบบไอทีของบริษัทและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ประเมินความเสี่ยงแล้วว่า เงินอีกไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ไม่น่าเพียงพอต่อค่าพัฒนาและติดตั้งระบบไอที ทั้งยังค่าดูแลหลังเริ่มใช้งานอีกด้วย จึงเป็นไปได้ว่าระบบไอทีที่จะได้รับอาจไม่มีคุณภาพตามที่ต้องการ”

“ทั้งนี้ทางทีมงานของผู้ค้ายังไม่มีความรู้ในการเชื่อมต่อระบบไอทีตามมาตรฐานของบริษัทเรา เนื่องจากพวกเขาแม้มีความสามารถพอใช้ได้ แต่ยังเด็กอยู่มาก จึงขาดประสบการณ์และความรู้ และพวกเขายังไม่มีความรู้เรื่องไอทีพอร์ตโฟลิโอ จึงทำให้ไม่เข้าใจทรัพย์สินไอทีของเราในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการอีกด้วย”

“อะไรคือ ‘ไอทีพอร์ตโฟลิโอ’?”

“ฮ้า!… คุณซีอีโอไม่รู้จักไอทีพอร์ตโฟลิโอหรือคะ? ใครๆ ในบริษัทนี้ แม้แต่พนักงานที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายไอทียังรู้จักเลยนะคะ คุณอยู่ที่นี่มาจะสองปีแล้วนะคะ?”

ทั้งห้องหัวเราะเบาๆ พอหอมปากหอมคอ พ่อบ้านคนใหม่ที่บริหารบริษัทมาเกือบสองปีไม่เคยลงมาคลุกฝุ่น หรือศึกษาเรียนรู้การทำงานภายในบริษัท ที่บริษัทยังสามารถดำเนินกิจการต่อมาได้ ทั้งยังเติบโตขึ้น เป็นเพราะบริษัทขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเอง แม้มีผู้นำด้อยความสามารถ

เขาเองทีแรกไม่อยากเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เท่าใดนัก เนื่องจากพอคาดการณ์ผลล่วงหน้าได้บ้าง แต่เขาถูกกดดันมาอีกที ภายหลังกุมบังเหียนมาเกือบสองปี แต่ยังไม่สามารถอำนวยความสะดวกใดๆ ให้กับ ‘นาย’ ได้

“ไอทีพอร์ทโฟลิโอคือ บัญชีรายการทรัพย์สินไอที ทั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่าย ระบบไอที ข้อมูล และอีกมากมายที่เชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญด้านหนึ่งในฐานข้อมูลองค์กร ที่มีการเชื่อมโยงกับข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ กระบวนการทำงานและโครงการจำนวนมาก… ประมาณนี้… ครับ”

“นอกจากนี้เรายังพบว่าเงินส่วนหนึ่งของบริษัทที่จ่ายให้ผู้ค้า ได้วกกลับมาเข้ากระเป๋าผู้บริหารคนหนึ่งของเราเอง ด้วยวิธี…”

“พอแล้ว!” เสียงตะโกนดังลั่นห้องประชุม ทุกคนหันไปหาต้นเสียงที่หัวโต๊ะ ความเงียบงันเข้าขัดจังหวะ

“ไอ้เหี้ยเอ๊ย!” เจ้าของเสียงคนเดิมทุบโต๊ะ ลุกขึ้นเก็บเอกสารเดินลงน้ำหนักเท้าเสียงดัง บิดลูกบิดกระชากประตูห้องแล้วเดินจากไป

เขาไม่เข้าบริษัทกว่าสัปดาห์ สัปดาห์ต่อมาข่าวสะพัดทั่วองค์กรว่าเขาลาออกแล้ว

กรรมการบริหารทุกคนร่วมกันบีบผู้ถือหุ้นใหญ่ พวกเขาอยากให้วิวัฒน์วงศ์กลับมาบริหารองค์กรอีกครั้ง แม้ได้รับการเห็นชอบ แต่ชายชรากลับปฏิเสธ ด้วยเหตุผลว่าเขาอายุมากแล้ว ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายการตลาดจึงได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่แทน เขาคือหนึ่งในอดีตลูกหม้อคนเก่งของพ่อบ้านคนเก่านั่นเอง

กลับบ้าน

ซีอีโอคนใหม่และผู้บริหารหลายคนปรึกษากัน ว่าวิวัฒน์วงศ์ยังมีคุณค่าและความสามารถมากล้น จึงยื่นข้อเสนอให้เขากลับมาเป็นที่ปรึกษาและผู้ตรวจสอบภายนอกให้กับบริษัท โดยเป็นอิสระจากกระบวนการทำงานและบุคลากรทุกคนในองค์กร แต่สามารถเข้าถึงทุกสิ่งในองค์กรได้เต็มที่ โดยเขาจะประสานงานกับฝ่ายธรรมาภิบาลองค์กรเป็นหลัก

หลังกลับบ้านได้สองสัปดาห์ ณ คืนฉลองปีใหม่ของบริษัทที่ห้องจัดเลี้ยงใหญ่ของโรงแรมแห่งหนึ่ง พนักงานทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตา ชายชราได้รับเกียรติขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ก่อนเริ่มงานเลี้ยงสังสรรค์

เขายืนสงบนิ่งบนเวทีในชุดเสื้อยืดคอโปโลกับกางเกงยีนส์ มือหนึ่งถือไมโครโฟน สายตาทุกคู่มองมายังอดีตพ่อบ้านบนเวที

เขากระแอมเล็กน้อย ยิ้มกว้างแล้วเริ่มพูด “พ่อแม่ที่ถูกทิ้งขว้างโดยลูกๆ สมัยนี้ ต้องอยู่อย่างลำพังอ้างว้าง เมื่อคุณค่าต่อบุพการีในสายตาลูกเริ่มลดลงจนระเหยหาย ทั้งที่แท้แล้วมนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง ความชราอาจลดทอนคุณค่าบางอย่างในตัวลง แต่คุณค่าบางอย่างอาจยังคงอยู่…”

ตาเขาชื้นเล็กน้อย แว่บหนึ่งที่ภาพลูกๆ ลอยผ่านเข้ามา

“ในโลกแห่งการทำงาน ผู้จ้างย่อมมองหาคุณค่าของพนักงานที่ตนต้องการ หากวันหนึ่งผมไม่มีคุณค่าตามที่บริษัทต้องการ ผมก็ยินดีลาจากด้วยความเต็มใจ ขณะที่กรณีพ่อแม่ที่ถูกทิ้งขว้าง ลูกๆ ไม่มีสิทธิมองหาคุณค่าที่ตนต้องการ! เพราะคุณค่าในตัวพ่อแม่มีอยู่ตั้งแต่เริ่มรักกันจนแม่ตั้งท้อง กระทั่งถึงวันที่คลอดลูกออกมา…”

“องค์กรแห่งนี้เราอยู่กันแบบครอบครัว สถาบันครอบครัวคือสถาบันพื้นฐานสำคัญ เราต่างไม่ใช่ญาติพี่น้องร่วมสายเลือด แต่เราเห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือกัน เหมือนสังคมชนบทสมัยก่อนที่ซ้อนอยู่ในองค์กรอันทันสมัย ผมเชื่อว่ามันจะเป็นอย่างนี้ตราบนานเท่านาน เท่าที่องค์กรยังมีจักรเฟืองหลักคือคน!”…

กรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงานหลายคน ที่เคยร่วมงานและคุ้นเคยกับอดีตพ่อบ้านมานาน นั่งฟังซาบซึ้ง แก้วเครื่องดื่มค้างอยู่ในอุ้งมือจนเปียก

“ผมดีใจที่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัวนี้ ได้เห็นการเติบโตของลูกหลานและบ้านที่น่ารักหลังนี้ ขณะนี้ผมแก่เกินจะดูแลลูกบ้านได้ทั่วถึง จึงขอเป็นชายชราผู้เฝ้ามอง เตือนสติ และให้ข้อแนะนำแก่ลูกบ้านแทน…”

เสียงปรบมือดังกึกก้อง ผู้บริหารหลายคนเดินไปรับเขาที่ข้างเวที

ภารกิจแรกของชายชราหลังกลับบ้าน คือให้คำปรึกษาฝ่ายธรรมาภิบาลองค์กร ในการปรับโครงสร้างหน่วยงาน เพื่อแบ่งงานบริหารธรรมาภิบาลออกเป็นหลายระดับ ไล่จากระดับองค์กรไปยังระดับสถาปัตยกรรมองค์กร ไปยังระดับไอที ระดับการตลาด ระดับการเงิน ระดับข้อมูล ฯลฯ แล้วบูรณาการการจัดการให้สัมพันธ์กัน

เขาสั่งพิมพ์ข้อความ ‘องค์กรจะเปี่ยมคุณภาพ ต้องขับเคลื่อนด้วยการกำกับและตรวจสอบที่เข้มแข็ง’ เป็นโปสเตอร์สีสันสวยงามสังเกตง่าย เพื่อนำไปติดตามประตูและผนังทั่วห้องทำงานของฝ่ายธรรมาภิบาลองค์กร

เรื่องบังเอิญในเช้าวันหนึ่ง

ฝนโปรยปรายแต่เช้ามืดของวันทำงานวันแรกของสัปดาห์

ชายชรายืนจัดตำแหน่งต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงบนโต๊ะไม้เก่าริมระเบียงขนาดหกตารางเมตร จัดวางในตำแหน่งที่สัมผัสแดดเช้าก่อนเที่ยงให้ได้มากที่สุด มันต้องการความชื้นแต่ก็ต้องการแสงมากเช่นกัน  เช้าวันนี้ฟ้าหม่น แสงแดดสลัวราง จึงเล็งตำแหน่งยาก เสร็จเรียบร้อยจึงปิดประตูกั้นระเบียงกับห้อง ห้องที่รวมทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน และห้องน้ำ เอาไว้ด้วยกันในพื้นที่ 35 ตารางเมตร เขาสวมถุงเท้ารองเท้าก่อนเปิดประตูก้าวออกจากห้อง ล็อกเรียบร้อยแล้วลงลิฟต์จากชั้น 32 ลงสู่ชั้นล่าง

ลงมาด้านหน้าคอนโดฯ เขาแหงนมองท้องฟ้า ฝนโปรยบางๆ ไม่หนักจนเฉอะแฉะ กางร่มแล้วเดินเนิบช้ามุ่งตรงเข้าร้านอาหารตามสั่งร้านประจำข้างคอนโดฯ เดินมานั่งโต๊ะเรียบร้อยเสียงตะโกนจากแม่ครัวที่ยืนอยู่หน้าร้านก็ลอยตามมา

“รับอะไรดีลุงวันนี้?”

“เอาสุกี้แห้งละกัน”

เด็กลูกจ้างชาวพม่าเดินนำแก้วเปล่ามาวางให้ที่โต๊ะ เด็กในร้านต่างจำได้ว่าเขาไม่ทานน้ำแข็ง

เด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดยานกับกางเกงฟุตบอลวิ่งหลบฝนเข้ามาในร้าน หยุดสั่งข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวกับแม่ครัวแล้วยืนกวาดสายตามองหาโต๊ะว่าง สายตาสะดุดกับชายชราที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์อยู่

เขาเดินเข้าไปทักพร้อมรอยยิ้ม “สวัสดีครับลุง”

ชายชราเงยหน้าตอบแบบงงๆ กลับไป “…สวัสดี”

“ผมทำงานที่เดียวกับลุงครับ ผมจำลุงได้ เคยเห็นเดินอยู่ที่บริษัท บางทีก็เห็นตอนลุงลงมาซื้อของที่เซเว่นฯ ข้างล่างตึก ลุงอยู่แถวนี้หรือครับเนี่ย?”

“ใช่ๆ อยู่ที่คอนโดฯ ข้างๆ นี่เอง บังเอิญจังนะ นั่งด้วยกันมั้ย?”

“ได้เลย ขอบคุณครับ”

เด็กหนุ่มขยับเก้าอี้นั่ง “ผมก็อยู่คอนโดฯ นี้เหมือนกันครับ”

“อ้าวเหรอ บังเอิญจัง แล้ววันนี้ไม่ทำงานหรือ?”

“ทำครับ แต่ผมเป็นเซลส์ ไม่ค่อยได้เข้าออฟฟิศ วันนี้ผมมีนัดลูกค้าตอนสาย ต้องวิ่งไปหาลูกค้าถึงปทุมฯ แน่ะครับ”

“ยังงี้ก็สบายเลยวันนี้ ไม่ต้องเดินทางแต่เช้า สายๆ ถนนน่าจะโล่งแล้ว”

“ผมก็ขอให้มันโล่งอย่างลุงว่า”

สุกี้แห้งและข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวมาถึงโต๊ะพร้อมกัน ทั้งคู่รีบทาน คนหนึ่งรีบไปทำงาน อีกคนหนึ่งรีบขึ้นไปนอนเอาแรงต่อ

การสนทนาท่ามกลางบ่ายร้อน

แดดร้อนอบอ้าวของบ่ายวันอาทิตย์ บวกกับสถานการณ์บ้านเมืองที่ตึงเครียด ทำให้ไม่มีรายการโทรทัศน์น่าดูสักรายการ ความร้อนแทรกอณูเข้ามาจนชายชราทนอยู่ในห้องไม่ไหว หยิบแท็บเล็ตกับหนังสือเล่มหนึ่งติดมือลงลิฟต์มานั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ในร้านกาแฟข้างล่าง

เด็กหนุ่มเหลือบเห็นเขา ย้ายโน้ตบุ๊กและแก้วกาแฟมาขอนั่งด้วย

“เอาโน้ตบุ๊กมานั่งทำอะไรที่นี่ฮึ?”

“มานั่งทำรายงานสรุปครับ ต้องส่งอีเมล์ให้หัวหน้าวันที่ 19 นี้ เอ… เป็นวันอะไรนะ?”

“วันพุธ”

“อ้อ จริงด้วย ขอบคุณครับ ขอให้สถานการณ์บ้านเมืองคลี่คลายซะที จะได้ออกไปหาลูกค้าได้… ผมอยู่บนห้องแล้วร้อนตับแล่บ เปิดแอร์บ่อยก็เปลืองไฟ เอ้อ แล้วลุงทำอะไรอยู่ที่บริษัทล่ะครับ?”

“อ๊ะ ลุงทันสมัยจังนะครับ ใช้แท็บเล็ตด้วย”

“สะดวกดีเหมาะกับคนแก่ อีกหน่อยเด็กประถมก็มีใช้กันทุกคนเชื่อมั้ยล่ะ”

ทั้งสองหัวเราะครืน

ชายชราวางแท็บเล็ตในมือ แล้วตามด้วยดันหนังสือไปชิดข้างๆ เพราะเด็กหนุ่มชวนคุยไม่หยุด จนเขาเอนเอียงหันมานั่งคุยด้วยจริงจังไปเลยดีกว่า

“เข้ามาทำงานที่นี่นานหรือยังพ่อหนุ่ม?” ชายชราอมยิ้ม

“เกือบเดือนแล้วครับ”

“อื๊มมม… อย่างนี้เอง แต่ก่อนลุงเคยเป็นพ่อบ้านที่บริษัท ตอนนี้ทำไม่ไหวแก่แล้ว เลยมาคอยให้คำแนะนำเรื่องการกำกับติดตามแทน”

“…กำกับติดตาม… ลุงอยู่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยเรอะเนี่ย?”

“เอ้อๆ ใช่ๆ รักษาความปลอดภัยก็รักษาความปลอดภัย”

เด็กหนุ่มมองหน้าชายชรานิ่งแล้วเอ่ยถาม “ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เคยอยู่กรุงเทพฯ สมัยเรียนมหา’ลัย เพิ่งย้ายมาอยู่อีกครั้งตอนได้งานที่นี่นี่ล่ะครับ ผมอยู่คนเดียว แล้วลุงอยู่คนเดียวหรือเปล่า?”

ชายชรางันไปชั่วอึดใจ “อยู่คนเดียวเหมือนกัน พอดีภรรยาเพิ่งเสียไปเมื่อเกือบสี่เดือนก่อนนี่เอง”

เด็กหนุ่มผงะตาเบิกโต “จริงหรือลุง? ขอโทษด้วยครับ เสียใจด้วยครับ ผมไม่ได้ตั้ง…”

“ไม่เป็นไร ลุงทำใจได้ก่อนเธอเสียหลายปีแล้ว ภรรยาลุงเป็นมะเร็งน่ะ”

“…แม่ผมก็เป็นมะเร็งตายไปสี่ห้าปีแล้วครับ” เด็กหนุ่มเสียงเศร้า ตาแดงเล็กน้อย

“เสียใจด้วยนะ คนที่เรารักเสียด้วยโรคมะเร็งทั้งคู่เลย” ชายชราปลอบเสียงเรียบนิ่ง

เด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่อง “แล้วลุงไม่มีลูกๆ หรือไงครับ?”

“มีก็เหมือนไม่มี ลุงมีลูกอยู่สามคน… ลูกชายคนโตไปเรียนต่างประเทศเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน เรียนจบแล้วทำงานและมีครอบครัวอยู่ที่นั่น โดยไม่เคยกลับมาสักครั้ง นานๆ จะโทรศัพท์กลับมาหาสักที ส่วนมากโทรฯ มาขอเงินน่ะ ลูกสาวคนกลางหนีออกจากบ้านไปก่อนลูกชายไปต่างประเทศ ไม่เคยกลับมาหาสักครั้งเช่นกัน ส่วนลูกสาวคนเล็กเพิ่งแต่งงานไปอยู่บ้านสามีเมื่อหกปีก่อน นานๆ จะติดต่อมาสักครั้ง”

ชายชราพูดเสร็จแล้วเสหน้าไปทางโต๊ะเยื้องถัดไป ภาพใบหน้าลูกๆ สมัยยังอยู่ด้วยกันวูบไหวอยู่ในหัว

ตั้งแต่ภรรยาเสียไม่นาน การตัดสินใจเด็ดขาดเกิดขึ้นหลังจากได้รับเชิญให้กลับไปช่วยงานบริษัทเพียงสองวัน เขาตัดสินใจขายบ้านขายทรัพย์สิน พร้อมทั้งทำพินัยกรรม โดยยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่มูลนิธิเพื่อคนชราหลายแห่ง

บ้านกว้างใหญ่กับชีวิตโดดเดี่ยวจึงไร้ดุลยภาพ เขาจึงเลือกย้ายมาอยู่ห้องเล็กๆ ในคอนโดมิเนียม ออกกำลังกายด้วยการเดินทางไปทำงาน เพื่อช่วยละลายความอ้างว้างในวัยที่ ‘อะไรๆ’ ก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ…

“โห แย่เลยนะลุง เสียใจด้วยนะครับ”

เขาหันหน้ากลับมาตอบ “ไม่เป็นไร ชินแล้วล่ะ แล้วเราล่ะ กลับไปเยี่ยมบ้านบ้างมั้ย?”

“กลับไปครั้งเดียวตอนมาเริ่มงานได้อาทิตย์นึง เดินทางไกลและค่าเดินทางสูง เอาไว้สองสามเดือนค่อยกลับทีครับ บ้านผมอยู่แม่ฮ่องสอนโน่น”

“เมืองสามหมอก?”

“ใช่ครับ เป็นเมืองเล็กๆ ที่สงบเงียบ ทุกสิ่งเคลื่อนตัวด้วยความเร่งเชื่องช้า ตอนมาเรียนมหา’ลัยที่กรุงเทพฯ ใหม่ๆ ผมมึนไปเลย อะไรมันจะวุ่นวายขนาดน้าน”

ทั้งคู่หัวเราะ เด็กหนุ่มปิดโน้ตบุ๊กและพับเก็บ

“เสร็จงานแล้วหรือ?”

“ยังครับ เหลืออีกนิดเดียว เดี๋ยวค่อยทำตอนกลางคืนต่อ เริ่มปวดตาละ ลุงจะนั่งต่อมั้ย?” เด็กหนุ่มหยั่งเชิงเพราะยังไม่อยากขึ้นไปเจออากาศร้อนบนห้อง

“นั่งไปเรื่อยๆ แหละ ขึ้นไปก็ไม่มีอะไรทำ”

“งั้นผมขอนั่งคุยต่อได้มั้ย?”

“ได้สิ” ชายชรารู้สึกสนุก เขาไม่ได้คุยอย่างนี้กับใครมานาน

“ลุงอยู่คอนโดฯ นี้มานานหรือยังครับ?”

“ไม่กี่เดือนเอง หลังจากภรรยาเสียน่ะ แต่ก่อนลุงอยู่แถวชานเมือง พอภรรยาเสียก็เลยตัดสินใจขายบ้าน แล้วย้ายมาอยู่นี่ ใกล้ที่ทำงาน และเดินทางสะดวก หากอยู่ที่เดิมก็เหงาน่ะ”

“จริงด้วยนะครับ คงเหงาน่าดูเลย ตอนแม่ผมตายก็เหงามากเหมือนกัน โชคดีผมยังมีพ่ออยู่ แต่พอย้ายมาอยู่นี่คนเดียวก็เหงาเหมือนกันครับ”

ความเหงาของทั้งคู่เริ่มเคลื่อนตัวมาเกาะกุมกันโดยไม่รู้ตัว พวกเขารู้สึกสบายใจที่ได้นั่งคุยผ่อนคลายกันตลอดบ่าย หลังคุยสัพเพเหระต่างแยกย้ายขึ้นห้องของตนตอนใกล้ห้าโมงเย็น

เสียงเรียกร้องที่ยังคงก้องในหัวใจ

สถานการณ์บ้านเมืองในภาวะเคอร์ฟิวเริ่มตึงเครียดยิ่งขึ้น เมื่อการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน ที่ยึดพื้นที่แยกราชประสงค์ เป็นสถานที่ชุมนุมทางการเมือง มาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน เริ่มมีทีท่าว่าจะถูกสลายในเร็ววัน

บริษัทที่ชายชราและเด็กหนุ่มทำงานอยู่ประกาศปิดทำการมาหลายวันแล้ว โดยให้พนักงานหลายคนทำงานที่บ้านผ่านอินเทอร์เน็ตแทน

วันนี้คือวันที่เด็กหนุ่มต้องส่งรายงานสรุปให้หัวหน้า เป็นวันเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุม

แกนนำประกาศยุติการชุมนุม บางส่วนเข้ารายงานตัวกับตำรวจ บางส่วนหลบหนีไปได้

เกิดการยิงโต้ตอบกันตั้งแต่เช้า ภายหลังการประกาศยุติชุมนุม เหตุการณ์กลับบานปลาย  เมื่อมีการปลุกระดมโดยมีสถานีโทรทัศน์ทุกช่องตกเป็นเครื่องมือกระจายภาพความรุนแรง มีกองกำลัง ‘ชายชุดดำ’ ที่เหมือนเตรียมการณ์เอาไว้ล่วงหน้า กระจายกันสร้างสถานการณ์ในหลายจุด จนลุกลามกลายเป็นเหตุจลาจลทั่วกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดในภาคกลาง เหนือ และอีสาน

ผู้ร่วมอุดมการณ์ออกมาระบายอารมณ์คั่งแค้นกับประเทศ แผ่นดินอันเป็นที่เกิดและที่ทำมาหากิน

ชายชราลงจากห้องเข้ามาที่ร้านกาแฟ ลูกค้าหนาแน่นกว่าปกติ เขาเห็นเด็กหนุ่มนั่งดูข่าวอยู่ จึงเดินเข้าไปทัก

“ไง หนีร้อนมาพึ่ง ‘เย็น’ ในนี้หรือ?”

“อ้าวลุง! มาติดตามสถานการณ์กัน กำลังมันเลย เริ่มเผากันแล้ว”

“ไปถึงไหนแล้ว?”

“เมื่อกี้ ข่าวรายงานว่าผู้ร่วมอุดมการณ์จำนวนมากบุกเข้าไปขโมยสินค้า ลอบวางเพลิง และทุบทำลายอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ และห้างฯ ZEN ตอนนี้ไฟลุกท่วมเลย นอกจากนี้ยังมีโรงหนังสยามที่ถูกเผาด้วย และอีกหลายที่เลยครับ ส่วนสถานที่ราชการตามต่างจังหวัดก็ถูกเผาหลายแห่ง ตามท้องถนนก็มีคนเผายางรถยนต์กันเต็มเลย ผมอยากออกไปดูที่ถนนใหญ่เหมือนกันแต่ไม่กล้าเดินออกไป” เด็กหนุ่มเล่าเสียงละล่ำละลัก

“ลุงมองเห็นจากระเบียงบ้างเหมือนกัน ควันดำโขมงทั่วเมือง ตึกแถวแถวดินแดงบ้านลูกน้องลุงก็ถูกเผาไปหลายคูหา…”

“เฮ่ยลุง! อย่าไปยืนที่ระเบียง ข่าวออกมาว่ามีมือปืนเล็งยิงชาวบ้านตามระเบียงด้วย โดนยิงกันไปหลายคนแล้ว ผมอยากไปยืนดูบ้างยังไม่กล้าเลย” เด็กหนุ่มท่าทางตกใจที่ลุงไปยืนทำอะไรเสี่ยงๆ เช่นนั้น

“ไปยืนดูแค่แป๊บเดียวเอง เอ้อ เดี๋ยวมานะ เดินไปสั่งโกโก้ปั่นแป๊บนึง เอาอะไรมั้ยพ่อหนุ่ม?”

“ไม่ครับ ตามสบายเลยลุง กาแฟผมยังเต็มแก้วอยู่เลย”

สักครู่ชายชราเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมโกโก้ปั่นในมือ

“เมื่อเดือนที่แล้วผมไปร่วมชุมนุมด้วยนะลุง ไปหาข้าวกินฟรี”

“หือ? จริงสิ?”

“ผมมาหาคอนโดฯ อยู่ก่อนเริ่มงานน่ะ และมาสำรวจเส้นทางเดินทางก่อน ช่วงนั้นว่างๆ อยากรู้ว่าชุมนุมทางการเมืองเป็นยังไงเลยลองไปแจมเสียหน่อย คนแถวบ้านผมเขาแดงจ๋ากันทั้งนั้น ไม่รู้ชอบอะไรกันนักหนา ผมเลยอยากไปสัมผัสให้เห็นกับตา”

“แล้วเป็นไงบ้างล่ะ?”

“ผมไปอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ได้ฟังเขาปราศรัยบนเวทีเผ็ดร้อนมาก ฟังแล้วอินเลย มันสะใจดี รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่มันรู้สึกฮึกเหิมได้เลยนะครับ แต่ผมชอบการชุมนุมของพวกพันธมิตรเมื่อสองปีก่อนมากกว่า วงดนตรีหลากหลายและเล่นสนุกกว่า” เด็กหนุ่มหัวเราะกว้าง

“ไปมาทั้งสองสีเลยรึ?”

“ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ วันว่างเพื่อนๆ ชวนไป ก็เลยไปแจม สนุกดี ยิ่งตอนยึดทำเนียบนะมันมาก ผมคือคนหนึ่งล่ะที่ปีนกำแพงเข้าไป การปราศรัยก็เผ็ดร้อนเหมือนกัน ตอนนั้นเด็กยิ่งกว่าตอนนี้อีก ผมพอรู้งูๆ ปลาๆ ผมไปตั้งแต่วันแรกๆ ที่สะพานมัฆวานฯ สนุกดีเหมือนไปงานวัดน่ะ มีทั้งวงดนตรี อาหาร ขนม การแสดงจำนวนมากที่นอกเหนือจากปราศรัย แถมวงดนตรีเพื่อชีวิตดังๆ ที่ผมชอบก็มาเล่นกันเพียบ… จากที่ไปแจมมาทั้งสองสีผมว่าเขาก็ต้องการสิ่งสิ่งเดียวกัน แต่มองกันคนละมุม ยึดมั่นในความเชื่อของตน และมีแนวทางที่แตกต่างกัน หลายคนที่เคยดูดีบนเวทีปราศรัย เอาเข้าจริงก็แค่อิงอาศัยมวลชนโหนไต่ขึ้นไปสู่อำนาจ บางคนพอได้เป็นส.ส.ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับที่เคยยืนบนเวที…”

“โอ้ววว… ยังเด็กอยู่แท้ๆ แต่มีมุมมองคมมาก เนี่ยนะพอรู้งูๆ ปลาๆ?… แล้วได้ไปร่วมชุมนุมที่สนามหลวงบ้างหรือเปล่าตอนนั้นน่ะ?”

“มีไปบ้างเหมือนกันครับ แหะๆ ไปหาข้าวกินฟรี”

ชายชราและเด็กหนุ่มหัวเราะพร้อมกันเสียงดัง

“ลุงก็เคยไปมา ทั้งที่มัฆวานฯ ทำเนียบ และแม้แต่ที่สนามหลวง”

“ฮะ จริงหรือลุง? ไปทั้งสองสีเลย?”

“อืม… แต่ไม่ได้ไปเพื่อหาข้าวกินฟรีนะ ฮ่ะๆๆ แค่อยากรู้น่ะ สมัย 14 ตุลาฯ ‘16 ลุง ก็ไปร่วมเดินขบวนด้วยนะ ในช่วงเช้าที่เริ่มสลายตัวหลังได้ข้อยุติ แต่กลับมีความผิดพลาดเรื่องการสื่อสาร… ถ้าเป็นสมัยนี้ความผิดพลาดเช่นนั้นคงไม่เกิดขึ้น”

“แล้วไงต่อลุง?”

ชายชราเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้น เมื่อเกิดการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่จนกลายเป็นจราจล ลุกลามบานปลาย แทนที่จะได้กลับบ้าน กลับต้องติดอยู่ในเหตุการณ์ไปไหนไม่ได้ กระทั่งบ่ายมีเฮลิคอปเตอร์บินวนแล้วเริ่มยิงกราดลงมาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เขาอยู่ใกล้บริเวณนั้นต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน รอดตายมาได้ แต่เหตุการณ์วันนั้นยังไม่เฉียดตายเท่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ’19 ในอีกสามปีต่อมา เมื่อตำรวจตระเวนชายแดนพร้อมอาวุธครบมือ ระดมยิงกระสุนเข้าใส่ผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระสุนเฉี่ยวไหล่ขวาขณะก้มหลบ เป็นแผลเป็นติดตัวมาตลอด เขาหนีออกมาได้ โดยเห็นผู้ชุมนุมหลายคนที่บาดเจ็บถูกนำไปแขวนคอต่อหน้าต่อตา ศพนักศึกษาบางคนถูกนำมาเผากลางถนนราชดำเนิน ศพนักศึกษาหญิงบางคนถูกทำอนาจารราวซากเนื้อ… วันนั้นเขารอดตายมาได้ด้วยการแย่งปืนจากตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ ยิงป้องกันตัวแล้วโกหกพวกตำรวจว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ แทรกตัวแล้วค่อยๆ ซ่อนหายไป…
เด็กหนุ่มอ้าปากค้างนั่งฟังวีรกรรมของชายชรานิ่ง “โอ้โหลุง! ไม่ธรรมดาแล้วนะเนี่ย”

“มนุษย์น่ะเป็นสัตว์สังคม สิ่งที่สัตว์สังคมควรมีคือความรับผิดชอบต่อสังคมที่ตนอยู่ ไม่ใช่งอมืองอเท้าปล่อยให้คนอื่นเขาแก้กันไป แล้วไปร่วมแสดงความรับผิดชอบแค่ไม่กี่วินาทีในวันเลือกตั้ง… นอกจากนี้สังคมทุกวันนี้มันซับซ้อน และมันเหลื่อมเกยจนมั่วไปหมด มีทั้งผสมผสานแบ่งแยก ดูแทบไม่ออกว่าใครเป็นใคร คนสมัยนี้มีอีกตัวตนที่ซุกซ่อนอยู่ภายในกันทั้งนั้น”

“ลุง… ถามนิดสิ ลุงสีอะไร? หรือว่าอยู่ตรงกลาง?”

“อืมมม… ไม่บอกแล้วกัน แต่ไม่ใช่ตรงกลางแน่นอน คนเราต้องเลือกข้าง โดยเฉพาะข้างที่ถูกต้อง ข้างที่ดีงาม…”

“แต่ความถูกต้องและดีงามมันก็ตีความได้ยากนะลุง”

“ต้องใช้วิจารณญาณอย่างมีสติ ไม่ใช้อารมณ์ และต้องไม่ยึดติด เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงกันได้เสมอ”

เด็กหนุ่มหันไปมองภาพไฟไหม้ห้างสรรพสินค้า ZEN ที่พระเพลิงถาโถมโหมไต่ระดับสูงขึ้น ควันดำทมึนพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า

เขาหันกลับมาถาม “ที่ตะกี้ลุงว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้ แสดงว่าลุงอาจเคยชอบสีนึง แล้วอาจเปลี่ยนมาชอบอีกสีนึงอย่างนั้นหรือเปล่า?”

“ไม่ใช่ๆ หากสังเกตให้ดีตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 คนที่หันมาเล่นการเมืองมักอ้างเหตุผลเพื่อชาติกันทั้งนั้น ที่ผ่านๆ มาเห็นได้ชัดว่าคนคนหนึ่งเปลี่ยนสีตัวไปมาได้ตลอด เดี๋ยวดีเดี๋ยวเลว เดี๋ยวน่าเชื่อถือเดี๋ยวสับปลับ หลายคนเข้าพรรคโน้นออกพรรคนี้ เดี๋ยวร่วมกับคนนั้น เดี๋ยวก็หันมาทรยศเขา ย้ายข้างไปสักพักก็กลับมาเลียแข้งเลียขาเขาอีกครั้ง ปฏิวัติรัฐประหารกี่ครั้งก็มักมีคนสี่กลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง…”

“ใครบ้างลุง?” เด็กหนุ่มตัดบทด้วยความสนใจ

“ก็นักการเมือง นักธุรกิจ คนมีสี เช่นทหารและตำรวจ แล้วก็พวกนอมินี…”

“นอ… อะไรนะลุง? หมายถึงอะไรอะครับ?”

“นอมินี หมายถึง ตัวแทน…”

“ตัวแทนใครหรือลุง?”

“ก็พวกตัวแทนของพวกที่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในประเทศน่ะ เป็นไปได้ทั้งคนในประเทศและต่างประเทศ เอาเป็นว่าคนทุกคนล้วนมีดีเลวในตัวคนคนเดียวกัน อยู่ที่ว่า ณ สถานการณ์นั้นๆ เขาเผยด้านไหนออกมา ถ้าดีก็น่าสนับสนุน ถ้าเลวก็ควรคว่ำบาตร ยุคนี้เรายึดติดกับใครคนใดคนหนึ่งตลอดไปไม่ได้หรอก การเลือกข้างมันก็เลยต้องเปลี่ยนข้างไปมา หรือเข้าข้างมาก หรือเข้าข้างน้อยกันบ้าง”

“ทำไมคนสี่กลุ่มพวกนั้นต้องมาเกี่ยวข้องกันด้วยล่ะลุง?”

“เป็นผลประโยชน์ต่างพึ่งพา และเป็นเรื่องของการสมคบคิด การเมืองบ้านเรามันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ตั้งแต่ปี 2475 เราไม่ได้ก้าวไปไหนไกลเลย พอก้าวไปข้างหน้าได้ก้าวหนึ่ง เราก็ก้าวถอยหลัง พอก้าวไปข้างหน้าได้อีกครั้ง เราก็ถอยหลังได้อีกครั้งเช่นกัน”

“ลุงพูดเหมือนลุงเป็นพวกไม่เลือกข้างเลย ปกติผมเห็นพวกที่เลือกข้างไม่มีพูดเหมือนลุง”

“อย่างลุงต้องเรียกว่าเป็นพวกเลือกข้างแต่ไม่ยึดติดไง พวกที่อยู่ตรงกลางหากปล่อยวางไม่ข้องแวะแม้ความคิดและการกระทำคงไม่มีอะไร แต่หากปากบอกว่าอยู่ตรงกลาง แต่คอยตามข่าว ให้ข่าว เสนอความคิดเห็นทางการเมืองตลอด พวกนี้นี่ล่ะที่น่ากลัว ลุงว่าน่ากลัวมากกว่าพวกเลือกข้างอีกนะ”

ทั้งคู่นั่งคุยไปดูข่าวทางจอโทรทัศน์ไปจนค่ำ ท้องร้องจึงเดินออกไปทานข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ แล้วกลับมานั่งที่ร้านกาแฟต่อจนใกล้เที่ยงคืน ขณะกำลังลุกเพื่อแยกย้ายขึ้นห้อง ภาพข่าวที่จอโทรทัศน์ตัดมาที่ภาพห้างสรรพสินค้า ZEN ทรุดตัวถล่มลงมา เด็กหนุ่มยืนอ้าปากค้าง ชายชรายืนอึ้งน้ำตาไหล เขาเคยพาภรรยาไปเลี้ยงฉลองครบรอบแต่งงานครั้งหนึ่งที่ร้านอาหารที่นั่น ทั้งยังเคยพาลูกค้าและลูกน้องไปเลี้ยงที่นั่นหลายครั้ง ทั้งคู่ยืนชมผลงานมหกรรมทำลายล้างวัตถุสถาน โดยภาพข่าวตัดสลับไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย เปลวเพลิงวิบไหวส่ายระริกอยู่บนแววตาของทั้งคู่และลูกค้าหลายรายภายในร้าน

ทั้งคู่แยกย้ายกันขึ้นไปนอน พร้อมก้อนเศร้าที่ขวางอยู่ในลำคอ

ชายชราคิดในใจขณะอยู่ในลิฟต์ ‘การเมืองไทยเป็นเพียงมหกรรมรื่นเริงของคนกลุ่มเล็กๆ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ส่งเสียงร้องก้อง ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนเริ่มแหบห้าวหุบหายเข้าไปในก้นบึ้งหัวใจ เกราะแห่งความกลัวขาดถูกสร้างขึ้นอัตโนมัติ จากเคยต้องการหัก มาบิดงอ แล้วเริ่มกลืนไหล… ไหลไปสู่เสถียรภาพในอุดมคติ’

รูปแบบสนทนายังเหมือนเดิม

ผ่านมาเกือบครึ่งปีชายต่างวัยทั้งสองสนิทสนมกันมากขึ้น โดยพบปะกันบ่อยครั้งไม่ที่ร้านกาแฟก็ร้านอาหารตามสั่ง แต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่เคยเจอชายชราในบทบาทเป็นทางการที่บริษัทสักครั้ง

ห้าเดือนที่ผ่านมาชายชราได้ให้คำแนะนำเหล่าผู้บริหาร ให้ตั้งทีมงานเพื่อปรับปรุงเอกสารแนะนำแนวปฏิบัติงาน ให้สอดคล้องกับแผนรองรับกรณีฉุกเฉินเพื่อดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ภายหลังเกิดจราจลเมื่อหลายเดือนก่อนจนบริษัทต้องปิดทำการไปหลายวัน และเขาแนะนำให้เขียนเอกสารแนะนำแนวปฏิบัติงาน เพื่อให้สอดคล้องตามค่านิยมองค์กรและหลักการพื้นฐานขององค์กรด้านต่างๆ เนื่องจากนับแต่อดีตสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อความสวยหรูประดับแผนธุรกิจ นโยบาย และแม้แต่ฝาผนัง แต่ไม่มีพนักงานคนใดเข้าใจว่าจะปฏิบัติงานอย่างไรให้สอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้

ครั้งหนึ่งเขาทำการสำรวจพนักงานกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์จากจำนวนพนักงานทั้งหมด พบว่าไม่มีใครทราบเลยว่าควรปฏิบัติหน้าที่ของตนเช่นไรจึงจะถูกต้องตามค่านิยมองค์กร

เขาถามพนักงานขายคนหนึ่งว่า “คุณต้องขายของให้แก่ลูกค้าอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมองค์กรข้อที่สามที่ว่า ‘เราจะดำเนินกิจการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง’?” พนักงานคนนั้นอึกอักตอบไม่ได้

เขาถามผู้บริหารฝ่ายไอทีด้วยคำถามลักษณะเดียวกัน ผู้บริหารคนนั้นตอบว่า “เราจะต้องประหยัดในการจัดซื้อทรัพยากรไอที และใช้เทคโนโลยีที่มีราคาไม่สูงเกินไป”

ชายชราเปิดแท็บเล็ตในมือ เข้าไปเว็บไซต์แห่งหนึ่ง แล้วหันแท็บเล็ตให้ผู้บริหารคนนั้นอ่าน

“…พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรปฏิบัติ…” ความตอนหนึ่ง ในพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต วันที่ 4 ธันวาคม 2541

“…ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง …  เศรษฐกิจพอเพียง คือทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป…” ความตอนหนึ่ง ในพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล วันที่ 17 มกราคม 2544

เขาอธิบายกับผู้บริหารคนนั้น “พอเพียงไม่ได้หมายถึงประหยัด เช่น ถ้าทรัพยากรไอทีหรือเทคโนโลยีนั้นมีราคาสูงมาก หากแต่มีประโยชน์ต่อองค์กรมาก มันก็น่าลงทุนมิใช่หรือ?” เขายิ้มทิ้งท้าย

ผลจากการสำรวจ และรับฟังคำแนะนำจากชายชรา ซีอีโอจึงอนุมัติให้ตั้งทีมงานเพื่อเขียนเอกสารแนะนำแนวปฏิบัติงานต่างๆ ขึ้น ซึ่งจะช่วยให้พนักงานปฏิบัติงานได้สอดคล้องตามกรอบทิศทางขององค์กรมากขึ้นด้วย

เย็นวันหนึ่งขณะชายชรายืนรอรถไฟฟ้า เด็กหนุ่มเดินเข้ามาทัก

“หวัดดี!… เออะ…สวัสดีครับ”

“อ้าวไงพ่อหนุ่ม วันนี้เข้าออฟฟิศหรือ?”

“ครับ วันนี้ผมเข้าไปประชุมมา เมื่อตอนสายผมเห็นลุงด้วย กำลังเดินออกจากลิฟต์ ผมสะกิดหัวหน้าชี้ให้ดูว่า ‘นั่นไง ลุงที่ทำอยู่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยที่อยู่คอนโดฯ เดียวกัน’ แล้วหัวหน้าผมว่าไงรู้มั้ยครับ?… เขาตบหัวผมแล้วบอกว่านี่คือที่ปรึกษาอาวุโสและเป็นผู้ตรวจสอบภายนอก ที่ทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายธรรมาภิบาลอะไรเนี่ยแหละ ชื่อยาวจำไม่ได้”

“อ้าวจริงเหรอ? รู้แล้วสิเนี่ย แหม…” ชายชราอมยิ้มแล้วหัวเราะเบาๆ

“รู้ยิ่งกว่านั้นอีก หัวหน้าผมยังบอกอีกว่าลุงเคยเป็นซีอีโอที่บริษัท! ทำไมลุงไม่เคยบอกผมล่ะครับ? นี่ถ้าเป็นละครน้ำเน่าหลังข่าว ผมคงงอนลุงแล้วหนีไปให้ไกล เพื่อให้ลุงตามไปง้อแล้วล่ะนะ”

“แล้วก็ต้องมีฉากที่ตัวร้ายโผล่ออกมา แล้วชักปืนมายิงกันตอนจบเหมือนละครทุกเรื่องด้วยใช่มั้ย?”

“อ้าว ลุงก็รับมุขอีก”

“ฮ่ะๆๆ ก็เจอกันทีไรไม่ที่ร้านอาหารตามสั่งก็ร้านกาแฟ บอกไปแล้วจะเชื่อมั้ยล่ะว่าตาแก่ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเคยเป็นซีอีโอ?”

“ก็นั่นสินะ ลุ้กของลุงนี่ดูไม่ออกเลยจริงๆ วันนี้ทั้งวันผมคิดถึงเรื่องที่เคยคุยกัน ทำให้ผมพอจะเข้าใจลุงได้บ้าง ผมคิดว่างั้นนะ?”

เสียงรถไฟฟ้าแว่วมา ทั้งคู่หันไปมองพร้อมกัน ชั่วอึดใจรถไฟฟ้าก็เหิรหาวมาจอดเบื้องหน้า ทั้งคู่ก้าวเข้าไปภายใน

รถไฟฟ้าออกตัว พร้อมประโยคบอกเล่าของเด็กหนุ่ม “พ่อผมเพิ่งเสีย… มะเร็งตับ ตั้งแต่แม่ตายพ่อก็กินเหล้ามากขึ้น ผมว่าจะกลับไปวันสวดวันสุดท้ายเพราะเผาในเย็นวันนั้น”

เด็กหนุ่มตาแดง บอกเล่าเสร็จแล้วก้มหน้า ก่อนเบือนออกไปช่องกระจกที่ประตู มองความเวิ้งว้างของท้องฟ้าที่โอบคลุมป่าคอนกรีต

ชายชราเอื้อมมือโอบไหล่ พูดเบาราวกระซิบ “ไปเครื่องบินมั้ย? เดี๋ยวลุงออกให้ ลุงไปด้วย”

“จริงดิลุง?”

“จริง ถือเสียว่าได้เดินทางไกล เปลี่ยนบรรยากาศมั่ง ช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว อากาศที่นั่นคงดีทีเดียว”

เด็กหนุ่มยิ้มดีใจ ยกมือไหว้ชายชรา

ถึงสถานีจุดหมาย ประตูเปิดอ้าออก ทั้งคู่ก้าวออกจากกล่องสี่เหลี่ยมแคบยาว ที่เลื้อยเลื่อนฝ่าดงป่าคอนกรีตพามาหยุดลงตรงหน้าเคหะสถาน เดินลงบันไดแล้วเดินต่อไม่กี่ก้าวก็ถึงคอนโดฯ ชายชราชวนทานมื้อเย็นที่ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ อาสาเป็นเจ้ามือเลี้ยงปลอบใจเด็กหนุ่ม

วูบแรก

ระหว่างรออาหาร ชายชราทำลายความเงียบลง “ได้ไปเซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วหรือยัง? เปิดมาเกือบสองเดือนแล้ว ลุงยังไปเดินซื้อของมาแล้วนะ”

“จะพลาดหรือลุง โซเชี่ยลเว็บมากมายโหมกระพือ คนตั้งเยอะแห่ไปตั้งแต่วันแรกที่เปิด ใครไปมาแล้วก็รีบมาโพสต์แจ้งกัน โม้กัน ใครยังไม่ได้ไปกลายเป็นตกเทรนด์ไปเลย เอ้อ… แต่เชื่อมั้ยลุง ขนาดผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่นะ ผมยังตามวัยรุ่นสมัยนี้ไม่ทันเลย มีอะไรก็เอามาโพสต์ลงเว็บ ถ่ายรูปถ่ายคลิปมาโชว์ ไม่ว่าจะทะเลาะกัน ดีกัน ไปทานข้าว ไปเที่ยว หรือแม้แต่เรื่องเซ็กส์ บางคนหน้าตาดี๊ดี พอมาเห็นข้อความหยาบคายและทัศนคติที่พ่นลงไป เห็นแล้วถึงกับอึ้งอะ นี่ไม่ใช่เฉพาะวัยรุ่นที่กรุงเทพฯ นะ วัยรุ่นที่บ้านผมก็เป็น เดี๋ยวนี้ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ มันสะดวกและง่ายไปหมดที่จะส่งข้อมูลข้ามกันไปมา”

“การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงของเทคโนโลยีและการสื่อสาร ทิ้งห่างวัฒนธรรมและศีลธรรมที่ค่อยๆ วิวัฒน์ไปอย่างช้าๆ แทนที่จะวิ่งเคียงไปด้วยกันอย่างกายกับเงา… ถึงเธอไม่ได้เรียนหรือทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยี ก็ควรศึกษาไว้บ้าง ต้องเข้าใจมันบ้าง มันเหมือนดาบสองคม”

เด็กหนุ่มก้มดูโทรศัพท์มือถือที่มีข้อความแจ้งเตือนชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์มือถือ

“เฮ่ย! นี่ยังใช้มือถือรุ่นโบราณอย่างนี้อยู่อีกหรือ?” ชายชราทักเมื่อเห็นโทรศัพท์มือถือในมือเด็กหนุ่ม

“อ้าว ลุงเพิ่งสอนผมไปเมื่อกี้ โทรศัพท์มือถือรุ่นเจ๋งๆ ใหม่ๆ มันแพง ผมใช้แค่พอสื่อสารได้พอแล้ว ถ้าจะใช้เน็ตค่อยเปิดโน้ตบุ๊กเอา”

“แซวเล่นน่ะพ่อหนุ่ม อะ ข้าวมาพอดี”

ระหว่างทานข้าวเย็นร่วมกัน เด็กหนุ่มสงสัยเรื่องการสอบวัดอีคิวหรือความฉลาดทางอารมณ์ ที่จะให้พนักงานขายทุกคนเข้าทดสอบในอีกสองสัปดาห์หน้า

“ทำไมต้องสอบอีคงอีคิวอะไรนี่ด้วยครับลุง? เป็นไอเดียของลุงหรือเปล่า?”

“จะว่าใช่ก็ได้ พนักงานทุกคนต้องเข้ารับการทดสอบอีคิว ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริหาร อีคิวที่ดีช่วยให้มีทัศนคติที่ดี ทัศนคติที่ดีช่วยให้มองทะลุเปลือกเข้าไปเห็นแก่นได้ง่ายขึ้น ผ่านชั้นอคติทั้งหลายไปอย่างง่ายดาย”

เด็กหนุ่มทานข้าวเสร็จก่อน จึงเล่าให้ชายชราฟังถึงความสนใจงานด้านการตลาด ชายชราจึงเคี้ยวข้าวพลางอธิบายพลาง “การตลาดเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง เป็นศาสตราวุธที่มีแสนยานุภาพสูงเสียยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์ เพราะมีอำนาจครอบงำ กินพื้นที่ได้กว้างไกลกว่า เช่น แคมเปญโฆษณาเพียงชิ้นเดียวสามารถยิงไปครอบงำชาติพันธุ์ต่างๆ ได้แทบทั่วโลก…”

“จุดอ่อนที่โฆษณาชอบเจาะเพื่อเข้าไปให้ถึงผู้บริโภคก็คือ ‘อารมณ์’ โดยเฉพาะคนสมัยนี้ยิ่ง ‘เจาะ’ ง่าย การสร้างโฆษณาที่ทรงพลังเพื่อทำลายสติแล้วสร้าง ‘สติเทียม’ ด้วยการทำให้ผู้บริโภคได้รู้สึกว่าการตัดสินใจเลือกสินค้าชิ้นนั้น ตัวเองได้ ‘ไตร่ตรอง’ อย่างดีแล้วและรู้สึกว่าตัวเองฉลาดเยี่ยมยอดที่ได้เลือกสินค้าชิ้นนั้น นี่คือการกระตุ้นต่อมสร้างอุปสงค์ให้สร้างอุปสงค์เทียมออกมามากๆ โดยสร้างสิ่งเร้าด้วยสื่อต่างๆ ที่แยบยล เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดประสบการณ์ที่ดีต่อสินค้าชิ้นนั้นยี่ห้อนั้น…”

ชายชราหยุดพักหายใจ เหลือบมองเด็กหนุ่มที่ยังจ้องเขาเขม็ง “เมื่อมากเข้าก็จะใช้สินค้ายี่ห้อนั้นมากขึ้น จนเกิดการบริโภคซ้ำๆ กันมากขึ้น เมื่อเกิดผู้ที่บริโภคสินค้าเหมือนกันยี่ห้อเดียวมากเข้าก็เกิดเป็นวัฒนธรรม เกิดเป็นสังคมผู้บริโภคเป็นกลุ่มๆ อย่างวัฒนธรรมโซนี่ แอปเปิ้ล การแสดงออกอย่างไร้ข้อจำกัดบนเว็บบอร์ด การแลกเปลี่ยนคลิปลามก การเข้ากลุ่มทางการเมือง การรีบซื้อบ้าน/รถแบบดาวน์น้อยผ่อนนาน การซื้อสินค้าเงินผ่อน และอีกมากมาย เหล่านี้จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘สภาวะการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง’ แต่การตลาดกลับทำให้เขารู้สึกว่านั่นคือตัวเขา คืออัตลักษณ์ของเขา มันคือการเอาความคิดของเรายัดใส่หัวคนอื่น แล้วทำให้เขาเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่เขาคิด…”

“เคยได้ยินเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ Creative Economy มั้ยพ่อหนุ่ม?”

“เคยแว้บๆ ครับ”

“ผู้ผลิตสินค้าจำนวนมากหันมาเน้นดีไซน์ เพราะดีไซน์กระตุ้นอารมณ์ได้ไวกว่าฟังก์ชั่น สินค้าที่มีแต่ฟังก์ชั่นไปไม่รอดแล้ว สินค้าสมัยนี้ยังต้องทำอะไรได้มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นการผสมผสานของผลิตภัณฑ์โดยใช้พลังความคิดสร้างสรรค์  ขณะที่ดีไซน์ก็ต้องเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคด้วย ผู้บริโภคกับสินค้าจะหลอมรวมกันมากขึ้น มันเป็นเรื่องของจิตวิทยาด้วย เอาเท่านี้ละกัน เดี๋ยวจะงง เอาไว้ทำงานให้มากขึ้น เรียนรู้จากงานขายไปก่อน เพราะเป็นดังประตูเพื่อเรียนรู้ลูกค้า ที่บริษัทมีระบบไอทีชื่อ CRM มีโมดูลเกือบสิบตัว เช่น ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ระบบฐานข้อมูลองค์ความรู้ ระบบตอบรับอัตโนมัติ ว่างๆ ลองไปศึกษาดูสิ”

“ได้เลยครับ ขอบคุณมากครับลุง ลุงรู้เยอะสมกับเป็นอดีตพ่อบ้านจริงๆ” เด็กหนุ่มยิ้มภูมิใจ ที่ไม่คาดฝันว่าจะมาสนิทสนมกับชายชราอดีตผู้นำองค์กรที่ตนทำงานอยู่ได้

งานสวดพระอภิธรรมศพของพ่อเด็กหนุ่มเริ่มเมื่อวานซืน วันสุดท้ายคือวันอังคารที่จะถึง เด็กหนุ่มลางานยาวตั้งแต่วันจันทร์ถึงพุธ ขณะทั้งสองกำลังแยกย้ายขึ้นห้อง ชายชราชวนเด็กหนุ่มลงมานั่งดูถ่ายทอดสดฟุตบอลพลีเมียร์ลีกคู่พิเศษคืนวันศุกร์ตอนสี่ทุ่มครึ่งที่ร้านกาแฟ เด็กหนุ่มยิ้มรับ

ประตูลิฟต์ปิด เคลื่อนสูงขึ้นรวดเร็ว ชายชรารู้สึกวูบ…

มดดำในกระเปาะ

ชายชราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เดินไปนั่งชมความเป็นไปของหม้อข้าวหม้อแกงลิงริมระเบียง

มันออกหม้อใหม่เล็กๆ มาสามกระเปาะ หม้อเก่าห้ากระเปาะเริ่มแห้งไปสาม เขาใช้กรรไกรตัดใบแห้งหลายใบทิ้ง มดดำหลายตัวไต่ยั้วเยี้ยทั่วต้น ส่วนหนึ่งลื่นลงไปแน่นิ่งในกระเปาะ

เขาใช้นิ้วเผยอฝาปิดกระเปาะ ก้มดูมดที่นอนแน่นิ่งภายในแต่ละกระเปาะ บางกระเปาะมีมดกำลังดิ้นทุรนทุรายพยายามป่ายปีนขึ้นมา

เขาตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ เมื่อเห็นหลายศพกำลังกลายเป็นอาหารของอีกชีวิตหนึ่ง เขาใช้นิ้วช่วยชีวิตมดที่ยังไม่ตายขึ้นมาปล่อยบนพื้นโต๊ะ

ภาพบรรยากาศบนภูกระดึงเมื่อหลายสิบปีก่อนผุดขึ้นมา ชายหญิงวัยเกือบห้าสิบพร้อมลูกๆ ในช่วงวัยรุ่นอีกสามคน กำลังเดินเท้าเกือบสิบกิโลเมตรเพื่อไปชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักบนภูกระดึง ระหว่างทางเดินเลียบผา เขาสังเกตเห็นต้นไม้หน้าตาประหลาดขึ้นอยู่ตลอดทางเดิน จึงแวะดู ชนิดหนึ่งมีกระเปาะยาวคล้ายน้ำเต้า อีกชนิดคล้ายดอกไม้บาน ลักษณะแบนๆ มีหยดน้ำเล็กๆ เกาะอยู่เต็ม เขาสังเกตเห็นแมลงและมดหลายตัวตกลงไปในกระเปาะ และติดอยู่บนหยดน้ำเล็กๆ ขากลับลงมาที่ทำการอุทยานฯ จึงทราบว่าชนิดแรกเรียกว่า ‘หม้อข้าวหม้อแกงลิง’ มีหน้ารูปร่างหลากหลาย ชนิดที่สองเรียกว่า ‘หยาดน้ำค้าง’ เป็นพืชกินแมลงทั้งคู่ นับแต่นั้นมาเขาจึงเริ่มศึกษาพืชกินแมลงนานาพันธุ์ จนเป็นแรงบันดาลใจซื้อที่ดินหลังบ้านเพิ่ม เพื่อสร้างโรงเรือน…

อากาศริมระเบียงชั้น 32 ช่วงใกล้ต้นฤดูหนาวเย็นสบาย แต่เขาเหงื่อชุ่มใบหน้า

สลัดภาพอดีต ล็อกห้องปิดประตูแล้วลงลิฟต์ เขารู้สึกวูบอีกครั้ง

เมื่อลงมาถึงร้านกาแฟ เห็นเด็กหนุ่มกำลังนั่งจิบกาแฟดูละครหลังข่าว

“อ้าว หวัดดีครับลุง ลงมาเร็วจัง?”

ยังอีกกว่าครึ่งชั่วโมงจึงจะได้เวลาถ่ายทอดสดฟุตบอล แต่ชายชราไม่อยากอยู่ห้องคนเดียว

“ไม่มีอะไรทำน่ะ เลยลงมาข้างล่างเลยดีกว่า” ชายชรายิ้มเจื่อน พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อ

เด็กหนุ่มเห็นชายชรานิ่งเงียบผิดปกติจึงชวนคุย “ลุงว่าอะไรน่ากลัวที่สุดในโลกรู้มั้ย?”

ชายชราเลิกคิ้วจ้องตาเขา

“ผมว่า ‘ความทันสมัย’ มันยากนะที่เราจะทันสมัย หรือทำอะไรให้มันทันสมัยได้ตลอดเวลา…”

เขานิ่งเผื่อชายชราจะเสริมอะไร แต่เมื่อชายชรานั่งจ้องตาเขาแล้วเลิกคิ้ว เขาจึงเริ่มพูดต่อ

“เมื่อลมหายใจที่เพิ่งปล่อยออกไปกลายเป็นอดีต ปัจจุบันจึงยิ่งสั้นลง ถ้าการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันคือการเท่าทันสมัย ผมว่าเราก็มีความทันสมัยเกิดขึ้นทุกวินาที ‘ปัจจุบัน’ มีระยะเวลายาวนานเท่าไหร่?…”

ชายชราแทรกขึ้น “ความทันสมัยเกิดขึ้นทุกวินาที รวมถึงความทันสมัยของเทคโนโลยี ในแต่ละวินาทีมีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมากมาย ความสดใหม่ของสินค้าก็พลอยเกิดรวดเร็วขึ้นเช่นกัน ความเป็น ‘ปัจจุบันขณะ’ จึงเป็นที่ต้องการมากขึ้นถี่ขึ้น ทุกวันนี้ไม่มีใครอยากผลิตสินค้าที่มีอายุยืนยาวหรอก…”

เด็กหนุ่มสงสัยจนคิ้วขมวด “แล้วแท้จริงอะไรคือความทันสมัยล่ะครับ? หรือจะแปลกันตรงๆ ว่า ‘เมื่อมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น?”

ชายชราตอบเสียงเรียบ “เมื่อสิ่งนั้นมีคนสนใจและเริ่มนิยมใช้กันมากขึ้น กระแสความ ‘ทันสมัย’ ก็เริ่มต้น”

เขายกตัวอย่างการเกิดขึ้นของความทันสมัย…

“เมื่อโลกเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นหลัก มาเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักร โลกก็เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม (สมัย) ใหม่? เมื่อชาวอียิปต์ประดิษฐ์กระดาษสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคการบันทึกข้อมูลสมัยใหม่? เมื่อพี่น้องตระกูลไรต์ประดิษฐ์เครื่องบินสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคการเดินทางสมัยใหม่? เมื่อฌาร์คส์ คุสตูประดิษฐ์อุปกรณ์หายใจใต้น้ำสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคการสำรวจใต้น้ำสมัยใหม่? เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาระบบปฏิบัติการวินโดวส์สำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่? เมื่อไอบีเอ็มพัฒนาเครื่องพีซีสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสมัยใหม่? เมื่อองค์กร CERN พัฒนาเวิลด์ไวด์เว็บโดยทำงานบนโปรโตคอล HTTP โลกก็เข้าสู่ยุคการสื่อสารสมัยใหม่?…”

เขาเล่าต่อ “เรามีความสดใหม่เกิดขึ้นตลอด” เขาฝืนยิ้มแล้วหัวเราะ

เด็กหนุ่มคิ้วขมวดทำปากบุ้ย คอเอียงเล็กน้อย ส่ายตามองเพดานไร้โฟกัส “ถ้าอย่างนั้น ‘ทันสมัย’ ก็เป็นเพียงการเกาะติดกับช่วงเวลาที่สิ่งใหม่นั้นได้ถูกสร้างขึ้นจนถึงช่วงที่เริ่มเสื่อมความนิยม หรือพูดอีกอย่างได้ว่าคือการติดยึดกับอดีต! แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าทันสมัยได้เต็มปากเต็มคำจริงหรือครับ? หากความต้องการทันสมัยแท้จริงคือการติดยึดอยู่กับอดีต…”

“อะไรที่เกิดขึ้นมาแล้วล้วนเป็นอดีต สินค้าทุกชนิดล้วนมีช่วงชีวิต…” ชายชราช่วยปลดปม

“ที่ผ่านมาประเทศมหาอำนาจปั่นกระแสความทันสมัย เพื่อไปสู่ชีวิตที่ ‘ดีกว่า’ โดยใช้เครื่องมือที่ตนสร้างขึ้นคือระบอบทุนนิยม กระตุ้นการบริโภค จนกลายเป็นความฟุ้งเฟ้อเกินตัว สุดท้ายหมองูก็ตายเพราะงู เมื่อเกิดวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐฯ ลามไปยังการล้มครืนของเลห์แมนบราเธอส์ และลามต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ล้มเป็นโดมิโน กระจายวงกว้างข้ามไปยังหลายประเทศหลายทวีป แม้แต่สหภาพยุโรปอันหยิ่งผยองก็เริ่มง่อนแง่นเพราะความไม่มีเสถียรภาพของบางประเทศ และศักยภาพภายในประเทศต่างๆ ที่ไม่เท่าเทียมกัน ญี่ปุ่นเองก็อนุรักษ์นิยมจนเกินไป กลายเป็นความเชื่องช้า จีนก็โตเร็วจนประชากรจำนวนมากปรับตัวตามไม่ทัน…”

“แล้วประเทศไทยล่ะครับ?” เด็กหนุ่มแทรกขึ้น

“ยังคงว่ายอยู่ในอ่าง… ถ้าลุงเป็นนักลงทุนต่างชาติ ลุงจะรู้สึกดีใจมากที่ประเทศเราง่อยเปลี้ยเช่นนี้ ผุกร่อนไปหมดทั้งโครงสร้างพื้นฐาน แต่กลับเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ประชาชนใช้จ่ายกันฟุ้งเฟ้อขาดสติถึงใจมาก ยิ่งวัยรุ่นประเทศนี้ยิ่งน่าสนใจ เอาวัตถุกับวัฒนธรรมโดนๆ มาล่อ ก็อ่อนระทวยกันแล้ว นับเป็นประเทศที่น่าถลุงปู้ยี่ปู้ยำยิ่งนัก”

ชายชราหัวเราะร่า เด็กหนุ่มรู้สึกขนลุก

โทรทัศน์กำลังถ่ายทอดภาพและเสียงรายการข่าว เป็นสัญญาณให้ทราบว่าละครหลังข่าวจบลงแล้ว และการถ่ายทอดสดฟุตบอลใกล้จะเริ่มต้น

“แล้วอย่างนี้จะแก้ไขกันยังไงดีล่ะครับ?”

ชายชราหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่หน้าผาก เขานึกถึงเหตุผลที่เคยอธิบายแก่ผู้บริหารจำนวนมากเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่จะเริ่มสังคายนาองค์กร “หากรู้จักเก็บข้อมูลในอดีตให้เป็น ก็จะเห็นอนาคตได้ง่าย บูรณาการข้อมูลมิติต่างๆ เข้าด้วยกัน แล้วรู้จักประมวลผลข้อมูล ต้องมีการบริหารจัดการธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง กำกับดูแลและติดตามใกล้ชิด ทีมงานต้องเก่งและ ‘ได้ใจ’ และสุดท้าย… ผู้นำต้องเข้าใจความร่วมสมัย”

“ร่วมสมัย?”

“การก้าวพ้นยุคสมัย ไม่ติดยึดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเนิ่นนานเกินไป มีการผสมผสาน ปรับปรุงทุกสิ่งอย่างต่อเนื่อง”

เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง แววตาระริก จ้องมองใบหน้าชายชรานิ่งนาน

“มิน่า! ลุงจึงไม่ดูแก่ตามอายุเลย”

ชายชราฝืนยิ้มกว้าง เหงื่อยังคงผุดเม็ดบนใบหน้า

ระหว่างโฆษณา เด็กหนุ่มเล่าถึงสภาพบ้านในอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แนะนำสถานที่เที่ยว และอาหารขึ้นชื่อ

การแข่งขันฟุตบอลเริ่มขึ้น ทั้งคู่เปลี่ยนเรื่องสนทนาเป็นเรื่องฟุตบอลแทน…

ฟุตบอลจบ เด็กหนุ่มพยุงชายชราไปส่งที่ห้อง เขาคิดว่าชายชราคงรู้สึกง่วงและเพลีย

ชายชราเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างโต๊ะไม้เก่าริมระเบียง นั่งหอบหายใจ เหงื่อออกจนใบหน้าและเสื้อชุ่ม เขารู้สึกตัวเย็น เริ่มแน่นหน้าอก เอื้อมนิ้วไปเผยอฝาปิดกระเปาะหม้อข้าวหม้อแกงลิง เหลือบดูมดที่นอนแน่นิ่งภายใน ตาเริ่มพล่า ภาพโยกส่าย เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกง ยันกายลุกขึ้น ก้าวเท้าไปได้ก้าวเดียว

เขาเซล้มลงกระแทกราวตากผ้า เอนไปนั่งพิงกำแพง

ลมหายใจรวยริน

กระถางต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงอยู่บนนั้น เขากำลังไต่ลงไปในกระเปาะทรงเกือบกลมขนาดใหญ่กว่าลูกกอล์ฟไม่มาก ผิวภายนอกสีแดงเลือดนกมีลวดลายสีเขียวอมเหลืองด่างๆ กระจายทั่วผิว เขาค่อยๆ ลื่น เกาะผิวกระเปาะไม่อยู่ ไหลตกลงไปด้านล่างที่มีน้ำใสเหนียวเล็กน้อย ดิ้นทุรนทุราย…

ก่อนจะแน่นิ่ง ภาพของเด็กหนุ่มกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนผุดขึ้นมา เขาจะไปรออยู่ที่นั่น

One thought on “สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s