กรวดน้ำ

เรื่องสั้นเรื่อง ‘กรวดน้ำ‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕


กริ๊งๆ… กริ๊งๆ… กริ๊งๆ เสียงตั้งปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ผมเอื้อมมือไปหยิบ กดปุ่มปิด ดูเวลาที่แสดงบนหน้าจอ ‘05:30’ ผมลุกจากเตียง เดินงัวเงียเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันจนสดชื่น กำลังจะออกจากห้องน้ำแวะฉี่เสียหน่อย ข้างนอกอากาศเย็น ช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าหนาว เดี๋ยวออกไปแล้วปวดขึ้นมาจะลำบาก ออกจากห้องน้ำเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบลูกพลับมาสองลูกที่เพิ่งซื้อจากเดอะมอลล์มาเมื่อวาน และหยิบปลาหิมะที่แพ็กใส่โฟมออกมาจากช่องแช่แข็ง

เข้าครัวทำปลาหิมะย่างซีอิ๊ว เป็นเมนูง่ายๆ เพราะใช้ซีอิ๊วสำเร็จรูป ระหว่างรอเนื้อปลาสุก ผมหยิบลูกพลับใส่ถุงพลาสติกมัดหนังยางให้แน่น แล้วหันกลับไปทำปลาต่อ ไม่นานจึงเสร็จเรียบร้อย ตักใส่จานมาวางในบ้าน เปิดพัดลมเป่าแรงๆ ให้หายร้อนจัด แล้วตักใส่ถุงพลาสติกมัดหนังยางจนแน่น หยิบถุงปลาและถุงลูกพลับใส่ถุงผ้า เดินออกจากบ้าน ฝ่าอากาศเย็นไปใส่บาตรแถวหน้าหมู่บ้าน มีพระสงฆ์ยืนบ้างนั่งบ้างให้ผู้คนมาใส่บาตร

วันนี้วันพระ ผู้คนออกมาทำบุญและซื้อข้าวของกันมากกว่าปกติ เดินเบียดกันบนทางเท้าล้นออกมาเดินบนถนน ที่ปกติก็แคบอยู่แล้วมีแค่สองเลน แต่โชคดีที่ยังเช้าตรู่รถยนต์ยังไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นมอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้าเปิดแผงขายของมากกว่าปกติ ใกล้ๆ กันมีแผงขายผักสด แผงขายเนื้อหมูและสัตว์ทะเล รวมทั้งปลาน้ำจืด แม่ค้าทุบหัวปลาช่อนกันจะๆ ริมถนน เลือดกระเซ็นมาโดนขาเล็กน้อย ไม่ได้ใส่ใจเดี๋ยวค่อยกลับบ้านไปล้าง มุ่งหน้าต่อไปอีกไม่กี่ก้าว ถึงแผงขายดอกไม้ แม่ค้าจัดเป็นกำเรียบร้อย ชุดดอกไม้ทุกกำแซมด้วยดอกบัวสีสวย เป็นบัวหลวงสีชมพู สวยสดชื่นทุกกำ จึงไม่ต้องเลือกเลย ผมสุ่มหยิบขึ้นมากำหนึ่งแล้วควักเงินจ่ายแม่ค้า รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง เหลือบเห็นแผงค้าที่จัดชุดสำเร็จสำหรับใส่บาตร ผมเลือกมาหนึ่งถาด แต่ขอไม่เอาดอกไม้ แม้ค่าลดให้สิบบาท

ในถาดมีชุดกรวดน้ำมาให้ มีข้าวสวย แล้วมีกับข้าวอีกสองอย่าง ผัดวุ้นเส้นกับแกงส้ม และขนมถั่วเขียวต้มน้ำตาล บวกกับปลาหิมะย่างซีอิ๊ว และลูกพลับอีกสองลูก รู้สึกหนักๆ ผมสังเกตเห็นมีคนเหลือบมองสองอย่างหลังที่นำมาเอง คงสัยสัยว่าซื้อมาจากร้านไหน

ผมไม่ได้ออกมาใส่บาตรเกือบสองเดือน ปกติจะออกมาใส่บาตรให้แม่เป็นประจำ ช่วงที่ผ่านมาทำงานยันดึกบ่อย จึงตื่นเช้าไม่ไหว เมื่อคืนจึงรีบนอนเร็วตั้งแต่ยังไม่เที่ยงคืน เพราะตั้งใจจะตื่นแต่เช้าให้ได้ แม่ชอบทานปลาหิมะย่างซีอิ๊ว และลูกพลับสด เวลาพาแม่ไปทานอาหารญี่ปุ่น แม่ชอบสั่งเมนูนี้ เพราะไม่ค่อยได้ทานบ่อยนัก ส่วนลูกพลับก็นานๆ จะได้มีโอกาสซื้อทานที เมื่อวานเย็นเห็นว่าไม่ได้ใส่บาตรให้แม่นาน เลยลงทุนสำหรับเมนูโปรดของแม่หน่อยละกัน แต่หากให้ใส่บาตรด้วยเมนูแบบนี้บ่อยๆ คงหมดตัว แค่เนื้อปลาหิมะก็ห้าร้อยกว่าบาทแล้ว ลูกพลับอย่างดีอีกลูกละร้อยยี่สิบบาท แต่เอาน่ะนานๆ ที ดีกว่าใส่บาตรแบบส่งๆ สักแต่หยิบกับข้าวอะไรจากที่ร้านมาได้ก็หยิบๆ มา แล้วก็ใส่ๆ ลงไปในบาตรพระ

ผมเดินเข้าไปจะใส่บาตร แต่พระยังไม่ว่าง พระรูปอื่นก็มีคิวยาว ผมจึงยกถาดขึ้นเหนือหัว กล่าวอนุโมทนาบุญในใจ ประมาณว่าขอให้พระพุทธศาสนาเจริญยั่งยืน ดีใจที่ยังมีคนออกมาทำบุญใส่บาตรกันจำนวนมาก ใครที่กำลังใส่บาตรอยู่ขอให้ได้บุญได้กุศล… ยังกล่าวในใจไม่จบ ถึงคิวผมพอดี จึงรีบเข้าไปหยิบข้าว กับข้าว ขนม ผลไม้ ใส่บาตรและนำดอกไม้วางบนบาตร ผมเห็นหลวงพ่อเหลือบมองลูกพลับและปลาหิมะย่าง วันนี้หลวงพ่อจะได้มีอะไรแปลกๆ อร่อยๆ ฉันบ้างแล้วล่ะ ผมคิดว่าท่านคงมีเบื่อกับข้าวถุงบ้าง ที่มักแห้งแล้งและชืด

หลวงพ่อเริ่มสวด “ยะถาวาริวะหาปูรา…” ผมรีบนั่งคุกเข่าและเริ่มกรวดน้ำ และเริ่มท่องบทกรวดน้ำในใจ

“อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา

อาจะริยูปะการา จะ มาตา ปิตา จะ ญาตะกา

ปิยา มะมัง สุริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิ จะ

พรัหมมะ มาราจะ อินทา จะ ทุโลกะปาลา จะ เทวะตา

ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ

สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม

สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง…”

“จบแล้วโยม” หลวงพ่อเรียกผมขึ้นมาจากภวังค์

หลวงพ่อยิ้มให้ “น้ำหมดแล้วด้วยโยม ยังไปไม่ถึงครึ่งเลยนี่ ใส่บาตรแบบนี้ไม่ต้องใช้ ‘อิมินา..’ หรอก มันยาว คนอื่นเขาจะรอนาน แล้วจิตโยมมันก็พะวงอยู่กับบทกรวดน้ำยืดยาวนั่นน่ะ ทีหลังก็ไม่ต้องหรอก หรือถ้าอยากใช้บทกรวดน้ำก็ใช้บทสั้นๆ อย่างที่ขึ้นต้นด้วย ‘อิทัง เม…’ ก็ได้ แต่มันก็จะเป็นการอุทิศส่วนกุศลแบบเหวี่ยงแหสักหน่อยนะ แล้วเราต้องการอุทิศส่วนกุศลให้ใครเป็นพิเศษหรือเปล่า” หลวงพ่อท่านได้ยินเสียงในใจผมด้วย!

พักเรื่องสงสัยไว้ก่อน แล้วรีบตอบท่านกลับ “มาใส่บาตรให้แม่ครับ”

“งั้นคราวหน้าก็ตั้งจิตให้มั่น แล้วนึกถึงแม่ เอ่ยชื่อในใจเลยก็ได้ หรือนึกถึงใบหน้าคนที่เราอยากอุทิศส่วนกุศลให้ไปเลย จะได้เป็นการเจาะจง แล้วพอกลับบ้านไปค่อยไปกรวดน้ำอีกรอบก็ได้ คราวนี้จะใช้บทไหนยาวแค่ไหนก็เอาเลย ฮ่ะๆๆ เอ้อ… แต่จริงๆ แล้วกรวดน้ำไม่ต้องใช้น้ำก็ได้นะ ลองไปศึกษาดู” ท่านช่วยชี้แนะ และยังแนะนำให้ไปศึกษาเพิ่มเติมอีก

“เอ้อ นี่โยม ฝึกสมาธิให้ดี ทำจิตให้นิ่ง อีกหน่อยตอนกรวดน้ำลองสังเกตอะไรแปลกๆ ดูนะ” ท่านชี้แนะเพิ่มเติม แต่ประโยคหลังผมงงๆ มันคืออะไร?… ‘อะไรแปลกๆ’

ผมกลับมาถึงบ้านรีบกรวดน้ำอีกรอบ นึกถึงคำของหลวงพ่อเมื่อสักครู่ ผมหลับตาท่องนะโมสามจบ ทำสมาธิอยู่ชั่วครู่ แล้วค่อยๆ รินน้ำแล้วท่องบทสวด “อิมินา…” ตาจดจ่ออยู่กับน้ำที่กำลังรินสู่เบื้องล่างเป็นสายเล็กๆ ผมเห็นบรรยากาศรอบตัวสว่างจ้าขึ้น มีแสงสีขาวจางๆ หลายเส้น พุ่งแยกออกไปหลายทิศทาง จากจุดที่กำลังกรวดน้ำ ตายังจดจ่ออยู่กับน้ำ ใจยังท่องบทกรวดน้ำ ท่องจบน้ำก็หมดพอดี บรรยากาศรอบตัวกลับมาเป็นปกติ ผมเดินไปเทน้ำรดโคนต้นลีลาวดีต้นใหญ่ในบ้าน ต้นลีลาวดีต้นนี้โตจากกิ่งที่ญาติผมตัดให้ จากต้นใหญ่ที่ปลูกข้างหลุมศพยายที่ฮวงซุ้ยตอนไปเช็งเม้ง พอนำกลับมาลงดิน เพียงสองปีก็เติบโตเป็นต้นใหญ่ ให้ร่มเงาและดอกสวย

ผมย้อนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า หรืออาจเผลอไปนึกถึงคำของหลวงพ่อ จิตเลยปรุงแต่งสร้างบรรยากาศขึ้นมาหลอกตัวเองเข้าให้ ผมกรวดน้ำมาตั้งกี่ครั้งไม่เคยสังเกต ครั้งนี้จะมีแตกต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่ผมท่องบทกรวดน้ำด้วย และพยายามทำจิตให้นิ่งตามที่หลวงพ่อชี้แนะ แต่ก่อนไม่เคยท่องบทกรวดน้ำใดๆ ทั้งสิ้น ผมค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต จนเจอบทกรวดน้ำที่ถูกต้อง หัดท่องอยู่นานกว่าจะจำได้ขึ้นใจ

ผมเดินลัดเลาะผ่านซุ้มเฟินชายผ้าสีดาจำนวนมากหลายสายพันธุ์ แต่ละต้นปล่อยสายชายผ้ายาวสลวยระโยงระยางเต็มทางเดิน เข้าบ้านไปหยิบแท็บเล็ต ออกมานั่งที่ม้านั่งไม้ไผ่ใต้ต้นหูกระจง แวดล้อมด้วยหมู่สับปะรดสีและเฟินก้านดำ และทรีเฟินหลายต้นหลากขนาด นั่งค้นหาข้อมูลประวัติการกรวดน้ำ จนเจอ…

การกรวดน้ำ เป็นพิธีกรรมที่ชาวพุทธนิยมกระทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ คำว่ากรวดน้ำ มาจากภาษาเขมรจฺรวจ กับคำว่าน้ำ ในภาษาเขมรคำว่าจรวจทึก แปลว่า กรวดน้ำ เป็นอาการเทน้ำลงดินเพื่อให้แม่พระธรณีนำบุญกุศลที่ได้กระทำแล้วแผ่ไปสู่ญาติพี่น้องผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

ประวัติของการกรวดน้ำเริ่มมีขึ้นในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปกรุงราชคฤห์เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ตามที่พระเจ้าพิมพิสารเคยทูลขอไว้ ว่าถ้าได้ตรัสรู้แล้วขอจงกลับมาโปรดพระองค์ด้วย เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึง พระเจ้าพิมพิสารทรงปีติโสมนัสเป็นอย่างมาก จึงได้ถวายเวฬุวัน หรือ ป่าไผ่ เป็นที่ประทับ โดยหลั่งน้ำลงสู่พื้นดินเป็นการแสดงกิริยายกให้ ต่อมาที่ประทับนี้เรียกว่าวัดเวฬุวัน หรือเวฬุวนาราม นับเป็นวัดแรกในพระบวรพุทธศาสนา

ผมค้นหาข้อมูลอยู่หลายเว็บ พบว่ามีข้อมูลแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย บ้างก็ว่า…

เมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายเวฬุวัน ให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงหลั่งน้ำจากพระเต้าลงบนพระหัตถ์พระพุทธเจ้า… แต่ก็ไม่ได้ทำการอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับ ตกกลางคืนมีเสียงเปรตร้องในเขตพระราชนิเวศน์และปรากฏกายให้เห็นก็มี รุ่งขึ้นพระองค์เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามความทราบแล้ว จึงทรงบำเพ็ญถวายอาหารและจีวรแก่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น จากนั้นทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก แล้วกล่าวถ้อยคำแผ่บุญกุศลให้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ…

ผมค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม จนทราบอีกว่า…

การกรวดน้ำมีทั้งแบบกรวดน้ำเปียก และกรวดน้ำแห้ง คือไม่ต้องใช้น้ำก็ได้ ใช้การตั้งจิตอธิษฐาน แล้วอุทิศผลบุญกุศล ส่วนการอุทิศจะอุทิศแบบเจาะจงหรือไม่เจาะจงก็ได้ แต่ควรเผื่อๆ ถึงพวกผีเปรตเทวดาเจ้ากรรมนายเวรบ้าง ไม่ใช่เจาะจงแต่คงที่อยากอุทิศให้เท่านั้น เพราะเมื่อเราเริ่มตั้งจิตอุทิศ พวกผีเปรตไร้ญาติจะรีบเข้ามานั่งรอแล้ว หากไม่เผื่อให้พวกนั้นบ้างเลยพวกมันก็อดได้บุญ เทวดาบางองค์ก็ไม่ใช่ว่าจะรับส่วนกุศลจากมนุษย์ได้ เพราะบางองค์ที่มีฌานระดับสูงอาจอยู่ในสถานะไม่สามารถรับบุญได้ เพราะอยู่ในสถานะที่สูงกว่ามนุษย์

ส่วนน้ำที่กรวดควรเป็นน้ำสะอาด เมื่อกรวดก็ควรรินลงในที่สะอาดและนำไปเทในที่สะอาด และตอนกรวดอย่าให้ถูกนิ้ว หลายคนชอบเอานิ้วไปแตะให้น้ำไหลผ่านนิ้ว น้ำเปรียบเสมือนสื่อ ดินเปรียบดังพยาน เพื่อให้รับรู้ในการอุทิศส่วนบุญ การกรวดน้ำควรทำทันทีขณะที่พระอนุโมทนาหรือหลังทำบุญเสร็จ…

วันนี้นั่งค้นคว้าเรื่องการกรวดน้ำจนถึงเที่ยง จนท้องเริ่มร้องจึงหยุด นั่งอ่านมาหลายชั่วโมงเริ่มเข้าใจ ‘อะไรๆ’ มากขึ้น ไอ้ที่ทำๆ มามันก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องอุตริไปหัดท่องบทสวดมนต์ยาวๆ ก็ได้ ปกติผมไม่ใช่คนที่สวดมนต์บ่อย การจะมาท่องบทสวดมนต์ยาวระหว่างกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลจึงกลายเป็นฉุดให้จิตไม่นิ่ง ว่อกแว่ก มัวแต่พะวง หรืออีกใจหนึ่งคิดว่าถ้าอยากท่องก็ควรท่องให้คล่อง ให้จำขึ้นใจจนกลายเป็นสามัญไป เป็นดังสามัญสำนึกที่ระลึกแล้วปฏิบัติจนเป็นนิจ

ระหว่างนั่งทานข้าวมื้อแรกของวัน ผมนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า บรรยากาศรอบตัวที่สว่างจ้าขึ้น แสงสีขาวจางๆ พุ่งแยกออกจากจุดที่กำลังกรวดน้ำ และคำพูดของหลวงพ่อ…

วันต่อมาผมตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งเวลาเดิม รีบออกจากบ้านไปยืนรอหลวงพ่อ วันนี้ผมไม่ได้เตรียมกับข้าวและผลไม้มา กะจะซื้อชุดสำเร็จรูปแทน หลวงพ่อเดินมาถึงตอนตีห้าสี่สิบห้านาที ยังเช้ามืด ไม่ค่อยมีคนนัก หลวงพ่อจำผมได้

“ไงโยม สงสัยอะไรอยู่รึ?” ท่านถามเหมือนรู้

ผมเล่าเรื่องหลังจากกลับถึงบ้านในตอนเช้าเมื่อวานให้ฟัง ท่านเหลียวซ้ายแลขวาคงเห็นว่ายังไม่มีคนนัก ท่านจึงถามว่าเคยเจอประสบการณ์แปลกๆ อะไรกับตัวบ้างไหม? ผมตอบว่าไม่เคยสักครั้ง แถมปกติผมเป็นคนไม่ค่อยสวดมนต์อยู่แล้ว และไม่ชอบเข้าวัด นานๆ จะไปเวียนเทียนไหว้พระสักที ถ้าจะเข้าก็เฉพาะเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วเพื่อนๆ ขอแวะมากกว่า เข้าไปก็ชอบไปเดินดูสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะวัดสไตล์ล้านนาซึ่งผมชอบมาก นอกจากนี้ก็ชอบเดินดูภาพจิตรกรรมตามผนังโบสถ์ ผมชอบลายไทยและการเล่าเรื่องแบบสองมิติอันเป็นเอกลักษณ์

“แล้วมีความสนใจอะไรในธรรมะบ้างไหมในยามปกติ?” ดูท่านไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมเล่าเท่าไร แล้วถามต่อ

“ถ้าความสนใจก็มีครับ ผมชอบศึกษาเซน ชอบปรัชญา ข้อคิด ปริศนาธรรม ชอบอ่านทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ และในเชิงศาสนา” ผมมีความสนใจธรรมะอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ไม่ชอบเข้าวัด ไม่ชอบปฏิบัติในหลายสิ่งที่ชาวพุทธนิยมทำกัน

“อืม… เช่นทำบุญ?” หลวงพ่อได้ยินเสียงในใจอีกแล้ว

“ใช่ครับ ผมทำบุญเพราะผมอยากทำ ไม่ได้อยากทำเพราะอยากได้บุญ เดี๋ยวนี้คนชอบคิดว่าทำบุญให้มาก จะได้บุญมากๆ ผมว่ามันคือความโลภ ยิ่งการทำบุญด้วยวัตถุ หลายคนแขวนพระราคาแพง กราบไว้พระ สวดมนต์บทยากๆ ทำบุญด้วยเงินมากๆ แต่กลับไม่เข้าใจหลักธรรมต่างๆ ของพุทธศาสนาเลย เอาแค่เรื่องไตรลักษณ์ และทุกข์ จะมีสักกี่คนที่ว่า จะเข้าใจจริงๆ?” ผมไม่แน่ใจว่านี่ผมกับหลวงพ่อกำลังเริ่มสนทนาธรรมกันหรือเปล่า?

“เอ้อ รู้จักไตรลักษณ์ด้วย ทุกข์อีก แล้วรู้จักอะไรอีกล่ะ?” หลวงพ่อถามต่อ เหมือนกำลังเก็บข้อมูลเพื่อรอเฉลยตอนท้าย

“ก็มีบ้างนะครับ ที่พอนึกออกก็มี อุเบกขา ปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา อริยสัจสี่… โอ้ย หลวงพ่อถามจี้อย่างนี้ผมนึกไม่ค่อยออกอ่ะครับ ปกติผมชอบอ่านพวกปริศนาธรรมของเซน และหนังสือธรรมะของพระหลายรูปที่เขียนง่ายๆ ไม่ใช้ศัพท์ยากๆ นักน่ะครับ อ่านแล้วก็คิดตาม ตีความ จินตนาการตาม ได้ขบคิด ได้เข้าใจ แต่หลายเรื่องก็เข้าใจไม่ได้ง่ายนัก ส่วนมากเรื่องที่อ่านก็จะสอดแทรกหลักธรรมและศัพท์ยากๆ ต่างๆ อธิบายความหมายแบบอ้อมแต่ง่าย ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น แตกต่างจากการอ่านหนังสือธรรมะทั่วไปที่ใช้แต่ศัพท์และสำนวนยากๆ แถมยังอธิบายให้ดูยากขึ้นไปอีก…” ผมพยายามอธิบายความสนใจในธรรมะ

“จะชอบอ่านชอบศึกษาในแนวทางไหน แนวทางใคร ไม่สำคัญ แค่เลือกแนวทางที่ชอบ ที่อ่านแล้วตามแล้วทำให้เราเข้าใจง่ายเป็นดี” หลวงพ่อชี้แนะแล้วจ้องเข้ามาในดวงตาของผม ราวกำลังค้นหาอะไรบางอย่างในนั้น

“แต่เข้าใจก็มีหลายระดับนะโยม ความรู้และปัญญาก็มีหลายระดับ ต้องไปให้ถึงขั้นหยั่งรู้ให้ได้นะ เข้าใจใช่ไหม?”

“ครับหลวงพ่อ” ผมทราบดีว่าการพยายามทำความเข้าใจอะไรสักอย่าง เพื่อให้ถึงขั้นหยั่งรู้นั้นไม่ง่ายเลย แต่ก็รู้สึกดีมากทุกครั้งเมื่อขบคิดเรื่องใดสักเรื่องแล้วไปถึงจุดนั้นได้

“หลวงพ่อครับพอดีนึกขึ้นได้ครับ เคยมีหมอดูหลายคนเวลาไปดูดวงกับเพื่อนน่ะครับ ชอบทักว่าผมเป็นคนหันหลังให้วัด ไม่ชอบเข้าวัด แต่สิ่งที่ทำอยู่ถ้าชอบก็ทำไป บางสิ่งบางอย่างยังไม่มี แต่ถ้าจะมีเดี๋ยวก็มีเอง คนที่พยายามจะมี พยายามแทบตายก็ไม่มี แต่ถ้าคนที่มันจะมีเดี๋ยวมันก็มีเอง แถมยังบอกให้ผมบำรุงพระพุทธศาสนาบ้าง… หรือว่าสิ่งที่ผมเห็นเมื่อวานเช้า…”

หลวงพ่อตัดบทขึ้น “ใช่ เขาพูดถูก ก็อย่างที่โยมว่าไงล่ะ คนสมัยนี้ทำบุญเพราะอยากได้บุญ อะไรๆ มันก็เป็นวัตถุกันไปหมด แม้แต่วัดหลายวัดเดี๋ยวนี้ก็เสื่อมลง เสื่อมในแง่ความน่าเคารพศรัทธาน่ะ แต่ความเจริญมั่งคั่งในวัดกลับเพิ่มขึ้นมาก… โยมสนใจในหลักธรรมนั้นดีแล้ว เป็นการเข้าถึงแบบทางตรง ไม่ต้องอ้อมไปปฏิบัติไปทำอะไรต่อะไรที่…อย่างว่านะ มันพูดยาก อืม… ส่วนการบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ดี ให้พระพุทธศาสนาเจริญยั่งยืน อย่างน้อยก็อย่างที่โยมกำลังจะทำอยู่นี่ไง เอ้า… จะใส่บาตรมิใช่รึ?”

หลวงพ่อชี้ทางสว่างและเตือนสติ ผมไม่กล้าสบตาคนที่ยืนรอจะใส่บาตรอยู่สองสามคน ผมมัวแต่ชวนหลวงพ่อสนทนาธรรมเสียนาน จึงก้มหน้ารีบเดินไปซื้อของใส่บาตรที่จัดไว้สำเร็จรูป เลือกถาดที่มีกับข้าวและขนมที่แม่เคยชอบ มีอยู่ถาดหนึ่งดอกบัวพับกลีบสวยงาม ต่างจากถาดอื่นที่ไม่ได้พับ ผมนึกถึงสมัยเด็กที่เคยตามแม่ไปตลาดตอนเช้า ซื้อดอกบัวมากำใหญ่ กลับบ้านมาแม่สอนพับกลีบดอกบัว เพื่อเปลี่ยนใส่แจกันบนหิ้งพระ ผมบอกแม่ค้าขอสลับดอกบัวกับถาดที่เลือกมา แล้วจ่ายเงิน

เมื่อใส่ข้าว กับข้าว ขนม น้ำ และดอกไม้เรียบร้อย ลงนั่งคุกเข่ากรวดน้ำ ขณะหลวงพ่อสวด… ครั้งนี้ผมตั้งจิต ไม่ได้สวดบทกรวดน้ำใดๆ ใช้คำง่ายๆ อุทิศส่วนกุศลให้แม่ ตายาย ลุง ญาติที่ล่วงลับ เทวดาที่บ้านและเทวดาทั้งหลาย สัตว์และภูตผีวิญญาณไร้ญาติขาดมิตรทั้งหลาย…

บรรยากาศรอบตัวสว่างจ้าขึ้น แสงสีขาวพุ่งแยกออกจากจุดนั้นไปหลายทิศ ผมรู้สึกว่าขณะนั้นเวลาในตัวเดินช้าลง น่าจะเดินเพียงเศษหนึ่งส่วนร้อยจากปกติ เห็นแมลงวันตัวหนึ่งบินเชื่องช้า เห็นทุกจังหวะการขยับปีก ผมเห็นแสงสีขาวหลายเส้นชัดเจน พุ่งไปยังต้นไม้ใหญ่ พุ่งกลับไปทางบ้าน พุ่งไปยังแม่ค้าคนหนึ่ง พุ่งไปยังคนเดินถนนสองคน พุ่งไปยังอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็นอยู่ข้างๆ ตัวผมไม่ไกล

ผมยกมือไหว้หลวงพ่อ นำน้ำไปเทใต้ต้นไม้ เอาถาดและที่กรวดน้ำไปคืนที่ร้าน เดินกลับมาไหว้หลวงพ่ออีกครั้ง หลวงพ่อแนะนำเพิ่มเติมว่าให้ฝึกนั่งสมาธิ ทุกสัปดาห์ให้งดทานเนื้อสัตว์ในวันที่เกิด หรือถ้าเลิกกินเนื้อได้ยิ่งดี โดยเฉพาะเนื้อวัว

“ทำไมมีแต่คนแนะให้ผมเลิกทานเนื้อวัว ไปวัดที่มีเพื่อนบวชอยู่ เจอเจ้าอาวาสทีไรทักให้ผมเลิกทานเนื้อวัวทุกที ทำไมหรือครับหลวงพ่อ?” ผมสงสัยเรื่องเนื้อวัวที่แสนอร่อย โดยเฉพาะเนื้อโพนยางคำและวากิว ที่ทำใจยากมากถ้าจะให้เลิกกินเนื้อ

“เอาน่า อย่าสงสัย อย่าถามอะไร ตอบไปก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ลองปฏิบัติตามที่แนะก่อน วันหนึ่งโยมจะเข้าใจได้เอง”

ผมสงสัยว่าพระต้องตอบแบบนี้เสมอไปหรือเปล่านะ เป็นข้อบัญญัติหรือไม่ว่าห้ามตอบอะไรตรงๆ แต่ไม่เป็นไร ผมชอบขบคิดอยู่แล้วเรื่องปริศนาธรรม รู้สึกท้าทายดี ธรรมะนี่แปลกบอกกันตรงๆ แล้วจะไม่ค่อยเข้าใจ อ่านเฉยๆ ก็ยิ่งเข้าไม่ถึง ผมชอบอ่านโกอานของเซน เป็นการเล่าธรรมะผ่านนิทาน นอกจากสนุกแล้วยังได้ขบคิดและเข้าถึง ช่างแยบยลยิ่ง เฉกเช่นเรื่องเล่าจำนวนมากทางพุทธศาสนา…

กลับมาถึงบ้านอยู่ๆ ก็เกิดคำถามขึ้นในใจ ผมนึกขึ้นได้ว่าวันไหนที่ใส่บาตรหรือถวายสังฆทาน เพื่อนคนหนึ่งจะมีโชคดีอะไรสักอย่างในวันนั้น อาทิ ถูกล็อตเตอรี่ ได้รางวัลจากรายการวิทยุ เพื่อนที่ติดหนี้เอาเงินมาจ่าย แฟนเพื่อนเอาใจเป็นพิเศษ เจอซีดีที่ตามหาซื้อมานาน… ผมคิดว่าคงเป็นความบังเอิญ แต่นึกขึ้นได้ว่าเมื่อนานมาแล้ว เพื่อนพาไปดูดวง หมอดูสามารถดูอดีตได้ ได้ทักว่าผมกับเพื่อนในชาติที่แล้วเคยเป็นนายบ่าวกัน โดยผมเป็นนาย เพื่อนผมเป็นบ่าว กลับมาชาตินี้ก็ได้เกิดร่วมชาติเดียวกันอีก และได้กลับมาสนิทกันอีกครั้ง แต่เป็นความสัมพันธ์ในแบบเพื่อนแทน ผมฟังๆ ดูรู้สึกเหมือนละครน้ำเน่า จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ พิสูจน์ไม่ได้ หรือไม่ก็พิสูจน์ไม่เป็น แต่ที่รู้หลังจากวันนั้นผมก็ชอบล้อเพื่อนว่าเป็นบ่าวที่ตามมารับใช้ถึงชาตินี้ กลายเป็นเรื่องสนุกปากไปเสีย

เหตุการณ์เมื่อเช้าทำให้ผมสัมผัสถึงมิติที่ซ้อนเหลื่อม กรรมดีหรือกรรมเลวที่เกิดกับใครก็ตามทั้งคนและสัตว์ ไม่ว่าในฉากของชาติใด ทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งสิ่งหนึ่งกับอีกหลายสิ่งมากมาย ทั้งในระดับของชาติเดียวกัน ทั้งย้อนหลังไปยังอดีตชาติแต่ละชาติ และสืบต่อไปยังอนาคตชาติแต่ละชาติ ซึ่งบางสิ่งก็ได้กลับมาพบกันในรูปใหม่ เป็นมิติแห่งอดีตที่ซ้อนอยู่กับปัจจุบัน เป็นปัจจุบันที่มีทั้งอดีตชาติและอนาคตชาติซ้อนเหลื่อมกันอยู่ บางสิ่งที่เกิดมาแล้วหลายชาติ มีรูปต่างกันไปบ้างในบางชาติ ก็ยังคงวนเวียนอยู่บนโลกใบเดิม ดวงจิตยังคงเดิม เพียงเปลี่ยนรูปไปตามกาลเวลา บางครั้งอาจขึ้นไปบนสวรรค์บ้าง ลงไปนรกบ้าง ถ้าเกิดแล้วตายคือชาติหนึ่ง สิ่งมีชีวิตใดๆ ล้วนมีช่วงชีวิตจำกัด อายุของโลก อายุของจักรวาล อายุของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าจักรวาล ยาวนานกว่ายิ่งนัก

ชาติแรกของผมอาจเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ไทแรนโนซอรัสก็เป็นได้ ชาติต่อมาเป็นมนุษย์ยุคหิน ชาติต่อมาอาจเกิดเป็นสัตว์อย่างหนอน สุนัข นก… บ้างก็ได้ กว่าจะได้มาเกิดเป็นผมอย่างตอนนี้ ทั้งที่จิตก็เป็นดวงเดิม ที่มีรูปภายนอกเปลี่ยนไปขึ้นกับว่าเกิดขึ้นมาเป็นอะไร ถ้าเกิดมาเป็นเต่าไม่ถูกคนจับมากินเสียก่อน ก็อาจอยู่ได้เป็นร้อยปี

ขนาดในชาติเดียวกันเองยังมีทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคตซ้อนกันอยู่

ชาตินี้ของผมยังไม่จบ… เพราะผมยังไม่ตาย แต่ตอนนี้ชาติหน้าของแม่อาจเริ่มต้นขึ้นแล้ว แม่ผมเสียไปสองปีกว่า แม่อาจกลับมาเกิดเป็นเด็กผู้หญิง ตอนนี้อาจมีอายุเกือบสองขวบแล้วก็ได้

สามวันต่อมา ผมกับเพื่อนๆ ไปเที่ยวเชียงคานกัน ชาวบ้านนิยมออกมาใส่บาตรข้าวเหนียวในตอนเช้า ผมชวนเพื่อนๆ ตื่นแต่เช้าออกมาใส่บาตร

พระสงฆ์รูปหนึ่งเดินมาหยุดข้างหน้า ผมและเพื่อนๆ ปั้นข้าวเหนียวใส่บาตรพระ

พระสงฆ์รูปนั้นเริ่มสวด… ผมกับเพื่อนเริ่มกรวดน้ำและอุทิศส่วนกุศล

บรรยากาศรอบข้างสว่างจ้า แสงสีขาวจำนวนมากพุ่งออกจากจุดนั้นไปคนละทิศละทาง…

แสงเส้นหนึ่งพุ่งเข้าหาตัวเพื่อนผมคนนั้น

แสงเส้นหนึ่งพุ่งเข้าหาตัวผม…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s