Perspective Positioning

เคยได้ยินมาว่า
โลกยิ่งมีความเจริญก้าวหน้ามากเท่าไร
ศีลธรรมและจริยธรรมในสังคมก็ยิ่งตกต่ำลงมากยิ่งขึ้น

ขอดัดแปลงนิดหนึ่งเป็น
ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยียิ่งมีมากเท่าไร
ศีลธรรมและจริยธรรมในสังคมก็ยิ่งตกต่ำลงมากยิ่งขึ้น

สิ่งนี้ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปกับทุกสังคม ความเร็วที่แปรผันหรือแปรผกผันกันก็ขึ้นกับสังคมนั้น ๆ เอง
การจะให้ทั้งสองสิ่งแปรผันตามกันหรือคู่ขนานกันไป จึงต้องพัฒนาทั้งสองสิ่งควบคู่กัน

ความคิดเห็นเสริม….
คนกลุ่มที่หนึ่ง… เพ่งมองไปยังเบื้องหน้า เร่งเดินอย่างมุ่งมั่น เห็นแต่ความว่างเปล่าที่รอคอยการค้นพบการอุบัติของสิ่งใหม่ ๆ เพื่อยังประโยชน์ต่อสังคม และ/หรือเพื่อสนองอัตตาของตน เมื่อค้นพบสิ่งหนึ่งก็กริ่มใจอยู่ชั่วครู่ แล้วมุ่งเดินเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ต่อไป

คนกลุ่มที่สอง… เพ่งมองไม่เห็นอะไร… กึ่งเดินกึ่งวิ่งไร้ทิศทาง ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน เสพกลืนแต่ผลการค้นพบโดยคนกลุ่มที่หนึ่งอย่างไร้สติและจำยอม

คนกลุ่มที่สาม… เพ่งมองไปรอบทิศ วิ่งไล่อย่างมุ่มมั่น เห็นแต่คนกลุ่มที่หนึ่ง… แต่ไม่ครบทุกคน บ้างพยายามวิ่งให้ทันเพื่อแทรกกายไปผสมรวมกับคนกลุ่มที่หนึ่ง บ้างพยายามวิ่งแซง แต่วิ่งทันเพียงบางคน และแซงได้เพียงบางคน

คนกลุ่มที่สี่… เพ่งมองเห็นคนทั้งสามกลุ่ม ก้าวเดินอย่างสงบ เห็นทั้งซากอดีตสิ่งที่เคยถูกค้นพบ สิ่งที่กำลังถูกค้นพบ และสิ่งที่คนกลุ่มที่หนึ่งยังค้นไม่พบ….

…….

‘หนึ่งหยดน้ำหลับใหลในสายน้ำ’ สำเหนียกรับรู้ในความมีอยู่ของตัวตน ปล่อยตัวปล่อยตนไปตามสภาวการณ์ และการภิวัฒน์ของสังคม สัมผัสอย่างเข้าใจในสัมพันธ์ของตนกับสภาวะภายนอก แม้อยู่ในกระแส แต่หาได้ไหลตามกระแสอย่างแท้จริงไม่!

ดวงตาเป็นเพียงจอรับภาพ สะท้อนภาพเบื้องหน้าที่สัมผัสเห็น ขอบเขตของภาพทั้งมวลทั้งจักรวาลคือเท่าไรกัน? และยังมีอะไรที่กว้างใหญ่กว่าจักรวาลอีกหรือไม่?

การรู้จักปรับเปลี่ยน ‘โฟกัส’ คือสิ่งที่จำเป็น และต้องปรับ ม่านตา (รูรับแสง – exposure) ให้สัมพันธ์กัน โดยใช้ ‘ใจ’ สัมผัส (render) ภาพเบื้องหน้าอย่างมี ‘สติ’ ซึ่งจะทำให้ ‘รับรู้ (realize)’ ได้ถึงมิติและรายละเ้อียดมากมายที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพเบื้องหน้ายิ่งขึ้น และจะ…
ได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นก็มองเห็น แต่เห็นได้ชัดเจนกว่า
ได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น (เพราะอาจมองผ่านหรือมองข้ามไป)
ได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นยังมองไม่เห็น หรือไม่สามารถมองเห็น (เพราะคนส่วนใหญ่มักใช้ดวงตาสัมผัส (ตัดสิน) ภาพ)

…….

ความรู้ของคนเรามีสามระดับ
ระดับแรก คือ ไม่รู้หลักวิชาอย่างถูกต้อง จึงไร้รูปแบบ ไร้หลักการ
ระดับที่สอง คือ ศึกษาและทำตามหลักวิชาได้ถูกต้องอย่างมีรูปแบบ มีหลักการ
ระดับที่สาม คือ ศึกษาและทำที่นอกเหนือจากหลักวิชา จนกลับมาไร้รูปแบบ ไร้หลักการ แต่เป็นการไร้รูปแบบ ไร้หลักการ อย่างมีรูปแบบและมีหลักการ

ระดับที่สามคือสภาพที่พ้นแล้วจากกรอบขององค์ความรู้นั้น ๆ

คนที่ยิ่งมีความรู้มากเท่าไร จะพบว่าตนเองยิ่งโง่มากขึ้น

…….

การรู้เท่าทันเทคโนโลยีก็เช่นเดียวกัน จึงต้องรู้จักปรับเปลี่ยน ‘โฟกัส’ แทนการปล่อยตัวไปตามกระแสอย่างขาดสติ และยอมรับให้ได้ว่าเทคโนโลยีไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับความรู้

minimalist (ณรงค์ จันทร์สร้อย ๓๐ เมษยน พ.ศ. ๒๕๕๑ )

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s