วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กับไอทียุคโพสต์โมเดิร์น

จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้ ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาสนใจด้านการเงินและการลงทุนมากขึ้น และกำลังรับงานบริษัทในธุรกิจด้านนี้อยู่พอดี และเมื่อเดือนที่แล้วก็ได้นั่งทานข้าวกับครอบครัว แม่ พี่ ๆ และหลาน ๆ พอดีนั่งข้างไอ้เจ้าหลานที่กำลังเรียนนิเทศฯ ที่ ‘ติสต์ สุด ๆ จึงได้เสวนากันเรื่องโพสโมเดิร์น จึงขอนำเรื่องราวต่าง ๆ มาผูกโยงเข้าด้วยกันและนำมานำเสนอดูครับ แนะนำ ติชม เพิ่มเติม ต่อยอด คือสิ่งที่ปรารถนาครับ 🙂

==================================================

จากการล่มสลายของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีผลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และลามต่อไปยังอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้นึกถึงสำนวนไทย ๆ อย่าง “หมองูตายเพราะงู” ได้เป็นอย่างดี ลัทธิทุนนิยมเสรี และรวมไปถึง ‘อะไร ๆ’ ที่เสรีทั้งหลาย ที่ประเทศที่พยายามทำให้ชาวโลกประจักษ์ถึงความเป็น ‘เจ้าโลก’ ของตน โดยการเข้าไปก้าวก่ายชาวบ้านแทบทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ระบอบการปกครอง แต่ตนเองกลับหลงลืมอะไรบางอย่างไปว่า รากเหง้าอารยธรรมและวัฒนธรรมของตนนั้นมีอายุน้อยนิดกว่าหลายประเทศ ที่ ‘เหมือน’ จะดูด้อยกว่าตนเองในสายตาของตนเอง หนำซ้ำยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่มาหลอมรวม ‘การแสวงหาความฝัน’ ก่อเกิดสิ่งดีงามและสิ่งเลวทรามต่าง ๆ มากมาย หากความสำเร็จของสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากความชาญฉลาดในการเผยแพร่วัฒนธรรมใหม่ของตน ไปยังประเทศที่เหมือนจะด้อยพัฒนาต่าง ๆ ผ่านการแอบแฝงไปกับสื่อที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้และเข้าถึงได้สูง ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ประเทศอื่นเช่น ญี่ปุ่น และที่กำลังตามจี้ติดมาคือเกาหลี หรือแม้แต่พี่ไทยเราก็กำลังทำอยู่เช่นกัน โดยผ่านอาหารและแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น

การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงของเทคโนโลยีและการสื่อสาร ทิ้งห่างวัฒนธรรมและศีลธรรมที่ค่อย ๆ วิวัฒน์ไปอย่างช้า ๆ แทนที่จะวิ่งเคียงไปด้วยกันอย่างกายกับเงา ไลฟ์สไตล์ของมนุษย์ในสังคมทุนนิยมเสรีที่ทวีความเป็นปัจเจกหรือความต้องการความเป็นส่วนตัว (identity) สูงขึ้น การผลิตสินค้าต่าง ๆ จึงเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าเหมือน ๆ กันคราวละมาก ๆ (mass production) เป็นการผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย เข้าถึงผู้บริโภคที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น (mass customization) สินค้าชิ้นหนึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านฟังก์ชั่นและรูปลักษณ์ (convergent product) ภูมิศาสตร์การตลาดก็เริ่มกว้าง ลึก มีมิติมากขึ้น ทำให้เซกเม้นต์เล็กแคบแต่มีจำนวนมากขึ้น (niche market) การตลาดจึงกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง เป็นศาสตราวุธที่มีแสนยานุภาพสูงเสียยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์ เพราะมีอำนาจครอบงำ (ทำลายล้าง) กินพื้นที่และระยะเวลากว้างไกลยาวนานกว่า เช่น แคมเปญโฆษณาเพียงชิ้นเดียวสามารถยิงไปครอบงำชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้แทบทั่วโลก

เมื่อเกณฑ์วัดความรู้อยู่ที่เศษกระดาษไม่กี่แผ่น ทำให้วัตถุประสงค์ของการศึกษากลายเป็นเพียงการลงทุนเพื่อแลกเศษกระดาษ? การทำงานมีความหมายเพียงแค่สิ่งที่ต้องทำเพื่อแลกกับรายได้ เมื่อสินค้าในตลาดมีมากมายหลากหลายขึ้น แม้จะถูกผลิตขึ้นมาเพื่อกลุ่มผู้บริโภคที่จำกัดวงแคบขึ้น แต่นี่คือการมองแบบมุมเดียวของผู้ผลิต ในมุมกลับกันของผู้บริโภคกลับมีสินค้าละลานตาให้เลือกมากขึ้น โฆษณา (มีความหมายอีกอย่างว่า ‘การโกหกกันอย่างหนึ่ง’) ก็มีมากมายหลากหลายขึ้นและยิ่งลึกล้ำขึ้น วิทยายุทธขั้นสำคัญสำหรับโฆษณาในยุคที่ผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน มีอิสระสูง มีความเป็นปัจเจกสูง จึงมักสื่อออกมาให้ลักษณะโฆษณาแฝงมากขึ้น เช่น แฝงมากับละคร อาหาร ดารา และที่สำคัญคือการหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรม การสร้างสังคมการบริโภคจึงต้องสร้างวัฒนธรรมการบริโภคด้วย เพราะสังคมและวัฒนธรรมเป็นสิ่งแยกกันไม่ออก เมื่อผู้บริโภคต้องการอิสระเสรี คิดอย่างเสรี แสดงออกอย่างเสรี การบริโภคจึงต้องการบริโภคอย่างเสรีด้วยเช่นกัน แต่การกระทำใด ๆ ก็แล้วแต่ล้วนต้องมีสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้น จุดอ่อนที่โฆษณาชอบเจาะเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคก็คือ ‘อารมณ์’ การสร้างโฆษณาที่ทรงพลังเพื่อทำลายสติแล้วสร้าง ‘สติเทียม’ ด้วยการทำให้ผู้บริโภคได้รู้สึกว่าการตัดสินใจเลือกสินค้าชิ้นนั้น ตนได้ ‘ไตร่ตรอง’ อย่างดีแล้วและรู้สึกว่าตนฉลาดเยี่ยมยอดที่ได้เลือกสินค้าชิ้นนั้น นี่คือการกระตุ้นต่อมสร้างอุปสงค์ให้สร้างอุปสงค์เทียมออกมามาก ๆ โดยสร้างสิ่งเร้าด้วยสื่อต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดประสบการณ์ที่ดีต่อสินค้าชิ้นนั้น ๆ ยี่ห้อนั้น ๆ เมื่อมากเข้าใช้สินค้ายี่ห้อนั้น ๆ มากเข้า เมื่อเกิดการบริโภคซ้ำ ๆ กันมากเข้า เกิดผู้บริโภคสินค้าเหมือนกัน ยี่ห้อเดียวมากเข้า ก็เกิดเป็นวัฒนธรรม เกิดเป็นสังคมผู้บริโภคเป็นกลุ่ม ๆ เช่นวัฒนธรรมโซนี่ แอปเปิ้ล สตรีตแฟชั่น การแสดงออกอย่างไร้ข้อจำกัดบนเว็บบอร์ด การแลกเปลี่ยนคลิปลามก การแอบถ่าย การเที่ยวคืนของวัยรุ่น ความกล้ามีเซ็กซ์ในวัยเรียน การดูละครเกาหลี การเข้ากลุ่มทางการเมือง การรีบซื้อบ้าน/รถแบบดาวน์น้อยผ่อนนาน การซื้อสินค้าเงินผ่อน ฯลฯ เหล่านี้จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘สภาวะการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง’ เมื่อสินค้าจำเป็นต้องใช้เงินแลก เมื่อความต้องการสินค้ามาก ก็ต้องการใช้เงินมาก ทำให้ต้องการมีรายได้มาก จึงทำให้ต้องหางานที่มีรายได้มาก ๆ เมื่อสติของประชาชนมากมายปี้ป่น การคิดตัดสินใจโดยไตร่ตรองจึงแผ่วเบา เมื่องานที่ทำอยู่ไม่สามารถให้รายได้ได้ดังใจ หรือความรู้ที่ร่ำเรียนมาไม่สามารถนำไปใช้สมัครงานที่มีรายได้มาก ๆ ได้ จึงต้องดิ้นรนเพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น ด้วยอาชีพเสริมที่สุจริตและอาจตรงกันข้าม ด้วยอาชีพในฝันและนอกฝัน ด้วยอาชีพที่อยากทำและไม่อยากทำ ฯ ซ้ำยังต้องตกเป็นเครื่องมือการขายต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะการซื้อสินค้าแบบผ่อน แบบผ่านบัตรเครดิต (บัตรเครดิตแปลอีกอย่างว่า ‘บัตรหนี้’ ใช้เมื่อไรเป็นหนี้เมื่อนั้น) แบบผ่านการเป็นสมาชิก (เช่นในธุรกิจ MLM) ความรู้ที่ผู้คนสนใจศึกษาจึงโน้มเอียงไปทางวิชาความรู้ที่สอดคล้องกับอาชีพที่มีรายได้งาม เศรษฐกิจยุคนี้เขาจึงเรียกว่า ‘เศรษฐกิจยุคความรู้ (Knowledge Economy)’ เพราะความรู้คืออำนาจ คล้ายสมัยก่อนที่คนส่วนใหญ่อยากรับราชการ รูปแบบของอำนาจในยุคนั้นต่างกับยุคนี้ สำหรับยุคนี้อำนาจอยู่ในรูปแบบของ ‘กำลังซื้อ’ หรือ ‘อำนาจในการซื้อ’ หรือ ‘อำนาจทางการเงิน’ นั่นเอง… แต่นี่อาจเป็นการตีความความรู้ของคนเพียงกลุ่มหนึ่งก็ได้?

กอปรกับยุคเว็บ ๒.๐ หรือ ‘social web’ ที่ทำให้เกิดการสร้างสังคมเสมือน (virtual society) ขึ้นมา และทำให้คนในสังคมสร้างตัวตนหรือบุคลิกเสมือนขึ้นมาเช่นกัน แม้ไม่เกิดกับทุกคนแต่ก็เกิดขึ้นกับชาวไซเบอร์สเปซมากมาย ข้อมูลที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ได้รับการคัดกรองตรวจทานแล้วและที่ไม่ได้ทำ มีคนกำกับดูแลและที่ไม่มี มีกฏควบคุมที่เข้มงวดและที่ไม่มีหรือไม่เข้มงวด แต่ไม่มีกฏใดที่ไม่มีช่องโหว่เลย เมื่อมีข้อมูลมากมายจนเหมือนจะ ‘ล้น’ ไซเบอร์สเปซ ช่องทางและวิธีการเข้าถึงข้อมูล ที่ตรงตามอุปสงค์แท้มิใช่อุปสงค์เทียม (เช่นเกิดจากอารมณ์) จึงกลายเป็นเรื่องท้าทายยิ่ง เราจึงมีคนที่บริโภคข้อมูลจนล้นมากมาย วัน ๆ บริโภคข้อมูลทั้งจากเว็บไซต์ บล็อก เว็บบอร์ด อีเมล์ MSN hi5(เพื่อนผมเรียกว่า ‘ฮิห้า’ ฮา..) เกมออนไลน์ ฯลฯ คลื่นข้อมูลโยนตัวสูงก่อนถล่มผู้บริโภคราวสึนามิ วัน ๆ ใช้อินเทอร์เน็ตก็เหมือนถูกสึนามิถล่มเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า ซึ่งที่น่ากลัวคือ ถูกถล่มโดยไม่รู้ตัว-ไม่รู้สึกตัว คลื่นข้อมูลมหาศาลถาโถม-จนสติกระเจิงสมาธิกระจาย ไม่สามารถจดจ่อกับข้อมูลใดได้นานพอที่อุปสงค์แท้ต้องการ แต่อาจสามารถจดจ่อได้นานพอกับอุปสงค์เทียม

ผมเคยตั้งคำถามตัวเองว่า “อะไรที่น่ากลัวที่สุดในโลก” คำตอบของผมคือ “เทคโนโลยีและการตลาด” เทคโนโลยีถูกนำมาสร้างเป็นสินค้ามากมาย ผนวกกับการตลาดที่ช่วยกระจายสินค้านั้นออกไปให้มากที่สุด หรือดึงผู้บริโภคให้เข้าถึงให้มากที่สุดทำให้เกิดมายาทางวัฒนธรรมขึ้นมากมาย ผู้บริโภคถูกสิ่งเร้ากระตุ้นให้เกิดอุปสงค์เทียม จากนั้นจึงก่อให้เกิดวิถีปฏิบัติเทียมในการได้มาซึ่งสินค้าขึ้นเช่นกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค ด้วยเครื่องมืออย่าง การกู้ด้วยเงื่อนไขที่แสนง่ายและรวดเร็ว การซื้อแบบผ่อนด้วยดอกเบี้ยแสนต่ำหรือศูนย์เปอร์เซ็นต์และด้วยระยะเวลาผ่อนแบบเลือกได้ (เคยเจอรถหลายยี่ห้อที่ให้ผ่อนสูงสุดถึง ๗ ปี) โดยมีสินค้ามากรุ่นให้เลือกและมีโครงสร้างราคาที่ชวนตาลาย ทำให้มึนงงกับการคำนวณเงินต้น ดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ และคุณค่าของสิ่งที่จะได้จริง ๆ หลังการตัดสินใจซื้อ

เมื่อการซื้อง่ายขายคล่องเกิดขึ้น ก็มีกระแสเงินเทียมไหลไป ๆ มา ๆ ในระบบเศรษฐกิจมากมาย หมองูก็คิดว่านี่คือสภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เพราะประชาชนมีกำลังซื้อ แต่สุดท้ายงูแสนเชื่องก็เกรี้ยวกราดฉกเข้าให้และกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูว่า “เงินที่ใช้ซื้อสินค้าของผู้บริโภคคือเงินในอนาคต ส่วนเงินปัจจุบันของผู้บริโภคกลายเป็นอดีตไปชาตินึงมาแล้ว และเงินในอนาคตส่วนใหญ่มาจากนักลงทุน และส่วนใหญ่ก็ไหลกลับไปสู่นักลงทุน” ซึ่งใครจะรู้บ้างว่าเงินส่วนหนึ่งไหลกลับไปสู่มือนักลงทุนเป็นจำนวนมาก แล้วเงินส่วนที่เหลือที่ซอยยิบย่อยกระจายไปสู่มือคนระดับรากหญ้า ที่มีจำนวนมหาศาลมากว่านักลงทุนหลายร้อยหลายพันเท่า สูตรนี้แท้จริงแล้วจึงไม่ซับซ้อนเท่าไรเลย

เมื่อลมหายใจที่เพิ่งปล่อยออกไปคือสิ่งที่เป็นอดีต ปัจจุบันจึงยิ่งสั้นลง ถ้าการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันคือการเท่าทันสมัย เราก็มีความทันสมัยเกิดขึ้นทุกวินาที ความทันสมัยของเทคโนโลยีก็เกิดขึ้นทุกวินาที ในแต่ละวินาทีมีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมากมาย ความสดใหม่ของสินค้าก็พลอยเกิดรวดเร็วขึ้นเช่นกัน ยุคสมัยของสินค้าก็ยิ่งมีมากขึ้นแต่มีช่วงเวลาสั้นลงมากขึ้นเช่นกัน แล้วแท้จริงอะไรคือความทันสมัยล่ะ? หรือจะแปลกันตรง ๆ ว่า ‘เมื่อมีสิ่งใหม่ (สมัยใหม่) เกิดขึ้น โดยเราเท่าทันความสมัยใหม่ของสิ่งนั้น’?

เมื่อโลกเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมการเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักร โลกก็เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม (สมัย) ใหม่?
เมื่อชาวอียิปต์ประดิษฐ์กระดาษสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคการบันทึกข้อมูลสมัยใหม่?
เมื่อพี่น้องตระกูลไรต์ประดิษฐ์เครื่องบินสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคการเดินทางสมัยใหม่?
เมื่อคุสตูประดิษฐ์อุปกรณ์หายใจใต้น้ำสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคการสำรวจใต้น้ำสมัยใหม่?
เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาระบบปฏิบัติวินโดวส์สำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?
เมื่อไอบีเอ็มพัฒนาเครื่องพีซีสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่?
เมื่อองค์กร CERN พัฒนาเวิล์ด ไวด์เว็บ (www) โดยทำงานบนโปรโตคอล HTTP โลกก็เข้าสู่ยุคการสื่อสารสมัยใหม่?

ฯลฯ

เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาวินโดวส์ 95 โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?
เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาวินโดวส์ 98 โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?
เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาวินโดวส์ 2000 โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?
เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาวินโดวส์ XP โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?
เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาวินโดวส์ Vista โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?

ฯลฯ

เมื่อไอน์สไตน์คิดค้นสมการ E = mc[sup]2[/sup] ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฏีสัมพัทธภาพ โลกวิทยาศาสตร์ก็พบสิ่งใหม่?
เมื่อเอนริโก้ เฟอร์มี ค้นพบปฏิกิริยาฟิสชั่นจากการทดลองในกระบวนการพลังงานนิวเคลียร์ โลกก็พบสิ่งใหม่… แหล่งพลังงานใหม่? อาวุธทรงพลานุภาพใหม่?

วัยรุ่นปัจจุบันนิยมการแต่งตัวที่เรียกว่า ‘สตรีตแฟชั่น (street fashion)’ มากขึ้น แท้จริงคือการแต่งตัวตามไลฟ์สไตล์ (ความต้องการ) ของตนเองไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบพิมพ์นิยม หรือแม้แต่ไม่จำเป็นต้องตรงตามแฟชั่น! แล้วหากว่าแฟชั่นคือความทันสมัย แสดงว่าการแต่งตัวแบบสตรีตแฟชั่นก็ไม่จำเป็นต้องทันสมัยก็ได้? สตรีตแฟชั่นจึงหมายถึงการตีความแฟชั่นในทัศนะของแต่ละคน แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นการแต่งตัวตามทัศนะของแต่ละคนนั่นเอง ดังนั้นความทันสมัยของแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน หากขยายขอบเขตจากการแต่งตัวออกไปเป็นอย่างอื่น เช่น โทรศัพท์มือถือ ความทันสมัยของแต่ละคนย่อมต่างกัน เช่น บางคนบอกว่าโทรศัพท์ที่ทันสมัยคือต้องถ่ายรูปได้ บางคนบอกว่าต้องมีจีพีเอส บางคนบอกว่าต้องไอโฟน บางคนบอกว่าต้องถ่ายรูปได้และต้องมีจีพีเอส ฯลฯ

อดีต ปัจจุบัน อนาคต คือช่วงเวลาที่ต่างกันแต่ต่อเนื่องกัน ช่วงเวลาของสภาพแวดล้อมที่ต่างกันอาจสั้นยาวต่างกัน เหมือนมุขทฤษฏีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์… ‘หากวางมือบนกระทะร้อนสิบนาทีดูเหมือนนานหนึ่งชั่วโมง แต่หากนั่งข้างสาวสวยหนึงชั่วโมงดูเหมือนสั้นแค่สิบนาที’ เมื่อใดที่มีสิ่งประดิษฐ์คิดค้นใหม่เกิดขึ้น (การสร้างเสร็จแล้วหมายถึงกลายเป็นอดีตไปแล้ว) และได้รับความนิยมโดยผู้บริโภคก็เรียกว่า ‘ทันสมัย’ นั่นคือเกาะติดกับช่วงเวลาที่สิ่งใหม่นั้นได้ถูกสร้างขึ้น หรือพูดอีกอย่างได้ว่าคือการติดยึดกับอดีต! แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าทันสมัยได้เต็มปากเต็มคำจริงหรือ หากความต้องการทันสมัยแท้จริงคือการติดยึดอยู่กับอดีต หรือว่าจริงแล้วความทันสมัยแท้หรือปัจจุบันแท้นั้นไม่มี? แต่ที่แน่ ๆ คือ ต้องสามารถนิยามช่วงอายุหรือช่วงชีวิตของสิ่งนั้น ๆ หรือสินค้านั้นให้ได้ สินค้าบางชนิดนักการตลาดอาจสามารถกำหนดช่วงอายุได้ เช่น ช่วง early adopter, early majority, late majority ไปจนถึงช่วง decline ซึ่งช่วงของความทันสมัยได้รับความนิยมโดยผู้บริโภค อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างสามช่วงแรก ดังนั้นความทันสมัยก็คือการติดยึดกับสิ่งที่อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ว่าช่วงเวลาแห่งปัจจุบันหรือความทันสมัยจะสั้นยาวแค่ไหน เมื่อหมดช่วงเวลานั้นแล้ว เวลาหลังจากนั้นไปก็คือช่วง ‘หลังสมัยใหม่ (postmodern)’ เมื่อช่วงเวลาในความรู้สึกของแต่ละคนที่มีต่อสิ่งเดียวกันอาจไม่เท่ากัน หรือช่วงเวลาแท้จริงที่เท่ากันแต่มีต่อสิ่งต่างกันก็อาจรู้สึกว่าช่วงเวลาไม่เท่ากันได้ ดังนั้นในประเด็นนี้ความสำคัญจึงอยู่ที่การนิยามให้ได้ก่อนว่าอะไรคือสมัยใหม่ เมื่อรู้แล้วก็จะรู้ต่อได้เองว่าหลังจากนั้นก็คือช่วงหลังสมัยใหม่ แต่ต่อให้อธิบายอย่างนี้แล้วอาจยิ่งงงงวยสับสนเพิ่มขึ้นไปอีก สรุปให้กระชับและเข้ากับธีมหลักยิ่งขึ้นยุคหลังสมัยใหม่ หรือ โพสโมเดิร์นคือ ‘การตีความสมัยใหม่ในทัศนะของแต่ละคน’ นั่นเอง ดังนั้นการตีความสิ่งเดียวโดยแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องได้ผลออกมาตรงกันหรือเข้าใจตรงกัน เมื่อสังคมมีความอิสระเสรีทางความคิดเท่าไร ความเพ้อฝันและจินตนาการของคนในสังคมยิ่งมีมากเท่าไร อิสระเสรีทางการตีความยิ่งแตกต่างหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสังคมมีการผสมผสาน (hybrid) กันมากขึ้น มีการซ้อนเหลื่อมกันมากขึ้น การตีความแทนที่จะเกิดกับสิ่งสิ่งเดียว ก็กลายเป็นการตีความหลายสิ่งผสมปนเปกันจนออกมาเป็นผลลัพธ์ใหม่ ๆ ที่แตกต่างกันไปขึ้นกับผู้ที่ตีความ การมองไปยังสิ่งสิ่งหนึ่งแท้จริงคือการมองไปยังสิ่งหลายสิ่งที่อยู่ซ้อนเหลื่อมกันทำให้มองเห็นเป็นสิ่งเดียว เมื่อมนุษย์มีความรู้และโลกทัศน์มากขึ้นผ่านการศึกษา ผ่านสื่อ ผ่านซึมซับวัฒนธรรมต่าง ๆ ฯลฯ ก็ทำให้มองเห็นมิติที่ซ้อนเหลื่อมกัน ณ จุดโฟกัสที่มองมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ตีความจุดนั้นได้หลายหลายมากขึ้น เฉกเช่นสินค้าสมัยนี้ที่ล้วนเกิดมาจากการตีความสิ่งต่าง ๆ มากมายและบูรณาการเข้าด้วยกัน เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค แนวโน้มของเทคโนโลยี วัฒนธรรมของสังคมนั้น ๆ ฯลฯ ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา จนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้เป็นสินค้าออกมาหลอกล่อสตางค์จากผู้บริโภค

ผลลัพธ์จากการตีความยังสามารถถูกตีความต่อไปได้อีก เช่น อาวุธนิวเคลียร์และพลังงานนิวเคลียร์ที่มีพื้นฐานจากสมการ E = mc[sup]2[/sup] เหมือนกัน ถ้าไอน์สไตน์นั่งไทม์แมชชีนมายังอนาคตได้ คงต้องคิดหนักว่าจะเปิดเผยผลการค้นพบทฤษฏีนี้ดีหรือไม่ ในทางเดียวกันกับนักลงทุนที่ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลปล่อยให้คนกู้ โดยผ่านธนาคาร สถาบันการเงิน หรือบริษัทอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็นั่งรอกินดอกเบี้ยสบายใจ ชิลล์ ชิลล์ บางคนอาจบอกว่าเขามีผ่อนสินค้าแบบดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ก็มีนะ หลายคนอาจคาดไปไม่ถึง ว่าจริงแล้วนี่ก็เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อของง่ายขึ้นเพราะ ‘ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์…เอง’ ควักแล้วรูดเลย… ปรื๊ด ๆ การกระทำแบบนี้ก็จะเป็นวิถีปฏิบัติซ้ำซากที่จะเกิดได้บ่อยตามมา ยิ่งหากขาดวินัยในการบริหารเงินแล้วก็จะกลายเป็นหนี้ท่วมหัวได้ไม่ยาก แต่ถ้าท่วมหัวท่วมตัวมากเกินไปล่ะ? มากจนไม่มีปัญญาจ่ายด้วยล่ะจะทำอย่างไร? ทางออกมีมากมาย แต่มีทางออกหนึ่งที่บอกได้ว่าลูกหนี้หมดปัญญาจริง ๆ นั่นคือ ‘เบี้ยว’ หรือไม่จ่ายนั่นเอง เมื่อไม่มีก็ไม่จ่ายก็แค่นั้นเอง ถ้าจำนวนลูกหนี้ประเภทนี้มีไม่มาก เจ้าหนี้ยังพอหาวิธีทวงด้วยวิธีต่าง ๆ ได้ เช่น บริการติดตามทวงหนี้ รวมไปถึงการใช้วิธีทางกฏหมาย แต่หากจำนวนลูกหนี้ประเภทนี้มีมากล่ะ มากจนไม่คุ้มที่จะตาม สิ่งที่เกิดตามมาคือ ‘หนี้ศูนย์ (สูญ)’ คือ สูญหายไปเลย ไม่ได้คืน เมื่อไม่ได้เงินคืน กระแสเงินก็ไม่ไหลกลับไปยังธนาคาร ผู้ให้บริการบัตรเครดิต จนถึงนักลงทุน แล้วเงินหายไปไหน? ก็หายไปกับอดีตแล้วไง ก็เล่นเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อน พอรายได้ในอนาคตมาถึงมือก็ต้องรีบไหลออกไปผ่านช่องหนี้สิน แล้วเมื่อซื้อสินค้าเงินผ่อนมากขึ้นจนก่อหนี้ต่อเดือนมากขึ้น จนเงินไม่เหลือพอกับค่าใช้จ่าย สิ่งที่เกิดตามมาก็คือการกู้หนี้ยืมสินแบบลูกโซ่ กู้ตรงนั้นมาจ่ายตรงนี้ รูดจากบัตรใบนี้ไปจ่ายใบนั้น เมื่อก่อหนี้ท่วมหัวท่วมตัวมากจนแบกภาระไม่ไหว การชำระหนี้ก็สะดุดลง เมื่อลูกหนี้พร้อมใจกันสะดุดการชำระหนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน สภาพคล่องของกระแสเงินก็จะไม่คล่องอีกต่อไป แต่กลายเป็นการชะงักงัน ส่งผลกระทบแบบ ‘ripple effect’ แผ่กระจายเป็นวงกว้างไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ให้กู้ ผู้บริโภค ฯ ห่วงโซ่ของกระบวนการก็จะชะลอตัว และ/หรือชะงักในที่สุด จนรุนแรงไปถึงระดับล่มสลายตายจาก และอาจล้มครืนแบบโดมิโนเอ๊ฟเฟ็กต์ อย่างที่เกิดขึ้นกับวิกฤตซับไพรม์ของสหรัฐฯ ลามไปยังการล้มครืนของเลห์แมนบราเธอส์ และลามไปยังภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมรถยนต์… อุตสาหกรรมพี่เบิ้มของสหรัฐฯ

เมื่อหมองูตีความเศรษฐกิจของตนเองผิด อัตตาที่มุ่งเป้าที่กำไรจำนวนมากจึงทุ่มทุนมากด้วยการขยายกำลังการผลิต และการบริโภคจนใหญ่โตเกินกว่าโครงสร้างพื้นฐานจะพัฒนาตามทัน ซ้ำยังขาดวินัียในการบริหารจัดการและการตรวจสอบที่ดี ขาดศีลธรรมและคุณธรรมของนักลงทุนและผู้บริหารกองทุน แม้มีความรู้และประสบการณ์มากก็ใช่จะแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุเสมอไป เมื่อหมองูตีความปัจจัยต่าง ๆ ผิด หาจุดเชื่อมต่อที่ ‘พอเพียง’ ไม่เจอ อุบัติเหตุที่งูแว้งฉกเอาจึงเกิดขึ้น หากข้อผิดพลาดคือการก่อเกิดการป้องกันข้อผิดพลาดในอนาคต เหมือนต้องป่วยก่อนแล้วจึงรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะให้ไม่ป่วยอีก ทำไมไม่ใช้วิธีดูแลตัวเองให้ดี สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีจะได้ไม่ต้องป่วยเลย

ทุกข้อมูลมีความรู้อยู่ในตัวมันเอง สำคัญอยู่ที่มีปริมาณและคุณภาพมากน้อยเพียงใด การบริโภคข้อมูลจึงต้องมีสติ มีเป้าหมาย เข้าใจปัจจัยต่าง ๆ และบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างลงตัวและพอดี มีการคัดกรองข้อมูลอย่างมีเหตุผล บริโภคข้อมูลอย่างมีวินัย ไม่ใช่ตามอำเภอใจ และที่สำคัญต้องสอดคล้องกับอุปสงค์แท้ ที่มิใช่อุปสงค์เทียมที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยโฆษณามายา ที่ปั้นแต่งล่อหลอกด้วยผลลัพธ์สุดโอเว่อร์

ไอที หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีทางด้านข้อมูลข่าวสาร จำแนกแบ่งตามความรู้ ทักษะ อาชีพ ออกไปได้หลากหลายและกว้างมาก สินค้ามากมายล้วนมีไอทีเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าในส่วนกระบวนออกแบบ การพัฒนา การผลิต การจำหน่าย การจัดการ ฯลฯ ในปัจจุบันล้วนต้องพึ่งพาไอที ยิ่งความรู้ด้านไอทียังแบ่งตามระดับความซับซ้อนได้หลายชั้น การศึกษาและการบริโภคแบบฉาบฉวย คือของกำนัลที่แนวคิดทุนนิยมเสรีและบริโภคนิยมนำมาฝาก ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถบูรณาการความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างมีเหตุผล จึงเป็นความเสี่ยงต่อการบริโภคไอที หรือสินค้าไอที ยิ่งไอทีก้าวไกลเท่าไร สินค้าไอทียิ่งหลากหลายยิ่งขึ้น เกิดการผสมผสาน (มิกซ์แอนด์แมทช์) จับนู่นผสมนี่ออกมาเป็นสินค้าชนิดใหม่ ๆ มากขึ้น ๆ ละลานตายั่วยวนด้วยรูปลักษณ์ดู ‘ทันสมัย’ งดงาม และร่ำรวยฟังก์ชั่น ยัดเยียดมาให้มากล้นจนเกินความต้องการ แต่หลักของการบริโภคไม่ว่าชนชาติไหน ๆ ย่อมเหมือนกันหมดคือ จ่ายแล้วต้องคุ้ม แปลอีกอย่างได้ว่า สิ่งที่ให้มาเกินความต้องการดีกว่าขาด บางครั้งผู้บริโภคอาจอยากถามตัวเองบ้างว่า สินค้าไอทีที่ซื้อมามีฟังก์ชั่นคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่ มันทันสมัยจริงหรือ จำเป็นจริงหรือ เชื่อว่าหลายคนคงตอบว่า “ใช่” เพราะการตลาดสามารถเข้าถึงวัฒนธรรมในสังคมได้ และแน่นอนนอกจากสามารถเข้าไปจูงใจในการซื้อแล้ว ยังสามารถเข้าไปทำลายความมั่นคงทางจิตใจเพื่อสร้างสติเทียมให้แก่ผู้บริโภค โดยทำให้เชื่อในสิ่งที่คิดตัดสินใจ… เชื่อว่าคุ้มค่าแล้วที่ได้ซื้อ ทั้งที่ความคิดตัดสินใจนั้นอาจถูกยัดเยียดมาอย่างแนบเนียน… ก็อาจเป็นไปได้? สุดท้ายแล้วเราบริโภคไอทีหรือสินค้าต่าง ๆ เพราะเป็นความจำเป็นของเรา หรือของใคร?

หากสังคมยังคงฟุ่มเฟือยกับการบริโภคไอทีอย่างไม่บันยะบันยัง ขาดสติและความรู้ชัด ไม่สามารถค้นหาอุปสงค์แท้ของตนเองได้ ใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย หรือมีเป้าหมายที่เลื่อนลอยเหมือนฝันและหวังที่รางเลือน หรือมีทัศนคติว่า ‘ยิ่งมีชีวิตและรายได้มั่นคงเท่าไร ยิ่งกู้ได้ง่ายเท่านั้น’ มุมมองของผู้ให้กู้เขาก็มองในแง่ความเสี่ยง แต่ในมุมกลับกันของผู้บริโภคไม่ได้มองอย่างนั้น หรือมีทัศนคติว่า ‘ทำใหม่ง่ายกว่าซ่อม’ ‘ซื้อเขาง่ายกว่าทำเอง’ ‘นำความคิดคนอื่นมาใช้ดีกว่าคิดเอง’ ‘ดัดแปลงของเขาดีกว่าคิดเองใหม่หมด’ ฯลฯ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคมักขาดไปคือ ‘ความสามารถในการไร้ความสามารถวินิจฉัยองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง และฟังก์ชั่นของสินค้าที่ซื้อได้’ เพราะทุกวันนี้มีเทคโนโลยีและสินค้าไอทีมากมาย มากจนเริ่มจะรู้สึก ‘ล้น’ – ไหลล้นออกมานอกถ้วยชา เมื่อชาเต็มถ้วยแล้ว เทลงไปอีกอย่างไรก็ล้นออกหมด แต่ถ้วยชาของแต่ละคนอาจเล็ก-ใหญ่ไม่เท่ากัน แล้วผู้บริโภครู้หรือไม่ว่าถ้วยชาของตนมีปริมาตรเท่าไร? และชาทุกหยดต้องแลกด้วยเงินที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อจากการทำงาน ชาที่ล้นอาจไหลเปื้อนโต๊ะ แต่เงินที่ล้นไหลไปไหน?

ทุกวินาทีมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม และกลายเป็นเทคโนโลยีที่ ‘ทันสมัย’ แต่อาจเป็นความทันสมัยของคนเพียงกลุ่มหนึ่ง….

*ตอนแรกตั้งใจจะตั้งชื่อบทความว่า ‘วิกฤตแดกด่วนกับไอทียุคไร้สติ’ แต่คงฟังดูตลกร้ายไปหน่อย….ฮา

minimalist (ณรงค์ จันทร์สร้อย ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑)

One thought on “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กับไอทียุคโพสต์โมเดิร์น

  1. ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆ ตามอ่านบทกประพันธ์ทั้งหลายแหล่ มาจาก narisa แม้ว่าจะอ่านช้าไป 2 ปี แต่ก็ยังทันสมัยอยู่กับปัจจุบัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s