ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่สุขใจ (๑)

๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐

     วันนี้แวะไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผ่านร้านขายแผ่น DVD คอนเสิร์ต จด ๆ จ้อง ๆ อยู่สักครู่ จึงเดินเข้าไปเมียงมอง พลางเงยหน้ามองหน้าจอโทรทัศน์ที่ทางร้านกำลังเปิดคอนเสิร์ตของเดวิด กิลมอร์ แห่งวง Pink Floyd โชว์ลูกค้าอยู่ พลันนึกถึงวงนี้เข้าพร้อมเหลือบไปเห็นแผ่นคอนเสิร์ตของวง Pink Floyd วงโปรดมีอยู่หลายคอนเสิร์ตทีเดียว  ทั้งภาพที่คมชัดบวกกับเสียงจากเครื่องเสียงดังกระหึ่ม ช่างรุมเร้าจิตใจให้อ่อนโอนต่อสินค้าภายในร้านเป็นยิ่ง

     หลังจากให้ทางร้านเปิดลองอยู่หลายแผ่นจึงตัดใจซื้อทั้งคอลเล็กชั่นของ Pink Floyd มาเสียเลย มีด้วยกันทั้งหมด ๗ แผ่น พร้อมส่วนลดกระหน่ำคุ้มกว่ามาแยกซื้อทีละแผ่น เป็นกลยุทธ์โครงสร้างราคาสามัญที่ใช้ได้ผลเสมอ -ซื้อครั้งละมาก ๆ ยิ่งได้ส่วนลดมาก-

     แต่ยังไม่วายเสียดายแผ่นคอนเสิร์ตวง Dream Theater ที่หยิบมาดูก่อนหน้า จึงซื้อติดมือมาด้วย เป็นวงโปรดวงหนึ่งเช่นกัน  กลับถึงบ้านรีบเปิดดูทันที ผิดหวังเล็กน้อย เพราะโทรทัศน์ที่บ้านภาพไม่คมชัดเท่า แถมเครื่องเสียงก็ไม่มี ต้องฟังจากลำโพงในตัวโทรทัศน์  เสียงจึงไม่กระหึ่มอลังการแบบในร้าน  แต่เพียงได้ชมคอนเสิร์ตของวงโปรดในรูปแบบนี้ก็สร้างสุนทรียรสได้มากโขอยู่

     ได้ฟังเพลงไป ดูนักดนตรีเล่นดนตรีกันไป สร้างความ ‘อิน’ ได้ยิ่งนัก จน ‘อิน’ หนักทำให้เผลอระลึกถึงอดีตที่เคยเก็บอดออมสตางต์เพื่อซื้อกีต้าร์ไฟฟ้ามือสองยี่ห้อ Fender รุ่น Telecaster Thinline Made in Japan  พร้อมขอเงินทางบ้านไปเรียนกีต้าร์ ฝันและหวังจะฟอร์มวงดนตรีกับเพื่อน ๆ ฝึกฝนอยู่นานหลายเดือน จนพบอุปสรรคชิ้นโต นั่นคือการเรียน ช่วงนั้นเรียนอยู่ปริญญาตรีปีสอง เรียนหนักมาก เพื่อน ๆ แต่ละคนก็เรียนกันหนักมาก จนในที่สุดต้องเลือกระหว่างเรียนกับดนตรี

     บางสถานการณ์มันต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจริง ๆ จะให้เลือกอย่างหนึ่งแล้วประคองอีกอย่างไว้เป็นไปไม่ได้ ช่วงนั้นเรียนหนักมาก และเพิ่งผ่านพ้นช่วงกลับตัวกลับใจมาตั้งใจเรียน ไม่อยากให้ทางบ้านผิดหวัง และเพื่อเป้าหมายในอนาคตที่จำเป็นต้องใช้ผลผลิตจากการศึกษาเล่าเรียนอย่างมาก

     ทุกวันนี้ความรู้สึกเจ็บแปลบแว่บผ่านเข้ามาเรื่อย ๆ ยามได้ดูคอนเสิร์ต หรือเห็นคนเล่นดนตรี แม้ไม่มากมายเท่าแต่ก่อน แต่ก็พอให้รู้สึกได้ว่า หากผมรู้จักตัวเองให้เร็วกว่าตอนนั้น รู้ว่าลึก ๆ แล้วตัวเองรักดนตรีอย่างเข้มข้นจนไม่อยากเพียงฟังเฉย ๆ หากอยากสัมผัสและได้เล่นดนตรีเองด้วย… ให้เร็วกว่าตอนนั้น เพื่อเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ วางแผนและบริหารเวลาให้ดีแต่เนิ่น ๆ ณ นาทีนั้นสุดท้ายคงไม่ต้องมานั่งเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคงสามารถเลือกอย่างหนึ่งเป็นหลัก และประคองอีกอย่างไว้ได้

     เมื่อผ่านพ้นช่วงการเรียนที่หักโหมหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยเรียน (หรือตั้งใจเรียน) เท่านี้มาก่อน ก็เข้าสู่ชีวิตการทำงาน ดนตรียังอยู่เคียงข้างกายมาตลอด แม้ไม่ได้เล่นจริงจังและมีทักษะอย่างที่ฝันและหวัง หากเพียงได้หยิบจับมาตีคอร์ดพื้น ๆ ยามผ่อนคลาย และในวงสังสรรกับเพื่อน ๆ ก็สนุกและเป็นสุขได้ไม่แพ้กัน

     Fender Telecaster ยังตั้งนิ่งอยู่ข้างโต๊ะทำงานที่บ้าน… หยิบจับมาเล่นบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ได้เล่นดีเท่าไรเลย ทฤษฏีความรู้และทักษะที่ร่ำฝึกฝนมาเหือดหายไปสิ้น  แต่ความฝันและความหวังยังคงอยู่  ตอนนี้ลูกชายผมอายุจะสองขวบแล้ว อย่างน้อยเครื่องดนตรีชิ้นแรกของเขาก็คือ Fender ตัวนี้แน่นอน ไม่ได้หวังให้เขารักหรืออยากเล่นกีต้าร์ เพียงหวังฝากดนตรีให้ซึมซับเข้าไปในจิตใจของเขา

     ความรู้สึกเจ็บแปลบยังแว่บผ่านเข้ามาบ้าง น้อยลงทุกที เหมือนภาพหลอน หากสนใจมากก็ไม่ต่างกับการนำจิตไปจดจ่ออยู่กับอดีต จะกลับไปแก้ไขก็ไม่ได้และหากทำได้ก็คงไม่ทำ ผมขอบคุณการตัดสินใจครั้งนั้นมาก ที่เลือกการเรียน เพราะทำให้มีวันนี้ได้ และได้รู้จักตัวเองมากขึ้นจนรู้ว่าการที่ผมรักดนตรีมาก อยากเข้าไปสัมผัสดนตรีให้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเล่นดนตรีเป็นหรือเก่งก็ได้

     หากรักในสิ่งใดเราสามารถเลือกที่จะอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งนั้นได้หลายวิธี  คนเรามีฝันมากมาย เส้นทางเดินไปสู่ฝันก็มากมาย หลายฝันสามารถเดินไปถึงได้ แต่อีกหลายฝันแม้เดินไปไม่ถึงก็ไม่ใช่ว่าชีวิตจะต้องพังพินาศลง จะต้องอยู่อย่างหดหู่สิ้นหวัง หากเพียงยอมรับได้ แยกแยะถูก ฝันได้ก็เลิกได้เช่นกัน บางทีความฝันก็เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยน ‘รูป’ ไปตามวัยและวุฒิภาวะ  บางคนที่เป็นพวก ‘บ้า’ อุดมการณ์พยายามเพื่อไปให้ถึงฝั่งฝัน หลายคนไปถึง อีกหลายคนไปไปถึง…

     ความฝันต้องการพื้นที่ของมันเอง มีขอบเขต อาณาเขต ส่วนจะมีขนาดเท่าไรเจ้าของความฝันต้องตระหนักได้ด้วยตัวเอง กำหนดขนาดของความฝันให้เหมาะสมกับตนเอง  นอกจากนี้เพียงฝันอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่สำคัญและยากยิ่งกว่าคือเส้นทางสู่ฝั่งฝัน จะเดินทางและทำอย่างไรเพื่อไปให้ถึง นี่คือเรื่องที่ควรเอาเวลามานั่งขบคิดและ ‘ทำ’ มากกว่ามัวแต่นั่งจ่อมจมอยู่กับความฝัน ไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นฝันลม ๆ แล้ง ๆ ได้

     ฝันที่ไปไม่ถึงไม่จำเป็นต้องโยนทิ้งหรือพาลอคติหรือเก็บเป็นปมด้อย เพียงได้ระลึกถึงก็เป็นสุขได้ ดังนั้นอย่าละทิ้งความฝันและความหวัง ให้ความฝันและความหวังเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้ชุ่มชื่นมีเรี่ยวแรงเพื่อขับเคลื่อนชีวิตต่อไป

     วันนี้ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่สามารถเล่นกีต้าร์ได้เก่งและดีเท่าความชำนาญในงานที่ทำอยู่ได้แน่นอน แต่ผมยังเก็บกีต้าร์ไว้ หยิบมาเล่นบ้าง ยังฟังดนตรี ยังดูคอนเสิร์ต และดนตรีกับผมจะยังคงอยู่ด้วยกันตลอดไป

     ก่อนจะปิดโทรทัศน์นึกได้ว่าแม่ก็ชอบ Pink Floyd แม่บอกว่า “เขาเล่นดนตรีกันเก่งมาก แม่ชอบดูคอนเสิร์ตเขา ทำดีจังเลย…” ตอนนี้แม่อายุเจ็ดสิบสามแล้ว

One thought on “ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่สุขใจ (๑)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s