โฆษณาชวนเชื่อ… อยากมีรายได้เดือนละแสนไหม?

๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐

หลายปีก่อนผมมักได้รับเชิญให้บรรยายให้นักศึกษาที่ใกล้จะจบจากหลายสถาบันอยู่บ่อย ๆ
ครั้งแรก ๆ ก็มักพูดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ การออกแบบซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีจาวา
พักหลัง ๆ ไม่รู้มีอะไรเข้ามาสิง ทำให้ความคิด ทัศนคติ และวิสัยทัศน์เปลี่ยนไปเยอะ
ครั้งหลัง ๆ จึงมักพูดเกี่ยวกับแนวทางในการเอาชีวิตรอด และใช้ชีวิตก่อนจะจบและหลังจบการศึกษา

ผมมักยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มาพูดเชิงเปรียบเทียบ โดยกล่าวถึง ‘รายได้’ ในแง่สัญลักษณ์
คนรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่มีอะไรในหัวมากไปกว่าเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ความก้าวหน้าในชีวิต ความมั่นคงจำแลงที่อยากมี
อยากมีรายได้กองพะเนิน มีของเล่นเทคโนโลยีติดตัว มีแต่ความฝันในลักษณะลอกเลียนกันมา
ซึ่งไม่ใช่ฝันที่ตัวเอง ‘ฝัน’ ขึ้นเอง ต้องการจบการศึกษาเพื่อผลลัพธ์แค่กระดาษหนึ่งใบ
เพื่อต่อยอดเป็นกระดาษสีเทา ม่วง แดง อีกหลายใบ

และมักยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความใฝ่รู้มาพูดเชิงเปรียบเทียบเช่นกัน โดยกล่าวถึง ‘ความรู้’ ในแง่สัญลักษณ์
คนไทยได้ชื่อว่าไม่รักการอ่าน ยิ่งเด็กรุ่นใหม่นี่ยิ่งหนัก การถูกปลูกฝังมาแต่ครั้งรุ่นปู่ย่าว่าการศึกษาคือประตูสู่ความสำเร็จ
แต่รุ่นปู่ย่ามักมองว่าความสำเร็จอยู่ในรูปแบบของอำนาจและวัตถุ คนรุ่นใหม่ในยุค ‘โลกียเซชั่น’ นี้จึงพร่ำเรียนหนังสือ
เสมือนแสวงหาความหลุดพ้น… พ้นจากความลำบากและความไม่รู้จักตัวตน ไปความสำเร็จในชีวิต
ไปสู่ความก้าวหน้า ไปสู่ความทัดเที่ยมหรือยืนให้สูงกว่าคนอื่น ทั้งที่บั้นปลายก็ต้องนอนอยู่ในระนาบเดียวกัน
หรือกลายเป็นเถ้าธุลีเช่นกัน

…………………………………

ผู้บรรยาย: “พวกคุณเมื่อจบการศึกษาแล้วอยากมีเงินเดือนคนละเท่าไหร่?”
ยิงคำถามพร้อมรอยยิ้ม

ผู้ฟัง: “…..”
นั่งยิ้มนั่งหัวเราะกัน

ผู้บรรยาย: “ถ้าทั่ว ๆ ไปก็สตาร์ทกันที่ประมาณหมื่นห้าแล้วนะครับเดี๋ยวนี้ บางที่หมื่นแปด บางที่สองหมื่นแล้ว… ”
เกริ่นสักหน่อย

ผู้บรรยาย: “ทำงานไปสักปีสองปีก็คงได้ขึ้นประมาณสักห้าพัน”
เริ่มยั่ว

ผู้บรรยาย: “ใครอยากทำงานไปสักสองสามปีแล้วเงินเดือนเพิ่มขึ้นสักสองสามเท่าบ้าง”
ยั่วเข้าไปอีก

ผู้งฟังคนหนึ่ง: “ไหนพี่ว่าไม่อยากให้ความสำคัญกับเรื่องเงินไง”
น้องคนหนึ่งถามแย้ง เพราะก่อนหน้าผมพูดไว้ว่าเรียนจบอย่าไปเน้นแต่เรื่องเงินหรือเรื่องรายได้นัก

ผมหัวเราะเป็นการตอบกลับไปแล้วถามต่อ

ผู้บรรยาย: “สมมติว่าคุณสตาร์ทที่เงินเดือนสักหมื่นห้า คิดว่าเป็นไปได้มั้ยครับที่จะได้รายได้เป็นสักแสนนึงภายในไม่กี่ปี”
ยั่วเข้าไปอีกนิด พร้อมรอยยิ้มทีเล่นทีจริง ผู้ฟังนั่งยิ้ม นั่งหัวเราะ ชักเริ่มสนุกด้วย หรืออาจคิดว่าไอ้นี่บ๊องหรือเปล่า

ผู้บรรยาย: “ผมจะเล่าให้ฟัง….”

…………………………..

แทนที่จะมามัววิ่งเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ เพื่อ ‘อัพ’ เงินเดือนตัวเอง เพราะการทำงานอยู่ที่เดิมไปเรื่อย ๆ
ได้เงินเดือนขึ้นน้อยและช้า ปีหนึ่งได้ขึ้นสักกี่เปอร์เซ็นต์เชียว เด็กรุ่นใหม่หลายคนทำงานสักปีแล้วก็ย้าย
พอเข้าที่ใหม่แทนที่จะได้เพิ่มสักสองสามพัน แต่อาจได้เพิ่มห้าพันก็ได้ ทำไปสักสองสามปีแล้วย้ายงานอีก
อาจได้เพิ่มทีหมื่นถึงหมื่นห้าก็ได้ แต่….

ลองดูเฟรมเวิร์กนี้นะครับ….

ผมเน้นการทำงานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยเฉพาะเทคโนโลยี Java นะครับ
เหมาะสำหรับผู้ที่จบการศึกษามาสัก 2-3 ปีแล้ว หรือผู้ที่ใกล้จบที่ต้องการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ

เฟรมเวิร์กนี้ว่าด้วยการขวนขวายสะสมทักษะความรู้ ใส่ตัวให้มาก ๆ แล้วแปลงให้เป็นทุน

ความรู้ที่จะกล่าวถึง เน้นความรู้ที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โดยรวม หรือในทางกลับกัน
คือความรู้ที่สามารถหางานได้ง่าย

เฟรมเวิร์กนี้ต้องทำให้สำเร็จภายในเวลา 2-3 ปี

ทักษะความรู้ที่สำคัญคือ

1. ด้าน Software Engineering Process ประกอบด้วย
– พื้นฐานด้าน Project Management
– พื้นฐานด้าน Requirements Management
– พื้นฐานด้าน Software Quality and Testing
– พื้นฐานด้าน Software Configuration and Change Management
– พื้นฐานด้าน CMM, CMMI, Rational Unified Process (RUP), Agile, Extreme Programming

2. ด้านการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์
– พื้นฐานด้าน Object-Orientation
– พื้นฐานด้าน ภาษาโปรแกรม เช่น พื้นฐาน Java หรือ .NET
– พื้นฐานด้าน Object-Oriented Software Development Process
– พื้นฐานด้าน Object-Oriented Analysis and Design with UML
– พื้นฐานด้าน การใช้ UML
– พื้นฐานด้าน Web and HTTP
– พื้นฐานด้าน Web Application Development
– พื้นฐานด้าน Design Patterns
– พื้นฐานด้าน Architectural Patterns
– พื้นฐานด้าน Database Design
– พื้นฐานด้าน Object-to-Relational Mapping
– พื้นฐานด้าน Software Architecture
– พื้นฐานด้าน OpenSource
– พื้นฐานด้าน Security
– พื้นฐานด้าน Architecture Framework เช่น JavaEE, .NET, SAP
– พื้นฐานด้าน Web Services, Service-Oriented Architecture

3. ด้าน Non-Technical
– มารยาท เช่น ความเกรงใจ ความอ่อนน้อม การให้เกียรติ การเคารพในสิทธิผู้อื่น การรับประทางอาหาร ความกตัญญู เป็นต้น
– บุคลิกภาพ เช่น ความมั่นใจ การวางตัว การแต่งกาย
– การพรีเซ้นต์
– การสื่อสาร โดยเฉพาะภาษาไทย ไม่ใช่ถ่อไปต่างประเทศไกล ๆ เพื่ออยากได้แค่ภาษาอังกฤษ
แต่กลับมาแล้วทักษะภาษาไทยเละเทะ
– การเขียน คิดอะไรก็ต้องถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจได้
– เงิน ๆ ทอง ๆ เช่น พื้นฐานบัญชี การเงิน ธุรกิต การตลาด การเขียนแผนธุรกิจเบื้องต้น
– การเป็นที่ปรึกษา ลองหาหนังสือเกี่ยวกับการเป็นที่ปรึกษามาอ่านมีทั้งไทยทั้งเทศขายหลายเล่ม

ทักษะความรู้เหล่านี้ต้องสะสมให้ได้ภายใน 2-3 ปี และไม่ใช่แค่รู้อย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจ และที่สำคัญคือ ‘ทำเป็น’ ด้วย
ดังนั้นช่วงระยะเวลา 2-3 ปี เป็นช่วงเวลาที่โหดร้าย ที่ต้องฝึกฝนวิทยายุทธมากมาย ต้องได้ทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ

แนวทาง:
– การศึกษาอะไรต้องศึกษาให้ถึงแก่น

– หนังสือเล่มหนาไม่จำเป็นต้องอ่านมันทุกหน้า

– ศึกษาแล้วต้องหัดทำตาม แต่อย่าคิดงานใหญ่ ๆ เว่อร์ ๆ มาเป็นหนูทดลองความรู้ แต่ให้นำงานง่าย ๆ เล็ก ๆ สั้น ๆ
มาดัดแปลงไปมาเพื่อทดสอบความรู้และฝึกมือ ทำให้มันยากขึ้นบ้ง ทำให้มันง่ายขึ้นบ้าง หรืออย่าเอางานจริง ๆ ที่ต้องทำให้
เจ้านายหรือลูกค้ามาเป็นหนูทดลอง มันจะกดดัน และอาจทำให้งานเสียได้

– เรื่อง Non-Technical ต้องมองหาจุดอ่อนในตัวเองให้พบก่อนแล้วปรับปรุง หากยังมองไม่เห็นตัวเองเลย คือ… จบ
ประเด็นนี้สำคัญที่สุด หากตัวเองยังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ความฝันของตัวเอง ไม่รู้เป้าหมายของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแท้จริง
เกลียดอะไรแท้จริง อยากทำอะไรแท้จริง คือ… จบ ลองไปเข้าวัดเข้าวา นั่งสมาธิ นั่งวิปัฏสนาฯ หาตัวตนให้เจอก่อน
เพราะแม้จะทำได้สำเร็จหางานหารายได้สูง ๆ ได้จริง แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายแท้จริงในชีวิตจริงที่คุณอยากได้
เป็นแค่เป้าหมายปลอม ๆ ที่คุณจำลองขึ้นมา แล้วดันทะลึ่งทำให้มันเป็นจริงได้ แล้วก็หลงอยู่ในโลกสมมตินั้น
พอถึงเวลาใกล้จะสิ้นลมลาโลก คงงง ๆ ในใจว่า… เกิดมาชาตินี้ได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำแล้วหรือยัง? แล้วแท้จริง
ฉันอยากทำอะไรกันนะ? … คิดไปงงไป ตายดีกว่า อาจสบายกว่า

– ต้องศึกษาและฝึกฝนเป็นแบบบูรณาการ เช่น นำระบบลงทะเบียนเรียนนักศึกษามาเป็นหนูทดลอง ก็ประยุกต์ความรู้หลาย ๆ อย่าง
เข้าไป เช่น คำนึงถึงและประยุกต์ Software Architecture, Design Patterns, UML, Security, Web Services เข้าไปดู
แต่ค่อย ๆ ใส่เข้าไป อย่าคิดหลายอย่างทีเดียวพร้อมกัน ตอนนี้กำลังศึกษา Design Patterns อยู่ก็ลองประยุกต์ Design Patterns
ดู เป็นต้น จากนั้นลองดูว่าจะทำ Configuration Management อย่างไร จะทำ Requirements Management อย่างไร เป็นต้น

– ให้นึกไว้เสมอว่าฝึกเพื่อเป็น Specialist และ Professional ไม่ใช่เพื่อเป็นอัจฉริยะที่นั่งทำงานในมุมมืด คุยกับใครไม่รู้เรื่อง

– สอบ IT Certification ให้ได้เยอะ ๆ โดยเลือกตัวที่อุตสาหกรรมมีความต้องการมาก เช่น Java Programmer
และเลือกตัวที่สอบได้แล้วอยู่ไปนาน ไม่ต้องคอยสอบ Up Grade บ่อย ๆ เช่น Software Quality Specialist
สอบไว้เยอะ ๆ ก่อน ประสบการณ์ไม่มากไม่เป็นไร อย่าดูถูกตัวเอง ประสบการณ์ต้องใช้เวลามากในการสะสม
แต่ความรู้ใช้เวลาน้อยกว่า แต่อย่าสอบเยอะเกินไป กลายเป็นพวกบ้าสะสมใบ ‘Cert มุมนึงมันดูน่าเกลียดมากกว่าน่าชื่นชม
เพราะพวกนักสะสมใบ ‘Cert หลายรายเป็นพวกทำงานไม่เป็น มีแต่ความรู้ มีแต่ใบ

……………………………………………….

เอ้า…. แล้วรายได้มาก ๆ จะหายังไง

– เป็น Instructor รับสอนหนังสือ การสอนหนังสือเป็นการใช้ทักษะการสอน สอนยิ่งบ่อยยิ่งเก่งเร็ว
เพราะคุณต้องเตรียมตัว เตรียมพร้อม และต้องทำเป็น ช่วงแรก ๆ อาจเขิน ๆ หน่อย เพราะประสบการณ์อาจไม่มาก
ใครด่าใครว่า คิดในใจว่า – ช่างแม่ (ง) – การสอนหนังสือในเมืองไทยดีอย่างหนึ่งเพราะคนไทยก็พวกที่ไม่ค่อยชอบ
โต้ตอบกับครู เหมือนเป็นการสื่อสารแบบ One-Way Communication แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมเพราะบางทีอาจเจอนักเรียนหัวหมอ

ค่าจ้างสอนหนังสือ อืม…. ช่วงมันกว้างบอกยาก แต่ให้คิดเทียบกับค่าจ้างที่ปรึกษาระดับทั่วไปละกันคือวันละประมาณ 8,000
ถึง 20,000 บาท อาจน้อยหรือมากกว่าขึ้นกับความเชี่ยวกราก

การสอนหนังสือ ต้องจำไว้ว่า โลกนี้มนุษย์ทุกคนมีความเก่งและไม่เก่งในคน ๆ เดียวกัน ดังนั้นต้องหาให้เจอว่าถนัดด้านไหน
เช่น คุณอาจคิดว่าคุณไม่เก่ง JavaEE แต่คุณมีพื้นฐาน Java บ้าง คุณก็สามารถสอน Java ให้กับผู้เริ่มต้นก็ได้

หลักการสอนคือการสอนให้ผู้เรียนเข้าใจ คนเก่งอาจสอนคนไม่เก่งก็ได้ เป็นคนที่เก่งพอดี ๆ แต่สอนคนเก่งดีกว่า

จะรับสอนเอง หรือสอนให้กับ Training Center ไหนก้ได้

– เป็นที่ปรึกษา เหตุผลเดียวกับ Instructor คุณอาจมีเรื่องที่ถนัดและเก่ง ดังนั้นต้องหาความชำนาญความชอบในตัวให้เจอ
ดึงความเป็นสุดยอดหรือสิ่งที่สามารถทำแล้วได้ดีออกมาให้ได้ เริ่มต้นจากง่าย ๆ ไปก่อนก็ได้ เช่น เป็นที่ปรึกษาในการ
นำแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาด้วย Java มาใช้ในองค์กร

ค่าจ้างที่ปรึกษา ต่ำ ๆ ก็วันละ 8,000 บาท ถ้าลูกค้าเป็นคนไทยไม่ใช่องค์กรใหญ่ ก็ประมาณ 12,000 – 15,000 บาท
เก็บชั่วโมงบินไปเรื่อย ๆ หรือถ้าคิดว่าตัวเองเก่งหรือถนัดในเรื่องที่มัน Niche มาก ๆ เช่น ถนัดเรื่อง PKI (Public Key Infrastructure)
ก็อัพเป็นสัก 20,000 บาทขึ้นก็ได้ หรือ จะไปสมัครเป็นที่ปรึกษาในบริษัท Consulting ใหญ่ ๆ ก็ได้ พรีเซ้นต์ดี ๆ
ประสบการณ์น้อยอาจได้ตังค์ไม่มาก แต่ขึ้นชื่อว่า Consultant ยังไงก็มากอยู่ดี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ
ไม่กี่ปีก็ได้เฉียดแสนต่อเดือนสบาย ๆ

สำหรับค่าสอนและค่าที่ปรึกษาต้องตั้งให้สูงไว้ก่อน ถ้าลูกค้าต่อรองค่อยลด แต่อย่าตั้งไว้ต่ำ เกิดอนาคตอยากได้มาก
จะมาเพิ่มราคามันจะดูไม่ดี

– รับงานบ้างไม่ใช่สอนหรือให้คำปรึกษาอย่างเดียว ไม่ได้ทำงานเลยเดี๋ยวปืนจะสนิมขึ้น
แต่อย่ารับงานยาว ๆ ผูกมัดตัวเองจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นนัก เช่น รับออกแบบ รับเขียนโปรแกรมเฉพาะบางส่วน
รับเก็บ requirements รับบริหารโครงการ เป็นต้น

– ทำอาชีพอิสระ ไม่ต้องเป็นพนักงานประจำ มีความรู้มาก ๆ ทำงานเป็น ไม่ใช่แค่รู้ คนไทยมักให้เกียรติและเคารพ
ผู้ใหญ่และผู้ที่เป็นอาจารย์หรือผู้ที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นต้องรู้จักวางตัวให้น่าเชื่อถือ แต่อย่าทำตัวเป็นพวกขี้โม้โอ้อวด
ทำไปสักพัก แล้วจะมีแต่งานวิ่งมาหา

– รู้จักเลือกงาน ทำงานที่สร้างเสริมความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ได้รู้จักคน สร้าง connection เป็นต้น
ไม่ใช่เลือกงานเพราะเงินอย่างเดียว และต้องรู้จักทำงานฟรีบ้าง เช่น ตอบกระทู้ตามเว็บบอร์ด สอนหนังสือเด็กในโรงเรียน
เป็นต้น คือเพื่อเป็นการรู้จักเบรกตัวเองบ้าง ไม่ใช่หลงบ้าทำงานหาเงินอย่างเดียว เพราะบางครั้งการทำงานฟรี
หรือได้รายได้น้อย ๆ อาจให้ความชุ่มชื่นใจ สบายใจได้มาก

ในงาน Outsource เดี๋ยวนี้ (คร่าว ๆ นะครับ อาจมากหรือน้อยกว่านี้บ้าง):
ค่าตัว Programmer ประมาณ 40,000 – 80,000 บาท ต่อเดือน
ค่าตัว System Analyst ประมาณ 50,000 – 120,000 บาท ต่อเดือน
ค่าตัว Software Architect ใกล้เคียง System Anslyst เพราะบ้านเรายังไม่ค่อยรู้จักงานลักษณะนี้มาก
ค่าตัว Project Manager ประมาณ 60,000 – แสนกว่าบาท
ฯลฯ

หลายงานส่วนมากนอกจากความรู้และประสบการณ์แล้ว ผู้จ้างมักดูอายุด้วย เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะดูสำคัญก็ได้
ดูปัญญาอ่อนก็ได้ ผมไม่เคยเชื่อถือเลยว่าคนที่มีอายุมากจะต้องทำงานได้ดีกว่าคนอายุน้อยเสมอไป
มันเป็นการมองภาพรวมเท่านั้น ดังนั้นถ้าคิดว่าตัวเองอายุน้อย อาวุธที่สำคัญที่สุดคือการพรีเซ้นต์ตัวเอง
การสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนอื่นเชื่อมั่นและเชื่อถือในตัวเราสำคัญยิ่ง แสดงให้เขาเห็นว่าคุณรู้และทำได้จริง
อายุคุณน้อย ประสบการณ์คุณน้อย แต่ใช่ว่าจะไม่ได้งาน รายได้อาจไม่สูงติดเพดานมากนัก แต่แทนที่จะหันหลังกลับจริงมั้ย

……..

บางคนอาจไม่ชอบงานสอน งานที่ปรึกษา ก็ไม่ต้องทำก็ได้ ทำงานโปรเจ็คต์ก็ได้

หลักสำคัญของเฟรมเวิร์กนี้คือ เพื่อเป็น Specialist และเป็น ‘มืออาชีพ’ ด้วย ต้องรู้และทำเป็น เป็นคนดี มีคุณธรรม smile.gif
ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นมืออาชีพเรียกค่าตัวสูง ๆ เพื่อหารายได้มาก ๆ หลอกผู้จ้างไปเรื่อย
เพราะเดี๋ยวนี้คนอายุสัก 25-26 มีรายได้เดือนละ 5-6 หมื่นกันเยอะแยะ โดยทำงานเป็น Programmer บ้าง
เป็น SA บ้าง และมักทำงานเป็น Contract (ชั่วคราว)

…………………..

เคยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทซอฟต์แวร์ใหญ่ของคนไทยโทรศัพท์มาหาผม ถามว่าคุณขายคนละเท่าไหร่
ผู้พูดหมายถึงทีมโปรแกรมเมอร์ที่ผมมีอยู่ ณ ตอนนั้น ผมบอกไปว่าค่า Outsource ต่อคนตกเดือนละ…. บาท
ผู้พูดบอกว่าแพงจัง ที่อื่นขายกันคนนึงน้อยกว่านี้อีก…. ผมก็เฉย ๆ เพราะใจไม่ค่อยชอบงาน Outsource เท่าไหร่
และในใจก็คิดว่า… – คนนะเว้ย ไม่ใช่โสเภณี! – งานนั้นผมเลยไม่รับ

………………….

จากเฟรมเวิร์กนี้เป็นกรอบที่ดูระห่ำพอสมควร เพราะมีเวลาเป็นตัวบีบ เพราะผมประชดด้วย ‘เวลา’
อยากได้ ‘เงิน’ มาก ๆ เร็ว ๆ ใช่ไหม ก็ต้องรู้จักสะสม ‘ความรู้’ และความสามารถให้มาก ๆ ก็แค่นั้น… เป็นสูตรง่าย ๆ
ดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรือ KPI ก็คือ
1. การรู้จักตัวตนของตนเอง
2. การมองเห็นจุดอ่อนและยอมรับในจุดอ่อนของตัวเอง
3. การมองเห็นถึงแก่นและเข้าถึงแก่นของสิ่งที่ศึกษา
4. ความอดทน พยายาม ใฝ่รู้ ฝึกฝน ยอมรับข้อผิดพลาด รู้จักแก้ไขปรับปรุง มุ่งมั่น จิกไม่ปล่อย
5. ความพอเพียง… พอดีและพอใจ

……………………….

สมัยก่อนตอนที่ผมลองลงมือปฏิบัติ…..
ผมต้องสอบ ‘Cert ให้ได้ปีละหนึ่งใบ (ทำอยู่สี่ปีติดกัน ตอนนี้เลิกทำแล้ว ไม่รู้จะทำไปทำไม!)
ทำงานประจำกินเงินเดือน
ทุกวันอังคารและพฤหัสบดีตอนเย็นต้องไปสอนหนังสือแถวสุขุมวิทตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม
ทุกวันกลับถึงบ้านมีโปรเจ็คต์ทำอย่างน้อยวันละสองงานก่อนนอน นั่งทำงานไปก็จิบไฮเนเก้นขวดเล็กสองขวดต่อวันกำลังดี
นอนอย่างเร็วคือตีสอง อย่างช้าคือตีสี่ ตื่นเจ็ดโมงครึ่งไปทำงานประจำ
ช่วงว่าง ๆ มักแอบเข้าไปนั่งอ่านหนังสือฝึกวิทยายุทธในห้องสมุดของที่ทำงานประจำ
ทุกวันเสาร์แรกและเสาร์ที่สามของเดือนต้องไปช่วยเจ้านายเก่าแก้และเขียนโปรแกรมของเจ
้านายเก่าที่พัทยา
บางช่วงต้องบินไปภูเก็ตเดือนละครั้ง ไปสอนหนังสือและเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทที่เพื่อนทำงานอยู่
ทุกเดือนมีงานสอนหนังสือและงานบรรยายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
บางช่วงมีงานออกแบบกราฟฟิกและออกแบบเว็บมาให้ทำ
ในสองปีเรียนหนังสือพวก Training Course ด้านต่าง ๆ หมดไปเป็นแสนบาท โดยไม่ได้ปริญญา
ซื้อหนังสือมากมายหมดไปเป็นหมื่นบาท
ผมอ่านทั้งเรื่องไอที เรื่องสั้น นิยาย ปรัชญา ท่องเที่ยว ดำน้ำ กล้อง กีฬา ดนตรี ธุรกิจ อ่านมันหมด

เป็นช่วงเวลาที่ได้ทั้งความรู้ ใบ ‘Cert ประสบการณ์ รายได้ connection
หลังจาก 2-3 ปีนั้น ผมก็เลิกใช้ชีวิตการทำงานโลดโผนแบบนั้น เพราะร่างกายไปไม่ไหว ได้นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง
ทำงานสัปดาห์ละหกวัน
และกลับมาเริ่มต้นทำงานแบบสบาย ๆ แต่ยังคงบ้าอ่านหนังสือ หัดทำโน่นนี่เรื่อย
รับงานมาทำลับมือไปเรื่อย ๆ เรื่องรายได้หลังพ้นช่วง 2-3 ปีนั้นน่ะหรือ? ขึ้นกับว่าโลภมากหรือโลภน้อย
แต่ผมเลือกใช้ชีวิตสบาย ๆ มีเวลาให้ครอบครัวและตัวเอง ได้ไปอะไรอย่างอื่นที่อยากทำบ้าง

คนเราล้วนมีความฝันมากมาย อย่าปล่อยให้มันเป็นแค่ความฝันอยู่อย่างนั้น
ถึงเวลาจะตายแล้วพบว่ายังไม่ได้ทำฝันไหนให้เป็นจริงเลย เหมือนเสียชาติเกิด

………………………………….

นักศึกษานั่งฟังทำหน้างง ๆ อาจารย์ที่นั่งอยู่ด้วยก็ทำหน้างง ๆ ทำหน้าไม่เชื่อ ผมเอาไอเดียนี้ไปโพสต์ตอบกระทู้ในเว็บพันธุ์ทิพย์
เมื่อนานมาแล้ว หมั่นไส้เด็กที่ชอบมาจัดอันดับ 10 บริษัทน่าทำ และ 10 บริษัทไม่น่าทำ และการเข้ามาคุยกัน
ว่าจะย้ายงานแล้วจะปั่นเงินเดือนยังไงดี… เข้าไปอ่านเจอโดยบังเอิญ เลยโพสต์ไอเดียนี้เข้าไป
คนส่วนใหญ่ตอบมาว่าเป็นไปไม่ได้ ใครจะไปทำได้ บ้า! บางคนใส่อารมณ์มาด้วย ไม่เป็นไรเพราะผมก็ใส่อารมณ์เข้าไปเช่นกัน
แต่เป็นเรื่องราวที่พิสูจน์ได้…. เพราะ 2-3 ปีอันบ้าระห่ำนั้นเหมือนนรกดี ๆ นี่เอง แต่เมื่อผ่านมันมาได้…. มันจึงไม่ใช่เรื่องโกหก

14 thoughts on “โฆษณาชวนเชื่อ… อยากมีรายได้เดือนละแสนไหม?

  1. ดีจังครับ

    ผมเจอเด็กประเภทกระโดดเปลี่ยนงานบ่อยๆเหมือนกันแฮะ หมายถึงรุ่นน้อง กะเพื่อนๆ
    แต่ในที่ทำงานยังไม่เจอ

    เห็นแล้วรำคาญๆ นิดหน่อย แต่ตอนนี้ชิน เพราะมันก็เป็นทางเลือกของเขา (ของมัน)

  2. ขอน้อมรับนำไปปฏิบัติตามครับ เป็นข้อคิดที่ดีมากๆ ครับ
    ขอบพระคุณมากที่ช่วยให้ผมไ้ด้รู้ถึงมุมมองใหม่ๆ ที่จะเป็นแนวทางนำไปปฏิบัติในสายงาน

    ขอบพระคุณมากครับ

  3. ชอบบทความนี้มากครับ เคย save เป็น link favourite ไว้จาก webboard มหาลัยที่นึง แล้วมันก็หายไป.. ที่แท้เป็นของ อจ.minimalist นี่เอง ^^

    ขอบคุณครับ

    จ๊อบ.

  4. 2-3 ปี ทำได้ขนาดนี้เลยเหรอครับ OK ฝันให้ใหญ่เข้าไว้ แล้ววิ่งตามให้ได้ ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เพื่อความพอใจในตัวเองอย่างลึกๆ ว่า “เราทำได้”

  5. คงเป็น 2-3 ปีที่สาหัสน่าดูครับ ผมนี้มีอยู่หลายๆ เรื่องที่อ่านบ่อยๆก็ไม่เข้าหัว CMM และ CMMI แล้วก็ RUP คือเข้าใจแค่พื้นๆ เพราะเรียน SE มา

    – พื้นฐานด้าน Design Patterns
    – พื้นฐานด้าน Architectural Patterns
    – พื้นฐานด้าน Software Architecture
    – พื้นฐานด้าน Security

    แล้วก็พวกนี้ที่ยังไม่ปึกเลย โดยเฉพาะ Design Patterns อยากรู้ว่าพี่ทำยังไง ให้อยากรู้เรื่องต่างๆ แบบว่าสร้างความอยากรู้ได้ เช่นไรครับ?

    ผมนี้ส่วนใหญ่จะต้องมีหนังสือหรือไม่ก็ บทความดีๆที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายถึงจะอ่าน ส่วนถ้าเรียนๆมามันลืมอะ จริงๆนะ

  6. สุดยอดครับ
    พอดี อยากจะ อบรม Tester เหลือบไปเห็นผู้ อบรม
    เลยแวะเข้าดูประวัติสักหน่อย
    ผมอ่านได้นิดเดียวยัง อึ้งเลยครับ
    ชีวิตพี่นี้ สุดๆ เจริงๆ เต็มที่กับชีวิต
    ผมว่าคนที่ ทำงานเหนื่อยๆ
    มาอ่านบทความนี้คง หายเหนื่อยเป็นปริดทิ้ง
    เพราะชีวิตพี่ คงเหนื่อยกว่าคนที่อ่านเป็นแน่แท้

    สุดท้าย.ผมขออนุญาตินำประสบการณ์ชีวิตของพี่ไปปฏิบัตินะครับ
    ยังไง ถ้ามีโอกาส คงได้เจอกันตอนอบรม ( แต่แพงจัง ไม่มีตังค์ไปอบรม – -“)

  7. ขอบคุณมากครับ…
    …ได้แนวทางเอาไปใช้ประโยชน์ กับแนวทางการจัดการการเรียนรู้ ได้มากเลยครับ.
    …มาอ่านช้าไปหน่อยอายุผมอาจจะเกินแล้วครับ.

  8. ได้อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ เหมือนเคยได้อ่านมาแล้วครั้งนึงแต่ไม่ได้ครบถ้วนแบบนี้ ชอบแนวคิดของอาจารย์ค่ะ
    ตอนนี้ก็ยังรู้สึกนะคะ ว่าเพื่อนๆรอบๆตัวเค้าพยายามหาความมั่นคงให้ชีวิต ความมันคงในที่นี้คงเป็นเงินนะคะ
    เป็นลักษณะหาอาชีพเสริมที่จะพอต่อยอดให้เป็นเถ้าแก่ได้ต่อไป

    แต่ก็รู้สึกว่าบางคนลืมจุดๆนึงไปก็คือสิ่งที่อยากทำ ความใฝ่ฝันในตอนเด็ก สิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข

  9. น่านับถือค่ะ เป็นการเตือนสติเป็นอย่างดีในเรื่อง “ความฝัน” เพราะว่าปล่อยตัวเองลอยไปลอยมาไรจุดหมายมานาน แม้รู้ว่าอยากจะทำอะไร แต่ไม่เคยแม้แต่จะคิดเริ่ม
    ขอบคุณมากค่ะ

  10. Pingback: 2010 in review « minimallife

  11. ยอดเยี่ยมค่ะ! ขอเอาไปเป็นแนวทางในการสู้ต่อไปในวงการ IT บ้างนะคะ
    ทำงาน IT มา 9 ปี มาวันนี้รู้สึกเสียดายเวลาที่ปล่อยให้ชีวิตผ่านมาแล้วไม่ได้อะไรเลย จน ณ.วันนี้ไม่รู้จะทำอะไรดี ตอนเรียน SA ไม่เคยเข้าใจ ตอนทำงาน task SA ไม่เคยทำ เพราะมัวแต่ปั่นโปรเจคให้จบ ๆ ไป ด้วยตำแหน่ง consult ณ.ตอนนี้ พอมองดูตัวเองแล้วพบว่าไม่มีความรู้อะไรอยู่ในหัวเลย ไม่รู้ว่าถ้าเริ่มใหม่ตอนนี้จะทันไม๊ เวลามันวิ่งเร็วซะด้วยสิ…

  12. ยินดีครับคุณ Iivy-instinct Iivy และขอบคุณทุกท่านมากด้วยครับ
    สู้ๆ ครับกับชีวิตการงาน ค้นหาฝันของตัวเองให้เจอ มุ่งมั่นเดินสู่ฝันสำเร็จก็ถือว่าโชคดี ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไรครับ การปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตและการทำงาน หากเป็นการทำอะไรดีๆ แล้วไม่มีคำว่า ‘สาย’ ครับ🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s