กายของฝัน

เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต เขียนเมื่อ ตุลาคม ๒๕๔๒

…………………………………………………………………………………………….

น้ำตาไหลผ่านเนียนแก้ม สู่ปลายคางมน
ก่อนทิ้งตัวร่วงลงเป็นหยดน้ำ -ขุ่นเศร้า-
แตกกระเซ็นหลังกระทบพื้น
ดวงตาเหม่อลอย นัยน์ตาฉายแววเหงา อ้างว้าง
‘ฝัน’ -คือชื่อของหญิงสาวผู้ที่กำลังทำร้ายตัวเอง
ด้วยการลืมปัจจุบันและอนาคต
อาวุธที่ฝันใช้คือการนั่งคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา…

……..

“ฝัน..เป็นแฟนกันนะ” -คำพูดที่อ่อนโยนปนเขิน ของกาย
กายนั่งทบทวนกับประโยคนี้ตลอดทั้งคืน
ว่าเขาจะถ่ายทอดความรู้สึกของเขาออกมาอย่างไรดี
จึงจะทำให้ฝันเชื่อ ว่านี่คือความรู้สึกจริง ๆ ของเขา
ที่มีต่อฝัน เขานั่งท่องประโยคนี้อยู่ทั้งคืน
ปรับเปลี่ยนน้ำเสียง และเว้นวรรค ไปเรื่อย ๆ
เพื่อหาวิธีการพูดที่ดีที่สุด แล้วเขาก็พบ
…“ฝัน..เป็นแฟนกันนะ”

เช้าวันจันทร์ก่อนที่ฝันจะเข้าเรียนวิชาปรัชญาตะวันตก
กายนั่งรอฝันอยู่ริมสระน้ำหน้ามหาวิทยาลัยเหมือนเช่นเคย
ฝันเดินเข้ามหาวิทยาลัยทางประตูใหญ่ด้านหน้า
รอยยิ้มหวานละมุนของฝัน หลังจากที่เห็นกายมานั่งรออยู่
ความสดใสของเธอเช้านี้ทำให้กายต้องยิ้มแห้ง ๆ ตอบกลับไป
แล้วก้มหน้าครุ่นคิด ความเขินอายทำให้กายหน้าแดงก่ำ
พูดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หลบสายตาของฝัน
มือซ้ายก็ล้วงกระเป๋ากางเกง มือขวาก็ขยี้ผมไปมา
ผมที่ยาวของกายจึงยุ่งเหยิงไปหมด
“กายเป็นอะไรคะ วันนี้ดูแปลก ๆ มีอะไรหรือเปล่า
หรือว่าไปทำผิดอะไรมา แล้วไม่กล้าบอกฝันฮึ…
นี่ ๆ ผมยุ่งหมดแล้ว” ฝันพูดอย่างดูออก
ว่าวันนี้กายจะต้องมีอะไรมาบอกฝันแน่ ๆ
ฝันอมยิ้มถือสมุดหนังสือมากอดที่อก
ก้มไปมองกาย เหมือนจะพยายามค้นหาความจริง
ที่ซ่อนอยู่ในแววตาของกาย
ก่อนจะรบเร้าให้กายบอกมา ว่ามีอะไร
คำพูดของกายที่ซ้อมเตรียมมาอย่างดีทั้งคืน
ถูกทำลายด้วยความรู้สึกเขินอายจนหมดสิ้น
-ก่อนที่จะรวบรวมสมาธิได้
กายแหงนหน้ามองฟ้า สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
หันมามองหน้าฝัน ก่อนที่จะพูดประโยค
ที่ทำให้ฝันต้องหัวเราะร่วน…
“ฝันจ๊ะ…เช้านี้ไปนั่งทานข้าวผัดร้านเดิมกันนะ”

……..

ฝัน –นักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์ปี 2
กาย – นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปี 3
กายพบฝันครั้งแรกที่ริมสระน้ำหน้ามหาวิทยาลัย
ขณะที่ฝันกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นไม้คนเดียว
กายเดินเข้ามหาวิทยาลัยมากับเพื่อนคนหนึ่ง
ชื่อเอ้ -เอ้คือเพื่อนสนิทซี้ปึ้กของกายเลยทีเดียว
เอ้กับกายรู้จักและเรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก
เอ้เรียนอยู่คณะมนุษย์ศาสตร์ปี 3 ซึ่งอยู่คณะเดียวกันกับฝัน
เอ้เป็นพี่รหัสของฝัน จึงรู้จักกับฝันเป็นอย่างดี
เอ้เล่าเรื่องน้องรหัสของเขาให้กายฟังบ่อย ๆ
-ฝันเป็นเด็กน่ารัก สวย ได้เป็นดาวของคณะตอนอยู่ปีหนึ่ง
และยังเรียนเก่งด้วย ถ้าใครได้ใกล้ชิดกับฝันแล้วจะรู้ว่า
ฝันเป็นคนที่สดใสร่าเริง ออกจะติงต๊องทีเดียว
แต่นั่นก็เป็นมุมหนึ่งในตัวฝัน ในอีกมุมหนึ่งฝันเป็นคนเงียบ ๆ เก็บตัว
คนทั่วไปเลยคิดว่าฝันเป็นคนหยิ่งไป
และฝันเองก็เป็นคนช่างคิดช่างฝันสมกับชื่อ…
ฝันเป็นลูกคนสุดท้อง ฐานะที่บ้านธรรมดา
ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ถ้าฝันเอ็นฯ เข้าที่นี่ไม่ได้
ก็คงต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเปิดที่อื่น
เพราะคงไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนแน่
เพราะค่าเรียนแพง ฝันไม่อยากให้เป็นภาระของทางบ้าน…
เรื่องราวเกี่ยวกับฝันเหล่านี้คือสิ่งที่กายได้ฟังจากเอ้บ่อย ๆ
เพราะเอ้สนิทกับฝันดีเพราะเป็นพี่รหัสของฝัน
คอยให้คำปรึกษาคำแนะนำแก่ฝันบ่อย ๆ
จึงเหมือนกับกายได้รู้จักกับฝันไปโดยไม่รู้ตัว
ทั้ง ๆ ที่กายก็ยังไม่เคยคุยกับฝันสักคำ

“พี่เอ้ ๆ หวัดดีค่า…” ฝันเหลือบมองเห็นพี่เอ้เดินมากับเพื่อน
จึงตะโกนเรียกทักทาย
เอ้ทักกลับแล้วพากายเดินเข้าไปนั่งกับฝันที่โต๊ะ
“มานั่งดูหนังสือคนเดียวอีกแล้ว นี่เพื่อนพี่ชื่อกาย อยู่ ’ถาปัดฯ”
เอ้แนะนำเพื่อนให้รู้จัก
“สวัสดีค่ะ”
“ครับ หวัดดีครับ”
กายยิ้มทักทาย
จริง ๆ แล้วฝันก็เคยเห็นกายมาหลายครั้งแล้ว
เพราะเห็นไปไหนมาไหนกับพี่เอ้บ่อย ๆ
แต่ฝันไม่มีโอกาสได้พูดคุยทักทายด้วย
กายเป็นหนุ่ม ‘ถาปัดฯ ผมยาวสลวย
แต่งตัวมีสไตล์ ดูเซอร์ ๆ แต่สะอาดเรียบร้อย
ดูแล้วท่าทาง ทางบ้านกายคงจะมีฐานะดีทีเดียว
กายเป็นคนพูดน้อย เงียบขรึม
เสน่ห์ของกายอยู่ที่แววตา
จินตนาการ ความรู้สึก และอารมณ์
รวมอยู่ในแววตาของเขาที่ฉายออกมา
นี่คือสิ่งที่สะกดฝันให้ตกอยู่ในภวังค์ที่กายสื่อออกมาโดยไม่รู้ตัว…

กายและฝันเริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
อาจเพราะทั้งคู่มีอะไร ๆ ที่คล้ายกันหลายอย่าง
ชอบฟังเพลงแนวเดียวกัน ชอบดูหนังแนวเดียวกัน
รักธรรมชาติเหมือนกัน และอีกหลายอย่างที่เหมือนกัน
รวมทั้งขี้เหงาเหมือนกันด้วย
กายและฝันเจอกันบ่อยขึ้นที่มหาวิทยาลัย
ทั้งคู่มักเจอกันตอนเย็นหลังเลิกเรียน
นั่งคุยกัน ไปเดินเล่นซื้อของตามห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ
ดูหนังบ้าง ใคร ๆ ที่เห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกันต่างคิดว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน
แต่ความจริงแล้ว กายและฝันเป็นแค่ ‘เพื่อน’ กันเท่านั้น
ฝันเคยบอกชอบกายครั้งหนึ่ง
หลังจากที่รู้จักกันได้สี่เดือน
“ฝันชอบกายนะคะ” ฝันพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
ผสมกับดวงตากลมโตเป็นประกาย และแก้มสีชมพูที่เจือด้วยความเขิน
“ฮะ! อะไรนะ ฝันล้อกายเล่นหรือเปล่าฮึ” กายงุนงงปนตกใจ
“ทำไมล่ะ ผู้หญิงบอกชอบผู้ชายก่อนผิดด้วยหรอ” ฝันทำหน้างอปนทะเล้น
“ก็เราคิดยังไงอยู่ ก็น่าจะพูดออกไปใช่มั้ยล่ะ
มันก็แค่ความรู้สึกหนึ่งของฝันเท่านั้น” ความทะเล้นเริ่มหาย
กลายเป็นความน้อยใจมาแทนที่
“ฝันอยากเป็นแฟนกันกับกายหรอ” กายถามทีเล่นทีจริง
“ป่าวนี่”
“อ้าวววว…”
“แล้วทำไมฝันถึงบอกชอบกายล่ะ” กายเริ่มงงเข้าจริง ๆ
“ชอบแล้วต้องอยากเป็นแฟนด้วยหรือไงฮึ พ่อหนุ่มติสต์
พอ ๆ ไปทานข้าวกันดีกว่า ฝันหิวแล้วล่ะ” ฝันเกลื่อนความรู้สึก
ก่อนพาออกนอกเรื่อง แล้วพากันเดินไปทานข้าว
ที่ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ

ทุกคืนก่อนจะหลับ กายอดคิดไม่ได้ว่าทำไมฝันถึงชอบกาย
-เจอกันตอนเช้าบ้าง เย็นบ้าง นั่งทานข้าวด้วยกันบ้าง
ไปเดินเล่นกันบ้าง ดูหนังกันบ้าง
…ฝันเริ่มชอบกายตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ…
กายเป็นหนุ่มติสต์ที่ละเอียดอ่อนก็จริง
แต่บางทีหนุ่มติสต์ก็กลายเป็นหนุ่มต๊องซื่อบื้อได้เหมือนกัน
กายลืมเวลาที่อยู่ใกล้ฝัน…
ฝันมักแอบมองกาย
ฝันไม่ได้มองกายที่หน้าตาหรือภายนอก
ฝันมองกายที่แววตา ที่คำพูด
ทำให้ฝันมองเห็นและเข้าใจความคิด จิตใจ ของชายหนุ่มคนหนึ่ง
ทุกคำพูดที่กายมีให้ฝัน
ทำให้ฝันรู้ว่า เงาของฝันไม่ได้มีแค่สีเทาเท่านั้น
แต่เงาของฝันมีสีสัน –สีสันของตัวกาย
กายเป็นคนละเอียดอ่อน อ่อนไหว
สายตาของเขามองทะลุต้นไม้ เข้าไปยังแก่น เซลล์
กายเหมือนนกที่บินอยู่บนฟ้า
มองเห็นการเคลื่อนไหวข้างล่างทุกอย่าง เขามองอย่างเข้าใจ
ไม่น่าแปลกใจเลย
ว่าทำไมฝันถึงรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้กาย
แต่ทว่า…กายกลับมองไม่ค่อยเห็นตัวเองเท่าไหร่
จนคืนหนึ่ง –คืนก่อนวันเกิดฝัน-
เขาพบคำตอบก่อนจะหลับ
กายรีบลุกขึ้นมานั่งมองหน้าตัวเองในกระจก
แล้วนึกคำพูดที่ดีที่สุด แล้วซ้อมพูดอยู่หน้ากระจก…จนเช้า

……..

ที่ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ…
กายและฝันสั่งข้าวผัดหมูใส่แฮมคนละจาน กับชาเย็นคนละแก้ว
“นี่ ๆๆๆ ตกลงจะไม่บอกฝันใช่มั้ย มีอะไรอุดปากกายอยู่หรือไง
ไม่เคยเห็นกายเป็นแบบนี้นี่ ฮะๆๆ ตลกดี หน้าแดงเชียว”
ฝันยังรบเร้าไม่เลิก
“งั้นทานข้าวกันก่อนละกัน พร้อมเมื่อไหร่แล้วค่อยบอกฝันนะ”
ฝันพูดแล้วอมยิ้ม
“ฝัน…กายขอกระดาษแผ่นนึงสิ ฉีกให้หน่อยนะ แผ่นนึง นะๆ”
กายนึกวิธีใหม่ออก เพื่อจะบอกความรู้สึกของเขาให้ฝันได้รับรู้
ฝันรีบฉีกกระดาษจากสมุดโน้ตเล่มโปรดให้กายทันที
ด้วยความอยากรู้เร็ว ๆ ว่ากายจะทำอะไรต่อไป…
“ฝันทานข้าวไปพลาง ๆ ก่อนแล้วกัน
เดี๋ยวกายขอเขียนอะไรหน่อยนะ เสร็จแล้วจะบอก
ห้ามแอบดูนะ”
สิ่งที่กายเขียนดูคล้ายบทกลอน
ฝันแอบเหลือบมองดูแล้วอมยิ้ม
เพราะไม่เคยเห็นกายเขียนอะไรแบบนี้มาก่อน

……..

ฉันรักเธอ สุดหัวใจ คำนี้เพื่อเธอผู้เดียว
ฉันรักเธอ หมดใจที่ฉันมี ดวงนี้เพื่อเธอเพียงผู้เดียว
อยากผ่านเวลานี้ เพื่อพบเธอในฝัน
อยากหยุดเวลาไว้ ให้เราสองคนไม่จากกัน

อยากให้ดวงดารา มาเป็นพยานให้เธอและฉัน
อยากให้คืนและวัน มีเพียงสองเราร่วมฝัน
จะรั้งเธอไว้ ด้วยใจดวงนี้
จะขังเธอไว้ ด้วยความห่วงใย

คำรักฉัน เอ่ยตรงกับหัวใจ คำนี้มีไว้เพื่อเธอ
คำหวานใด ไม่มีให้มากมาย คำฉันมีเพราะมาจาก…ความรัก
รักเพียงเธอ ฉันขอเพียงเธอ
ดอกไม้ที่งาม ล้ำคุณค่า
ยังสวยไม่จาง แม้มาอยู่ข้างฉัน

จะให้ดวงดารา มาเป็นพยานให้เธอและฉัน
จะให้คืนและวัน มีเพียงสองเราร่วมฝัน
จะรั้งเธอไว้ ด้วยใจดวงนี้
จะขังเธอไว้ ด้วยความห่วงใย
จะบอกกับเธอ ว่า ‘ฉันรักเธอ’

……..

กายเขียนเสร็จแล้วเซ็นชื่อและลงวันที่ไว้ก่อนยื่นให้ฝัน
“โห.. ยาวจังนี่กายเขียนกลอนกะเค้าด้วยหรอเนี่ย
ทำไมแต่งเร็วจังล่ะ” ฝันแซวปนยิ้มที่ซ่อนความเขินเอาไว้
กายนั่งนิ่ง หน้าตาสงบ แววตาเป็นประกายจ้องมองไปยังตาของฝัน
ก่อนจะพูดอย่างนุ่มนวล
“เป็นเพลงที่กายแต่งขึ้นก่อนที่กายจะพบกันฝัน…
กายแต่งเอาไว้ เพื่อรอที่จะมอบให้ผู้หญิงคนหนึ่ง
ผู้หญิงที่กายก็ไม่รู้ว่าคือใคร กายรู้แค่ว่า
คนที่กายจะมอบเพลงนี้ให้…คือคนที่กายรัก”
“….”
“กายรักฝัน….ฝันเป็นแฟนกับกายนะ”
คำพูดและน้ำเสียงของกายทำเอาฝันเหมือนต้องด้วยมนต์สะกด
ลืมเรื่องที่กำลังคิดอยู่ว่า ทำไมตัวเองไม่รู้ว่ากายแต่งเพลงเป็นด้วย
ก่อนจะก้มหน้าอ่านเนื้อเพลงในแผ่นกระดาษ
“เดี๋ยวนะขอฝันอ่านก่อนนะ”
ฝันอ่านไม่เป็นตัว ตัวหนังสือเบลอไปหมด
ความรู้สึกวูบวาบไปหมด หน้าตาแดงก่ำ
ก่อนจะละความพยายามที่จะอ่านต่อไป
แล้วเงยหน้าขึ้นมามองกาย
“….แล้วที่กายกับฝันเป็นอยู่ตอนนี้ เขาเรียกว่าอะไรล่ะ”
ฝันถามด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“อืมมม…เพื่อนหรอ” กายตอบอย่างลังเล
ฝันพยายามจ้องไปที่ตาของกายด้วยสายตานิ่ง เย็น
แล้วจึงยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยน
“เพื่อนหรือแฟนก็ไม่ต่างอะไรกันมากนัก
มันเป็นเพียงคำที่คนเราบัญญัติขึ้นมา
เพื่อใช้แทนความสัมพันธ์เท่านั้น
สิ่งสำคัญคือการกระทำและความรู้สึก
ที่มีให้กันต่างหาก…”
“….”
“กายรักฝันใช่มั้ย งั้นกายก็รู้ไว้นะจ๊ะ ว่าฝันก็รักกาย
เพียงเท่านี้คงพอเป็นคำตอบให้กายได้นะ”
ฝันพูดก่อนจะละสายตาออกจากตาของกาย
แล้วหันไปมองต้นไม้ข้าง ๆ เลิกคิ้ว พร้อมยิ้มมุมปากอย่างสดใส
ทิ้งให้กายนั่งยิ้มเขินอย่างดีใจอยู่เงียบ ๆ
-ขอบคุณมากนะจ๊ะกาย สำหรับของขวัญวันเกิดปีนี้-

……..

ความรักของกายและฝันเติมเต็มให้กันตลอดมา
จนถึงช่วงที่สภาพเศรษฐกิจถดถอยที่สุดในประวัติการณ์
ซึ่งเป็นเหตุทำให้กิจการรับเหมาก่อสร้างของทางบ้านกายประสบปัญหาอย่างหนัก
พ่อของกายมีหนี้สินจำนวนมาก
จนทำให้ครอบครัวของกายประสบปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรง
กายเองก็รู้ในเรื่องนี้ดี แต่ตนเองก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้
เพราะวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา กับความสามารถที่มีอยู่ตอนนี้
กลับไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
อุตสาหกรรมด้านนี้กำลังอยู่ในช่วงขาลง
ไม่มีใครต้องการรับสถาปนิกจบใหม่เข้าทำงาน…

พรุ่งนี้เป็นวันรับปริญญาของกายและฝัน…
กายเรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักสูตร 5 ปี
จึงจบพร้อมกันกับฝัน เพราะหลักสูตรของฝันเรียนแค่ 4 ปี
ฝันจบการศึกษาระดับปริญญาตรีพร้อมกับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
ส่วนกายจบในระดับเดียวกัน แต่จบพร้อมกับความขมขื่น
…เย็นนี้เขาและทางบ้านต้องขึ้นเครื่องไปต่างประเทศ
ตั๋วเครื่องบินและข้าวของถูกเตรียมไว้ก่อนวันรับปริญญาหนึ่งสัปดาห์
กายและครอบครัวจะบินไปหลบภัยเศรษฐกิจที่นั่น
กายไม่รู้แม้วันกลับ …กายรู้เพียงเท่านี้
กายไม่รู้แม้ว่าจะบอกกับฝันอย่างไรดี
เพราะกายต้องการจากไปอย่างเงียบที่สุด

หลังออกจากห้องประชุมบัณฑิตใหม่ต่างเดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ออกมายืนถ่ายรูปกันกับครอบครัว และเพื่อน ๆ
ฝันเดินออกมายืนถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ที่ริมสระน้ำหน้ามหาวิทยาลัย
ส่วนกายถอดชุดครุยคล้องแขนรีบเดินไปที่รถเบนซ์คันงาม
ที่พ่อขับมารอรับอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย
ก่อนออกตัวจากไปอย่างเงียบ ๆ หลงเหลือไว้เพียงควันสีเทาคล้ำ
ที่ค่อย ๆ จางหายไป
ฝันยืนชะเง้อมองหากายอยู่นาน เพราะนัดกันไว้ว่าจะมาเจอกันริมสระน้ำ
ที่ที่คนทั้งสองรู้จักกันครั้งแรก
เอ้เห็นฝันนั่งซึมอยู่ที่โต๊ะม้าหินริมสระน้ำคนเดียว
จึงทนไม่ไหวเดินมานั่งกับฝันที่โต๊ะ
“กายมันไปแล้ว มันไปเงียบ ๆ มันไม่อยากให้ใครรู้ …พ่อมันสั่งไว้”
เอ้พูดเสียงสั่น เพราะตัวเองก็ยังทำใจไม่ได้เช่นกัน
ที่เพื่อนรักจะต้องตกชะตากรรมแบบนี้ ต้องจากไปไกล
ไปอย่างไม่รู้วันกลับ ไม่รู้แม้ที่อยู่
“….”
ฝันนั่งนิ่ง เหมือนไม่ได้ยินอะไร ไม่มีน้ำตาสักหยด
ทุกอย่างเหมือนความฝัน
-ทำไมกายไม่เคยบอกฝันเลย ทำไม…-
เอ้ขับรถไปส่งฝัน พ่อแม่และพี่สาวของฝันที่บ้าน
“กายจะต้องติดต่อกลับมา” เอ้ให้กำลังใจ
ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่ากายจะติดต่อกลับมาเมื่อไหร่
ฝันเข้าบ้านอาบน้ำ เข้านอนเร็วกว่าปกติ
เป็นคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตที่ฝันเคยเจอมา
ความน้อยใจของฝันมีน้อยกว่าความเป็นห่วงที่มีให้กาย
-กายจะเป็นอย่างไรบ้าง กายจะอยู่อย่างไร กายจะเหงาหรือเปล่า-
ฝันเผลอหลับตอนฟ้าสาง โดยมีเสียงร้องเพลง
ของนกกางเขนแถวบ้านกล่อมให้หายเหนื่อย

1 ปีผ่านไปกับการรอคอยกายของฝัน…
ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
ลงข่าวของพ่อกายถูกจับ…
พ่อกายและครอบครัวถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทย
พ่อกายถูกนำตัวขึ้นศาลดำเนินคดีตามกฏหมาย
และครอบครัวถูกฟ้องล้มละลาย
ฝันพยายามติดต่อกับกายแต่ไม่สำเร็จ
ไม่มีใครรู้ว่ากายหายไปไหนหลังจากกลับมา
กายกลับถึงบ้านแล้วรีบเก็บข้าวของก่อนจะออกจากไปอย่างเงียบ ๆ
พี่น้องและแม่ของกายพักอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง
ใกล้ ๆ กับบ้านเดิมที่เพิ่งถูกยึดไป
ไม่มีใครสักคนภายในบ้านที่รู้ว่ากายหายไปไหน
แต่ทุกคนรู้ว่ากายดูแลตัวเองได้
ทุกคนรู้ดีว่ากายเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี
เป็นคนมีความคิด ไม่มีทางทำอะไรไม่ดี ๆ แน่
กายเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก
เมื่อเวลาไม่สบายใจมักจะเก็บตัว ไปค้างบ้านเพื่อนบ้าง
ไปต่างจังหวัดบ้าง บางทีก็ไปคนเดียว บางทีก็ไปกับเพื่อน
และหลาย ๆ ครั้งก็ไปกับฝัน…
ฝันยังเฝ้ารอการติดต่อจากกาย
แต่ไร้วี่แวว ไร้การติดต่อกลับมา
เหมือนกำลังตะโกนใส่กำแพง
มีเพียงเสียงสะท้อนเศร้าของตัวเองกลับมา
ฝันยังคงเฝ้ารอกายด้วยความหวังที่เลือนลางต่อไป

……..

เที่ยงคืนวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2542
วันครบรอบสี่ปีกับการรอคอยกายของฝัน
และเป็นวันสุดท้ายที่กายและฝันได้พบกัน
ก่อนที่กายจะจากไป
การหายตัวไปครั้งนี้ของกาย เป็นครั้งที่ยาวนานที่สุด
…กายผู้อ่อนไหว ความละเอียดอ่อนของกาย
ทำให้กายเป็นคนอ่อนไหวมาก เรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัว
คงทำให้กายเจ็บปวดมากทีเดียว
หลายคนมองว่ากายไม่มีความรับผิดชอบที่ละทิ้งครอบครัวไป
ไม่เป็นห่วงทางบ้าน มีเพียงฝันคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เชื่อเช่นนั้น
ฝันรู้ว่ากายคิดอะไรอยู่
ฝันรู้ว่ากายเหงาและเศร้าแค่ไหน
แต่เพียงสิ่งเดียวที่ฝันไม่รู้
‘ทำไมกายไม่ติดต่อฝันบ้าง’…

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ดวงจันทร์กลมโต ส่องแสงนวล
ดาวระยิบพราวเต็มผืนฟ้ากำมะหยี่สีดำ
ฝันปิดไฟในห้องตั้งแต่สี่ทุ่ม
แสงจันทร์ส่องลอดผ่านบานเกร็ดหน้าต่างเข้ามาเป็นแสงรำไร
ฝันนั่งก้มหน้าอยู่ขอบเตียง…
น้ำตาไหลผ่านเนียนแก้ม สู่ปลายคางมน
ก่อนทิ้งตัวร่วงลงเป็นหยดน้ำ -ขุ่นเศร้า-
แตกกระเซ็นหลังกระทบพื้น
ดวงตาเหม่อลอย นัยน์ตาฉายแววเหงา อ้างว้าง
‘ฝัน’ -คือชื่อของหญิงสาวผู้ที่กำลังทำร้ายตัวเอง
ด้วยการลืมปัจจุบันและอนาคต
อาวุธที่ฝันใช้คือการนั่งคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา…
…ของกายและฝัน…

……..

ฝันยังคงนั่งเหม่อลอย
คิดถึงความสุขในอดีตของฝันและกาย
คิดถึงตั้งแต่วันแรกที่พบกัน
วันแรกที่ฝันบอกชอบกาย
วันแรกที่กายบอกรักฝันแล้วขอฝันเป็นแฟน
ฝันนั่งคิดถึงกายจนถึงวันสุดท้าย…ที่กายจากไป
และจะยังคงคิดถึงอยู่อย่างนี้…ตลอดไป
ฝันอยากให้กายรู้ว่า เงาของกาย คือใจของฝัน…
ไม่ว่ากายจะอยู่แห่งหนใด

กายของฝัน….

One thought on “กายของฝัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s