เขาใหญ่ กับ The Art of the Strategist

๒๓ ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๕๐

เมื่อวานกำลังนั่งทำงานสลับกับตอบกระทู้ใน narisa.com อยู่
อยู่ ๆ ก็รู้สึกมีอะไรมาดลใจ เหลือบมองนาฬิกา ประมาณบ่ายสองกว่า
จึงปิดเครื่อง ลุกขึ้นหยิบกุญแจรถ เปิดประตูบ้าน แล้วควบเจ้าดำคู่ใจ
แวะทำธุระเล็กน้อยก่อนพุ่งตรงไปขึ้นโทลล์เวย์ ลงสุดทาง
ก่อนจะควบเจ้าดำทะยานต่อ แวะเติมน้ำมันเบนซิน 95 เสียก่อนจนเต็มถังเผื่อขากลับด้วยเลย
เพราะไปไกล ๆ แล้วหาปั๊มที่มีเบนซิน 95 ยาก เจ้าดำมันดันเติมแก๊สโซฮอลล์ไม่ได้เสียด้วย
ขนาดบริษัทรถออกประกาศแถลงการณ์แจ้งเลย อย่างนี้โฆษณาก็มั่วสินะ สักแต่จะขาย
เจ้าดำผมมันยังฉลาดกว่าอีก บางสถานการณ์ฉุกเฉินที่เลี่ยงไม่ได้ โดนบังคับให้ซดแก๊สโซฮอลล์ เป็นออกอาการเฉื่อยชา
วิ่งไม่ออก แรงบิดตก แถมน้ำมันหมดเร็วกว่าเสียอีก

ขับ ๆ อยู่มัวแต่เพลิน ลืมมองปั๊ม จนเกือบเลย เป็นปั๊มเชลล์อยู่เลย ม. กรุงเทพ มาหน่อย
เต็มถังพร้อมรับน้ำดื่มฟรีสองขวด เจ้าดำอิ่มแปร้ ไม่มีง่วง กลับยิ่งคึกคัก พุ่งทะยานราวม้าพยศ
แต่ช่วงนี้เจ้านายเศรษฐกิจไม่ค่อยดี จึงวิ่งปรู๊ดปร๊าดไม่ได้ รักษาระดับไว้ไม่ให้เกิน 140 ก.ม./ช.ม.
วิ่งตามถนนวิภาวดีรังสิตไปเรื่อย ๆ ผ่าน ม. ธรรมศาสตร์รังสิต AIT นวนคร จนถึงสระบุรีแล้วเลี้ยวขวา
ช็อกอับฯ ที่เพิ่งเปลี่ยนมาไม่กี่เดือนนุ่มขึ้น ไม่กระด้างแบบชุดเก่าที่ออกแนวเรซซิ่ง นั่งแล้วของที่อยู่ในท้องแทบจะขย้อนออกมา
แม้ไม่รีบนัก แต่บางจังหวะก็ออกอาการฉวัดเฉวียนอยู่บ้าง เพราะเป้าหมายหลักอันดับแรกอยู่ที่แฮมเบอร์เกอร์เนื้อลูกวัวที่ฟาร์มโชคชัย
ก็กว่าจะได้ออกจากบ้านก็บ่ายสามโมงแล้ว ทำธุระ แวะเติมน้ำมันเสร็จก็เกือบสี่โมงเย็นโน่น
ขาไปนั่งสบาย ๆ ฝึกหายใจเข้า-ออกแบบโยคะไปในตัว หายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อน
ได้สมาธิไปในตัว นอกจากเสียงรถที่ดังสนั่นหวั่นไหว ยังมีเพลงที่เปิดคลอไปเบา ๆ จาก SquweezedAnimal
ดนตรีดี ร้องก็ดี เพลงที่มีเนื้อหาเรื่องความรักก็ไม่เน่านัก แม้เนื้อหาจะดูธรรมดา แต่นำเสนอได้อย่างมีสไตล์
และแล้วราวห้าโมงสิบห้าก็มาถึงฟาร์มโชคชัย จอดรถเสร็จรีบตรงไปยังร้านแฮมเบอร์เกอร์ด้วยความตื่นเต้น… – ปิดยังวะ? –
แต่จากจำนวนลูกค้าที่เดินซื้อของที่ระลึกกันขวักไขว่ จึงช่วยย้อมใจได้ จนเดินมาถึง – โอ้ว ยังไม่ปิด สวรรค์ –
(ไม่ได้มานานเกือบปีแล้วอะนะ เลยจำไม่ได้ว่าเขาปิดกี่โมง และติดใจในรสชาดแฮมเบอร์เกอร์ที่นี่มาก เนื้ออร่อยบวกกับผักกาดแก้วแสนโปรดที่กรอบและสดถึงใจ)

ซื้อแฮมเบอร์เกอร์เนื้อลูกวัว เพิ่มชี้ส หอมย่าง และเบคอน ราคา 135 บาท จาก 145 บาท
ซื้อเสร็จเรียบร้อย ไม่… ยังไม่ทาน เก็บความอร่อยเอาไว้ก่อน เดินออกมาซื้อไอศครีม… อึ้ม..มิลค์ รสช็อกโกแลตแสนอร่อย
ของเขาดี ดีเพราะนม สด หอม กลมกล่อม แล้วจะลืมนม และไอศครีมอีกหลายยี่ห้อไปเลย
ได้ข่าวว่าทั้งนมและไอศครีมจะมีขายในกรุงเทพฯ แล้ว เร็ว ๆ นี้ โอย… เมื่อไหร่นะ รอด้วยใจจดจ่อ

ยืนกินไอศครีมช็อกโกแลตเป็นเด็กอยู่คนเดียว อร่อย แต่ เย็นแฮะ ซื้อถ้วยเล็กแล้วนะ ไม่หมดซะที อากาศก็เย็นแล้วด้วย
ยืนกินไปขนลุกไป เอาไปเก็บในรถดีกว่า เดี๋ยวค่อยกินต่อ ว่าแล้วก็ขึ้นรถขับย้อนขึ้นไปนิดหน่อยเพื่อกลับรถ
จากนั้นก็มุ่งหน้าต่อไปอีกไม่กี่กิโลเมตร เมื่อเห็นป้าย ‘เขาใหญ่’ ก็ชิดซ้าย ขึ้นสะพานอ้อมวนไปลงถนน ธนรัชต์
ขับเล่นกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ ไม่อยากขับเร็ว เพราะยิ่งเหยียบคันเร่งลึกเท่าไร เสียงก็สนั่นหวั่นไหวมากเท่านั้น เกรงใจชาวบ้านชาวช่อง
ขับไปก็มองดูที่พัก รีสอร์ท ร้านอาหาร กำแฟ แถวนี้เยอะจริง ๆ สวย ๆ ทั้งนั้น จุลดิศเอย กรีนเนอรี่เอย โบนันซ่าเอย และอีกเยอะแยะ
พอมาถึงตีนเขาใหญ่บริเวณทางขึ้น เสียค่าธรรมเนียม คนบวกรถ เท่ากับ 90 บาท เสียค่าธรรมเนียมเสร็จก็ขับเลยมาจอดข้างทางก่อน
ซัดไอศครีมให้เรียบร้อย เพราะละลายไปเยอะแล้ว หลังจากเกลี้ยงถ้วยเรียบร้อยก็ปิดแอร์ ลดกระจกฝั่งคนขับลงจนสุด
ตรวจเช็คเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย เผื่อพลาดตกเขา เอ้ย… ปลอดภัยไว้ก่อน ทางมันชัน นี่ก็เพิ่งสั่งเข็มขัดนิรภัย 4 จุดจากอังกฤษโน่น ยังไม่ได้ของเลย
กะว่าปีหน้าจะเอาไปวิ่งในสนามเล่น ๆ กะเขาบ้าง เป็นการวิ่งเล่น ๆ ของชมรม mazdaclub ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่

ว่าแล้วก็ขึ้นเขาใหญ่ ขับช้าบ้างเร็วบ้าง แล้วแต่ว่ามีรถหลังมาจี้ต่อท้ายไหม
อากาศเย็นสบาย แม้ยังไม่หนาวมาก ลัดเลี้ยวขึ้นมาจนถึงจุดชมสัตว์จุดหนึ่ง เหลือบเห็นกวางกำลังกินโป่งอยู่พอดี
แต่เบรคไม่ทัน เดี๋ยวรถคันหลังจะจูบบั้นท้ายเอา จึงจำใจขับเลยต่อไป
จากนั้นก็ถึงจุดชมวิวแห่งแรก จอดรถเรียบร้อย สังเกตว่าไม่มีลิงสักตัว ปกติจะวิ่งมาเล่นและขออาหารกับนักท่องเที่ยวเยอะมาก
สงสัยเย็นแล้ว คงเข้านอนกันหมด หลับอุตุแต่หัววัน
ลงจากรถแล้วเดินข้ามถนนไปยืนชมวิวบริเวณผา ขออภัยจำชื่อไม่ได้ เห็นสันเหลื่อมของทิวเขา ซ้อนเหลื่อมกันสวยงามมาก
มีม่านหมอกสีเทาจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่ง ให้ยิ่งดูโรแมนติก เฮ้อ มาคนเดียวเสียด้วย ทิ้งสาวน้อยและเจ้าตัวเล็กไว้ที่บ้าน (แอบมา อย่าแอบไปบอกเชียว จุ๊ ๆ)
ลมพัดเย็นจนขนลุก เอาเสื้อแขนยาวมาเผื่อเหมือนกัน แต่ลังเล จะไปหยิบดีไม่หยิบดี ก่อนตัดสินใจ จะมืดแล้ว ไปต่อดีกว่า

ขึ้นรถแล้วก็ขับต่อ คราวนี้เริ่มซิ่งหน่อย เพราะรถน้อย ทางก็ขับมันส์ แต่มันส์ไปหน่อยมาเจอลูกระนาดเข้า เบรกไม่ทัน เล่นเอาสะเทือนไปถึงกระดูก
ยิ่งขับไปฟ้าก็ยิ่งมืด พอมาถึงข้างบนฟ้าก็มืดสนิทพอดี สังเกตมีนักท่องเที่ยวมากพอสมควรทีเดียว แต่ไม่ถึงกับคับคั่งนัก
อาจเพราะเพิ่งปลายฝน ต้นหนาว เพิ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว

ลานจอดรถมีรถจอดพอสมควร สังเกตหลายคนไม่ได้ใส่เสื้อหนาวกัน แสดงว่าอากาศคงไม่เย็นมากนัก ก็เลยตัดสินใจไม่ใส่บ้าง
ลงจากรถแล้วก็นึกขึ้นได้ แล้วเราจะมาทำอะไรดีหว่า? มืดตื๋อแล้วด้วย ว่าแล้วก็ไปค้นหลังรถ ได้หนังสือ The Art of the Strategist ติดมืออกมา
นอกจากนี้ในกระบะหนังสือท้ายรถยังมีหนังสือเรียน Java Programming ของซันฯ เป็น Student Guide พร้อมมี Instructor Notes อยู่สองเล่ม
เล่มหนึ่งสำหรับอ่าน อีกเล่มเป็นแล็บ วางไว้ในกระบะใส่ของเพื่อถ่วงน้ำหนักไม่ให้เวลาขับรถแล้วกระบะไถลไปมา เพราะหนังสือสองเล่มนี้หนักใช้ได้ ฮา…
นึกถึงเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่ผมเคยสอบผ่าน Sun Certified Instructor เกือบได้สอนวิชา Java Programming, Java Workshop, Develop J2EE Compliant Application,
J2EE Architecting และ Object-Oriented Analysis and Design with UML ของซันฯ สำหรับวิชา J2EE Architecting และ Develop J2EE Compliant Application ปลื้มเป็นพิเศษ
เพราะตอนนั้นในบ้านเรายังไม่มี instructor ที่สอนสองวิชานี้ที่เป็นคนไทยเลย ผม ‘เกือบ’ ได้เป็นคนแรก

การจับพลัดจับผลูได้ไปสอบ Sun Certified Instructor ก็เมื่ออยู่ ๆ ก็มีโทรศัพท์ทางไกลจากสิงคโปร์มา เข้าโทรศัพท์มือถือเลย ก็งง เฮ้ย ใครหว่า
พูดภาษาอังกฤษด้วย สำเนียงฟังยากอีกต่างหาก คุยไปคุยมาเขาทราบว่าผมสอนหนังสือด้านนี้อยู่ และทำงานจริงด้วย เลยสนใจอยากให้เป็น Instructor
เพราะปกติหลายวิชาที่จัดโดยซันฯ ประเทศไทย ต้องจ้าง Instructor ต่างชาติ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ มาสอน เขาอยากให้มี Instructor ที่เป็นคนไทย
เป็นอะไรที่เซอร์ไพรซ์มาก เพราะ Sun Education ของทางสิงคโปร์ติดต่อมาโดยตรง ไม่ผ่านซันฯ ประเทศไทยเลย เพราะโทรฯ ไปถามทางซันฯ ประเทศไทยเขายังไม่รู้เรื่องเลย
และโชคดีได้รับพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติจะสอบเป็น Sun Certified Instructor ต้องบินไปสอบที่สิงคโปร์ เสียค่าใช้จ่ายเยอะพอสมควร
ประมาณว่าทุกวิชาที่กล่าวถึงข้างบนต้องเสียเป็นแสนแน่ ๆ แต่ผมโชคดี ไม่ต้องเสียสักบาท ไม่ต้องบินไปสอบ แต่ได้สอบที่เมืองไทยแทน สอบข้อเขียนก็ไม่ต้องทำ
พอดีมีศูนย์อบรมของซันฯ ที่ Datamat ตรงสุขุมวิท ให้อาจารย์ชาวสิงคโปร์มาสอน เขาให้เข้าไปพบหลังจากที่อาจารย์สอนเสร็จตอนเย็นแล้ว
แล้วให้ยืนสอนให้เขาดู อาจารย์ก็จะเล่นบทเป็นนักเรียน ซักถามไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่าแกพอใจมาก นั่งคุยกันต่อสักพัก
ก่อนแยกย้าย แกถามว่าจะไปพัทยาอย่างไรดี มีอะไรเที่ยวบ้าง ผมก็ถามกลับไป “คุณชอบสไตล์ไหนล่ะครับ?” ฮา… แล้วก็อธิบายว่าจะไปขึ้นรถทัวร์ที่ไหน ไปต่อสองแถวอย่างไร

จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็ได้สอบกับอาจารย์ชาวมาเลเซีย คราวนี้ทางซันฯ ประเทศไทยรับเรื่องช่วยประสานงานต่อให้แล้ว ก็ติดต่อให้ ต่อสายโทรศัพท์ให้
โดยสอบกันผ่านโทรศัพท์ คุย ถาม-ตอบกันทางโทรศัพท์ อาจารย์แกก็อยู่ที่มาเลเซียนั่นล่ะ คุยโทรศัพท์ทางไกลกันร่วมสามชั่วโมง หูแทบไหม้

ปรากฏว่าผ่านเรียบร้อยดีทั้งหมด อาจารย์ที่นับถือที่ย้ายไปเป็นผู้บริหารที่ซันฯ ประเทศไทยก็รับว่าจะช่วยให้ผมสอนให้ซันฯ เป็นฟรีแลนซ์ได้
เพราะปกติคนที่สอบได้เป็น Sun Certified Instructor ต้องสอนให้กับศูนย์อบรมของซันฯ (ASEC: Authorized Sun Educational Center) เท่านั้น
ตอนนั้นก็มีพาร์ทเนอร์ของซันฯ ติดต่อมาเหมือนกันให้ไปคุยที่ออฟฟิศเขา ที่ตึกไอทีมอลล์ รัชดา เขาอยากจ้างให้เป็นพนักงานประจำ แต่ปฏิเสธไป
เพราะผมก็มีงานของตัวเองอยู่แล้ว และมี material และหลักสูตรที่ทำมาเป็นปีอยู่เยอะแยะแล้ว ผมและน้อง ๆ ที่ทำงานช่วยกันทำสไลด์สะสมไว้กว่า 4,000 สไลด์
เอามาจัดคอร์สได้เพียบ ไหนจะแล็บอีก และเพราะระเบียบของ ASEC คือห้ามอาจารย์ไปสอนอย่างอื่นที่ไม่ใช่ของซันฯ อ้าว….
ใครจะไปยอมล่ะ เพราะหลักสูตรอบรมไม่ว่าของเวนเดอร์เจ้าไหนก็ราคาสูงทั้งนั้น เพราะแพงที่ค่าลิขสิทธิ์ และบางรายใช้ราคาเดียวทั่วโลก มาเปิดในบ้านเรา จึงมักไม่ค่อยได้เปิดอบรมได้บ่อยนัก
และ partner ของซันฯ ที่ติดต่อผมมาเขาก็มีธุรกิจหลักคือด้านฮาร์ดแวร์ ด้าน Java เป็นแค่ส่วนเสริมเท่านั้น ดังนั้นเขาก็ไม่ได้จริงจังอะไรกับผมนัก
หักใจบอกเลิกกันก่อนที่จะมีใจให้กันเสียก่อนดีกว่า ในที่สุดเรื่องก็เงียบ ๆ กันไป ผมก็ไม่ได้วิ่งเต้นตามเรื่องเท่าไร เพราะไม่อยากให้อาจารย์ท่านนั้นกังวลและได้รับความเดือนร้อนไปด้วย
หากมาช่วยให้ผมมีอภิสิทธิโดยทำเป็นฟรีแลนซ์ได้ ก็เลยต่างฝ่ายต่างเงียบกันไป ใช้ชีวิตในแนวทางของตนเองกันต่อไป ผมเลยได้แค่ ‘เกือบ’ เป็นคนไทยคนเดียว ณ ตอนนั้นที่สอนสองวิชานั้นได้

หลังจากเลือกหนังสือ The Art of the Strategist ที่ค้างอยู่ในท้ายรถมานาน ไม่ได้เอาออกเสียที พร้อมหยิบแฮมเบอร์เกอร์ที่เริ่มเย็นแล้วออกมา
เดินวนไปวนมาหาทำเลเหมาะ ๆ ก็หาจนเจอ ไปนั่งที่ม้านั่งไม้ตัวใหญ่ ตั้งนิ่งสงบภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ท้องฟ้ามืดมิด มีแสงไฟบ้างรำไร
ถอดรองเท้าออก ลงนั่งอย่างสบาย เท้าสัมผัสหญ้าอ่อนนุ่มเท้าดีจริง อากาศเย็นสบาย หากนั่งไปเรื่อย ๆ ก็คงเริ่มหนาวขึ้นแน่ ๆ เพราะสถานที่ธรรมชาติแบบนี้ ยิ่งดึก ยิ่งหนาว…
แฮมเบอร์เกอร์ถูกกัดอย่างทะนุถนอม ฟันค่อย ๆ บดเคี้ยว ดื่มด่ำกับรสชาด แม้จะเย็นไปหน่อย แต่ความอร่อยของเนื้อ ความกรุบกรอบและสดของผักช่างชื่นใจเหลือเกิน
แม้ดูขัดแย้งกับบรรยากาศและสภาพแวดล้อม แต่การทานแฮมเบอร์เกอร์จากฟาร์มโชคชัยบนเขาใหญ่ในบรรยากาศแบบนี้มันช่างเข้ากั๊น…เข้ากัน

อิ่มเรียบร้อยก็เดินเล่น แม้จะอดเดินไปชมวิว แต่ก็ไปชมโน่นชมนี่ตามแต่ตาและความรู้สึกจะสัมผัสได้ในยามมืดเช่นนี้
นักท่องเที่ยวมากมายที่อิ่มหนำกับมื้อค่ำกันแล้วต่างเดินไปที่ลานจอดรถ เพื่อรอขึ้นรถนำเที่ยวส่องสัตว์เพื่อไปดูสัตว์ตอนกลางคืน
ค่าบริการไม่กี่บาท สัตว์ที่ได้ดูก็งั้น ๆ สัตว์ธรรมดา เพราะสัตว์ที่ไม่ธรรมดาไม่ค่อยออกมาให้เห็นเท่าไร นาน ๆ จะได้เจอสักที เพราะต้องเข้าไปลึก ๆ หน่อยจึงจะได้เจอ
แต่โปรแกรมท่องเที่ยวส่องสัตว์ตอนกลางคืนไม่ได้มีเป้าหมายที่ตรงนั้น แค่เส้นทางเดินรถธรรมดา เรียบง่าย บรรยากาศมืดมิด เสียงหรีดหริ่งระงม แสงดาวพราว
ลมเย็นปะทะหน้าตอนรถวิ่ง การได้นั่ง ๆ ยืน ๆ เบียด ๆ กันบนรถกระบะ สร้างความครึกครื้นระคนตื่นเต้นของนักท่องเที่ยวที่หนีความวุ่นวายในเมืองมา
เพียงได้เห็นแค่ค่าง กระรอก กวาง (ในระยะไกลลิบ) ลิง ก็สร้างความสุขใจคลายทุกข์เหนื่อยจากการงานและความยุ่งเหยิงของชีวิตในเมืองได้มากแล้ว
ผมก็เคยได้ใช้บริการนี่เหมือนกันเมื่อหลายปีก่อน ความรู้สึกเหมือนย้อนเวลาสู่อดีต กลับไปเป็นเด็กตอนที่โรงเรียนพาไปทัศนศึกษา
แต่ครั้งนี้ไม่ได้ใช้บริการ เพราะกลัวจะไม่มีอารมณ์ร่วม เพราะมาคนเดียว แต่การได้เห็นคนอื่นมีความสุข ยิ้มแย้มเบิกบาน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศต่างยืนรอรถกันอย่างตื่นเต้น
ก็ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมได้… เป็นสุขและตื่นเต้นตาม….

พอเริ่มเหนื่อยก็เลยเดินกลับไปที่ศูนย์อาหาร ไปนั่งอ่านหนังสือสบายอารมณ์ นั่งอ่านนั่งคิดตามจนเพลิน เจ้าหน้าที่เดินมาปิดไฟในบริเวณใกล้ ๆ เป็นการเตือน
เหลือบมองดูเวลา… สองทุ่ม จึงวางหนังสือลงแล้วพักสายตา ลุกขึ้นบิดตัวคลายเมื่อยขบ ก่อนเจ้าหน้าที่เดินมาปิดไฟจนหมด มืดมิด เหลือเพียงผมยืนอยู่คนเดียว… เงียบ เงียบ….
จากนั้นจึงเดินกลับไปที่รถวางหนังสือไว้เบาะหน้า ติดใจและมีอะไรให้สนใจ อ่านและคิดต่อ จึงกะจะกลับมาอ่านต่อ… ทั้ง ๆ ที่ซื้อมาร่วมสองปีแล้ว แต่อ่านไปไม่กี่หน้า
หลังจากนั้นก็ตั้งใจว่าจะอ่านให้จบให้ได้ โดยอุตส่าห์นำไปใส่ไว้ท้ายรถ แต่หนังสือก็อยู่ในนั้นตลอดมา ไม่เคยถูกหยิบมาอ่านต่อเลย
หากครั้งนี้ไม่ลืมหยิบเล่มอื่นมา เจ้าเล่มนี้ก็คงอดถูกเปิดออกอ่านอีกเช่นเคย

หนังสือสนุกมาก ผู้เขียนเป็นอดีตทหาร….

The Art of the Strategist, 10 Essential Principles for Leading Your Company to Victory
โดย William A. Cohen, PH.D., Major General, USAFR, RET.

The 10 Essential Principles:
1. The Fundamental Principle: Commit Fully a Definite Objective
2. Seize the Initiative and Keep It
3. Economize to Mass Your Resources
4. Use Strategic Positioning
5. Do the Unexpected
6. Keep Things Simple
7. Prepare Multiple, Simultaneous Alternatives
8. Take the Indirect Route to Your Objective
9. Practice Timing and Sequencing
10. Exploit Your Success

ลงจากเขาใหญ่ตอนสองทุ่มห้านาที ทางคดเคี้ยว ขับสนุกแต่ต้องใช้สมาธิมากเป็นพิเศษ เพราะมืดมาก
ความรู้ฟิสิกส์ที่พอมีอยู่บ้างได้ใช้ประโยชน์ ไม่ต้องเหยียบเบรกมาก แต่ใช้แรงโน้มถ่วงช่วยยามเข้าโค้ง
รถกระบะคันหน้าถูกใช้เป็นไกด์นำทาง อยากจะแซงหลายทีเพราะขับช้าเหลือเกิน แต่ก็ไม่แซง
อยู่ข้างหลังเห็นไฟจากคันหน้าทำให้ง่ายสบายกว่า หากอยู่ข้างหน้าเสียแทนก็จะมองไม่เห็นอะไรนอกจากความืด
บางสถานการณ์การทำตัวเป็นผู้ตามบ้างก็รู้สึกปลอดภัยและสบายใจกว่า….

ลงมาถึงตีนเขาใหญ่แวะว่ายศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ก่อนผ่านป้อมผ่านทาง
ขับรถกลับด้วยความสบายใจ ได้สมาธิ ได้ความอิ่มเอม สารเอ็นดอฟีนคงหลั่งออกมาเต็มที่
เสียงเพลงแจ๊ซคลอเบา ๆ จากอัลบั้ม The Jazz King เป็นอัลบั้มที่ศิลปินแจ๊ซดัง ๆ Tribute ให้กับในหลวงของเรา
อัลบั้มนี้แนะนำโดยเพื่อนคนหนึ่ง

ขากลับขับเร็วเป็นจรวด เพราะสาวเจ้าโทรศัพท์เข้ามาเหมือนจะจับพิรุธได้ว่าหายไปไหนเสียนานสองนาน
ขับรถเร็ว ๆ แล้วก็ได้สมาธิดี ความเร็วช่วยให้ยิ่งมีสมาธิ ยิ่งเร็วมากเท่าไรภาพที่ค่อย..ค่อยผ่านไปก็ยิ่งดูช้าลงเท่านั้น
เพลงแจ๊ซยังคงบรรเลงเบา เอื่อย คลอเคลียไปกับภาพรอบด้านผ่านอย่างช้า… ช้า เสียงรถสนั่นหวั่นไหว วิ่งผ่านคันข้างหน้า คันแล้ว คันเล่า
พลันเหลือบไปเห็นเข็มวัดระดับน้ำมัน ลดฮวบ ๆ หัวจิตหัวใจก็เริ่มรู้สึกฮวบ ๆ ขึ้นมาบ้าง เลยผ่อน ๆ แป้นคันเร่งลงมาบ้าง
ถึงช้าหน่อย แต่มีน้ำมันเหลือให้ใช้วันข้างหน้าได้ดีกว่า

ช่วงนี้ก็เข้าสู่ฤดูดำน้ำภาคใต้ฝั่งอันดามันแล้วด้วย เสียดายจัง ไม่ได้ไปมาสองปีแล้ว ปีนี้ก็คงอดอีกเช่นกัน
หวังว่าคงได้ไปมุดน้ำดูเรือจมจุธาทิพย์ที่แสมสารแถวชลบุรีบ้าง ใกล้ดี ไปเช้า-เย็นกลับได้

แต่ที่แน่ ๆ ….
เขาใหญ่พร้อมแล้ว รอการมาเยี่ยมเยียนของผู้ต้องการดื่มด่ำกับธรรมชาติในเหมันตฤดู

กลับถึงบ้าน เหตุผลสารพัดถูกยกเป็นข้ออ้างเรื่อยเปื่อย ไม่งั้นเดี๋ยวจะโดนหาว่า “ทำไมไม่ยอมพาไปด้วย!”

One thought on “เขาใหญ่ กับ The Art of the Strategist

  1. เป็นเรื่องที่อ่านแล้วสนุกดีค่ะ กำลังสงสัยอยู่ว่ามีแฟนหรือยัง ดันมาเฉลยตอนจบ…..อิอิ
    เพิ่งไปอบรม Courses Desing Patterns กับอาจารย์มา ตอนนี้ก็เลยสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เข้าไป narisa.com
    เป็นเรื่องที่อ่านแล้วมันส์ดีค่ะ อยากจะนำไปใช้ในงานที่ทำอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะได้นำไปใช้เมื่อไร เหอๆๆๆๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s