Author Archive for minimallife

10
ส.ค.
09

Perspective Positioning

เคยได้ยินมาว่า
โลกยิ่งมีความเจริญก้าวหน้ามากเท่าไร
ศีลธรรมและจริยธรรมในสังคมก็ยิ่งตกต่ำลงมากยิ่งขึ้น

ขอดัดแปลงนิดหนึ่งเป็น
ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยียิ่งมีมากเท่าไร
ศีลธรรมและจริยธรรมในสังคมก็ยิ่งตกต่ำลงมากยิ่งขึ้น

สิ่งนี้ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปกับทุกสังคม ความเร็วที่แปรผันหรือแปรผกผันกันก็ขึ้นกับสังคมนั้น ๆ เอง
การจะให้ทั้งสองสิ่งแปรผันตามกันหรือคู่ขนานกันไป จึงต้องพัฒนาทั้งสองสิ่งควบคู่กัน

ความคิดเห็นเสริม….
คนกลุ่มที่หนึ่ง… เพ่งมองไปยังเบื้องหน้า เร่งเดินอย่างมุ่งมั่น เห็นแต่ความว่างเปล่าที่รอคอยการค้นพบการอุบัติของสิ่งใหม่ ๆ เพื่อยังประโยชน์ต่อสังคม และ/หรือเพื่อสนองอัตตาของตน เมื่อค้นพบสิ่งหนึ่งก็กริ่มใจอยู่ชั่วครู่ แล้วมุ่งเดินเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ต่อไป

คนกลุ่มที่สอง… เพ่งมองไม่เห็นอะไร… กึ่งเดินกึ่งวิ่งไร้ทิศทาง ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน เสพกลืนแต่ผลการค้นพบโดยคนกลุ่มที่หนึ่งอย่างไร้สติและจำยอม

คนกลุ่มที่สาม… เพ่งมองไปรอบทิศ วิ่งไล่อย่างมุ่มมั่น เห็นแต่คนกลุ่มที่หนึ่ง… แต่ไม่ครบทุกคน บ้างพยายามวิ่งให้ทันเพื่อแทรกกายไปผสมรวมกับคนกลุ่มที่หนึ่ง บ้างพยายามวิ่งแซง แต่วิ่งทันเพียงบางคน และแซงได้เพียงบางคน

คนกลุ่มที่สี่… เพ่งมองเห็นคนทั้งสามกลุ่ม ก้าวเดินอย่างสงบ เห็นทั้งซากอดีตสิ่งที่เคยถูกค้นพบ สิ่งที่กำลังถูกค้นพบ และสิ่งที่คนกลุ่มที่หนึ่งยังค้นไม่พบ….

…….

‘หนึ่งหยดน้ำหลับใหลในสายน้ำ’ สำเหนียกรับรู้ในความมีอยู่ของตัวตน ปล่อยตัวปล่อยตนไปตามสภาวการณ์ และการภิวัฒน์ของสังคม สัมผัสอย่างเข้าใจในสัมพันธ์ของตนกับสภาวะภายนอก แม้อยู่ในกระแส แต่หาได้ไหลตามกระแสอย่างแท้จริงไม่!

ดวงตาเป็นเพียงจอรับภาพ สะท้อนภาพเบื้องหน้าที่สัมผัสเห็น ขอบเขตของภาพทั้งมวลทั้งจักรวาลคือเท่าไรกัน? และยังมีอะไรที่กว้างใหญ่กว่าจักรวาลอีกหรือไม่?

การรู้จักปรับเปลี่ยน ‘โฟกัส’ คือสิ่งที่จำเป็น และต้องปรับ ม่านตา (รูรับแสง – exposure) ให้สัมพันธ์กัน โดยใช้ ‘ใจ’ สัมผัส (render) ภาพเบื้องหน้าอย่างมี ‘สติ’ ซึ่งจะทำให้ ‘รับรู้ (realize)’ ได้ถึงมิติและรายละเ้อียดมากมายที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพเบื้องหน้ายิ่งขึ้น และจะ…
ได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นก็มองเห็น แต่เห็นได้ชัดเจนกว่า
ได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น (เพราะอาจมองผ่านหรือมองข้ามไป)
ได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นยังมองไม่เห็น หรือไม่สามารถมองเห็น (เพราะคนส่วนใหญ่มักใช้ดวงตาสัมผัส (ตัดสิน) ภาพ)

…….

ความรู้ของคนเรามีสามระดับ
ระดับแรก คือ ไม่รู้หลักวิชาอย่างถูกต้อง จึงไร้รูปแบบ ไร้หลักการ
ระดับที่สอง คือ ศึกษาและทำตามหลักวิชาได้ถูกต้องอย่างมีรูปแบบ มีหลักการ
ระดับที่สาม คือ ศึกษาและทำที่นอกเหนือจากหลักวิชา จนกลับมาไร้รูปแบบ ไร้หลักการ แต่เป็นการไร้รูปแบบ ไร้หลักการ อย่างมีรูปแบบและมีหลักการ

ระดับที่สามคือสภาพที่พ้นแล้วจากกรอบขององค์ความรู้นั้น ๆ

คนที่ยิ่งมีความรู้มากเท่าไร จะพบว่าตนเองยิ่งโง่มากขึ้น

…….

การรู้เท่าทันเทคโนโลยีก็เช่นเดียวกัน จึงต้องรู้จักปรับเปลี่ยน ‘โฟกัส’ แทนการปล่อยตัวไปตามกระแสอย่างขาดสติ และยอมรับให้ได้ว่าเทคโนโลยีไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับความรู้

minimalist (ณรงค์ จันทร์สร้อย ๓๐ เมษยน พ.ศ. ๒๕๕๑ )

10
ส.ค.
09

อีกด้านหนึ่งของ ‘SOA’ ที่ไม่มีใครพูดถึง

เกริ่นนำ
SOA หรือ Service-Oriented Architecture เป็น ‘แนวคิด’ ทางสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์เชิงบริการ โดยมีพื้นฐานอยู่บนสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ (จากนี้จะขอเรียกสั้น ๆ ว่า ‘architecture’) แบบ Enterprise Architecture ที่มีการประมวลผลลักษณะ Distributed Computing

SOA ก็คือการสร้างเลเยอร์ (architectural layer) มาครอบระบบฯ และทรัพยากรไอทีขององค์กรที่มีอยู่ และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต… ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด โดยเลเยอร์นี้เรียกว่าชั้นบริการ (service layer) ด้วยเหตุผลเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงติดต่อ (integrate) กับระบบฯ และทรัพยากรไอทีต่าง ๆ ที่ชั้นบริการนี้ ลดความซับซ้อนยุ่งเหยิงที่มีมาในอดีต การจัดการ transaction, security, การแปลง (adapt) ของการ call ระหว่างระบบที่ต่างแพลตฟอร์มกัน, การทำ data exchange, การจัดการเครือข่าย ฯลฯ เหล่านี้จะได้รับ ‘การปรับปรุง’

แต่หากมองอีกด้านหนึ่งของประเด็นข้างต้น นี่หมายถึงอะไร? มีนัยสำคัญใดซ่อนอยู่? ลองมองข้ามประเด็นด้านเทคโนโลยีและคุณประโยชน์ของ SOA ออกไปก่อน… นี่อาจเป็นช่องทางที่ก่อให้เกิดการผูกขาดทางการค้าใช่หรือไม่? หากโซลูชั่นของผู้ค้ารายใดได้ถูกนำมาใช้ในองค์กรนั้น และมีการใช้กลยุทธ์ ‘Vendor Lock-In’ ขึ้นอย่างแยบยล หรือจะเปิดเผยโฉ่งฉ่างก็ตาม โดยมีการออกแบบอินเตอร์เฟซที่สลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน มี ‘API เปิดเผย’ จำนวนหนึ่ง นี่อาจเข้าข่ายการเป็น ‘มาตรฐานปิด’ ก็ได้ แม้ผู้ค้าจะออกแถลงว่าตนใช้มาตรฐานเปิด เช่น พัฒนาต่อยอดมาจากโอเพ่นซอร์ส ใช้ Java ใช้เว็บเซอร์วิส เป็นต้น แต่ในฐานะ architect และคนในวงการ architect ต่างก็รู้ ๆ กันอยู่ ว่าเราสามารถทำให้ ‘ปิดในส่วนที่อยากปิด และเปิดในส่วนที่อยากเปิด’ ได้

องค์กรอาจถูกแนะนำ (บังคับทางอ้อม) ให้ปรับปรุง:

  • ระบบ security เช่นอนาคตจะได้รองรับ single sign-on, digital certificate และติดตั้งระบบ intrusion detection system (IDS) จะได้ปัองกับแฮกเกอร์และการโจรกรรมข้อมูล (หว่านล้อมโดยพูดให้ฟังดูน่ากลัว) ฯลฯ
  • การจัดการ transaction เช่น เมื่อดึงการจัดการ transaction ขึ้นมาที่เลเยอร์บนแล้ว เพื่อจะได้ติดตาม (monitor) การทำงานของ transaction ได้สะดวกต้องมี transaction monitor server ฯลฯ
  • การจัดการ business process เช่น เพื่อให้เห็นภาพโดยง่าย ทำ model ได้ง่าย ติดตาม (monitor) และจัดการได้ง่ายต้องมีเครื่องมือด้าน business process modeling, business process management ฯลฯ
  • การติดต่อกับ service ต่าง ๆ เช่น เพื่อให้พัฒนาส่วนแสดงผล (presentation) ได้ง่าย ยืดหยุ่น ปรับปรุงง่าย ไม่ต้องเขียนโค้ดมาก เพิ่มเติมต่อยอดได้ง่าย และรองรับ WEB 2.0 โดยต้องใช้ portal ฯลฯ
  • การ map ระหว่าง service กับระบบฯ ต่าง ๆ ที่มีหลายแพตฟอร์มทำได้ง่ายขึ้นด้วยการใช้ adapter และต้องมี Enterprise Service Bus (ESB) และมี adapter ที่มีความสามารถและ ‘แปลง’ ให้ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้มากมาย
  • การจัดการ service registry เช่น เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย ต้องเก็บไว้ใน directory server โดยทำงานบนโปรโตคอล LDAP ฯลฯ
  • การจัดการ messaging เช่น เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือ (reliability) สูงสำหรับการ call โดยเฉพาะการ call แบบ asynchronous ต้องใช้ message queue server ฯลฯ
  • การโฮสต์แอพพลิเคชั่น (พวกพ่อค้าคงลืมไปว่า SOA ไม่มีแนวคิดด้านแอพพลิเคชั่นแล้ว) เช่น การติดตั้ง (deploy) แอพพลิเคชั่น และการจัดการต่าง ๆ ต้องใช้ application server และหากต้องการให้รองรับ scalability ต้องมี web server แยกต่างหาก ฯลฯ
  • การจัดการ fault tolerance เช่น งานมีความสำคัญ มี transaction สำคัญและไม่ต้องการให้เกิดความเสียหาย ผิดพลาด หรือหากเกิดขึ้นก็สามารถกู้คืนได้ และต้องการรองรับ load สูง ๆ ได้ ต้องทำ load balance, clustering, hot swap, cold swap, active redundancy, passive redundancy, shadow processing, state resychronization, backup and recovery (พูดหว่านล้อมใช้ศัพท์ให้ดูยาก ๆ ไว้) ดังนั้นต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพิ่มเติม และมีอุปกรณ์ด้าน cluster และ mass storage รวมถึงต้องอัพเกรดระบบเน็ตเวิร์กและอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก ฯลฯ
  • ฯลฯ

แล้วใครอยู่เบื้องหลังหรือเป็นผู้ผลักดัน SOA ให้เกิดเป็นกระแสที่รุนแรงอยู่ในปัจจุบันนี้? องค์กรที่มีการบริโภคไอทีจำเป็นต้องใช้ SOA จริงหรือไม่? การทำ Enterprise Application Integration (EAI) ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่? เมื่อโลกเข้าสู่ยุคบริการแล้วระบบไอทีจำเป็นต้องร่วมวงด้วยหรือไม่?

ซอฟต์แวร์มีวันเสื่อมหรือไม่? คำตอบคือ ไม่!… ถ้าไม่มีใครไปทำหรือพยายามทำให้มันเสื่อม! เพราะซอฟต์แวร์มันห่อหุ้ม (encapsulate) ลอจิกต่าง ๆ เอาไว้ ถ้าเราออกแบบและพัฒนาโดยแบ่งแยกลอจิก (partitioning logic) ให้ดี โดยออกแบบและพัฒนาให้ลอจิก เทคโนโลยี และฮาร์ดแวร์แยกขาดจากกันให้มากที่สุด ซอฟต์แวร์ก็จะไม่มีวันเสื่อม!

สำหรับรายละเอียดความหมายของ SOA คืออะไร บทความนี้คงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอีก เพราะมี ‘สื่อ’ มากมายให้สืบค้นเพื่อศึกษาได้อยู่แล้ว แต่ขอแนะนำว่าการจะสืบค้นเพื่อศึกษาจากสื่อต่าง ๆ ต้องกระทำอย่างมีสติ มิฉะนั้นอาจพลาดติดกับดักนายพรานได้

โลกแห่งการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์เราได้ผ่านช่วงยุค (generation) ต่าง ๆ มาแล้วมากมาย แต่มิได้หมายความว่า ‘สังคมแห่งการพัฒนาไอที’ เราโตจนมีวุฒิภาวะที่ดีแล้ว เพราะอุตสาหกรรมหรือธุรกิจซอฟต์แวร์เพิ่งอุบัติขึ้นมาบนโลกนี้ไม่กี่สิบปีเท่านั้น (บิลล์ เกตส์ ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่เลย และคงอยู่ไปอีกหลายปี) เราผ่านยุคเมนเฟรม ไคลเอ็นต์-เซิร์ฟเวอร์ อ็อบเจ็คต์ช่วงต้น เว็บ ฯลฯ และตอนนี้พวกกูรู หรือพวก ‘กูรู้’ ต่างออกมาบอกว่า “เรากำลังจะเข้าสู่ยุค service” และพวก ‘กูรู้’ เหล่านี้ก็คิดค้นดัดแปลงเล่นแร่แปรธาตุกันสนุกมือได้นวัตกรรมใหม่ออกมาเรียกว่า ‘Service-Oriented Architecture’ บริษัทวิจัยด้านไอทีมากมายต่างก็ออกมาประโคมว่ามันมาแน่ เราจะเข้าสู่ยุคทุกข์เข็ญ เอ้ยไม่ใช่! เข้าสู่ยุค service กันจริง ๆ แต่กระแสเศรษฐกิจและการค้าโลก ที่จะเน้นเชิงบริการมากยิ่งขึ้น ดังนั้นแอพพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ก็เช่นกัน ก็จะเข้าสู่ยุคบริการเช่นกัน

“ใช่” ผมก็เห็นด้วยว่ายุคแห่ง ’service’ มาแน่ ๆ และตอนนี้ก็เข้ามาจอดเทียบหัวหาดแล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าเราต้องรีบหักหัวเรือเข้าร่วมด้วยทันทีหรือไม่?

- การใช้ชีวิตตามยุคสมัย นั้นต่างจากการใช้ชีวิตร่วมสมัย -

เหล่ากูรู้และผู้ผลักดัน
พวกกูรู้เหล่านั้นเป็นใครกันบ้าง แน่นอนส่วนหนึ่งคือนักวิชาการ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และรวมถึง ‘ผู้ค้า’ ที่ไม่ได้เป็นเพียงพ่อค้าอย่างเดียว แต่ผู้ค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือด้วย และบางรายก็ ‘ค้า’ ระบบฮาร์ดแวร์และเน็ตเวิร์กด้วย กูรู้ที่อยู่ในคราบพ่อค้ารายใหญ่เช่นใครบ้าง? โลกนี้มีไม่กี่เจ้า ไม่บอกก็รู้ว่าใครบ้าง แล้วกูรู้ที่อยู่ในคราบนักวิชาการล่ะ ก็เช่น พวกผู้บริหารที่มีวิญญาณนักวิชาการที่ทำงานอยู่บนหอคอยงาช้าง ดูแลงานไอที บ้างสิงสู่อยู่ตามหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา มีหัวใจนักวิชาการแต่อาจไม่ได้เป็นนักปฏิบัติ (practitioner) ก็ได้ คือ ‘คิดเก่ง ไม่ใช่ อาชญากร… ทำไม่เป็น ไม่ใช่อาชญากรรม’ หลายรายมีพวกพ่อค้าหนุนหลังสนับสนุน หลายรายมีหุ้นอยู่ในบริษัทเอกชน แต่อย่าถามว่าใคร เพราะชี้ชัดยาก ก็เพราะเขาใช้ ‘นอมินี’ กัน

ในขณะที่ SOA เป็นแนวคิดที่เพิ่งอุบัติขึ้นมาไม่นาน ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน กลับมีเครื่องไม้เครื่องมือวางขายเกลื่อนกลาดตามตลาดเสียแล้ว พ่อค้าแม่ค้าออกมาเร่ขายสินค้า (โซลูชั่น) กันเป็นแถว เราประชาชนตาำดำ ๆ เป็นนักพัฒนาระดับรากหญ้าที่ทำมาหากินอยู่บริเวณโคนต้นหญ้า เหยียบดินเหยียบโคลนอยู่ทุกวัน และพวกกูรู้ที่อยู่บนหอคอยงาช้างอาจไม่เคยมองเห็นพวกเราจริง ๆ สักครั้งเลยก็ได้ แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี? ใช้ชีวิตอย่างจำนน จำยอมให้พ่อค้าแม่ค้าเอาหมากมาล้อม ราวกับว่าพวกเขาคือผู้เล่นเกมหมากล้อมกันเอง ส่วนพวกเราเป็นเพียงหมาก หรือจะใช้ชีวิตแบบปิดหูข้างหนึ่ง ปิดตาข้างหนึ่ง อ้าปากคุยกันเอง แต่ปิดปากกับคนภายนอก แล้วฝืนยิ้มร่าบอกโลกว่าแค่นี้ฉันก็สุขใจ หรือจะแค่มานั่งวิพากษ์ SOA กันไปวัน ๆ แต่ไม่ทำอะไร เหมือนถ่มน้ำลายขึ้นฟ้ากระนั้นหรือ? แล้วสุดท้ายก็ต้องก้มหน้าทำ SOA ทั้งที่มีคำถามในใจมากมาย เช่น ทำไปเพื่ออะไร? ทำไมต้องทำ? ทำไมต้องใช้? มันจำเป็นจริงหรือ? คนทำต้องมีความรู้และทักษะแท้จริงอะไรบ้าง? สิ่งที่พวกกูรู้เหล่านั้นออกมาบอก มันมีแค่นั้นจริง ๆ หรือ? หรือว่าแท้จริงเขาเหล่านั้นก็ยังไม่รู้จริงเลยด้วยซ้ำ? ทำไมโครงการ SOA ถึงมีมูลค่าเป็นร้อย ๆ ล้าน? ใช้โอเพ่นซอร์สไม่ได้หรือ? ไม่มีหรือ? ก็ในเมื่อมันเป็นแนวคิด แล้วเราพัฒนาเครื่องมือหรือสร้างเอ็นจิ้นขึ้นมาใช้เองไม่ได้หรือ? เอ… หรือว่าพวกเราจะเป็นอย่างผลสำรวจการศึกษาโดยภาครัฐ ที่บอกว่าประชาชนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 7 บรรทัด? นี่เรากำลังถูกพวกกูรู้ดูถูกอยู่ใช่ไหม? ประมาณว่ามึงไม่ต้องคิด มึงไม่ต้องศึกษา กูหาของไปให้ใช้ หาคนไปทำให้ มึงอยู่เฉย ๆ? พอกูรับเงินเสร็จ ขายฮาร์ดแวร์เสร็จ ขายซอฟต์แวร์เสร็จ กูก็จะ ‘สับ’ งานให้บริษัทอื่นหรือพาร์ทเนอร์เอาไปทำต่อ แล้วกูก็จะชิ่ง ถ้างานล้มเหลวมึงก็ไปโทษพาร์ทเนอร์หรือคนที่เขาไปทำให้มึงแล้วกัน? เพราะกำไรของกูมาจาก ‘ของ’ ของกู ไม่ใช่ ‘ของ’ ของมึง ฯลฯ

ใครมีส่วนได้-เสียในโครงการ SOA
เหล่านักพัฒนาตาดำ ๆ ใช้ชีวิตอยู่แถวโคนต้นหญ้า ก้มหน้าก้มตารับวิบากกรรม ส่วนมากก็รู้อยู่แก่ใจว่ามิใช่ใครถ้าไม่ใช่ผู้บริหารของเรานี่เอง

การขาดวิสัยทัศน์ด้านไอทีและสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ (technological and architectural visions) อย่างรุนแรงในเหล่าผู้บริหารไอที และอาจลามไปถึงผู้บริหารองค์กรด้วย คือหายนะสำคัญ ยิ่งหากเป็นพวกที่มีหัวคิดเชิงทุนนิยมและบริโภคนิยมด้วยแล้วยิ่งอันตราย

การพึ่งพาและเชื่อใจบุคคลภายนอกมากกว่าคนภายในขององค์กร, การจัดซื้อ/จัดจ้างแบบมีเงื่อนงำ, การไม่ปรึกษาหรือประเมินความพร้อมขององค์กรหรือโดยเฉพาะของทีมไอทีของตนเองก่อน, การชื่นชมชื่นชอบการจับจ่ายซื้อหาสิ่งของ มากกว่านำเพียงเศษสตางค์มาสร้างฐานความรู้ให้องค์กรและให้ทีมงานตน, การพยายามวิ่งให้ทันเทคโนโลยีแต่ตนเองกลับไม่เข้าใจแท้จริงสักอย่างว่าวิ่งไปเพื่ออะ
ไร แล้วไอ้เทคโนโลยีที่วิ่งตามมันคืออะไร,
การติดยึดในศักดิ์ศรีและการชิงดีชิงเด่นทางการแข่งขันระหว่างองค์กรหรือธุรกิจ, การติดยึดกับชื่อเสียงของบริษัทพ่อค้าแม่ค้าระดับโลก แต่ไม่ดูด้านลึกว่าบริษัทเหล่านั้นในประเทศเราเขาเป็นอย่างไร บางรายมีธุรกิจหลักคือฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีเป็นเพียงของแถมและเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ บางรายก็ใหญ่โต (เกินพอดี) เล่นเกมการเมืองเข้มข้น บางรายเพิ่งถูกซื้อ เพราะเหตุผล ‘เธอดีเกินไป’ ของฉันสู้ของเธอไม่ได้ งั้นฉันขอซื้อเธอละกัน จึงไม่รู้ว่าถูกซื้อไปทิ้งหรือเอาไปเลี้ยงแต่ไม่ให้โต บางรายก็เคี่ยวลากดิน แต่ใหญ่โตคับโลก บางรายก็เก่งเฉพาะด้าน แต่เผอิญไม่เก่ง SOA ฯลฯ

(ในงานบรรยายล่าสุด ผมบอกผู้ฟังว่า เป็นผมผมจะเลือกเจ้าที่เคี่ยวลากดิน แต่ใหญ่คับโลก เพราะมีความพร้อมด้านฝึกอบรม และเชี่ยวชาญทั้งเทคโนโลยีและงานบริหาร มากที่สุด แต่มีข้อแม้ว่า ผมต้องสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันความเคี่ยวของเขาให้ดีเสียก่อน! ส่วนเจ้าที่เหลือ ใช้เทคโนโลยีที่ผมมีความชำนาญมาร่วมสิบปี จึงเห็นด้านมืดที่ซ่อนอยู่หลายอย่าง ซึ่งเมื่อก่อนมันก็ไม่ได้มืดทึมอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้มันมืดทะมึนเพราะพวกกูรู้ในคราบพ่อค้า)

ประเด็นเหล่านี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของวิสัยทัศน์ที่สุ่มเสี่ยงต่อหายนะด้านไอทีขององ
ค์กร เพราะหากความผิดพลาดหรือการมีวิสัยทัศน์ที่แย่ ๆ ในระดับบริหารแล้ว การถ่ายทอดและแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ (transform vision to operations) ตามชั้นลำดับหน้าที่การงาน จนถึงระดับคนทำงานจริงจะเป็นอย่างไร ในเมื่อความผิดพลาดและเป็นตัวการอาจก่อให้เกิดความล้มเหลวกลับอยู่ที่ระดับสูงสุด (หรือเกือบสุด) กลายเป็นผลกระทบแบบ ‘Ripple Effect’ แล้วตัวเองก็มักหาทางหนีทีไล่ด้วยการใช้ (เล่น) การเมืองภายในองค์กร จนเอาตัวรอดได้แทบทุกครั้ง ปัญหาการเมืองภายในองค์กร และทุจริต คอร์รัปชั่นมันถึงไม่มีวันหมดไปง่าย ๆ จากเมืองไทย ในเมื่อผู้บริหารยังคงยึดถือเป็นส่วนหนึ่งใน ‘job description’

ไม่กี่วันมานี้มีผลสำรวจเด็กวัยรุ่นว่าโตขึ้นอยากทำอะไรมากที่สุด… “อยากคอร์รัปชั่นแบบนักการเมืองครับ/ค่ะ” !!!

และนอกจากนี้การเข้ามาล็อบบี้ของพวกกูรู้ที่เป็นพ่อค้าแม่ค้า โดยเข้ามา ‘ล็อกสเป๊กฯ’ บ้าง เข้ามาโฆษณาชวนเชื่อบ้าง เข้ามาให้ ‘สินน้ำใจ’ บ้าง หากเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเพียงเล็กน้อย แค่พอเป็น ‘ค่าผ่านทาง’ หรือ ‘น้ำใจ’ เล็กน้อย ก็พอไหว เพราะถึงอย่างไรแล้วประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่นก็คงหมดจากโลกนี้ไปได้ยาก แต่ทำไมประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ค่อยมี (ไม่ใช่ไม่มี แต่มีแบบไม่โฉ่งฉ่าง) ก็เพราะเขายังคำนึงถึงผลประโยชน์ต่อองค์กรที่เขารับใช้เป็นสำคัญอยู่ ไม่ใช่คำนึงถึงผลประโยชน์ต่อตนเองเป็นสำคัญหลัก

และสุดท้ายก็เป็นพวกกูรู้ในคราบนักวิชาการตามสถาบันเสริมสร้างปัญญา และตามหน่วยงานภาครัฐ หลายคนมีวิสัยทัศน์ และมุมมองที่ดี แต่ดีเกินไป คือเป็นพวกถวิลหาความสมบูรณ์แบบ (perfectionism) และมักเผยแผ่แต่ปัญญาที่เป็นอุดมคติ (idealism) เกินไป ไม่มองถึงความจริง หรืออาจมองไม่เห็นว่าโลกแห่งความเป็นจริงคืออะไร เพราะใช้ชีวิตอยู่ในอุดมคติมากเกินไป จนแยกแยะไม่ออกว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง คิดสร้างหรือเผยแพร่แต่โครงการขี่ช้างจับตั๊กแตน โครงการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ โครงการขายผ้าเอาหน้ารอด โครงการลูบหน้าปะจมูก โครงการขายฝัน (เพ้อเจ้อ) และโครงการสร้างภาพ

คราวนี้ท้ายสุด ผู้มีส่วนได้-เสียที่มักเสียมากกว่าได้ เพราะเป็นกลุ่มบุคคลหลักที่จำเป็นต่อการทำงาน หรือเรียกได้ว่าเป็นกำลังหลักในโครงการ SOA เลยทีเดียว นั่นคือ นักวิเคราะห์ธุรกิจ (business analyst) และ สถาปนิกซอฟต์แวร์ (software architect) เพราะสองส่วนนี้คือกำลังสำคัญ ดังนั้นองค์กรต้องถามตนเองว่าในองค์กรมีใครไหมที่เป็น business analyst และ architect เพราะสองกลุ่มนี้ต้องเป็นคนขององค์กร ไม่ใช่คนที่ไปจ้างมา หรือเป็นคนที่พวกกูรู้จัดหามาให้ เพราะไม่มีใครที่จะวิเคราะห์และเข้าใจระบบงานหรือธุรกิจขององค์กรได้ดีไปกว่าคนภายใน
องค์กรเอง และไม่มีใครที่จะสร้าง architecture ที่จะใช้ในองค์กรได้ดีไปกว่าคนภายในองค์กรเอง ดังนั้น business analyst และ architect จึงต้องเป็นคนภายในองค์กร หากองค์กรยังไม่มี หรือไม่มีความพร้อมก็ต้องสร้างเขาเหล่านี้ขึ้นมาให้มีความพร้อม… ก่อนที่จะเริ่มทำ SOA!

ทำ SOA องค์กรต้องมีความพร้อมอะไรบ้าง

  1. ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ (technological and architectural visions) ที่ดี
  2. ตรวจสอบและติดตามกระบวนการจัดซื้อ/จัดจ้างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการทุจริต คอร์รัปชั่นน้อยที่สุดหรือไม่ให้มีเกิดขึ้นถ้าเป็นไปได้
  3. มีทีมที่ติดตามพฤติกรรมของผู้บริหารที่อาจมีการสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต คอร์รัปชั่น และต้องมีการดำเนินการโดยปราศจากเกมการเมืองภายในองค์กร หรือการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน
  4. ฝ่ายไอทีขององค์กรต้องมีทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ (software development team) ที่มีความรู้ ทักษะ และมีมาตรฐาน เพื่อจะได้รู้เท่าทันพวกกูรู้ต่าง ๆ
  5. มีการจัดการองค์ความรู้ (knowledge management) ที่ดี และสร้างฐานความรู้ (knowledge base) ที่ดีพร้อม ไม่ใช่ให้ความรู้อยู่กับคน แต่ความรู้ต้องอยู่กับองค์กร
  6. การทำงานระหว่างหน่วยงานภายใต้องค์กร เช่น แผนก ฝ่าย ต้องมีประสิทธิภาพ เพราะ SOA จำเป็นต้องทำร่วมกันโดยหลายฝ่าย มิใช่เพียงฝ่ายไอทีฝ่ายเดียว
  7. วัฒนธรรมองค์กรและวัฒนธรรมการทำงาน ที่ปราศจากการเมืองภายใน หรือมีให้น้อยที่สุด เพราะ SOA ไม่ใช่เป็นกิจกรรมของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันของหลายฝ่ายในองค์กร วัฒนธรรมองค์กรถือเป็นตัวชี้วัด (KPI) สำคัญต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการ SOA เลยทีเดียว หากวัฒนธรรมองค์กรอ่อนแอ ผุกร่อน หรือไม่พร้อม ก็ยังไม่ควรเริ่มกับ SOA
  8. ต้องมี (ทำ) Business Modeling หรือแบบจำลองธุรกิจหรือระบบงานขององค์กรที่ละเอียด ทำโดยคนขององค์กรเอง ไม่ใช่คนภายนอก หรือหากมีคนภายนอกด้วย คนภายนอกสามารถเป็นเพียงที่ปรึกษาได้เท่านั้น และไม่ใช่ทำแต่ Business Process เพราะเป็นเพียงศัพท์การตลาด และเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำ Business Modeling เท่านั้น การวิเคราะห์และทำความเข้าใจกับ Business Process จึงถือว่าไม่เพียงพอ และมีรายละเอียดถือเป็นสัดส่วนน้อย เมื่อเทียบกับการทำ Business Modeling ที่มีความละเอียดและชัดเจนกว่า
  9. ต้องมี (ทำ) architecture ที่ดีและละเอียด ทำโดยคนขององค์กรเอง ไม่ใช่คนภายนอก หรือหากมีคนภายนอกด้วย คนภายนอกสามารถเป็นเพียงที่ปรึกษาได้เท่านั้น และต้องมีทีม architect ที่ดี มีความรู้และทักษะที่เพียบพร้อม ถ้าไม่มีต้องสร้างขึ้นมา อย่าหวังรับสมัครหรือหาจากคนภายนอก เพราะไม่มีทางหาได้ เพราะองค์กรต้องมี architect ที่มีความจงรักภักดี (loyalty) ต่อองค์กรที่ดี ดังนั้นจึงควรคัดเลือกและสร้างจากคนที่มีอยู่มากกว่าหาจากคนนอก
  10. มี Domain Expert หลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านธุรกิจหรือระบบงานขององค์กร ด้านเทคนิค เป็นต้น
  11. กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ (software development process) ต้องมีวุฒิภาวะที่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องมีใบประกาศนียบัตรรองรับ เช่น CMMi เพราะใบกระดาษพวกนี้ไม่ได้ยืนยันแท้จริงเสมอไป เพราะจำเป็นต้องสร้างวุฒิภาวะให้กับคนและองค์กรมากกว่า ไม่ใช่ไปมุ่งโฟกัสที่กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์
  12. มีผู้นำหรือผู้ผลักดัน (motivator / champion) โดยมีความสามารถในการผลักดัน ชี้นำ กระตุ้น สนับสนุน ให้กำลังใจ มีทักษะด้านจิตวิทยามวลชนที่ดี เพื่อให้โครงการรุดหน้า สมาชิกทุกคนในทีมมีกำลังใจ ทำงานด้วยความสุข สนุก และมุ่งมั่น แต่ผู้นำไม่ใช่ทำตัวเป็นเพียงผู้ประสานงานเท่านั้น
  13. สร้างทีมเพื่อติดตามการทำงานของพวกกูรู้หรือกลุ่มบุคคลหรือบริษัทภายนอกที่จ้างให้เข
    ้ามาช่วยงาน เช่น ติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือเข้ามาพัฒนางานบางส่วน หรือเข้ามาอบรมการใช้งานซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ทีมนี้ต้องทำ ‘cross check’ โดยมีลักษณะเป็นทีมเงา (shadow team / shadow process) โดยห้ามมิให้พวกกูรู้หรือกลุ่มบุคคลหรือบริษัทภายนอกที่จ้างให้เข้ามาช่วยงานทราบได้ ว่าในองค์กรมีการจัดตั้งทีมนี้ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและติดตาม (monitor) การทำงานอยู่อย่างลับ ๆ เพื่อดูว่าพวกนั้นเขามีความรู้ ทักษะ และทำงาน ‘เป็น’ จริงหรือไม่ มีการหลบ ๆ เลี่ยง ๆ ลัด ๆ อ้อม ๆ มั่ว ๆ ตรงไหนบ้าง นอกจากนี้ทีมนี้ยังสามารถเป็น ‘architecture evaluator’ หรือผู้ประเมินผลการออกแบบและสร้าง architecture ได้อีกด้วย ซึ่งมีลักษณะเป็น quality assurance หรือ quality control นั่นเอง
  14. ต้องมีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่แข็ง เพื่อจะได้รู้เท่าทันเทคโนโลยี และสามารถวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอด เพื่อความเหมาะสมต่อองค์กรได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาพวกกูรู้หรือกลุ่มบุคคลหรือบริษัทภายนอกมากเกินไป และโดยเฉพาะหากองค์กรมีการใช้โอเพ่นซอร์สด้วย ยิ่งจำเป็นต้องมีทีมวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง
  15. มีทีมทดสอบ (testing) ที่แข็งแกร่งและมีความเชี่ยวชาญสูง เพราะ SOA เป็น architecture แบบ distributed computing ดังนั้น transaction ส่วนมากจึงเป็นแบบ distributed transaction จึงต้องออกแบบการทดสอบและทดสอบให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นมากมายที่ต้องทดสอบเช่น security, performance, availability, usability, reliability, integrability, interoperability, scalability เป็นต้น
  16. งานในส่วนตรรกะธุรกิจหรือระบบงานที่สำคัญ (business rule) ต้องทำโดยคนภายในองค์กรเอง หรือหากจำเป็นต้องให้คนภายนอกทำ เช่น กรณีมีการ outsource ต้องห้ามเปิดเผย implementation หรือเนื้อในวิธีคิดและการทำงานจริงให้คนภายนอกเห็นเด็ดขาด แต่ให้เปิดเผย API แทน ดังนั้นหมายความว่า business rule ต้องออกแบบและสร้าง (เขียนโปรแกรม) โดยคนภายในองค์กรเอง และควรมีการกำหนดทีมเฉพาะขึ้นมาทำในส่วนนี้ โดยมีเอกสาร ‘ห้ามเปิดเผยความลับ’ (non disclosure agreement) ให้สมาชิกในทีมทุกคนเซ็นรับทราบ
  17. ทำการแกะระบบฯ (ซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่น) เก่าที่มีอยู่ (architecture reconstruction) เพื่อสร้าง portfolio หรือประวัติศาสตร์ (history) ของระบบฯ ทุกตัวที่มีอยู่ ซึ่งบางระบบฯ อาจจำเป็นต้องมีการทำเอกสารขึ้นมาใหม่ หากของเดิมไม่มีคุณภาพพอ และเพื่อศึกษา architecture ของระบบฯ ที่มีอยู่ในองค์กร เพื่อประเมินว่าจะต้องมีการปรับแก้ (re-architecting) ระบบฯ ใดบ้าง เพื่อให้สามารถ integrate กันได้ตามแนวคิด SOA และเพื่อประเมินว่ามีส่วนใดที่สามารถ reuse ได้ และไม่สามารถ reuse ได้ เช่นจำเป็นต้องพัฒนาใหม่หรือโละทิ้ง ทั้งนี้ใน portfolio ก็คือ asset หรือทรัพย์สินนั่นเอง เพราะระบบฯ ที่มีอยู่ต้องมองว่าเป็นทรัพย์สิน และจากนี้ต่อไปหากมีการทำ architecture และ SOA อย่างหนักหน่วงจริงจัง ทุกสิ่งจึงควรแปลงเป็นทรัพย์สินได้ และดังนั้นจึงต้องสามารถจัดเก็บได้ โดยอาจจัดเก็บ portfolio ไว้ในระบบ configuration management หรือหากจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรเก็บไว้ใน data warehouse และควรมีการทำ mining และ knowledge base เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การบริหารไอทีในองค์กร การบริหารโครงการ การ estimate ราคา (งบประมาณ), คน ฯ เป็นต้น
  18. ทำ Software Product Lines (SPL) ซึ่งประเด็น SPL นี้จำเป็นอย่างมาก องค์กรจำเป็นต้องทำ SPL เพราะสิ่งที่อยู่ใน SPL คือ core asset base หรือ core architecture นั่นเอง เพราะ SOA เป็น architecture ที่เน้นการ integrate ระบบฯ ต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อ SOA เข้ามาครอบคลุมระบบฯ และทรัพยากรไอทีของทั้งองค์กร องค์กรจึงต้องมี core architecture ที่ดีและมีประสิทธิภาพรองรับระบบฯ ต่าง ๆ ที่มีอยู่ และ solution logic และ service ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นการทำ SPL ที่ดีจึงต้องมองไปยังอนาคตข้างหน้า พิจารณาและทำร่วมกันโดยฝ่ายบริหาร ฝ่ายไอที และถ้าองค์มีฝ่ายการตลาดก็ต้องให้ฝ่ายการตลาดร่วมทำด้วย

ลองสำรวจดูว่าองค์กรคุณมีข้อไหนบ้าง และไม่มีข้อไหนบ้าง และที่สำคัญการทำ SOA จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้ ดังนั้นกิจกรรมแรกก่อนหรือช่วงเพิ่งเริ่มทำ SOA ที่ต้องทำคือ ‘ประเมินสถานะองค์กร’ (assess organizational status) เพื่อประเมินความพร้อมขององค์กร และใช้เป็นข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ

ทำ SOA ต้องรู้อะไรบ้าง?
จะขอกล่าวถึงเพียงสั้น ๆ โดยไม่อธิบายรายละเอียดในแต่ละประเด็น เพราะเกรงจะเป็น่การสร้างความท้อแท้ใจให้แก่ผู้อ่านและผู้สนใจ และผู้ที่กำลังทำหรือกำลังจะทำ SOA อยู่ โดยจะขอกล่าวถึงความรู้และทักษะของ architect หรืออาจเรียกว่าเป็น Service-Oriented Architect เท่านั้น เพราะเป็นหัวใจหลักของโครงการ SOA

ความรู้และทักษะที่จำเป็นที่ architect ต้องมีเพื่อทำ SOA คือ

  1. มีความจงรักภักดี (loyalty) ต่อองค์กร และคำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง
  2. เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘งานบริการ’ และ ‘หัวใจของงานบริการ’
  3. Understanding Social and Political Issues เช่น เล่นการเมืองเป็น อ่านเกมการเมืองออก
  4. Consulting เช่น เป็นที่ปรึกษาที่ดีแก่ทุกคนในองค์กร มีทักษะการเป็นนักวิเคราะห์ที่ดี และมีทักษะในการลดข้อขัดแย้งระหว่างการสนทนาหรือการทำงาน
  5. Communication เช่น สื่อสารกับทุกคนได้ วิ่งได้ทั่วผังองค์กร จะขึ้นข้างบน ลงข้างล่าง ไปซ้ายข้ามแผนก ไปขวาข้ามฝ่าย ฯ และมีจิตวิทยาและศิลปะการสื่อสารที่ดี และมีทักษะภาษาที่ดี ทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียน โดยเฉพาะภาษาไทย
  6. Strategy เป็นนักกลยุทธ์และมีความคิดเชิงกลยุทธ์ที่ดี
  7. Lateral Thinking รู้จักคิดนอกกรอบ มองโลกในแง่ดี และแง่ร้ายเป็น เข้าใจทั้งสภาวะภายในและภายนอก
  8. Integrated Thinking คิด วิเคราะห์ ออกแบบ และปฏิบัติเชิงบูรณาการ
  9. Marketing เข้าใจหลักการประชาสัมพันธ์ การสื่อสารองค์กร มองเกมการตลาดออก และรู้จักใช้การตลาดเป็นเครื่องมือ
  10. Knowledge Transfer สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้อื่นได้ เช่น สมาชิกภายในทีม และต้องพัฒนาความรู้และทักษะของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถกระตุ้นและบังคับตัวเองได้ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบังคับ
  11. มีภาวะผู้นำสูง
  12. Object-Orientation
  13. Object-Oriented Analysis and Design
  14. UML
  15. Aspect-Oriented Programming (AOP)
  16. Agile Philosophy เปรียบเทียบอีกอย่างนั่นคือ เข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และดำเนินกิจกรรมทุกอย่างอยู่บนหลักแห่งความพอเพียง
  17. Business Modeling
  18. Software Engineering
  19. Software Development Process โดยเฉพาะต้องเป็น development life cycle แบบ Iterative and Incremental Development (IID) เท่านั้น
  20. Design Patterns and Architectural Patterns
  21. Software Architecture
  22. Enterprise Architecture
  23. Domain Modeling, Domain Specific Language and Domain Driven Architecture
  24. Event-Based Architecture
  25. Component-Based Architecture
  26. Enterprise Application Integration (EAI)
  27. Software Product Lines
  28. Distributed Computing
  29. Distributed Transaction Design and Management
  30. Security
  31. Architecture Reconstruction
  32. Architecture Evaluation
  33. Components Off-The-Shelf (COTS) Decision
  34. Software Testing ควรเป็นแบบ Test Driven Development
  35. มี Perspective Positioning ด้านเทคโนโลยีที่ดี
  36. Requirements Management โดยเฉพาะด้าน Business Goals และ Non-Functional Requirements
  37. Configuration and Change Management
  38. Principle Design for High Available and Interoperable Architecture
  39. Internet Protocol, Architecture and Web Services
  40. BPEL (Business Process Execution Language) and Enterprise Service Bus (ESB)

แล้วลองถามองค์กรดูว่ามีใครที่มีความรู้และทักษะเหล่านี้ไหม ไม่จำเป็นต้องมีทั้งหมดในตัวคนคนหนึ่ง เพราะ SOA ต้องมี ‘Domain Expert’ หลาย ๆ ด้านมาช่วยกันทำ แต่ที่แน่ ๆ สำหรับ architect ในโครงการ SOA ควรมีทักษะเหล่านี้!

บางคนที่เห็นแล้วอาจหัวเราะ เช่นพวกกูรู้หลายคนที่ผมเคยเล่าให้ฟัง “ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร” “จะไปหามาจากไหน” “จะสร้างขึ้นมาอย่างไร” ฯลฯ ก็จะไม่ให้หัวเราะได้อย่างไร ซึ่งผมก็เข้าใจ เพราะคนเหล่านั้นชอบดูถูกลูกค้าและนักพัฒนาตาดำ ๆ เป็นปกติอยู่แล้วนี่ ก็เลยชอบหาอะไรมายัดเยียดให้เขาใช้ ให้เขาเรียน แล้วก็ดูถูกผ่านข้ออ้างว่า “เพราะคนไทยไม่รักการศึกษา” “สังคมมันแย่” “สร้างยาก” “จะได้ให้เขาได้ทำในส่วนสำคัญจริง ๆ” “เพื่อให้เขาไปต่อยอดได้” “ต้องลงทุนสูง” “เป็นปัญหาเรื่องคน มันแก้ยาก” ฯลฯ

แต่ผมขอยืนยันว่า… คนที่มีความรู้และทักษะเหล่านี้สามารถสร้างได้! ถ้าคิดจะสร้าง เพราะกิจกรรมที่สำคัญที่สุดของโครงการ SOA คือ สร้างความพร้อม! และ output ที่สำคัญที่สุดของการสร้างความพร้อมคือ Service Inventory Blueprint ซึ่งรวบรวม policy, standard, service design ฯลฯ มากมาย และเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่ใช้สร้างคือ คน และเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่คนต้องใช้คือ กระดาษและปากกา หรือจะใช้โปรแกรม word processing ก็ได้

องค์กรต้องสร้าง Service Inventory Blueprint ขึ้นมาก่อน เพราะเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของ ‘คลังบริการ’ ขององค์กร อธิบายโครงสร้าง การทำงานของ service ระเบียบการเข้าใช้ การจัดเก็บ สิทธิ รายละเอียดของ service ทุกตัว รวมถึง service level agreement ของ service ทุกตัว การจัดทีม แบ่งทีม การกำหนดและเลือกใช้เทคโนโลยี ฯลฯ นอกจากนี้ยังรวมถึงแผนการใช้เงิน (งบประมาณ) เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องง้อเครื่องมือราคาแพงใด ๆ เลย!

เมื่อสร้าง Service Inventory Blueprint เสร็จแล้ว ถึงช่วงที่จะต้องอิมพลีเม้นต์ จึงค่อยมาดูเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ การลงทุนการตั้งงบฯ การวางแผนงาน ถึงตอนนี้จะซื้อเครื่องมือราคาแพงใด ๆ หรือจะเลือกพัฒนาเอง หรือจะใช้โอเพ่นซอร์ส ก็ได้ เพราะเมื่อเหนื่อยกับการทำ Service Inventory Blueprint จนเสร็จและสมบูรณ์ได้เมื่อไร ถือว่าองค์กร… มีความพร้อมแล้ว!

ทิ้งท้าย
สุดท้าย… SOA จะมีประโยชน์และคุ้มค่าหรือไม่ องค์กรต้องมีความพร้อมและใจเย็น ๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้บกพร่องเสียก่อน และเพื่อให้ปลอดภัยจากโฆษณาขายฝันและการเข้ามากอบโกยจากพวกกูรู้ทั้งหลาย แล้วเมื่อองค์กรพร้อมก็สามารถเรียกตนเองได้ว่าได้เป็นพวก ‘กูรู้กว่า’ จะหยิบใช้พวกกูรู้นอกองค์กรได้อย่างเกิดผลยิ่ง ราวกับวาทยากร (service orchestrator!) แล้วท้ายสุดคนที่เดินเกมและกุมอำนาจแท้จริงก็คือ ‘ลูกค้า’!

แล้ว… architect จะหาอย่างไร? จากใครในองค์กร? ต้องเก่งแค่ไหน? จบอะไรมา? อายุเท่าไร? ประสบการณ์แค่ไหน? ฯลฯ

ขอตอบสั้น ๆ ว่า architect วัดกันที่ วิสัยทัศน์ ทัศนคติ และการพลิกแพลงกลยุทธ์!

- ความรู้และความสามารถสร้างและปรับกันได้ แต่วิสัยทัศน์และทัศนคติสร้างและปรับได้ยากกว่า -

และ

- คนเราหากอยากเป็นอะไร ตัวเขาเท่านั้นที่รู้ตัวเองดี ไม่ต้องรอให้ใครมาจับไปปั้นแต่ง
หากไม่ท้อถอย กัดไม่ปล่อย เขาก็จะได้เป็นในสิ่งที่อยากเป็น ด้วยตัวของเขาเอง -

………………………………………………
หลงเอยหลงไขว่คว้า ฟายฝัน
หลงผิดคิดว่าจันทร์ แค่เอื้อม
หลับใหลมิรู้วัน วายวิ่น
เพียงแผ่นน้ำกระเพื่อม เสื่อมสิ้น เงาสลาย
………………………………………………
“หนึ่งหยดน้ำหลับใหลในสายน้ำ”, ชนะ คำมงคง

minimalist (ณรงค์ จันทร์สร้อย ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑)

10
ส.ค.
09

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กับไอทียุคโพสต์โมเดิร์น

จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้ ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาสนใจด้านการเงินและการลงทุนมากขึ้น และกำลังรับงานบริษัทในธุรกิจด้านนี้อยู่พอดี และเมื่อเดือนที่แล้วก็ได้นั่งทานข้าวกับครอบครัว แม่ พี่ ๆ และหลาน ๆ พอดีนั่งข้างไอ้เจ้าหลานที่กำลังเรียนนิเทศฯ ที่ ‘ติสต์ สุด ๆ จึงได้เสวนากันเรื่องโพสโมเดิร์น จึงขอนำเรื่องราวต่าง ๆ มาผูกโยงเข้าด้วยกันและนำมานำเสนอดูครับ แนะนำ ติชม เพิ่มเติม ต่อยอด คือสิ่งที่ปรารถนาครับ :)

==================================================

จากการล่มสลายของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีผลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และลามต่อไปยังอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้นึกถึงสำนวนไทย ๆ อย่าง “หมองูตายเพราะงู” ได้เป็นอย่างดี ลัทธิทุนนิยมเสรี และรวมไปถึง ‘อะไร ๆ’ ที่เสรีทั้งหลาย ที่ประเทศที่พยายามทำให้ชาวโลกประจักษ์ถึงความเป็น ‘เจ้าโลก’ ของตน โดยการเข้าไปก้าวก่ายชาวบ้านแทบทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ระบอบการปกครอง แต่ตนเองกลับหลงลืมอะไรบางอย่างไปว่า รากเหง้าอารยธรรมและวัฒนธรรมของตนนั้นมีอายุน้อยนิดกว่าหลายประเทศ ที่ ‘เหมือน’ จะดูด้อยกว่าตนเองในสายตาของตนเอง หนำซ้ำยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่มาหลอมรวม ‘การแสวงหาความฝัน’ ก่อเกิดสิ่งดีงามและสิ่งเลวทรามต่าง ๆ มากมาย หากความสำเร็จของสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากความชาญฉลาดในการเผยแพร่วัฒนธรรมใหม่ของตน ไปยังประเทศที่เหมือนจะด้อยพัฒนาต่าง ๆ ผ่านการแอบแฝงไปกับสื่อที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้และเข้าถึงได้สูง ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ประเทศอื่นเช่น ญี่ปุ่น และที่กำลังตามจี้ติดมาคือเกาหลี หรือแม้แต่พี่ไทยเราก็กำลังทำอยู่เช่นกัน โดยผ่านอาหารและแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น

การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงของเทคโนโลยีและการสื่อสาร ทิ้งห่างวัฒนธรรมและศีลธรรมที่ค่อย ๆ วิวัฒน์ไปอย่างช้า ๆ แทนที่จะวิ่งเคียงไปด้วยกันอย่างกายกับเงา ไลฟ์สไตล์ของมนุษย์ในสังคมทุนนิยมเสรีที่ทวีความเป็นปัจเจกหรือความต้องการความเป็นส่วนตัว (identity) สูงขึ้น การผลิตสินค้าต่าง ๆ จึงเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าเหมือน ๆ กันคราวละมาก ๆ (mass production) เป็นการผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย เข้าถึงผู้บริโภคที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น (mass customization) สินค้าชิ้นหนึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านฟังก์ชั่นและรูปลักษณ์ (convergent product) ภูมิศาสตร์การตลาดก็เริ่มกว้าง ลึก มีมิติมากขึ้น ทำให้เซกเม้นต์เล็กแคบแต่มีจำนวนมากขึ้น (niche market) การตลาดจึงกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง เป็นศาสตราวุธที่มีแสนยานุภาพสูงเสียยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์ เพราะมีอำนาจครอบงำ (ทำลายล้าง) กินพื้นที่และระยะเวลากว้างไกลยาวนานกว่า เช่น แคมเปญโฆษณาเพียงชิ้นเดียวสามารถยิงไปครอบงำชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้แทบทั่วโลก

เมื่อเกณฑ์วัดความรู้อยู่ที่เศษกระดาษไม่กี่แผ่น ทำให้วัตถุประสงค์ของการศึกษากลายเป็นเพียงการลงทุนเพื่อแลกเศษกระดาษ? การทำงานมีความหมายเพียงแค่สิ่งที่ต้องทำเพื่อแลกกับรายได้ เมื่อสินค้าในตลาดมีมากมายหลากหลายขึ้น แม้จะถูกผลิตขึ้นมาเพื่อกลุ่มผู้บริโภคที่จำกัดวงแคบขึ้น แต่นี่คือการมองแบบมุมเดียวของผู้ผลิต ในมุมกลับกันของผู้บริโภคกลับมีสินค้าละลานตาให้เลือกมากขึ้น โฆษณา (มีความหมายอีกอย่างว่า ‘การโกหกกันอย่างหนึ่ง’) ก็มีมากมายหลากหลายขึ้นและยิ่งลึกล้ำขึ้น วิทยายุทธขั้นสำคัญสำหรับโฆษณาในยุคที่ผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน มีอิสระสูง มีความเป็นปัจเจกสูง จึงมักสื่อออกมาให้ลักษณะโฆษณาแฝงมากขึ้น เช่น แฝงมากับละคร อาหาร ดารา และที่สำคัญคือการหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรม การสร้างสังคมการบริโภคจึงต้องสร้างวัฒนธรรมการบริโภคด้วย เพราะสังคมและวัฒนธรรมเป็นสิ่งแยกกันไม่ออก เมื่อผู้บริโภคต้องการอิสระเสรี คิดอย่างเสรี แสดงออกอย่างเสรี การบริโภคจึงต้องการบริโภคอย่างเสรีด้วยเช่นกัน แต่การกระทำใด ๆ ก็แล้วแต่ล้วนต้องมีสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้น จุดอ่อนที่โฆษณาชอบเจาะเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคก็คือ ‘อารมณ์’ การสร้างโฆษณาที่ทรงพลังเพื่อทำลายสติแล้วสร้าง ‘สติเทียม’ ด้วยการทำให้ผู้บริโภคได้รู้สึกว่าการตัดสินใจเลือกสินค้าชิ้นนั้น ตนได้ ‘ไตร่ตรอง’ อย่างดีแล้วและรู้สึกว่าตนฉลาดเยี่ยมยอดที่ได้เลือกสินค้าชิ้นนั้น นี่คือการกระตุ้นต่อมสร้างอุปสงค์ให้สร้างอุปสงค์เทียมออกมามาก ๆ โดยสร้างสิ่งเร้าด้วยสื่อต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดประสบการณ์ที่ดีต่อสินค้าชิ้นนั้น ๆ ยี่ห้อนั้น ๆ เมื่อมากเข้าใช้สินค้ายี่ห้อนั้น ๆ มากเข้า เมื่อเกิดการบริโภคซ้ำ ๆ กันมากเข้า เกิดผู้บริโภคสินค้าเหมือนกัน ยี่ห้อเดียวมากเข้า ก็เกิดเป็นวัฒนธรรม เกิดเป็นสังคมผู้บริโภคเป็นกลุ่ม ๆ เช่นวัฒนธรรมโซนี่ แอปเปิ้ล สตรีตแฟชั่น การแสดงออกอย่างไร้ข้อจำกัดบนเว็บบอร์ด การแลกเปลี่ยนคลิปลามก การแอบถ่าย การเที่ยวคืนของวัยรุ่น ความกล้ามีเซ็กซ์ในวัยเรียน การดูละครเกาหลี การเข้ากลุ่มทางการเมือง การรีบซื้อบ้าน/รถแบบดาวน์น้อยผ่อนนาน การซื้อสินค้าเงินผ่อน ฯลฯ เหล่านี้จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘สภาวะการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง’ เมื่อสินค้าจำเป็นต้องใช้เงินแลก เมื่อความต้องการสินค้ามาก ก็ต้องการใช้เงินมาก ทำให้ต้องการมีรายได้มาก จึงทำให้ต้องหางานที่มีรายได้มาก ๆ เมื่อสติของประชาชนมากมายปี้ป่น การคิดตัดสินใจโดยไตร่ตรองจึงแผ่วเบา เมื่องานที่ทำอยู่ไม่สามารถให้รายได้ได้ดังใจ หรือความรู้ที่ร่ำเรียนมาไม่สามารถนำไปใช้สมัครงานที่มีรายได้มาก ๆ ได้ จึงต้องดิ้นรนเพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น ด้วยอาชีพเสริมที่สุจริตและอาจตรงกันข้าม ด้วยอาชีพในฝันและนอกฝัน ด้วยอาชีพที่อยากทำและไม่อยากทำ ฯ ซ้ำยังต้องตกเป็นเครื่องมือการขายต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะการซื้อสินค้าแบบผ่อน แบบผ่านบัตรเครดิต (บัตรเครดิตแปลอีกอย่างว่า ‘บัตรหนี้’ ใช้เมื่อไรเป็นหนี้เมื่อนั้น) แบบผ่านการเป็นสมาชิก (เช่นในธุรกิจ MLM) ความรู้ที่ผู้คนสนใจศึกษาจึงโน้มเอียงไปทางวิชาความรู้ที่สอดคล้องกับอาชีพที่มีรายได้งาม เศรษฐกิจยุคนี้เขาจึงเรียกว่า ‘เศรษฐกิจยุคความรู้ (Knowledge Economy)’ เพราะความรู้คืออำนาจ คล้ายสมัยก่อนที่คนส่วนใหญ่อยากรับราชการ รูปแบบของอำนาจในยุคนั้นต่างกับยุคนี้ สำหรับยุคนี้อำนาจอยู่ในรูปแบบของ ‘กำลังซื้อ’ หรือ ‘อำนาจในการซื้อ’ หรือ ‘อำนาจทางการเงิน’ นั่นเอง… แต่นี่อาจเป็นการตีความความรู้ของคนเพียงกลุ่มหนึ่งก็ได้?

กอปรกับยุคเว็บ ๒.๐ หรือ ’social web’ ที่ทำให้เกิดการสร้างสังคมเสมือน (virtual society) ขึ้นมา และทำให้คนในสังคมสร้างตัวตนหรือบุคลิกเสมือนขึ้นมาเช่นกัน แม้ไม่เกิดกับทุกคนแต่ก็เกิดขึ้นกับชาวไซเบอร์สเปซมากมาย ข้อมูลที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ได้รับการคัดกรองตรวจทานแล้วและที่ไม่ได้ทำ มีคนกำกับดูแลและที่ไม่มี มีกฏควบคุมที่เข้มงวดและที่ไม่มีหรือไม่เข้มงวด แต่ไม่มีกฏใดที่ไม่มีช่องโหว่เลย เมื่อมีข้อมูลมากมายจนเหมือนจะ ‘ล้น’ ไซเบอร์สเปซ ช่องทางและวิธีการเข้าถึงข้อมูล ที่ตรงตามอุปสงค์แท้มิใช่อุปสงค์เทียม (เช่นเกิดจากอารมณ์) จึงกลายเป็นเรื่องท้าทายยิ่ง เราจึงมีคนที่บริโภคข้อมูลจนล้นมากมาย วัน ๆ บริโภคข้อมูลทั้งจากเว็บไซต์ บล็อก เว็บบอร์ด อีเมล์ MSN hi5(เพื่อนผมเรียกว่า ‘ฮิห้า’ ฮา..) เกมออนไลน์ ฯลฯ คลื่นข้อมูลโยนตัวสูงก่อนถล่มผู้บริโภคราวสึนามิ วัน ๆ ใช้อินเทอร์เน็ตก็เหมือนถูกสึนามิถล่มเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า ซึ่งที่น่ากลัวคือ ถูกถล่มโดยไม่รู้ตัว-ไม่รู้สึกตัว คลื่นข้อมูลมหาศาลถาโถม-จนสติกระเจิงสมาธิกระจาย ไม่สามารถจดจ่อกับข้อมูลใดได้นานพอที่อุปสงค์แท้ต้องการ แต่อาจสามารถจดจ่อได้นานพอกับอุปสงค์เทียม

ผมเคยตั้งคำถามตัวเองว่า “อะไรที่น่ากลัวที่สุดในโลก” คำตอบของผมคือ “เทคโนโลยีและการตลาด” เทคโนโลยีถูกนำมาสร้างเป็นสินค้ามากมาย ผนวกกับการตลาดที่ช่วยกระจายสินค้านั้นออกไปให้มากที่สุด หรือดึงผู้บริโภคให้เข้าถึงให้มากที่สุดทำให้เกิดมายาทางวัฒนธรรมขึ้นมากมาย ผู้บริโภคถูกสิ่งเร้ากระตุ้นให้เกิดอุปสงค์เทียม จากนั้นจึงก่อให้เกิดวิถีปฏิบัติเทียมในการได้มาซึ่งสินค้าขึ้นเช่นกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค ด้วยเครื่องมืออย่าง การกู้ด้วยเงื่อนไขที่แสนง่ายและรวดเร็ว การซื้อแบบผ่อนด้วยดอกเบี้ยแสนต่ำหรือศูนย์เปอร์เซ็นต์และด้วยระยะเวลาผ่อนแบบเลือกได้ (เคยเจอรถหลายยี่ห้อที่ให้ผ่อนสูงสุดถึง ๗ ปี) โดยมีสินค้ามากรุ่นให้เลือกและมีโครงสร้างราคาที่ชวนตาลาย ทำให้มึนงงกับการคำนวณเงินต้น ดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ และคุณค่าของสิ่งที่จะได้จริง ๆ หลังการตัดสินใจซื้อ

เมื่อการซื้อง่ายขายคล่องเกิดขึ้น ก็มีกระแสเงินเทียมไหลไป ๆ มา ๆ ในระบบเศรษฐกิจมากมาย หมองูก็คิดว่านี่คือสภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เพราะประชาชนมีกำลังซื้อ แต่สุดท้ายงูแสนเชื่องก็เกรี้ยวกราดฉกเข้าให้และกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูว่า “เงินที่ใช้ซื้อสินค้าของผู้บริโภคคือเงินในอนาคต ส่วนเงินปัจจุบันของผู้บริโภคกลายเป็นอดีตไปชาตินึงมาแล้ว และเงินในอนาคตส่วนใหญ่มาจากนักลงทุน และส่วนใหญ่ก็ไหลกลับไปสู่นักลงทุน” ซึ่งใครจะรู้บ้างว่าเงินส่วนหนึ่งไหลกลับไปสู่มือนักลงทุนเป็นจำนวนมาก แล้วเงินส่วนที่เหลือที่ซอยยิบย่อยกระจายไปสู่มือคนระดับรากหญ้า ที่มีจำนวนมหาศาลมากว่านักลงทุนหลายร้อยหลายพันเท่า สูตรนี้แท้จริงแล้วจึงไม่ซับซ้อนเท่าไรเลย

เมื่อลมหายใจที่เพิ่งปล่อยออกไปคือสิ่งที่เป็นอดีต ปัจจุบันจึงยิ่งสั้นลง ถ้าการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันคือการเท่าทันสมัย เราก็มีความทันสมัยเกิดขึ้นทุกวินาที ความทันสมัยของเทคโนโลยีก็เกิดขึ้นทุกวินาที ในแต่ละวินาทีมีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมากมาย ความสดใหม่ของสินค้าก็พลอยเกิดรวดเร็วขึ้นเช่นกัน ยุคสมัยของสินค้าก็ยิ่งมีมากขึ้นแต่มีช่วงเวลาสั้นลงมากขึ้นเช่นกัน แล้วแท้จริงอะไรคือความทันสมัยล่ะ? หรือจะแปลกันตรง ๆ ว่า ‘เมื่อมีสิ่งใหม่ (สมัยใหม่) เกิดขึ้น โดยเราเท่าทันความสมัยใหม่ของสิ่งนั้น’?

เมื่อโลกเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมการเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักร โลกก็เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม (สมัย) ใหม่?
เมื่อชาวอียิปต์ประดิษฐ์กระดาษสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคการบันทึกข้อมูลสมัยใหม่?
เมื่อพี่น้องตระกูลไรต์ประดิษฐ์เครื่องบินสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคการเดินทางสมัยใหม่?
เมื่อคุสตูประดิษฐ์อุปกรณ์หายใจใต้น้ำสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคการสำรวจใต้น้ำสมัยใหม่?
เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาระบบปฏิบัติวินโดวส์สำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?
เมื่อไอบีเอ็มพัฒนาเครื่องพีซีสำเร็จ โลกก็เข้าสู่ยุคเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่?
เมื่อองค์กร CERN พัฒนาเวิล์ด ไวด์เว็บ (www) โดยทำงานบนโปรโตคอล HTTP โลกก็เข้าสู่ยุคการสื่อสารสมัยใหม่?

ฯลฯ

เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาวินโดวส์ 95 โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?
เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาวินโดวส์ 98 โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?
เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาวินโดวส์ 2000 โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?
เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาวินโดวส์ XP โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?
เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนาวินโดวส์ Vista โลกก็เข้าสู่ยุคระบบปฏิบัติการสมัยใหม่?

ฯลฯ

เมื่อไอน์สไตน์คิดค้นสมการ E = mc[sup]2[/sup] ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฏีสัมพัทธภาพ โลกวิทยาศาสตร์ก็พบสิ่งใหม่?
เมื่อเอนริโก้ เฟอร์มี ค้นพบปฏิกิริยาฟิสชั่นจากการทดลองในกระบวนการพลังงานนิวเคลียร์ โลกก็พบสิ่งใหม่… แหล่งพลังงานใหม่? อาวุธทรงพลานุภาพใหม่?

วัยรุ่นปัจจุบันนิยมการแต่งตัวที่เรียกว่า ‘สตรีตแฟชั่น (street fashion)’ มากขึ้น แท้จริงคือการแต่งตัวตามไลฟ์สไตล์ (ความต้องการ) ของตนเองไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบพิมพ์นิยม หรือแม้แต่ไม่จำเป็นต้องตรงตามแฟชั่น! แล้วหากว่าแฟชั่นคือความทันสมัย แสดงว่าการแต่งตัวแบบสตรีตแฟชั่นก็ไม่จำเป็นต้องทันสมัยก็ได้? สตรีตแฟชั่นจึงหมายถึงการตีความแฟชั่นในทัศนะของแต่ละคน แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นการแต่งตัวตามทัศนะของแต่ละคนนั่นเอง ดังนั้นความทันสมัยของแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน หากขยายขอบเขตจากการแต่งตัวออกไปเป็นอย่างอื่น เช่น โทรศัพท์มือถือ ความทันสมัยของแต่ละคนย่อมต่างกัน เช่น บางคนบอกว่าโทรศัพท์ที่ทันสมัยคือต้องถ่ายรูปได้ บางคนบอกว่าต้องมีจีพีเอส บางคนบอกว่าต้องไอโฟน บางคนบอกว่าต้องถ่ายรูปได้และต้องมีจีพีเอส ฯลฯ

อดีต ปัจจุบัน อนาคต คือช่วงเวลาที่ต่างกันแต่ต่อเนื่องกัน ช่วงเวลาของสภาพแวดล้อมที่ต่างกันอาจสั้นยาวต่างกัน เหมือนมุขทฤษฏีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์… ‘หากวางมือบนกระทะร้อนสิบนาทีดูเหมือนนานหนึ่งชั่วโมง แต่หากนั่งข้างสาวสวยหนึงชั่วโมงดูเหมือนสั้นแค่สิบนาที’ เมื่อใดที่มีสิ่งประดิษฐ์คิดค้นใหม่เกิดขึ้น (การสร้างเสร็จแล้วหมายถึงกลายเป็นอดีตไปแล้ว) และได้รับความนิยมโดยผู้บริโภคก็เรียกว่า ‘ทันสมัย’ นั่นคือเกาะติดกับช่วงเวลาที่สิ่งใหม่นั้นได้ถูกสร้างขึ้น หรือพูดอีกอย่างได้ว่าคือการติดยึดกับอดีต! แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าทันสมัยได้เต็มปากเต็มคำจริงหรือ หากความต้องการทันสมัยแท้จริงคือการติดยึดอยู่กับอดีต หรือว่าจริงแล้วความทันสมัยแท้หรือปัจจุบันแท้นั้นไม่มี? แต่ที่แน่ ๆ คือ ต้องสามารถนิยามช่วงอายุหรือช่วงชีวิตของสิ่งนั้น ๆ หรือสินค้านั้นให้ได้ สินค้าบางชนิดนักการตลาดอาจสามารถกำหนดช่วงอายุได้ เช่น ช่วง early adopter, early majority, late majority ไปจนถึงช่วง decline ซึ่งช่วงของความทันสมัยได้รับความนิยมโดยผู้บริโภค อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างสามช่วงแรก ดังนั้นความทันสมัยก็คือการติดยึดกับสิ่งที่อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ว่าช่วงเวลาแห่งปัจจุบันหรือความทันสมัยจะสั้นยาวแค่ไหน เมื่อหมดช่วงเวลานั้นแล้ว เวลาหลังจากนั้นไปก็คือช่วง ‘หลังสมัยใหม่ (postmodern)’ เมื่อช่วงเวลาในความรู้สึกของแต่ละคนที่มีต่อสิ่งเดียวกันอาจไม่เท่ากัน หรือช่วงเวลาแท้จริงที่เท่ากันแต่มีต่อสิ่งต่างกันก็อาจรู้สึกว่าช่วงเวลาไม่เท่ากันได้ ดังนั้นในประเด็นนี้ความสำคัญจึงอยู่ที่การนิยามให้ได้ก่อนว่าอะไรคือสมัยใหม่ เมื่อรู้แล้วก็จะรู้ต่อได้เองว่าหลังจากนั้นก็คือช่วงหลังสมัยใหม่ แต่ต่อให้อธิบายอย่างนี้แล้วอาจยิ่งงงงวยสับสนเพิ่มขึ้นไปอีก สรุปให้กระชับและเข้ากับธีมหลักยิ่งขึ้นยุคหลังสมัยใหม่ หรือ โพสโมเดิร์นคือ ‘การตีความสมัยใหม่ในทัศนะของแต่ละคน’ นั่นเอง ดังนั้นการตีความสิ่งเดียวโดยแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องได้ผลออกมาตรงกันหรือเข้าใจตรงกัน เมื่อสังคมมีความอิสระเสรีทางความคิดเท่าไร ความเพ้อฝันและจินตนาการของคนในสังคมยิ่งมีมากเท่าไร อิสระเสรีทางการตีความยิ่งแตกต่างหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสังคมมีการผสมผสาน (hybrid) กันมากขึ้น มีการซ้อนเหลื่อมกันมากขึ้น การตีความแทนที่จะเกิดกับสิ่งสิ่งเดียว ก็กลายเป็นการตีความหลายสิ่งผสมปนเปกันจนออกมาเป็นผลลัพธ์ใหม่ ๆ ที่แตกต่างกันไปขึ้นกับผู้ที่ตีความ การมองไปยังสิ่งสิ่งหนึ่งแท้จริงคือการมองไปยังสิ่งหลายสิ่งที่อยู่ซ้อนเหลื่อมกันทำให้มองเห็นเป็นสิ่งเดียว เมื่อมนุษย์มีความรู้และโลกทัศน์มากขึ้นผ่านการศึกษา ผ่านสื่อ ผ่านซึมซับวัฒนธรรมต่าง ๆ ฯลฯ ก็ทำให้มองเห็นมิติที่ซ้อนเหลื่อมกัน ณ จุดโฟกัสที่มองมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ตีความจุดนั้นได้หลายหลายมากขึ้น เฉกเช่นสินค้าสมัยนี้ที่ล้วนเกิดมาจากการตีความสิ่งต่าง ๆ มากมายและบูรณาการเข้าด้วยกัน เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค แนวโน้มของเทคโนโลยี วัฒนธรรมของสังคมนั้น ๆ ฯลฯ ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา จนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้เป็นสินค้าออกมาหลอกล่อสตางค์จากผู้บริโภค

ผลลัพธ์จากการตีความยังสามารถถูกตีความต่อไปได้อีก เช่น อาวุธนิวเคลียร์และพลังงานนิวเคลียร์ที่มีพื้นฐานจากสมการ E = mc[sup]2[/sup] เหมือนกัน ถ้าไอน์สไตน์นั่งไทม์แมชชีนมายังอนาคตได้ คงต้องคิดหนักว่าจะเปิดเผยผลการค้นพบทฤษฏีนี้ดีหรือไม่ ในทางเดียวกันกับนักลงทุนที่ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลปล่อยให้คนกู้ โดยผ่านธนาคาร สถาบันการเงิน หรือบริษัทอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็นั่งรอกินดอกเบี้ยสบายใจ ชิลล์ ชิลล์ บางคนอาจบอกว่าเขามีผ่อนสินค้าแบบดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ก็มีนะ หลายคนอาจคาดไปไม่ถึง ว่าจริงแล้วนี่ก็เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อของง่ายขึ้นเพราะ ‘ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์…เอง’ ควักแล้วรูดเลย… ปรื๊ด ๆ การกระทำแบบนี้ก็จะเป็นวิถีปฏิบัติซ้ำซากที่จะเกิดได้บ่อยตามมา ยิ่งหากขาดวินัยในการบริหารเงินแล้วก็จะกลายเป็นหนี้ท่วมหัวได้ไม่ยาก แต่ถ้าท่วมหัวท่วมตัวมากเกินไปล่ะ? มากจนไม่มีปัญญาจ่ายด้วยล่ะจะทำอย่างไร? ทางออกมีมากมาย แต่มีทางออกหนึ่งที่บอกได้ว่าลูกหนี้หมดปัญญาจริง ๆ นั่นคือ ‘เบี้ยว’ หรือไม่จ่ายนั่นเอง เมื่อไม่มีก็ไม่จ่ายก็แค่นั้นเอง ถ้าจำนวนลูกหนี้ประเภทนี้มีไม่มาก เจ้าหนี้ยังพอหาวิธีทวงด้วยวิธีต่าง ๆ ได้ เช่น บริการติดตามทวงหนี้ รวมไปถึงการใช้วิธีทางกฏหมาย แต่หากจำนวนลูกหนี้ประเภทนี้มีมากล่ะ มากจนไม่คุ้มที่จะตาม สิ่งที่เกิดตามมาคือ ‘หนี้ศูนย์ (สูญ)’ คือ สูญหายไปเลย ไม่ได้คืน เมื่อไม่ได้เงินคืน กระแสเงินก็ไม่ไหลกลับไปยังธนาคาร ผู้ให้บริการบัตรเครดิต จนถึงนักลงทุน แล้วเงินหายไปไหน? ก็หายไปกับอดีตแล้วไง ก็เล่นเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อน พอรายได้ในอนาคตมาถึงมือก็ต้องรีบไหลออกไปผ่านช่องหนี้สิน แล้วเมื่อซื้อสินค้าเงินผ่อนมากขึ้นจนก่อหนี้ต่อเดือนมากขึ้น จนเงินไม่เหลือพอกับค่าใช้จ่าย สิ่งที่เกิดตามมาก็คือการกู้หนี้ยืมสินแบบลูกโซ่ กู้ตรงนั้นมาจ่ายตรงนี้ รูดจากบัตรใบนี้ไปจ่ายใบนั้น เมื่อก่อหนี้ท่วมหัวท่วมตัวมากจนแบกภาระไม่ไหว การชำระหนี้ก็สะดุดลง เมื่อลูกหนี้พร้อมใจกันสะดุดการชำระหนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน สภาพคล่องของกระแสเงินก็จะไม่คล่องอีกต่อไป แต่กลายเป็นการชะงักงัน ส่งผลกระทบแบบ ‘ripple effect’ แผ่กระจายเป็นวงกว้างไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ให้กู้ ผู้บริโภค ฯ ห่วงโซ่ของกระบวนการก็จะชะลอตัว และ/หรือชะงักในที่สุด จนรุนแรงไปถึงระดับล่มสลายตายจาก และอาจล้มครืนแบบโดมิโนเอ๊ฟเฟ็กต์ อย่างที่เกิดขึ้นกับวิกฤตซับไพรม์ของสหรัฐฯ ลามไปยังการล้มครืนของเลห์แมนบราเธอส์ และลามไปยังภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมรถยนต์… อุตสาหกรรมพี่เบิ้มของสหรัฐฯ

เมื่อหมองูตีความเศรษฐกิจของตนเองผิด อัตตาที่มุ่งเป้าที่กำไรจำนวนมากจึงทุ่มทุนมากด้วยการขยายกำลังการผลิต และการบริโภคจนใหญ่โตเกินกว่าโครงสร้างพื้นฐานจะพัฒนาตามทัน ซ้ำยังขาดวินัียในการบริหารจัดการและการตรวจสอบที่ดี ขาดศีลธรรมและคุณธรรมของนักลงทุนและผู้บริหารกองทุน แม้มีความรู้และประสบการณ์มากก็ใช่จะแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุเสมอไป เมื่อหมองูตีความปัจจัยต่าง ๆ ผิด หาจุดเชื่อมต่อที่ ‘พอเพียง’ ไม่เจอ อุบัติเหตุที่งูแว้งฉกเอาจึงเกิดขึ้น หากข้อผิดพลาดคือการก่อเกิดการป้องกันข้อผิดพลาดในอนาคต เหมือนต้องป่วยก่อนแล้วจึงรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะให้ไม่ป่วยอีก ทำไมไม่ใช้วิธีดูแลตัวเองให้ดี สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีจะได้ไม่ต้องป่วยเลย

ทุกข้อมูลมีความรู้อยู่ในตัวมันเอง สำคัญอยู่ที่มีปริมาณและคุณภาพมากน้อยเพียงใด การบริโภคข้อมูลจึงต้องมีสติ มีเป้าหมาย เข้าใจปัจจัยต่าง ๆ และบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างลงตัวและพอดี มีการคัดกรองข้อมูลอย่างมีเหตุผล บริโภคข้อมูลอย่างมีวินัย ไม่ใช่ตามอำเภอใจ และที่สำคัญต้องสอดคล้องกับอุปสงค์แท้ ที่มิใช่อุปสงค์เทียมที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยโฆษณามายา ที่ปั้นแต่งล่อหลอกด้วยผลลัพธ์สุดโอเว่อร์

ไอที หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีทางด้านข้อมูลข่าวสาร จำแนกแบ่งตามความรู้ ทักษะ อาชีพ ออกไปได้หลากหลายและกว้างมาก สินค้ามากมายล้วนมีไอทีเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าในส่วนกระบวนออกแบบ การพัฒนา การผลิต การจำหน่าย การจัดการ ฯลฯ ในปัจจุบันล้วนต้องพึ่งพาไอที ยิ่งความรู้ด้านไอทียังแบ่งตามระดับความซับซ้อนได้หลายชั้น การศึกษาและการบริโภคแบบฉาบฉวย คือของกำนัลที่แนวคิดทุนนิยมเสรีและบริโภคนิยมนำมาฝาก ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถบูรณาการความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างมีเหตุผล จึงเป็นความเสี่ยงต่อการบริโภคไอที หรือสินค้าไอที ยิ่งไอทีก้าวไกลเท่าไร สินค้าไอทียิ่งหลากหลายยิ่งขึ้น เกิดการผสมผสาน (มิกซ์แอนด์แมทช์) จับนู่นผสมนี่ออกมาเป็นสินค้าชนิดใหม่ ๆ มากขึ้น ๆ ละลานตายั่วยวนด้วยรูปลักษณ์ดู ‘ทันสมัย’ งดงาม และร่ำรวยฟังก์ชั่น ยัดเยียดมาให้มากล้นจนเกินความต้องการ แต่หลักของการบริโภคไม่ว่าชนชาติไหน ๆ ย่อมเหมือนกันหมดคือ จ่ายแล้วต้องคุ้ม แปลอีกอย่างได้ว่า สิ่งที่ให้มาเกินความต้องการดีกว่าขาด บางครั้งผู้บริโภคอาจอยากถามตัวเองบ้างว่า สินค้าไอทีที่ซื้อมามีฟังก์ชั่นคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่ มันทันสมัยจริงหรือ จำเป็นจริงหรือ เชื่อว่าหลายคนคงตอบว่า “ใช่” เพราะการตลาดสามารถเข้าถึงวัฒนธรรมในสังคมได้ และแน่นอนนอกจากสามารถเข้าไปจูงใจในการซื้อแล้ว ยังสามารถเข้าไปทำลายความมั่นคงทางจิตใจเพื่อสร้างสติเทียมให้แก่ผู้บริโภค โดยทำให้เชื่อในสิ่งที่คิดตัดสินใจ… เชื่อว่าคุ้มค่าแล้วที่ได้ซื้อ ทั้งที่ความคิดตัดสินใจนั้นอาจถูกยัดเยียดมาอย่างแนบเนียน… ก็อาจเป็นไปได้? สุดท้ายแล้วเราบริโภคไอทีหรือสินค้าต่าง ๆ เพราะเป็นความจำเป็นของเรา หรือของใคร?

หากสังคมยังคงฟุ่มเฟือยกับการบริโภคไอทีอย่างไม่บันยะบันยัง ขาดสติและความรู้ชัด ไม่สามารถค้นหาอุปสงค์แท้ของตนเองได้ ใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย หรือมีเป้าหมายที่เลื่อนลอยเหมือนฝันและหวังที่รางเลือน หรือมีทัศนคติว่า ‘ยิ่งมีชีวิตและรายได้มั่นคงเท่าไร ยิ่งกู้ได้ง่ายเท่านั้น’ มุมมองของผู้ให้กู้เขาก็มองในแง่ความเสี่ยง แต่ในมุมกลับกันของผู้บริโภคไม่ได้มองอย่างนั้น หรือมีทัศนคติว่า ‘ทำใหม่ง่ายกว่าซ่อม’ ‘ซื้อเขาง่ายกว่าทำเอง’ ‘นำความคิดคนอื่นมาใช้ดีกว่าคิดเอง’ ‘ดัดแปลงของเขาดีกว่าคิดเองใหม่หมด’ ฯลฯ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคมักขาดไปคือ ‘ความสามารถในการไร้ความสามารถวินิจฉัยองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง และฟังก์ชั่นของสินค้าที่ซื้อได้’ เพราะทุกวันนี้มีเทคโนโลยีและสินค้าไอทีมากมาย มากจนเริ่มจะรู้สึก ‘ล้น’ – ไหลล้นออกมานอกถ้วยชา เมื่อชาเต็มถ้วยแล้ว เทลงไปอีกอย่างไรก็ล้นออกหมด แต่ถ้วยชาของแต่ละคนอาจเล็ก-ใหญ่ไม่เท่ากัน แล้วผู้บริโภครู้หรือไม่ว่าถ้วยชาของตนมีปริมาตรเท่าไร? และชาทุกหยดต้องแลกด้วยเงินที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อจากการทำงาน ชาที่ล้นอาจไหลเปื้อนโต๊ะ แต่เงินที่ล้นไหลไปไหน?

ทุกวินาทีมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม และกลายเป็นเทคโนโลยีที่ ‘ทันสมัย’ แต่อาจเป็นความทันสมัยของคนเพียงกลุ่มหนึ่ง….

*ตอนแรกตั้งใจจะตั้งชื่อบทความว่า ‘วิกฤตแดกด่วนกับไอทียุคไร้สติ’ แต่คงฟังดูตลกร้ายไปหน่อย….ฮา

minimalist (ณรงค์ จันทร์สร้อย ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑)

10
ส.ค.
09

Standard and Guideline for Developer

เป็น guideline คร่าว ๆ เอาไว้ค่อยปรับปรุงให้ละเอียดและชัดเจนขึ้นอีกที เพราะมีคนถามผมเยอะว่าการทำงานระหว่างฝั่งเจ้าของงานกับฝั่งผู้พัฒนาระบบฯ ควรมี ‘อะไร’ บ้างนอกเหนือจากสิ่งที่ทั่ว ๆ ไปคุ้นเคยกัน เพื่อให้การทำงาน งาน และการว่าจ้างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยโมเมนตัมโฟกัสไปที่ด้าน development / programming และการจัดการ มากหน่อย ไม่ได้เน้นด้านออกแบบหรือสถาปัตยกรรมฯ นัก และไม่ได้อิงกับหลักการด้าน outsourcing / subcontract management อะไรครับ เอาจากประสบการณ์ล้วน ๆ โดยมานั่งคิดเล่น ๆ ว่าควรมีอะไรบ้างแล้วก็ลิสต์ออกมาครับ

ดังนั้นหากใครมีไอเดียอะไรเชิญเสนอเต็มที่เลยนะครับ ผิด-ถูกอย่างไรตรงไหนหรือมีอะไรเพิ่มจะได้ปรับและเสริม ๆ กันไปครับ :)

หากการว่าจ้างพัฒนาระบบฯ สามารถมีครบ 20 ข้อนี้ก็…สุดยอดไปเลย :lol: แฮปปี้กันถ้วนหน้า

และขอแจ้งอีกนิดว่าผมเขียนบทความนี้โดยมีทัศนคติเอนเอียงเข้าข้าง ‘เจ้าของงาน’ มากกว่า ‘ผู้พัฒนาระบบฯ’ นะครับ ^_^ และระหว่างเขียนก็นึกถึงงานที่เจอบ่อย ๆ คือด้าน enterprise architecture / application ดังนั้นบางประเด็นอาจดูขาด ๆ ปริ่ม ๆ และ ล้น ๆ ได้ :)

Standard And Guideline For Developer

1. Naming
มาตรฐานและแนวทางสำหรับการตั้งชื่อและระเบียบการตั้งชื่อ เช่น ชื่อคอลัมน์ ตาราง ตัวแปร เมธอด ฟังก์ชั่น คลาส อินเตอร์เฟส ไดเร็กทอรี่ แพ็กเกจ ฯลฯ ซึ่งรวมถึงชนิดตัวแปร นอกจากนี้ควรทำ mapping เช่น ระหว่างชื่อคอลัมน์กับชื่อแอททริบิวต์ เป็นต้น และควรมีเอกสารหรือเว็บเพจอธิบายตัวย่อ ศัพท์เฉพาะ แปลคำไทยเป็นอังกฤษ แปลคำอังกฤษเป็นไทย เป็นต้น

2. Business Logic Separation
มาตรฐานและแนวทางสำหรับการแยกเอกสาร, โค้ด, subsystem, คอมโพเน้นต์ ฯ ในส่วน business logic ให้เป็นอิสระจากซอฟต์แวร์และสภาพแวดล้อมของซอฟต์แวร์ให้มากที่สุด และควรเป็นอิสระจากสภาพแวดล้อมอื่น เช่น ของแอพพลิเคชั่น ทรานแซกชั่นเซิร์ฟเวอร์ และควรแยกส่วนอิมพลีเม้นต์ด้าน business logic ให้เป็นอิสระหรือให้อยู่คนละที่กับอินเตอร์เฟส

3. Business Logic Connection
มาตรฐานและแนวทางสำหรับการออกแบบและเขียนโค้ดเชื่อมต่อเพื่อเรียกใช้ส่วน business logic ซึ่งควรมีมาตรฐาน มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ควรทำเอกสารเช่น API ให้ละเอียด อธิบายอินเตอร์เฟสให้ละเอียด ไม่ควรให้ทีมที่ทำส่วนการเรียกใช้ business logic ได้เข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ business logic โดยตรง (เช่น ส่วนอิมพลีเม้นต์ เอกสาร เป็นต้น) เด็ดขาด ควรติดต่อผ่านอินเตอร์เฟสเท่านั้น หรือควรมีการกำหนด policy ทั้งในระดับโค้ด ส่วนออกแบบ ระเบียบปฏิบัติ
จุด ‘joint’ ส่วนนี้สำคัญมาก ควรมีการมอนิเตอร์ อาจด้วยการทำ logging หรือ testing ให้ละเอียด เพื่อตรวจด้าน security, performance, reliability เป็นต้น

4. Web Process
มาตรฐานและแนวทางการแบ่งกลุ่ม (partition) เว็บแอพพลิเคชั่นให้เป็นระเบียบ เช่น แบ่งเป็นเว็บย่อย เป็นโมดูล เป็นต้น แล้วกำหนด ‘Web Application Flow’ ให้เป็นระเบียบเป็นมาตรฐาน เช่น อาจใช้แพทเทิร์น เช่น MVC (Model View and Controller) หรือหากใช้เฟรมเวิร์กใดก็ควรให้ส่วนการประมวผลต่าง ๆ มีมาตรฐานเหมือนกัน ตรวจจับว่ามีโปรแกรมเมอร์คนใดเขียนโปรแกรมไม่ตรงตามมาตรฐานหรือไม่ตรงตาม architecture หรือไม่ เพราะ Web Process มีผลต่อ security, testing, performance, reliability, modifiability ซึ่งหาก flow ของงานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บมีมาตรฐานจะช่วยลด bug ได้มาก ทำให้ test สะดวกและ modify ได้ง่าย

5. Transaction Management
มาตรฐานและแนวทางสำหรับการจัดการทรานแซกชั่น โดยคำนึงถึง performance, reliability, modifiability และ availability เป็นสำคัญ ห้ามมักง่ายด้วยการเลือกวิธีที่เขียนโปรแกรมง่ายเข้าว่า การออกแบบและเขียนโปรแกรมด้านนี้ยากมาก จำเป็นต้องระบุ domain expert ที่มีความรู้และเข้าใจอย่างแท้จริงคอยช่วยให้คำแนะนำ และต้อง test ส่วนนี้ให้ละเอียด ซึ่งควรลงไปเปิดโค้ดเพื่อดูคุณภาพการเขียนโค้ดส่วนนี้ด้วย

6. Transaction Monitoring and Tracking
มาตรฐานและแนวทางสำหรับการทำ debug, log และกำหนดวิธีมาตฐานในการมอนิเตอร์และติดตามทรานแซกชั่น สำหรับระบบฯ ขนาดใหญ่ในส่วนนี้อาจทำได้ยากมาก อาจจำเป็นต้องใช้ tool ซึ่งมักมีราคาแพงมาก กลไกด้านนี้มีความสำคัญและจำเป็นมาก เพราะหากมองไม่เห็นว่าภายในเป็นอย่างไรก็ไม่สามารถทราบได้อย่างแท้จริงว่าระบบฯ นั้นแท้จริงทำอย่างไร การทำ performance test เป็นเพียงการตรวจอาการของโรคเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีปลายทาง

7. Authentication & Authorization
มาตรฐานและแนวทางที่ควรคำนึงถึง security, performance, modifiability และ scalability ไม่ใช่เลือกใช้วิธีที่เขียนโปรแกรมง่ายเข้าว่า และควรใช้ฟีจเจอร์ของ middleware (หากมี) ให้เต็มที่ แต่ก็ต้องคำนึงถึงด้าน vendor dependent ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ต้องออกแบบและเขียนโปรแกรมโดยคำนึงถึงด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น security propagation, single sign on (ใช้วิธีที่เป็นมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช่เลือกใช้วิธีที่เขียนโปรแกรมง่ายเข้าว่า), data confidentiality (เช่นรหัสผ่าน)

8. Database Access (Persistence Mechanism)
มาตรฐานและแนวทางด้านการเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูล เช่น ส่วน ฮาร์ดแวร์, connection pool, database driver, database user, database connection, thread / synchronization / concurrency control, security propagation, transaction context propagation, database manipulation (insert, update, delete, select), database definition (เช่น การสร้างตาราง คีย์ อินเด็กซ์ เป็นต้น) เป็นต้น และหากมีใช้ ORM พวกไฟล์คอนฟิกุเรชั่น เช่น XML ต้องจัดเก็บให้เป็นระเบียบ ออกแบบและเขียนโปรแกรมโดยคำนึงหลัก Object-Orientation ให้มาก ๆ แต่ต้องให้สัมพันธ์กับทรัพยากร สภาพแวดล้อม และการจัดการอื่น ๆ ประกอบ เช่น transaction management, data security เป็นต้น

9. Data Design
มาตรฐานและแนวทางด้านการออกแบบโครงสร้างข้อมูลทั้งด้าน Object Data Model และ Entity Relationship Model (ER Diagram) และด้าน Object-to-Relational Mapping (OR Mapping / ORM) ในส่วนนี้ควรมีเอกสารและคอมเม้นต์อธิบายให้ละเอียด ห้ามพึ่งพา tool ช่วยการ generate มากจนเกินไป ควร customize ด้วยมืออีกทีและเขียนคอมเม้นต์และทำเอกสารให้ละเอียด ห้ามเลือกใช้วิธีที่เขียนโปรแกรมง่ายเข้าว่า ให้คำนึงถึงด้าน performance, reliability และ modifiability เป็นสำคัญ หากมีใช้ ORM พวกไฟล์คอนฟิกุเรชั่น เช่น XML ต้องจัดเก็บให้เป็นระเบียบ ออกแบบและเขียนโปรแกรมโดยคำนึงหลัก Object-Orientation ให้มาก ๆ แต่ต้องให้สัมพันธ์กับทรัพยากร สภาพแวดล้อม และการจัดการอื่น ๆ ประกอบ เช่น transaction management, data security เป็นต้น

10. Data Transfer Object (DTO) and Data Granularity
มาตรานและแนวทางสำหรับข้อมูลที่จะรับส่งกันระหว่าง เลเยอร์, tier, subsystem, คอมโพเน้นต์, แอพพลิเคชั่น, เซอร์วิส, thread ฯลฯ ว่าจะใช้ชนิดข้อมูลใด และมีระดับของขนาด (data granularity) เท่าใด ซึ่งรวมถึงจำนวนพารามิเตอร์และชนิดข้อมูลด้วย เช่น จะใช้ชนิดข้อมูลหรือโครงสร้างข้อมูลที่มีอยู่แล้วในภาษาโปรแกรมนั้น ๆ หากใช้จะใช้ชนิดใด ด้วยเหตุผลอะไร หรือจะสร้างชนิดข้อมูลขึ้นมาใหม่ หรือสร้างอินเตอร์เฟสหรือคลาสใหม่ จะให้ผู้รับสามารถ modify / alter ข้อมูลได้ด้วยหรือไม่หรือจะเซ็ตให้เป็น read-only object นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงด้าน object serialization / de-serialization, object state, communication channel และช่องทางในการรับส่งด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องสัมพันธ์กับพฤติกรรมของซอฟต์แวร์ และหรือพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ หรือไคลเอ็นต์ด้วย (ไคลเอ็นต์ไม่จำเป็นต้องเป็นคน)

11. Web Service
มาตรฐานและแนวทางทั้งเอกสาร โค้ด XML และคอมเม้นต์ ซึ่งต้องระวังหากใช้ tool ในการ generate เพราะควรปรับแต่งอีกครั้งด้วยมือ ควรมีมาตรฐานทั้งการตั้งชื่อ ชนิดข้อมูล จำนวนข้อมูล ลักษณะข้อมูล ขนาดข้อมูล ความปลอดภัย SLA ฯลฯ และควรมี template สำหรับการเขียนโค้ดทั้งส่วนบริการและส่วนเรียกใช้บริการ เพื่อให้โปรแกรมเมอร์ทุกคนเขียนโปรแกรมมีมาตรฐานเหมือนกัน

12. Messaging Service or Asynchronous Call
มาตรฐานและแนวทางส่วนคอมโพเน้นต์ที่ถูกเรียกใช้แบบ asynchronous call และส่วนที่จะเรียกใช้คอมโพเน้นต์ผ่าน asynchronous call และควรกำหนดมาตรฐานและแนวทางทั้งด้านชื่อ (เช่น topic, queue) การ lookup คอมโพเน้นต์ SLA ชนิด message ชนิดข้อมูล ฯลฯ และควรระบุด้วยว่าเลือกใช้วิธี native call (เช่นใช้ proprietary library และ ภาษาโปรแกรม) หรือใช้วิธีกลาง ๆ (เช่นใช้ JMS: Java Messaging Service แบบที่มักใช้ใน Java)

13. Session and Cache Management
มาตรฐานและแนวทางด้าน session และ cache เช่น การตั้งชื่อ การจัดการ ขนาดหน่วยความจำ ชนิดข้อมูลที่จัดเก็บ expire time idletime start time ฯลฯ ซึ่งรวมถึงการจัดการ session และ cache ให้สอดคล้องกันในแต่ละส่วน เช่นในระดับเว็บเซิร์ฟเวอร์ แอพพลิเคชั่นเซิร์ฟเวอร์ ทรานแซกชั่นเซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น และยังรวมถึงมาตรฐานการเขียนโปรแกรมในส่วนการสร้าง เรียกใช้ และลบ session และ cache ด้วย เพราะส่งผลต่อคุณภาพด้าน reliability, availability, modifiability, performance, scalability มาก

14. Testing
มาตรฐานและแนวทางสำหรับการ test ตั้งแต่การเขียน test case / script, test unit, UAT จนถึงระเบียบขั้นตอนการ test ซึ่งควรลงไปจนถึงระดับโปรแกรมเมอร์ว่าควร test อย่างไร test อะไรบ้างและแค่ไหน กำหนดขอบเขตและแบ่งเป็นสัดส่วนให้ชัดเจน กำหนดบทบาทหน้าที่และ map กับคนให้เรียบร้อย สำหรับการ test ควร test ให้ครอบคลุม ไม่ควรทำแค่ functional test เพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ไม่สามารถเห็นการทำงานภายในซอฟต์แวร์ได้เลย ดังนั้นจึงควร test ในมิติอื่นด้วย เช่น reliability test, performance test ส่วนเทคนิคการ test นั้นมีมากมายเป็นสิบ ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ tester, test manager, test engineer แต่โปรแกรมเมอร์ก็ควรมีส่วนร่วมในการ test ด้วยเช่นกันโดยทำหน้าที่ในส่วน unit test ซึ่งโปรแกรมเมอร์ควรเขียน unit test ด้วยตัวเอง และต้องระบุด้วยว่า unit test นั้นสัมพันธ์กับโค้ดส่วนไหนบ้าง และสัมพันธ์กับ requirements ใด (เพื่อให้สามารถทำ requirements traceability, defect management, risk management, change management, impact analysis ได้) ดังนั้นในการทำงานหากให้ดีควรมีโอกาสได้พบเจอโปรแกรมเมอร์ผู้เขียนโค้ดจริง ๆ ด้วย จะได้พูดคุย สอบถาม จับผิด ตรวจสอบกันได้ และหลอกถามให้ละเอียดว่าการ test จริง ๆ ในทีมทำกันอย่างไร (ถ้าเป็นไปได้) Software Testing ถือเป็นศาสตร์ที่ยากมากต้องมีความเข้าใจสูง มีความละเอียดและใส่ใจสูง ซึ่ง best practice คือ จะทำอย่างไรที่จะทดสอบด้านสถาปัตยกรรมฯ (Architectural Test) ให้ได้ เพราะ architectural test นั้นเป็นการเจาะเข้าไป test ถึงภายในตัวซอฟต์แวร์กันจริง ๆ เป็นการ test คุณภาพการทำงานของกลไกฯ (architectural mechanism) ต่าง ๆ กันจริง ๆ ไม่ใช่ test แค่เปลือกอย่าง functional test หรือ UAT ที่มักทำ ๆ กันเท่านั้น ซึ่งรวมถึงการทำ load test, stress test ที่มัก test ด้าน performance เป็นหลักเท่านั้น การ test จำเป็นต้องพึ่งทั้งความรู้ด้านทฤษฏีและเครื่องมือ ซึ่งเครื่องมือก็คือ tool ด้าน software testing การ test ที่ดีคือควร test ด้วยมือให้น้อยที่สุด เพื่อลดความผิดพลาดและความไม่เที่ยงตรง แต่ tool ด้าน testing มักมีราคาแพง ดังนั้นจึงควรเผื่องบประมาณด้านนี้ไว้ด้วย และบริษัทไอทีในบ้านเรามีน้อยรายที่ชำนาญด้าน software testing จริง ๆ (ที่มิใช่เก่งแต่ใช้ tool) ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านนี้จึงจำเป็นมาก

15. Service Level Agreement (SLA)
มาตรฐานและแนวทางการสร้างข้อตกลงในการให้บริการของบริษัทไอทีที่ถูกว่าจ้าง การกำหนด SLA ควรเข้มงวดและมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายให้คำปรึกษา แต่ต้องมองถึงความเป็นจริงประกอบด้วย เช่น งบประมาณ ระยะเวลา ทีมงาน (ทั้งฝั่งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง) ทรัพยากร สภาพแวดล้อม เป็นต้น เพราะไม่ใช่ว่าจะมาเขียนให้ละเอียดและเข้มงวดมาก ๆ จนไม่ดูว่าโครงการมีงบประมาณน้อย หรือมีเวลาน้อยมาก เป็นต้น แต่ไม่ควรเขียนแบบขอไปทีหรือแค่พอให้มี แต่ไม่ได้มีการติดตามอย่างจริงจัง ถ้าอย่างนั้นไม่มีจะดีกว่า แต่ทุกการว่าจ้างควรมีการทำ SLA เสมอ แม้แต่การพัฒนาระบบฯ ใช้กันเองภายในบริษัทก็ควรทำ SLA ระหว่างฝ่ายเจ้าของระบบฯ กับฝ่ายไอทีที่พัฒนาระบบฯ ให้ นอกจากนี้ SLA ควรสอดคล้องกับสัญญาว่าจ้างและการให้บริการหลังการขาย / ติดตั้ง (maintainance) ซึ่งควรกำหนดระเบียบขั้นตอนปฏิบัติ (procedure) ให้ละเอียด เช่น กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น ต้องทำอย่างไร อะไรบ้าง ใครบ้าง ติดต่อใคร ใครรับเรื่อง ใครแก้ไข กระทบส่วนใดบ้าง ค่าใช้จ่ายประเมินเบื้องต้นล่วงหน้าและที่หน้างานจริง เป็นต้น

16. Background and Business Process
มาตรฐานและแนวทางการอธิบายระบบงาน (business model) เบื้องต้น ซึ่งจะช่วยให้ทีมพัฒนาฯ มีความเข้าใจระบงานมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากทำได้ละเอียด เข้าใจง่าย ไม่ยาวจนเกินไป หรือมีการจัดอบรมก่อนเริ่มงานได้ยิ่งดี สำหรับ business model ประกอบด้วยรายละเอียดมากมาย เช่น business structure, business workers, business processes, business rules, business units, business goals เป็นต้น แต่ให้นึกง่าย ๆ ว่า business model ก็คล้ายกับตำราที่สอนให้เข้าใจระบบงานนั้น ๆ เช่น หนังสือระบบงานบัญชี (ไม่ใช่ระบบโปรแกรมบัญชี) หนังสืออธิบายระบบงานลอจิสติก เป็นต้น พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในแทบทุกโครงการการพัฒนาระบบฯ คือมี requirements change ทั้งเก่า-ใหม่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดโครงการ แม้แต่วันที่ใกล้จะส่งงานก็ยังอายมีได้ สาเหตุหลักหนึ่งคือมักไม่ได้ทำ business modeling อย่างละเอียดดีพอ และมักเริ่มต้นโครงการด้วยเฟส Requirements เพราะหากทีมงานยังไม่เข้าใจระบบงานดีพอ จะให้ไปเก็บ requirements ได้อย่างไร? ส่วนการแก้ตัวด้วยเหตุผลว่า “ก็ช่วงแรกของเฟส Requirements คือการเรียนรู้ระบบงานปัจจุบัน” การเรียนรู้ระบบงานมักถูกกระทำอย่างลวก ๆ และมักถูกกระทำโดยผู้ไม่มีวุฒิภาวะหรือเป็นพวกเทคนิคจัดมีความบกพร่องหรือไม่ชำนาญด้านการสื่อสารและด้าน business analysis เนื่องจาก business model มีรายละเอียดมาก ดังนั้นเฟสแรกของโครงการจึงควรเริ่มด้วยเฟส Business Modeling ก่อน ส่วนจะสั้นหรือยาวแค่ไหนก็ขึ้นกับงานนั้น ๆ นอกจากนี้ยังพบว่าการทำ business modeling ที่ไม่ดี หรือรวมถึงการไม่ทำเลยมักก่อให้เกิดปัญหาด้าน requirements change ระหว่างทำโครงการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างโดยรวมหรือส่วนสำคัญต่าง ๆ ได้ เนื่องจากสาเหตุคือ การทำ business modeling ที่ดี ควรมีการทำ business process re-engineering ด้วยเสมอ นั่นคือสร้างการรับรู้ให้คนทำงานและผู้ใช้ก่อน แล้วปรับปรุงกระบวนการทำงานบางจุด เช่น จุดที่ต้องทำ business automation เพื่อที่พอพัฒนาระบบฯ มาแล้วจะได้สัมพันธ์กัน ไม่ใช่พัฒนาระบบฯ โดยอิงตามกระบวนการทำงานแบบเดิมทุกอย่าง พอผู้ใช้ลองใช้จริงก็จะพบปัญหาโน่นนี่จุกจิกตามมาเสมอ ดังนั้นจึงควรมีการกำหนดระเบียบมาตรฐานและแนวทางในการทำ business modeling อย่างละเอียด เพราะเมื่อทั้งฝั่งเจ้าของงานและฝั่งพัฒนาระบบฯ เข้าใจที่มาที่ไปและระบบงานอย่างละเอียด (หมายถึงมี domain knowledge เป็นไปในทิศทางเดียวกัน) ก็จะช่วยให้การทำงานสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ลดข้อผิดพลาด ลด requirements change ลงได้มาก และสุดท้ายควรระบุคนที่จะเป็น business domain expert ด้วยเสมอ และสมมติฐานคือ ไม่มีใครเข้าใจระบบงานของเราดีไปกว่าเราเอง ดังนั้น business domain expert จึงควรเป็นคนของฝั่งเจ้าของงานนั่นแหละ ซึ่งนั่นคือ business modeling ต้องเป็นการร่วมมือทำด้วยกันทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่ฝั่งเจ้าของงานทำแต่พูด ให้ข้อมูล และประสานงาน เท่านั้น แต่ต้องลงมาร่วมทำด้วย!

17. Coding, Documentation and Comment
มาตรฐานและแนวทางการเขียนโปรแกรม เอกสาร และคอมเม้นต์ โดยให้มองว่าเมื่อเห็นโค้ด เอกสาร และคอมเม้นต์แล้ว จะแทบไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนเขียน เพราะเขียนมีมาตรฐานเหมือนกัน ทำให้ดูแลง่าย และพยายามอย่าให้ความสำคัญกับเอกสารมากจนเกินไป จงให้ความสำคัญกับมาตรฐานการเขียนโค้ดและคอมเม้นต์ให้มาก ๆ เช่น การตั้งชื่อ การเว้นวรรค การย่อหน้า การเขียนคอมเม้นต์แบบต่าง ๆ การเขียนลูป การเขียนเงื่อนไข การอธิบายอัลกอริธึม โค้ดทุกตัว (ทุกคลาส หรือทุกไฟล์) ควรระบุด้วยว่าใครเขียน สร้างเมื่อไร ปรับปรุงล่าสุดเมื่อไร โค้ดนี้ทำหน้าที่อะไร สัมพันธ์กับ requirement ใดบ้าง (เพื่อให้สามารถทำ requirements traceability, defect management, risk management, change management, impact analysis ได้) นอกจากนี้การใช้ซอฟต์แวร์ด้าน version control ไม่ได้ช่วยสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวได้ทั้งหมดเสมอไป เพราะสิ่งสำคัญคือวินัยและการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะโค้ดเป็นสิ่งที่น่าห่วงอย่างยิ่ง ไม่ควรทดสอบแต่ระบบฯ เท่านั้น แต่ควรมีการทดสอบหรือการทำ code walk through ด้วย โดยสุ่มตรวจคุณภาพการเขียนโค้ดและคอมเม้นต์ด้วย ดังนั้นจึงควรมีแนวทางหรือ template ในการเขียนโค้ดส่วนต่าง ๆ ให้โปรแกรมเมอร์มาก ๆ เช่น template และแนวทางสำหรับการเขียนส่วน: get database connection, insert / update / delete / select data, exception handling, SQL (โดยเฉพาะคำสั่ง SELECTง), thread, call asynchronous component, call web service, call CORBA object, validate parameter, check user’s login, file I/O, event handling, transaction: begin / commit / rollback, pass by value, pass by reference, call back method, propagate transaction context, propagate security context / credential data, OR mapping, object locking, object life-cycle management (acquire and detach / release object), AJAX, JavaScript, loop, convert / format data ฯลฯ เพราะต้องตระหนักเสมอว่าอย่าคิดว่าโปรแกมเมอร์ทุกคนในทีมหรือที่จ้างเขียนโปรแกรมเหล่านี้ชำนาญและมีมาตรฐานด้านคุณภาพเหมือนกันหมด ดังนั้นหากมี template และแนวทาง หรือตัวอย่างให้จะช่วยให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมได้เร็วขึ้น มีมาตรฐาน และยังตรวจสอบคุณภาพ และ test ง่ายขึ้นด้วย

18. Exception or Error Handling
มาตรฐานและแนวทางการจัดการและการเขียนโปรแกรมด้าน exception ประเด็นนี้สำคัญมาก ซึ่งข้อผิดพลาดสำคัญคือไม่ควรให้โปรแกรมเมอร์คิดและออกแบบส่วนนี้เอง แต่ควรมี SA หรือ architect ออกแบบและกำหนดมาตรฐานและแนวทางการเขียนโปรแกรมจัดการให้ดู เช่น อาจเขียนเป็น template เพราะโค้ดด้านนี้มักเขียนโปรแกรมง่าย แต่การออกแบบเพื่อจัดการจริง ๆ นั้นไม่ง่าย เวลางานกระชั้นมักพบว่าโปรแกรมเมอร์มักเขียนโค้ดส่วนนี้แบบลวก ๆ หรือเขียนในลักษณะไม่รู้ลึกจริง ๆ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือพึ่งพาเฟรมเวิร์กมากเกินไปจนจัดการผิดพลาดและ exception หรือ error อาจหลุดได้ ควรกำหนดรายละเอียด exception หรือ error เช่น error code, error name, user error message (ข้อความที่ผู้ใช้อ่านแล้วเข้าใจไม่ใช้ศัพท์เทคนิคมาก), system error message (ข้อความเทคนิคเพื่อการ debug และการจัดการ), contact support, help guideline เป็นต้น

19. User Manual, System Manual / Support
มาตรฐานและแนวทางสำหรับการทำเอกสารการใช้งานและการดูแลระบบ ให้คิดเสียว่าเหมือนกำลังเขียนตำราเพื่อจะจำหน่ายจริง ๆ ดังนั้นในเอกสารควรเนื้อหาอะไรบ้างเพื่อความสมบูรณ์ และยังประโยชน์ต่อผู้อ่านให้มากที่สุด เช่น คุณภาพด้านภาษา สำนวน สัดส่วนข้อความกับรูปภาพ คุณภาพของรูปภาพ เนื้อหา การอ้างอิง ความเข้าใจง่าย เนื้อหาครอบคลุม และที่สำคัญในแต่ละหน้าหรือหัวข้อควรสามารถระบุได้ว่าสอดคล้องกับ requirements ใด (เพื่อให้สามารถทำ requirements traceability, defect management, risk management, change management, impact analysis ได้)

20. Communication Between Company and Vendor / Outsourcer
มาตรฐานและแนวทางการสื่อสารภายในองค์กรและระหว่างองค์กร ควรกำหนดระเบียบให้ชัดเจน กำหนดโปรโตคอลและขั้นตอนรวมถึงบทบาทและ map กับคนให้เรียบร้อย กำหนด contact point ให้ชัดเจน เส้นทางการสื่อสาร (communication path) ควรมีหลายรูปแบบ เช่น แบบที่มีระเบียบเคร่งครัด แบบเร่งด่วน แบบเป็นทางการ แบบไม่เป็นทางการ เป็นต้น เพราะการสื่อสารแสดงถึงวัฒนธรรมองค์กรและการทำงาน และยังสามารถสะท้อนถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์เลยทีเดียว ทักษะด้านการสื่อสารเช่น การพูด ฟัง เขียน บุคลิก สรุป จิตวิทยาการสื่อสาร ศิลปะการสื่อสาร การเข้าใจวัฒนธรรมหรือเรียนรู้และเข้าใจผู้ฟัง เป็นต้น ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงการระบุ contact person หรือบุคคลที่จะให้ทำหน้าที่สื่อสารที่ขาดทักษะหรือบกพร่องด้านการสื่อสาร แม้ว่าบุคคลนั้นอาจมีตำแหน่งสูง มีบทบาทสำคัญในโครงการ มีความรู้ความเข้าใจในงาน เป็นโปรแกรมเมอร เป็นต้น และพยายามหลีกเลี่ยงบุคคลที่ไม่มีวุฒิภาวะหรือมีน้อยหรือพูดจากภาษาคนไม่ค่อยเป็น พูดเป็นแต่ศัพท์เทคนิค หรือพูดภาษาคนเป็นและเก่งแต่กลับไม่รู้เรื่องเทคนิคอะไรเลย ไปทำหน้าที่สื่อสาร พูดคุย เพราะจะทำให้สารบิดเบี้ยวจนสื่อและเข้าใจกันผิดพลาดบิดเบี้ยวไปด้วย ในการทำงานจึงควรกำหนดมาตรฐานและระเบียบการสื่อสารระหว่างภายในองค์กรกันเองและระหว่างองค์กรให้ดีเป็นที่เข้าใจกันทุกฝ่ายตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ และต้องมีผู้ควบคุมติดตามด้วย เพราะการสื่อสารที่ดีจะช่วยให้งานสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีอย่างคาดไม่ถึง

20
เม.ย.
08

ทำความเข้าใจกับ ‘Software Architecture’ เชิงเปรียบเทียบกัน

ปัจจุบันยังไม่มีนิยามสำหรับ ‘Software Architecture’ ที่ชัดเจนดีพอ และคำจำกัดความหรือความหมายที่มีอยู่ตามเว็บไซต์และตำรา ต่างสร้างความสับสนกำกวมให้แก่ผู้สนใจไม่น้อย มีผู้สนใจและผู้ที่ต้องการศึกษา software architecture มากมายที่แสวงหานิยามอมตะซึ่งใช้เพียงไม่กี่ประโยคเพื่อแทนความหมายของ software architecture ได้ชัดเจนที่สุด

แต่จะแสวงหานิยามไปเพื่ออะไรกัน? นิยามที่อยู่ในรูปประโยคเพียงไม่กี่ประโยค จะหวังให้สื่อถึงแก่นสาระทั้งมวลอาจไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะกับศาสตร์ที่ยังมีขวบวัยเพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่ามีการตีความกันไปต่าง ๆ นานา ดังนั้นจงใช้หลัก ‘กาลามสูตร’ ของพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นเกณฑ์ในการเลือกที่จะเชื่อในเนื้อความที่ได้อ่านหรือสดับมา

ผมจะขออธิบายความหมายของ ‘สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ (software architecture)’ ในเชิงเปรียบเทียบกับร่างกายของมนุษย์ คำตอบแห่งหลายสิ่งในจักรวาลล้วนสามารถเริ่มต้นได้จากการเพ่งศึกษาในตัวตนก่อน ตามหลักแห่งพุทธแล้ว คำถามที่ยากจะแสวงหาคำตอบ ดิ้นรนฝ่าฟันทุกทิศก็ใช่จะหาความหมายที่ชัดเจนถูกใจได้ยาก แต่หากตั้งสติให้นิ่งแทนที่จะคอยแต่มองออกไปภายนอก บางครั้งคำตอบที่เราต้องการอาจอยู่ภายในตัวเรานี่เอง

มนุษย์เรามีความสามารถหลากหลาย สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น กิน นอน เดิน วิ่ง ขับรถ ฯลฯ หลายอย่างที่บางคนอาจไม่เคยทำมาก่อน แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์จำเป็นที่มีปัจจัยบางอย่างตีกรอบ ก็สามารถทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนได้ เช่น
- เกิดมาอ่านหนังสือไม่ได้ แต่เมื่อถูกส่งเข้าโรงเรียนก็ได้เรียนรู้จนอ่านเขียนได้
- บางคนเพิ่งลาออกจากงานขายของหน้าร้าน เปลี่ยนมาทำงานใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อนคือเป็นบุรุษไปรษณีย์ ก็สามารถทำได้เมื่อได้รับการฝึกฝน
เป็นต้น

เราอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” เมื่อคนเรามารวมกลุ่มกันก็ต้องมีกฏเกณฑ์มีสังคม ในปัจจุบันเรามีสังคมที่หลากหลาย และมีธุรกิจอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น ธุรกิจสิ่งทอ เกษตรกรรม เทคโนโลยี ประกอบรถยนต์ โรงพยาบาล เป็นต้น โดยในแต่ละสังคมธุรกิจล้วนต้องมีคนเข้าไปมีส่วนร่วม มีการใช้คนที่หลากหลายซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ที่หลากหลาย เช่น อายุ การศึกษา ประสบการณ์ เป็นต้น

ในแต่ละสังคมคือโดเมน (domain) หนึ่งนั่นเอง ในโดเมนจึงสามารถมีโดเมนย่อยต่อไปได้อีก โดเมนหนึ่งก็อาจอยู่ภายในโดเมนหนึ่งที่ใหญ่กว่าได้ แล้วเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนกขนาดและประเภทโดเมนคืออะไร? นี่คือกฏเกณฑ์ของสังคมนั้น ๆ เป็นผู้กำหนด แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่มุมมอง (perspective) ของผู้มองเองด้วย เพราะในสังคมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันราวกับฝาแฝด แต่อาจมีกฏเกณฑ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็เป็นได้

ใครสักคนหนึ่งเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสังคมหนึ่ง เช่น นาย ก ได้สมัครเข้าทำงานเป็นพนักงานขายอุปกรณ์เลี้ยงปลา สิ่งที่ทางร้านต้องการจากนาย ก คือความสามารถ (feature) ในการขาย และความรู้การเลี้ยงปลาและอุปกรณ์เบื้องต้น โดยทางร้านได้ระบุความสามารถของนาย ก ว่าต้องมีอะไรบ้างในการทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจ (business model) ของทางร้าน ทางร้านจึงจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมเบื้องต้นให้แก่นาย ก เพื่อให้เข้าใจเป้าหมายธุรกิจ (business goals) ที่สัมพันธ์กับโมเดลธุรกิจของทางร้าน

แม้ว่านาย ก สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้อีกมากมาย เช่น ขับรถ ว่ายน้ำ เล่นฟุตบอล ตีกลอง ฯลฯ ก็ไม่มีความจำเป็นต่องานเท่าใดนัก ดังนั้นนาย ก จึงต้องทำความเข้าใจกับโมเดลธุรกิจ เป้าหมายธุรกิจ และความสามารถหรือหน้าที่ที่ตนเองต้องทำ เพราะเหล่านี้คือความต้องการ (requirements) ที่ทางร้านคาดหวังในตัวเขา

จากการฝึกอบรม นาย ก พบว่างานขายอุปกรณ์เลี้ยงปลานั้นตนเองต้องสามารถอธิบายข้อมูลให้แก่ลูกค้าได้ ใช้อุปกรณ์ในร้านทุกชนิดเป็น ซ่อมอุปกรณ์ชิ้นง่าย ๆ ได้ ให้อาหารปลาในตู้ปลาที่โชว์ ทำความสะอาดตู้ปลา บรรจุหีบห่อ นำรถเข็นมายกอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ไปส่งที่รถลูกค้า และรับเงินและคืนเงินทอน เหล่านี้คือความต้องการ (functional requirements) ของทางร้านที่ต้องการให้เขาทำ

ร่างกายของมนุษย์มีระบบการทำงานหลายประเภท แต่ละประเภทประกอบด้วยอวัยวะที่ซับซ้อน อวัยวะหลายส่วนมักทำงานร่วมกันและตอบสนองซึ่งกันและกัน เช่น ระบบหายใจประกอบด้วย จมูกที่หายใจนำอากาศผ่านลำคอเข้าสู่ปอดและหัวใจ ปากที่นำอาหารที่ทานผ่านลำคอ (ใช้ร่วมกันกับระบบหายใจ) สู่กระเพาะและสู่ลำไส้ เป็นต้น

ดังนั้นหากวาดเป็นรูปออกมาแล้วจะเห็นได้ว่าร่างกายมนุษย์เรามีระบบการทำงานมากมายและ
ซับซ้อนอย่างยิ่ง หากอวัยวะใดหรือระบบใดทำงานผิดเพี้ยนไปอาจส่งผลต่ออวัยวะหรือระบบการทำงานอื่นได้ เช่น หากสูบบุหรี่มากจะเป็นการสร้างความเสียหายให้กับปอด เมื่อปอดมีปัญหาก็จะฟอกอากาศได้แย่ลง ส่งผลต่อหัวใจและระบบหายใจ หากไตมีปัญหาก็อาจทำให้เป็นนิ่วได้ หากกระเพาะมีปัญหาก็อาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหารได้ หากระบบประสาทบริเวณไขกระดูกสันหลังมีปัญหาอาจเป็นอัมพาตได้ หากระดับน้ำในหูมีปัญหาอาจส่งผลต่อการทรงตัวได้ เป็นต้น

ระบบการทำงาน หรือ กลไก (architectural mechanism) ภายในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งประสบปัญหาจึงมักส่งผลข้างเคียง (side effect) ต่อระบบการทำงานและอวัยวะอื่นด้วยเสมอ และเมื่อระบบการทำงานใดทำงานผิดปกติไปก็จะส่งผลต่อความสามารถของคนนั้น หรือสิ่งที่คนนั้นจำเป็นต้องทำ (functional requirements) ไปด้วย เช่น วันหนึ่งนาย ก ไปตรวจสุขภาพ ผลการตรวจพบว่าเป็นโรคผิวหนัง เนื่องจากภูมิแพ้จากการทำความสะอาดตู้ปลาบ่อย ๆ แต่ล้างมือไม่สะอาด นาย ก จึงนำผลการตรวจไปแจ้งเจ้าของร้าน เจ้าของร้านจึงสั่งไม่ให้นาย ก ล้างตู้ปลา 1 สัปดาห์แล้วหักเงินค่าจ้างเพื่อทำโทษที่ไม่ยอมดูแลรักษาสุขภาพให้ดี

นอกจากนี้นาย ก ต้องเริ่มทำงานแต่เช้า ต้องเข้างานตรงเวลา (ความน่าเชื่อถือ – reliability) ในการอธิบายสินค้าแก่ลูกค้าต้องใช้เวลาที่สั้น กระชับ และทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็ว (ประสิทธิภาพ – performance) เพราะหากเป็นช่วงเวลาที่มีลูกค้าที่ร้านมาก นาย ก ยิ่งต้องอธิบายได้รวดเร็ว ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และยังต้องรักษาสุขภาพ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยจนทำให้ต้องขาดงานบ่อย (ความพร้อม – availability) ต้องคอยศึกษาอุปกรณ์รุ่นใหม่ ๆ ที่มาแทนรุ่นเก่า (ปรับปรุง – modifiability) และทางร้านต้องสามารถตรวจสอบประเมินผลการทำงานได้ (ทดสอบ – testability) นี่คือความต้องการที่ทางร้านกำหนด และนาย ก ได้คิดเพิ่มเติมอีกว่าตนเองจะต้องพัฒนาทักษะความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ก้าวหน้าและเติบโตในหน้าที่ที่สูงขึ้นที่มีความรับผิดชอบที่มากขึ้นต่อไปไ
ด้ (ขยาย – scalability) ความต้องการเหล่านี้คือ สิ่งที่ใช้ชี้วัดคุณภาพการทำงานของนาย ก เป็นความต้องการที่ไม่ใช่หน้าที่โดยตรง (non-functional requirements) แต่มีความผลต่อหน้าที่รับผิดชอบ

ระบบการทำงานของร่างกาย (กลไก) ที่สำคัญที่ส่งผล (support) ต่อการทำงาน (functional requirements) ของนาย ก เช่น ระบบหายใจ (ต้องดมกลิ่นปลา กลิ่นตอนล้างตู้ปลาบ่อย ๆ) ระบบผิวหนัง (ต้องสัมผัสปลา อาหารปลา และตอนล้างตู้ปลา) ระบบสมอง (เรียนรู้ ท่องจำ คิด ฯลฯ) เป็นต้น หากระบบเหล่านี้ทำงานผิดพลาดจะส่งผลต่องานของนาย ก เมื่อนาย ก ทำงานผิดพลาดหรือมีประสิทธิภาพแย่ลง ก็จะส่งผลต่อหน้าที่การงานของนาย ก เอง และต่อธุรกิจของทางร้าน ดังนั้น non-functional requirements จึงมีผลต่อการทำงานของกลไกและการกำหนดระดับความสำคัญ (prioritize) ของกลไกต่าง ๆ หรือกล่าวได้ว่า non-functional requirements นำไปสู่การกำหนดกลไกที่จะมีในระบบฯ และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพการทำงานของกลไก ซึ่งแน่นอนเมื่อกลไกทำงานได้ดี ย่อมส่งผลต่อการทำงาน (functional requirements) ได้ดีตามไปด้วย

จากการอธิบายในเชิงเปรียบเทียบนี้ เห็นได้ว่าสิ่งที่อยู่ใน ’software architecture’ คือ กลไกสำคัญที่มีผลต่อระบบฯ จากตัวอย่างข้างต้นระบบฯ ก็คือตัวนาย ก นั่นเอง

ประเด็นสำคัญคือการสร้างระบบฯ ต้องถูกตีกรอบด้วยโดเมน หรือเกณฑ์การจำแนกของสังคมนั้น ๆ เพราะบางกลไกที่มีความสำคัญต่อโดเมนหนึ่งแต่อาจไม่มีความสำคัญต่ออีกโดเมนก็ได้ เมื่อทราบแล้วว่าระบบฯ นั้นถูกจัดกลุ่มอยู่ในโดเมนใด จึงต้องกำหนดความต้องการของโดเมนหรือเป้าหมายทางธุรกิจ (business goals) นั้น กำหนดโดยผู้ที่มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลว (ผู้มีส่วนได้เสีย) (stakeholders) ภายในโดเมนนั้นเอง ไม่ใช่กำหนดโดยผู้ที่เข้าไปทำระบบฯ ให้ เมื่อโดเมนนั้นทราบแล้วว่าโมเดลธุรกิจและเป้าหมายทางธุรกิจของตนคืออะไร จึงจะกำหนดความสามารถ (feature) ของระบบฯ โดยจะกำหนดเอง หรือให้คนที่จะทำระบบฯ ให้กำหนด หรือจะกำหนดร่วมกันก็ได้ จากนั้นจึงกำหนดความต้องการ (functional requirements) ที่คาดหวังจากการทำงานของระบบฯ แต่ระบบฯ จะมีคุณภาพหรือไม่? แค่เพียงระบบฯ ทำงานได้นั้นไม่เพียงพอจะกล่าวได้ว่าระบบฯ มีคุณภาพ

จากตัวอย่างเปรียบเทียบ หากระบบการทำงานบางอย่างผิดปกติไปอาจส่งผลต่อความสามารถบางอย่างของมนุษย์ได้ นั่นคือ กลไกมีผลต่อความสามารถ (functional requirements) และหากนาย ก ยังไม่ยอมล้างมือให้สะอาดหลังจากล้างตู้ปลา อาจทำให้เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง และส่งผลต่อการทำงาน ซึ่งอาจทำให้นาย ก ถูกพักงานหรือต้องลางานไปรักษาตัวบ่อยขึ้น ฉะนั้นอาจทำให้คุณภาพการทำงานของนาย ก ตกลง และหากนาย ก ไม่ฝึกฝนการอธิบายรายละเอียดสินค้าแก่ลูกค้าให้ดี ก็อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือไป นั่นคือ functional requirements และ non-functional requirements มักตอบสนองซึ่งกันและกันเสมอ

คุณภาพของระบบฯ ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการทำงานของกลไกในสถาปัตยกรรมฯ หรือกล่าวได้ว่าขึ้นกับสถาปัตยกรรมฯ ของระบบฯ นั่นเอง สถาปัตยกรรมฯ ที่ดีต้องทำให้ระบบฯ ทำงานได้ตาม functional requirements และ non-functional requirements ความต้องการทั้งสองประเภทนี้ต้องสอดคล้องกับความสามารถ (feature) ที่ผู้ทำระบบฯ ได้รับปาก (commit) กับเจ้าของระบบฯ (หรือโดเมนนั้น หรือลูกค้า) ไว้ และเมื่อระบบฯ ทำงานได้ตาม feature ที่ได้รับปาก ก็จะส่งผลได้ตรงตามเป้าหมายทางธุรกิจที่กำหนดไว้แต่แรก

ความสัมพันธ์จากเป้าหมายทางธุรกิจจนถึงสถาปัตยกรรมฯ และท้ายที่สุดจนถึงระบบฯ ที่สร้างเสร็จแล้ว เรียกว่า ‘Architecture Business Cycle’ (ABC) ซึ่งในทางกลับกันระบบฯ ที่สร้างเสร็จแล้วต้องตอบสนองได้ตรงตามเป้าหมายทางธุรกิจด้วยเช่นกัน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากสถาปัตยกรรมฯ มีคุณภาพ ระบบฯ ก็จะมีคุณภาพ โดยปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพของสถาปัตยกรรมฯ คือ เป้าหมายทางธุรกิจ เพราะเป็นความต้องการที่สำคัญที่สุดและเป็นเสมือนกรอบการทำงานทั้งหมด และ non-functional requirements เพราะเป็นปัจจัยหลักนำไปสู่การกำหนดและสร้างกลไก

สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ จึงเน้นที่การทำงานร่วมกันของกลไกสำคัญต่าง ๆ ภายในระบบฯ ที่มีผลต่อการทำงานและเป้าหมายทางธุรกิจ

เฉกเช่นร่างกายมนุษย์ หากระบบประสาทเสียหาย โดยที่อวัยวะอื่นยังทำงานปกติ แต่ถ้าเป็นอัมพาต แม้กำลังนอนอยู่ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการนอนโดยแท้จริง….

สุดท้ายลองถามตัวเล่น ๆ กับตัวคุณเองดู… ว่าทำงานด้านใดอยู่ องค์กรที่คุณทำงานอยู่ในโดเมนใด ระบบการทำงานและอวัยวะใดของร่างกายที่สำคัญต่อหน้าที่รับผิดชอบ และทำงานร่วมกันและตอบสนองซึ่งกันอย่างไร หน้าที่รับผิดชอบของคุณคืออะไร การทำงานของคุณมีความสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจหรือความสำเร็จขององค์กร….

เรามีสถาปัตยกรรมที่วิเศษที่สุดในจักรวาลอยู่ในตัวเรานี่เอง….

=======================================================================

ยาวเหยียด เฮ้อ…. smile.gif
เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่กำลังเขียนอยู่ครับ พอดีได้ไอเดียจากที่มักใช้มุขอวัยวะในร่างกายคนเราอธิบายเชิงเปรียบเทียบกับ software architecture อยู่่บ่อย ๆ ในงานบรรยาย เลยเอามาเขียนลงรายละเอียดหน่อยดีกว่า
แต่ยังไม่ค่อยกระชับเท่าไรนะครับ เอาไว้ถึงช่วงเรียบเรียงเรียบร้อยแล้วจะมาอัพเดตอีกทีพร้อมรูปประกอบ

อ้อ… ช่วย comment หน่อยนะครับ smile.gif

minimalist (ณรงค์ จันทร์สร้อย ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑)

03
พ.ย.
07

ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่สุขใจ (๑)

๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐

     วันนี้แวะไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผ่านร้านขายแผ่น DVD คอนเสิร์ต จด ๆ จ้อง ๆ อยู่สักครู่ จึงเดินเข้าไปเมียงมอง พลางเงยหน้ามองหน้าจอโทรทัศน์ที่ทางร้านกำลังเปิดคอนเสิร์ตของเดวิด กิลมอร์ แห่งวง Pink Floyd โชว์ลูกค้าอยู่ พลันนึกถึงวงนี้เข้าพร้อมเหลือบไปเห็นแผ่นคอนเสิร์ตของวง Pink Floyd วงโปรดมีอยู่หลายคอนเสิร์ตทีเดียว  ทั้งภาพที่คมชัดบวกกับเสียงจากเครื่องเสียงดังกระหึ่ม ช่างรุมเร้าจิตใจให้อ่อนโอนต่อสินค้าภายในร้านเป็นยิ่ง

     หลังจากให้ทางร้านเปิดลองอยู่หลายแผ่นจึงตัดใจซื้อทั้งคอลเล็กชั่นของ Pink Floyd มาเสียเลย มีด้วยกันทั้งหมด ๗ แผ่น พร้อมส่วนลดกระหน่ำคุ้มกว่ามาแยกซื้อทีละแผ่น เป็นกลยุทธ์โครงสร้างราคาสามัญที่ใช้ได้ผลเสมอ -ซื้อครั้งละมาก ๆ ยิ่งได้ส่วนลดมาก-

     แต่ยังไม่วายเสียดายแผ่นคอนเสิร์ตวง Dream Theater ที่หยิบมาดูก่อนหน้า จึงซื้อติดมือมาด้วย เป็นวงโปรดวงหนึ่งเช่นกัน  กลับถึงบ้านรีบเปิดดูทันที ผิดหวังเล็กน้อย เพราะโทรทัศน์ที่บ้านภาพไม่คมชัดเท่า แถมเครื่องเสียงก็ไม่มี ต้องฟังจากลำโพงในตัวโทรทัศน์  เสียงจึงไม่กระหึ่มอลังการแบบในร้าน  แต่เพียงได้ชมคอนเสิร์ตของวงโปรดในรูปแบบนี้ก็สร้างสุนทรียรสได้มากโขอยู่

     ได้ฟังเพลงไป ดูนักดนตรีเล่นดนตรีกันไป สร้างความ ‘อิน’ ได้ยิ่งนัก จน ‘อิน’ หนักทำให้เผลอระลึกถึงอดีตที่เคยเก็บอดออมสตางต์เพื่อซื้อกีต้าร์ไฟฟ้ามือสองยี่ห้อ Fender รุ่น Telecaster Thinline Made in Japan  พร้อมขอเงินทางบ้านไปเรียนกีต้าร์ ฝันและหวังจะฟอร์มวงดนตรีกับเพื่อน ๆ ฝึกฝนอยู่นานหลายเดือน จนพบอุปสรรคชิ้นโต นั่นคือการเรียน ช่วงนั้นเรียนอยู่ปริญญาตรีปีสอง เรียนหนักมาก เพื่อน ๆ แต่ละคนก็เรียนกันหนักมาก จนในที่สุดต้องเลือกระหว่างเรียนกับดนตรี

     บางสถานการณ์มันต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจริง ๆ จะให้เลือกอย่างหนึ่งแล้วประคองอีกอย่างไว้เป็นไปไม่ได้ ช่วงนั้นเรียนหนักมาก และเพิ่งผ่านพ้นช่วงกลับตัวกลับใจมาตั้งใจเรียน ไม่อยากให้ทางบ้านผิดหวัง และเพื่อเป้าหมายในอนาคตที่จำเป็นต้องใช้ผลผลิตจากการศึกษาเล่าเรียนอย่างมาก

     ทุกวันนี้ความรู้สึกเจ็บแปลบแว่บผ่านเข้ามาเรื่อย ๆ ยามได้ดูคอนเสิร์ต หรือเห็นคนเล่นดนตรี แม้ไม่มากมายเท่าแต่ก่อน แต่ก็พอให้รู้สึกได้ว่า หากผมรู้จักตัวเองให้เร็วกว่าตอนนั้น รู้ว่าลึก ๆ แล้วตัวเองรักดนตรีอย่างเข้มข้นจนไม่อยากเพียงฟังเฉย ๆ หากอยากสัมผัสและได้เล่นดนตรีเองด้วย… ให้เร็วกว่าตอนนั้น เพื่อเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ วางแผนและบริหารเวลาให้ดีแต่เนิ่น ๆ ณ นาทีนั้นสุดท้ายคงไม่ต้องมานั่งเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคงสามารถเลือกอย่างหนึ่งเป็นหลัก และประคองอีกอย่างไว้ได้

     เมื่อผ่านพ้นช่วงการเรียนที่หักโหมหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยเรียน (หรือตั้งใจเรียน) เท่านี้มาก่อน ก็เข้าสู่ชีวิตการทำงาน ดนตรียังอยู่เคียงข้างกายมาตลอด แม้ไม่ได้เล่นจริงจังและมีทักษะอย่างที่ฝันและหวัง หากเพียงได้หยิบจับมาตีคอร์ดพื้น ๆ ยามผ่อนคลาย และในวงสังสรรกับเพื่อน ๆ ก็สนุกและเป็นสุขได้ไม่แพ้กัน

     Fender Telecaster ยังตั้งนิ่งอยู่ข้างโต๊ะทำงานที่บ้าน… หยิบจับมาเล่นบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ได้เล่นดีเท่าไรเลย ทฤษฏีความรู้และทักษะที่ร่ำฝึกฝนมาเหือดหายไปสิ้น  แต่ความฝันและความหวังยังคงอยู่  ตอนนี้ลูกชายผมอายุจะสองขวบแล้ว อย่างน้อยเครื่องดนตรีชิ้นแรกของเขาก็คือ Fender ตัวนี้แน่นอน ไม่ได้หวังให้เขารักหรืออยากเล่นกีต้าร์ เพียงหวังฝากดนตรีให้ซึมซับเข้าไปในจิตใจของเขา

     ความรู้สึกเจ็บแปลบยังแว่บผ่านเข้ามาบ้าง น้อยลงทุกที เหมือนภาพหลอน หากสนใจมากก็ไม่ต่างกับการนำจิตไปจดจ่ออยู่กับอดีต จะกลับไปแก้ไขก็ไม่ได้และหากทำได้ก็คงไม่ทำ ผมขอบคุณการตัดสินใจครั้งนั้นมาก ที่เลือกการเรียน เพราะทำให้มีวันนี้ได้ และได้รู้จักตัวเองมากขึ้นจนรู้ว่าการที่ผมรักดนตรีมาก อยากเข้าไปสัมผัสดนตรีให้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเล่นดนตรีเป็นหรือเก่งก็ได้

     หากรักในสิ่งใดเราสามารถเลือกที่จะอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งนั้นได้หลายวิธี  คนเรามีฝันมากมาย เส้นทางเดินไปสู่ฝันก็มากมาย หลายฝันสามารถเดินไปถึงได้ แต่อีกหลายฝันแม้เดินไปไม่ถึงก็ไม่ใช่ว่าชีวิตจะต้องพังพินาศลง จะต้องอยู่อย่างหดหู่สิ้นหวัง หากเพียงยอมรับได้ แยกแยะถูก ฝันได้ก็เลิกได้เช่นกัน บางทีความฝันก็เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยน ‘รูป’ ไปตามวัยและวุฒิภาวะ  บางคนที่เป็นพวก ‘บ้า’ อุดมการณ์พยายามเพื่อไปให้ถึงฝั่งฝัน หลายคนไปถึง อีกหลายคนไปไปถึง…

     ความฝันต้องการพื้นที่ของมันเอง มีขอบเขต อาณาเขต ส่วนจะมีขนาดเท่าไรเจ้าของความฝันต้องตระหนักได้ด้วยตัวเอง กำหนดขนาดของความฝันให้เหมาะสมกับตนเอง  นอกจากนี้เพียงฝันอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่สำคัญและยากยิ่งกว่าคือเส้นทางสู่ฝั่งฝัน จะเดินทางและทำอย่างไรเพื่อไปให้ถึง นี่คือเรื่องที่ควรเอาเวลามานั่งขบคิดและ ‘ทำ’ มากกว่ามัวแต่นั่งจ่อมจมอยู่กับความฝัน ไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นฝันลม ๆ แล้ง ๆ ได้

     ฝันที่ไปไม่ถึงไม่จำเป็นต้องโยนทิ้งหรือพาลอคติหรือเก็บเป็นปมด้อย เพียงได้ระลึกถึงก็เป็นสุขได้ ดังนั้นอย่าละทิ้งความฝันและความหวัง ให้ความฝันและความหวังเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้ชุ่มชื่นมีเรี่ยวแรงเพื่อขับเคลื่อนชีวิตต่อไป

     วันนี้ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่สามารถเล่นกีต้าร์ได้เก่งและดีเท่าความชำนาญในงานที่ทำอยู่ได้แน่นอน แต่ผมยังเก็บกีต้าร์ไว้ หยิบมาเล่นบ้าง ยังฟังดนตรี ยังดูคอนเสิร์ต และดนตรีกับผมจะยังคงอยู่ด้วยกันตลอดไป

     ก่อนจะปิดโทรทัศน์นึกได้ว่าแม่ก็ชอบ Pink Floyd แม่บอกว่า “เขาเล่นดนตรีกันเก่งมาก แม่ชอบดูคอนเสิร์ตเขา ทำดีจังเลย…” ตอนนี้แม่อายุเจ็ดสิบสามแล้ว

02
พ.ย.
07

โฆษณาชวนเชื่อ… อยากมีรายได้เดือนละแสนไหม?

๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐

หลายปีก่อนผมมักได้รับเชิญให้บรรยายให้นักศึกษาที่ใกล้จะจบจากหลายสถาบันอยู่บ่อย ๆ
ครั้งแรก ๆ ก็มักพูดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ การออกแบบซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีจาวา
พักหลัง ๆ ไม่รู้มีอะไรเข้ามาสิง ทำให้ความคิด ทัศนคติ และวิสัยทัศน์เปลี่ยนไปเยอะ
ครั้งหลัง ๆ จึงมักพูดเกี่ยวกับแนวทางในการเอาชีวิตรอด และใช้ชีวิตก่อนจะจบและหลังจบการศึกษา

ผมมักยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มาพูดเชิงเปรียบเทียบ โดยกล่าวถึง ‘รายได้’ ในแง่สัญลักษณ์
คนรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่มีอะไรในหัวมากไปกว่าเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ความก้าวหน้าในชีวิต ความมั่นคงจำแลงที่อยากมี
อยากมีรายได้กองพะเนิน มีของเล่นเทคโนโลยีติดตัว มีแต่ความฝันในลักษณะลอกเลียนกันมา
ซึ่งไม่ใช่ฝันที่ตัวเอง ‘ฝัน’ ขึ้นเอง ต้องการจบการศึกษาเพื่อผลลัพธ์แค่กระดาษหนึ่งใบ
เพื่อต่อยอดเป็นกระดาษสีเทา ม่วง แดง อีกหลายใบ

และมักยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความใฝ่รู้มาพูดเชิงเปรียบเทียบเช่นกัน โดยกล่าวถึง ‘ความรู้’ ในแง่สัญลักษณ์
คนไทยได้ชื่อว่าไม่รักการอ่าน ยิ่งเด็กรุ่นใหม่นี่ยิ่งหนัก การถูกปลูกฝังมาแต่ครั้งรุ่นปู่ย่าว่าการศึกษาคือประตูสู่ความสำเร็จ
แต่รุ่นปู่ย่ามักมองว่าความสำเร็จอยู่ในรูปแบบของอำนาจและวัตถุ คนรุ่นใหม่ในยุค ‘โลกียเซชั่น’ นี้จึงพร่ำเรียนหนังสือ
เสมือนแสวงหาความหลุดพ้น… พ้นจากความลำบากและความไม่รู้จักตัวตน ไปความสำเร็จในชีวิต
ไปสู่ความก้าวหน้า ไปสู่ความทัดเที่ยมหรือยืนให้สูงกว่าคนอื่น ทั้งที่บั้นปลายก็ต้องนอนอยู่ในระนาบเดียวกัน
หรือกลายเป็นเถ้าธุลีเช่นกัน

…………………………………

ผู้บรรยาย: “พวกคุณเมื่อจบการศึกษาแล้วอยากมีเงินเดือนคนละเท่าไหร่?”
ยิงคำถามพร้อมรอยยิ้ม

ผู้ฟัง: “…..”
นั่งยิ้มนั่งหัวเราะกัน

ผู้บรรยาย: “ถ้าทั่ว ๆ ไปก็สตาร์ทกันที่ประมาณหมื่นห้าแล้วนะครับเดี๋ยวนี้ บางที่หมื่นแปด บางที่สองหมื่นแล้ว… “
เกริ่นสักหน่อย

ผู้บรรยาย: “ทำงานไปสักปีสองปีก็คงได้ขึ้นประมาณสักห้าพัน”
เริ่มยั่ว

ผู้บรรยาย: “ใครอยากทำงานไปสักสองสามปีแล้วเงินเดือนเพิ่มขึ้นสักสองสามเท่าบ้าง”
ยั่วเข้าไปอีก

ผู้งฟังคนหนึ่ง: “ไหนพี่ว่าไม่อยากให้ความสำคัญกับเรื่องเงินไง”
น้องคนหนึ่งถามแย้ง เพราะก่อนหน้าผมพูดไว้ว่าเรียนจบอย่าไปเน้นแต่เรื่องเงินหรือเรื่องรายได้นัก

ผมหัวเราะเป็นการตอบกลับไปแล้วถามต่อ

ผู้บรรยาย: “สมมติว่าคุณสตาร์ทที่เงินเดือนสักหมื่นห้า คิดว่าเป็นไปได้มั้ยครับที่จะได้รายได้เป็นสักแสนนึงภายในไม่กี่ปี”
ยั่วเข้าไปอีกนิด พร้อมรอยยิ้มทีเล่นทีจริง ผู้ฟังนั่งยิ้ม นั่งหัวเราะ ชักเริ่มสนุกด้วย หรืออาจคิดว่าไอ้นี่บ๊องหรือเปล่า

ผู้บรรยาย: “ผมจะเล่าให้ฟัง….”

…………………………..

แทนที่จะมามัววิ่งเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ เพื่อ ‘อัพ’ เงินเดือนตัวเอง เพราะการทำงานอยู่ที่เดิมไปเรื่อย ๆ
ได้เงินเดือนขึ้นน้อยและช้า ปีหนึ่งได้ขึ้นสักกี่เปอร์เซ็นต์เชียว เด็กรุ่นใหม่หลายคนทำงานสักปีแล้วก็ย้าย
พอเข้าที่ใหม่แทนที่จะได้เพิ่มสักสองสามพัน แต่อาจได้เพิ่มห้าพันก็ได้ ทำไปสักสองสามปีแล้วย้ายงานอีก
อาจได้เพิ่มทีหมื่นถึงหมื่นห้าก็ได้ แต่….

ลองดูเฟรมเวิร์กนี้นะครับ….

ผมเน้นการทำงานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยเฉพาะเทคโนโลยี Java นะครับ
เหมาะสำหรับผู้ที่จบการศึกษามาสัก 2-3 ปีแล้ว หรือผู้ที่ใกล้จบที่ต้องการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ

เฟรมเวิร์กนี้ว่าด้วยการขวนขวายสะสมทักษะความรู้ ใส่ตัวให้มาก ๆ แล้วแปลงให้เป็นทุน

ความรู้ที่จะกล่าวถึง เน้นความรู้ที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โดยรวม หรือในทางกลับกัน
คือความรู้ที่สามารถหางานได้ง่าย

เฟรมเวิร์กนี้ต้องทำให้สำเร็จภายในเวลา 2-3 ปี

ทักษะความรู้ที่สำคัญคือ

1. ด้าน Software Engineering Process ประกอบด้วย
- พื้นฐานด้าน Project Management
- พื้นฐานด้าน Requirements Management
- พื้นฐานด้าน Software Quality and Testing
- พื้นฐานด้าน Software Configuration and Change Management
- พื้นฐานด้าน CMM, CMMI, Rational Unified Process (RUP), Agile, Extreme Programming

2. ด้านการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์
- พื้นฐานด้าน Object-Orientation
- พื้นฐานด้าน ภาษาโปรแกรม เช่น พื้นฐาน Java หรือ .NET
- พื้นฐานด้าน Object-Oriented Software Development Process
- พื้นฐานด้าน Object-Oriented Analysis and Design with UML
- พื้นฐานด้าน การใช้ UML
- พื้นฐานด้าน Web and HTTP
- พื้นฐานด้าน Web Application Development
- พื้นฐานด้าน Design Patterns
- พื้นฐานด้าน Architectural Patterns
- พื้นฐานด้าน Database Design
- พื้นฐานด้าน Object-to-Relational Mapping
- พื้นฐานด้าน Software Architecture
- พื้นฐานด้าน OpenSource
- พื้นฐานด้าน Security
- พื้นฐานด้าน Architecture Framework เช่น JavaEE, .NET, SAP
- พื้นฐานด้าน Web Services, Service-Oriented Architecture

3. ด้าน Non-Technical
- มารยาท เช่น ความเกรงใจ ความอ่อนน้อม การให้เกียรติ การเคารพในสิทธิผู้อื่น การรับประทางอาหาร ความกตัญญู เป็นต้น
- บุคลิกภาพ เช่น ความมั่นใจ การวางตัว การแต่งกาย
- การพรีเซ้นต์
- การสื่อสาร โดยเฉพาะภาษาไทย ไม่ใช่ถ่อไปต่างประเทศไกล ๆ เพื่ออยากได้แค่ภาษาอังกฤษ
แต่กลับมาแล้วทักษะภาษาไทยเละเทะ
- การเขียน คิดอะไรก็ต้องถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจได้
- เงิน ๆ ทอง ๆ เช่น พื้นฐานบัญชี การเงิน ธุรกิต การตลาด การเขียนแผนธุรกิจเบื้องต้น
- การเป็นที่ปรึกษา ลองหาหนังสือเกี่ยวกับการเป็นที่ปรึกษามาอ่านมีทั้งไทยทั้งเทศขายหลายเล่ม

ทักษะความรู้เหล่านี้ต้องสะสมให้ได้ภายใน 2-3 ปี และไม่ใช่แค่รู้อย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจ และที่สำคัญคือ ‘ทำเป็น’ ด้วย
ดังนั้นช่วงระยะเวลา 2-3 ปี เป็นช่วงเวลาที่โหดร้าย ที่ต้องฝึกฝนวิทยายุทธมากมาย ต้องได้ทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ

แนวทาง:
- การศึกษาอะไรต้องศึกษาให้ถึงแก่น

- หนังสือเล่มหนาไม่จำเป็นต้องอ่านมันทุกหน้า

- ศึกษาแล้วต้องหัดทำตาม แต่อย่าคิดงานใหญ่ ๆ เว่อร์ ๆ มาเป็นหนูทดลองความรู้ แต่ให้นำงานง่าย ๆ เล็ก ๆ สั้น ๆ
มาดัดแปลงไปมาเพื่อทดสอบความรู้และฝึกมือ ทำให้มันยากขึ้นบ้ง ทำให้มันง่ายขึ้นบ้าง หรืออย่าเอางานจริง ๆ ที่ต้องทำให้
เจ้านายหรือลูกค้ามาเป็นหนูทดลอง มันจะกดดัน และอาจทำให้งานเสียได้

- เรื่อง Non-Technical ต้องมองหาจุดอ่อนในตัวเองให้พบก่อนแล้วปรับปรุง หากยังมองไม่เห็นตัวเองเลย คือ… จบ
ประเด็นนี้สำคัญที่สุด หากตัวเองยังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ความฝันของตัวเอง ไม่รู้เป้าหมายของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแท้จริง
เกลียดอะไรแท้จริง อยากทำอะไรแท้จริง คือ… จบ ลองไปเข้าวัดเข้าวา นั่งสมาธิ นั่งวิปัฏสนาฯ หาตัวตนให้เจอก่อน
เพราะแม้จะทำได้สำเร็จหางานหารายได้สูง ๆ ได้จริง แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายแท้จริงในชีวิตจริงที่คุณอยากได้
เป็นแค่เป้าหมายปลอม ๆ ที่คุณจำลองขึ้นมา แล้วดันทะลึ่งทำให้มันเป็นจริงได้ แล้วก็หลงอยู่ในโลกสมมตินั้น
พอถึงเวลาใกล้จะสิ้นลมลาโลก คงงง ๆ ในใจว่า… เกิดมาชาตินี้ได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำแล้วหรือยัง? แล้วแท้จริง
ฉันอยากทำอะไรกันนะ? … คิดไปงงไป ตายดีกว่า อาจสบายกว่า

- ต้องศึกษาและฝึกฝนเป็นแบบบูรณาการ เช่น นำระบบลงทะเบียนเรียนนักศึกษามาเป็นหนูทดลอง ก็ประยุกต์ความรู้หลาย ๆ อย่าง
เข้าไป เช่น คำนึงถึงและประยุกต์ Software Architecture, Design Patterns, UML, Security, Web Services เข้าไปดู
แต่ค่อย ๆ ใส่เข้าไป อย่าคิดหลายอย่างทีเดียวพร้อมกัน ตอนนี้กำลังศึกษา Design Patterns อยู่ก็ลองประยุกต์ Design Patterns
ดู เป็นต้น จากนั้นลองดูว่าจะทำ Configuration Management อย่างไร จะทำ Requirements Management อย่างไร เป็นต้น

- ให้นึกไว้เสมอว่าฝึกเพื่อเป็น Specialist และ Professional ไม่ใช่เพื่อเป็นอัจฉริยะที่นั่งทำงานในมุมมืด คุยกับใครไม่รู้เรื่อง

- สอบ IT Certification ให้ได้เยอะ ๆ โดยเลือกตัวที่อุตสาหกรรมมีความต้องการมาก เช่น Java Programmer
และเลือกตัวที่สอบได้แล้วอยู่ไปนาน ไม่ต้องคอยสอบ Up Grade บ่อย ๆ เช่น Software Quality Specialist
สอบไว้เยอะ ๆ ก่อน ประสบการณ์ไม่มากไม่เป็นไร อย่าดูถูกตัวเอง ประสบการณ์ต้องใช้เวลามากในการสะสม
แต่ความรู้ใช้เวลาน้อยกว่า แต่อย่าสอบเยอะเกินไป กลายเป็นพวกบ้าสะสมใบ ‘Cert มุมนึงมันดูน่าเกลียดมากกว่าน่าชื่นชม
เพราะพวกนักสะสมใบ ‘Cert หลายรายเป็นพวกทำงานไม่เป็น มีแต่ความรู้ มีแต่ใบ

……………………………………………….

เอ้า…. แล้วรายได้มาก ๆ จะหายังไง

- เป็น Instructor รับสอนหนังสือ การสอนหนังสือเป็นการใช้ทักษะการสอน สอนยิ่งบ่อยยิ่งเก่งเร็ว
เพราะคุณต้องเตรียมตัว เตรียมพร้อม และต้องทำเป็น ช่วงแรก ๆ อาจเขิน ๆ หน่อย เพราะประสบการณ์อาจไม่มาก
ใครด่าใครว่า คิดในใจว่า – ช่างแม่ (ง) – การสอนหนังสือในเมืองไทยดีอย่างหนึ่งเพราะคนไทยก็พวกที่ไม่ค่อยชอบ
โต้ตอบกับครู เหมือนเป็นการสื่อสารแบบ One-Way Communication แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมเพราะบางทีอาจเจอนักเรียนหัวหมอ

ค่าจ้างสอนหนังสือ อืม…. ช่วงมันกว้างบอกยาก แต่ให้คิดเทียบกับค่าจ้างที่ปรึกษาระดับทั่วไปละกันคือวันละประมาณ 8,000
ถึง 20,000 บาท อาจน้อยหรือมากกว่าขึ้นกับความเชี่ยวกราก

การสอนหนังสือ ต้องจำไว้ว่า โลกนี้มนุษย์ทุกคนมีความเก่งและไม่เก่งในคน ๆ เดียวกัน ดังนั้นต้องหาให้เจอว่าถนัดด้านไหน
เช่น คุณอาจคิดว่าคุณไม่เก่ง JavaEE แต่คุณมีพื้นฐาน Java บ้าง คุณก็สามารถสอน Java ให้กับผู้เริ่มต้นก็ได้

หลักการสอนคือการสอนให้ผู้เรียนเข้าใจ คนเก่งอาจสอนคนไม่เก่งก็ได้ เป็นคนที่เก่งพอดี ๆ แต่สอนคนเก่งดีกว่า

จะรับสอนเอง หรือสอนให้กับ Training Center ไหนก้ได้

- เป็นที่ปรึกษา เหตุผลเดียวกับ Instructor คุณอาจมีเรื่องที่ถนัดและเก่ง ดังนั้นต้องหาความชำนาญความชอบในตัวให้เจอ
ดึงความเป็นสุดยอดหรือสิ่งที่สามารถทำแล้วได้ดีออกมาให้ได้ เริ่มต้นจากง่าย ๆ ไปก่อนก็ได้ เช่น เป็นที่ปรึกษาในการ
นำแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาด้วย Java มาใช้ในองค์กร

ค่าจ้างที่ปรึกษา ต่ำ ๆ ก็วันละ 8,000 บาท ถ้าลูกค้าเป็นคนไทยไม่ใช่องค์กรใหญ่ ก็ประมาณ 12,000 – 15,000 บาท
เก็บชั่วโมงบินไปเรื่อย ๆ หรือถ้าคิดว่าตัวเองเก่งหรือถนัดในเรื่องที่มัน Niche มาก ๆ เช่น ถนัดเรื่อง PKI (Public Key Infrastructure)
ก็อัพเป็นสัก 20,000 บาทขึ้นก็ได้ หรือ จะไปสมัครเป็นที่ปรึกษาในบริษัท Consulting ใหญ่ ๆ ก็ได้ พรีเซ้นต์ดี ๆ
ประสบการณ์น้อยอาจได้ตังค์ไม่มาก แต่ขึ้นชื่อว่า Consultant ยังไงก็มากอยู่ดี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ
ไม่กี่ปีก็ได้เฉียดแสนต่อเดือนสบาย ๆ

สำหรับค่าสอนและค่าที่ปรึกษาต้องตั้งให้สูงไว้ก่อน ถ้าลูกค้าต่อรองค่อยลด แต่อย่าตั้งไว้ต่ำ เกิดอนาคตอยากได้มาก
จะมาเพิ่มราคามันจะดูไม่ดี

- รับงานบ้างไม่ใช่สอนหรือให้คำปรึกษาอย่างเดียว ไม่ได้ทำงานเลยเดี๋ยวปืนจะสนิมขึ้น
แต่อย่ารับงานยาว ๆ ผูกมัดตัวเองจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นนัก เช่น รับออกแบบ รับเขียนโปรแกรมเฉพาะบางส่วน
รับเก็บ requirements รับบริหารโครงการ เป็นต้น

- ทำอาชีพอิสระ ไม่ต้องเป็นพนักงานประจำ มีความรู้มาก ๆ ทำงานเป็น ไม่ใช่แค่รู้ คนไทยมักให้เกียรติและเคารพ
ผู้ใหญ่และผู้ที่เป็นอาจารย์หรือผู้ที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นต้องรู้จักวางตัวให้น่าเชื่อถือ แต่อย่าทำตัวเป็นพวกขี้โม้โอ้อวด
ทำไปสักพัก แล้วจะมีแต่งานวิ่งมาหา

- รู้จักเลือกงาน ทำงานที่สร้างเสริมความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ได้รู้จักคน สร้าง connection เป็นต้น
ไม่ใช่เลือกงานเพราะเงินอย่างเดียว และต้องรู้จักทำงานฟรีบ้าง เช่น ตอบกระทู้ตามเว็บบอร์ด สอนหนังสือเด็กในโรงเรียน
เป็นต้น คือเพื่อเป็นการรู้จักเบรกตัวเองบ้าง ไม่ใช่หลงบ้าทำงานหาเงินอย่างเดียว เพราะบางครั้งการทำงานฟรี
หรือได้รายได้น้อย ๆ อาจให้ความชุ่มชื่นใจ สบายใจได้มาก

ในงาน Outsource เดี๋ยวนี้ (คร่าว ๆ นะครับ อาจมากหรือน้อยกว่านี้บ้าง):
ค่าตัว Programmer ประมาณ 40,000 – 80,000 บาท ต่อเดือน
ค่าตัว System Analyst ประมาณ 50,000 – 120,000 บาท ต่อเดือน
ค่าตัว Software Architect ใกล้เคียง System Anslyst เพราะบ้านเรายังไม่ค่อยรู้จักงานลักษณะนี้มาก
ค่าตัว Project Manager ประมาณ 60,000 – แสนกว่าบาท
ฯลฯ

หลายงานส่วนมากนอกจากความรู้และประสบการณ์แล้ว ผู้จ้างมักดูอายุด้วย เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะดูสำคัญก็ได้
ดูปัญญาอ่อนก็ได้ ผมไม่เคยเชื่อถือเลยว่าคนที่มีอายุมากจะต้องทำงานได้ดีกว่าคนอายุน้อยเสมอไป
มันเป็นการมองภาพรวมเท่านั้น ดังนั้นถ้าคิดว่าตัวเองอายุน้อย อาวุธที่สำคัญที่สุดคือการพรีเซ้นต์ตัวเอง
การสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนอื่นเชื่อมั่นและเชื่อถือในตัวเราสำคัญยิ่ง แสดงให้เขาเห็นว่าคุณรู้และทำได้จริง
อายุคุณน้อย ประสบการณ์คุณน้อย แต่ใช่ว่าจะไม่ได้งาน รายได้อาจไม่สูงติดเพดานมากนัก แต่แทนที่จะหันหลังกลับจริงมั้ย

……..

บางคนอาจไม่ชอบงานสอน งานที่ปรึกษา ก็ไม่ต้องทำก็ได้ ทำงานโปรเจ็คต์ก็ได้

หลักสำคัญของเฟรมเวิร์กนี้คือ เพื่อเป็น Specialist และเป็น ‘มืออาชีพ’ ด้วย ต้องรู้และทำเป็น เป็นคนดี มีคุณธรรม smile.gif
ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นมืออาชีพเรียกค่าตัวสูง ๆ เพื่อหารายได้มาก ๆ หลอกผู้จ้างไปเรื่อย
เพราะเดี๋ยวนี้คนอายุสัก 25-26 มีรายได้เดือนละ 5-6 หมื่นกันเยอะแยะ โดยทำงานเป็น Programmer บ้าง
เป็น SA บ้าง และมักทำงานเป็น Contract (ชั่วคราว)

…………………..

เคยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทซอฟต์แวร์ใหญ่ของคนไทยโทรศัพท์มาหาผม ถามว่าคุณขายคนละเท่าไหร่
ผู้พูดหมายถึงทีมโปรแกรมเมอร์ที่ผมมีอยู่ ณ ตอนนั้น ผมบอกไปว่าค่า Outsource ต่อคนตกเดือนละ…. บาท
ผู้พูดบอกว่าแพงจัง ที่อื่นขายกันคนนึงน้อยกว่านี้อีก…. ผมก็เฉย ๆ เพราะใจไม่ค่อยชอบงาน Outsource เท่าไหร่
และในใจก็คิดว่า… – คนนะเว้ย ไม่ใช่โสเภณี! – งานนั้นผมเลยไม่รับ

………………….

จากเฟรมเวิร์กนี้เป็นกรอบที่ดูระห่ำพอสมควร เพราะมีเวลาเป็นตัวบีบ เพราะผมประชดด้วย ‘เวลา’
อยากได้ ‘เงิน’ มาก ๆ เร็ว ๆ ใช่ไหม ก็ต้องรู้จักสะสม ‘ความรู้’ และความสามารถให้มาก ๆ ก็แค่นั้น… เป็นสูตรง่าย ๆ
ดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรือ KPI ก็คือ
1. การรู้จักตัวตนของตนเอง
2. การมองเห็นจุดอ่อนและยอมรับในจุดอ่อนของตัวเอง
3. การมองเห็นถึงแก่นและเข้าถึงแก่นของสิ่งที่ศึกษา
4. ความอดทน พยายาม ใฝ่รู้ ฝึกฝน ยอมรับข้อผิดพลาด รู้จักแก้ไขปรับปรุง มุ่งมั่น จิกไม่ปล่อย
5. ความพอเพียง… พอดีและพอใจ

……………………….

สมัยก่อนตอนที่ผมลองลงมือปฏิบัติ…..
ผมต้องสอบ ‘Cert ให้ได้ปีละหนึ่งใบ (ทำอยู่สี่ปีติดกัน ตอนนี้เลิกทำแล้ว ไม่รู้จะทำไปทำไม!)
ทำงานประจำกินเงินเดือน
ทุกวันอังคารและพฤหัสบดีตอนเย็นต้องไปสอนหนังสือแถวสุขุมวิทตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม
ทุกวันกลับถึงบ้านมีโปรเจ็คต์ทำอย่างน้อยวันละสองงานก่อนนอน นั่งทำงานไปก็จิบไฮเนเก้นขวดเล็กสองขวดต่อวันกำลังดี
นอนอย่างเร็วคือตีสอง อย่างช้าคือตีสี่ ตื่นเจ็ดโมงครึ่งไปทำงานประจำ
ช่วงว่าง ๆ มักแอบเข้าไปนั่งอ่านหนังสือฝึกวิทยายุทธในห้องสมุดของที่ทำงานประจำ
ทุกวันเสาร์แรกและเสาร์ที่สามของเดือนต้องไปช่วยเจ้านายเก่าแก้และเขียนโปรแกรมของเจ
้านายเก่าที่พัทยา
บางช่วงต้องบินไปภูเก็ตเดือนละครั้ง ไปสอนหนังสือและเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทที่เพื่อนทำงานอยู่
ทุกเดือนมีงานสอนหนังสือและงานบรรยายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
บางช่วงมีงานออกแบบกราฟฟิกและออกแบบเว็บมาให้ทำ
ในสองปีเรียนหนังสือพวก Training Course ด้านต่าง ๆ หมดไปเป็นแสนบาท โดยไม่ได้ปริญญา
ซื้อหนังสือมากมายหมดไปเป็นหมื่นบาท
ผมอ่านทั้งเรื่องไอที เรื่องสั้น นิยาย ปรัชญา ท่องเที่ยว ดำน้ำ กล้อง กีฬา ดนตรี ธุรกิจ อ่านมันหมด

เป็นช่วงเวลาที่ได้ทั้งความรู้ ใบ ‘Cert ประสบการณ์ รายได้ connection
หลังจาก 2-3 ปีนั้น ผมก็เลิกใช้ชีวิตการทำงานโลดโผนแบบนั้น เพราะร่างกายไปไม่ไหว ได้นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง
ทำงานสัปดาห์ละหกวัน
และกลับมาเริ่มต้นทำงานแบบสบาย ๆ แต่ยังคงบ้าอ่านหนังสือ หัดทำโน่นนี่เรื่อย
รับงานมาทำลับมือไปเรื่อย ๆ เรื่องรายได้หลังพ้นช่วง 2-3 ปีนั้นน่ะหรือ? ขึ้นกับว่าโลภมากหรือโลภน้อย
แต่ผมเลือกใช้ชีวิตสบาย ๆ มีเวลาให้ครอบครัวและตัวเอง ได้ไปอะไรอย่างอื่นที่อยากทำบ้าง

คนเราล้วนมีความฝันมากมาย อย่าปล่อยให้มันเป็นแค่ความฝันอยู่อย่างนั้น
ถึงเวลาจะตายแล้วพบว่ายังไม่ได้ทำฝันไหนให้เป็นจริงเลย เหมือนเสียชาติเกิด

………………………………….

นักศึกษานั่งฟังทำหน้างง ๆ อาจารย์ที่นั่งอยู่ด้วยก็ทำหน้างง ๆ ทำหน้าไม่เชื่อ ผมเอาไอเดียนี้ไปโพสต์ตอบกระทู้ในเว็บพันธุ์ทิพย์
เมื่อนานมาแล้ว หมั่นไส้เด็กที่ชอบมาจัดอันดับ 10 บริษัทน่าทำ และ 10 บริษัทไม่น่าทำ และการเข้ามาคุยกัน
ว่าจะย้ายงานแล้วจะปั่นเงินเดือนยังไงดี… เข้าไปอ่านเจอโดยบังเอิญ เลยโพสต์ไอเดียนี้เข้าไป
คนส่วนใหญ่ตอบมาว่าเป็นไปไม่ได้ ใครจะไปทำได้ บ้า! บางคนใส่อารมณ์มาด้วย ไม่เป็นไรเพราะผมก็ใส่อารมณ์เข้าไปเช่นกัน
แต่เป็นเรื่องราวที่พิสูจน์ได้…. เพราะ 2-3 ปีอันบ้าระห่ำนั้นเหมือนนรกดี ๆ นี่เอง แต่เมื่อผ่านมันมาได้…. มันจึงไม่ใช่เรื่องโกหก

02
พ.ย.
07

กระจกเงา

การไม่ให้เกียรติทางความคิดเปรียบเสมือนการดูถูกกันอย่างหนึ่ง

เรามักพบว่ากลุ่มคนที่หวังดีต่อชาติ มีความรู้และประสบการณ์สูง หลายรายมักใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงวิชาการบนหอคอยงาช้าง
ไม่ค่อยได้ลงไปคลุกคลีกับ ‘คนทำงาน’ จริง ๆ สักเท่าไร จึงมักมองลงไปไม่เห็นชีวิตและสัมผัสกับความเป็นจริงนัก

โครงการต้องไม่ดำเนินงานแบบสไตล์ราชการ ซึ่งมักนามธรรมไป อุดมการณ์ไป เหมือนจะชวนกันไปกู้โลก
ไม่ค่อยหันมามองและวิเคราะห์ตัวเองว่ามีศักยภาพมากแค่ไหน มีกำลังเพียงพอที่จะขับเคลื่อนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติและได้ผลลัพธ์
ตามเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมพอเพียงหรือไม่ ชอบขายฝัน โชว์วิสัยทัศน์ นำเสนอนโยบายก้อนเมฆแบบพวกนักการเมือง

ในหลายโครงการทำไมต้องเน้นเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง ถ้าไม่ใช้พวกนี้ถือว่าล้มเหลวใช่หรือไม่
ไม่ทันสมัยไม่เข้าพวก ไม่ได้มาตรฐานหรือ? ทำไมต้องตีกรอบและชี้นำ
เข้าใจว่าหลักสูตรในโครงการนี้ต้องการแค่วางกรอบหลวม ๆ เฉย ๆ แล้วให้ผู้เรียนได้ศึกษา ขบคิด วิเคราะห์ เลือก
และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ซึ่ง Intention ดี แต่ Presentation ไม่ถูกจุด ความเข้าใจคล้ายกัน แต่สื่อไม่ตรง
การใช้ศัพท์เทคนิคมากเกินไป โดยเฉพาะพูดโดยผู้ที่มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ และหน้าที่การงานระดับสูง บางครั้งไม่ได้ดูน่าเชื่อถือ
และสร้างความรู้สึกคล้อยตามเสมอไป แต่กลับกลายเป็นการสื่อความหมายที่ผิดเจตนาไปโดยไม่รู้ตัว

การเรียนรู้ที่จะซื้อใจคนที่จะชวนมาช่วยเหลือกันเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าแสดงเป้าหมายและมีผลประโยชน์มาเชิญชวน
การเชิญชวนด้วยเจตนาจะพากันไปกู้ชาติ ทำเพื่อชาติ เพื่อส่วนรวม ทุกวันนี้เราได้ยินประโยคลักษณะนี้กันมากพอแล้ว
ควรคิดมุขอื่นเพื่อประชาสัมพันธ์และเชิญชวนมากกว่านี้

การให้ความสำคัญกับสถาบันราชภัฎต่าง ๆ และมหาวิทยาลัยบางแห่งที่อยู่ไกล ๆ เป็นสิ่งสำคัญ ต้องเสมอภาค ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

นักวิชาการควรรู้จักการวิจัยตลาดอย่างจริง ๆ จัง ๆ บ้าง? การแสดงความปรารถนาดี หวังดีต่อผู้อื่น จะตัดสินชี้นำ
โดยใช้ความคิดตน ความรู้สึกตน และผลงานของตน เพียงด้านเดียวไม่ได้
การวิเคราะห์แบบ Inside-Out ไม่สามารถบ่งชี้ถึงความต้องการแท้จริงของอุตสาหกรรมได้

ต้องการสร้าง Architect หรือ Technologist กัน? เพราะบางทีคำว่า Practitioner อาจอยู่คนละด้านกับ Technologist
และ Architect มันฟังดูทันสมัยอินเทรนด์ก็จริง แต่ไม่ใช่การตอบโจทย์อย่างแท้จริงที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ
การที่เขาเหล่านั้นตะโกนออกมาว่าต้องการ Architect เขาเพียงแค่รู้สึกว่าอยากได้ Architect เท่านั้น
แต่ Architect ไม่ใช่คำตอบของทั้งหมด

ไม่ควรนำตัวเลขมาล้อเล่น เช่น นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์การเมือง เอะอะอะไรก็ GDP
ทำไมถึงชอบโชว์ตัวเลขสูง ๆ กันนัก มันฟังดูดึงดูดสำหรับคนภายนอก แต่คนที่คลุกคลีตีโมงกันอยู่ฟังแล้วอดปล่อยก๊ากไม่ได้

คำว่า Win-Win Situation มีความหมายอีกอย่างว่า ‘การประณีประนอมเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายให้ลงตัว’
แต่โมเมนตัมไม่ควรเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง

ไม่อยากให้มีโครงการแบบตอนรับคนมาฝึกเพื่อสอบ SCJP สุดท้ายได้คนสอบผ่าน SCJP จำนวนมาก แต่ทำงานไม่ได้ก็มากเช่นกัน
ภาคอุตสาหกรรมรุมสวดโครงการนี้กันตรึม

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เข้าใจว่าเห็นผลเร็ว ชัดเจน เป็นรูปธรรมกว่า
เรือมันรั่ว เอาเทปกาวมาแปะไปเรื่อย ๆ รอยรั่วมันก็ยิ่งใหญ่โตขึ้น ต้องให้เรือแตกจมก่อนแล้วค่อยมาคิดหาวิธีล้อมคอกใช่ไหม?
หรือเมื่อถึงตอนนั้นแต่ละท่านก็ไม่อยู่กันแล้ว หมดวาระกันแล้ว หรือเปลี่ยนไปทำโครงการอื่นกันหมด ทำโครงการโน่นนี่มากมาย
เหมือนเซลส์ไปขายของ เหวี่ยงไปสิบแห ได้ลูกค้ามาสักรายก็โอเคแล้ว?

การมีเจตนาที่ดีต่อชาติและอุตสาหกรรมนั้นถือได้ว่าดีมาก อุดมการณ์ดีมาก
เพียงแต่ว่า ควรมีการวิเคราะห์และวิจัยในเชิงบูรณาการอย่างแท้จริง อย่าวิเคราะห์ลักษณะ Inside-Out
และตีความภาพรวมด้วยมุมมองแบบนักวิชาการ นักอุดมการณ์ ควรพิจารณาศักยภาพของตนและความเป็นจริงของสังคมบ้าง
หรือในอีกทาง ที่บางโครงการมีการวิจัย วางแผน วางกลยุทธ์ และมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน มีความเป็นไปได้สูง
ที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างดีเป็นรูปธรรมและยังประโยชน์ได้จริง แต่กลับไม่สามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติได้จริง
อย่างที่วางแผนและประชาสัมพันธ์ไว้

นักธุรกิจและนักการเมือง มีวิถีและเป้าหมายต่างกัน แต่ความต่างกลับมีความคล้ายซ้อนเหลื่อมกันอยู่

02
พ.ย.
07

กายของฝัน

เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต เขียนเมื่อ ตุลาคม ๒๕๔๒

…………………………………………………………………………………………….

น้ำตาไหลผ่านเนียนแก้ม สู่ปลายคางมน
ก่อนทิ้งตัวร่วงลงเป็นหยดน้ำ -ขุ่นเศร้า-
แตกกระเซ็นหลังกระทบพื้น
ดวงตาเหม่อลอย นัยน์ตาฉายแววเหงา อ้างว้าง
‘ฝัน’ -คือชื่อของหญิงสาวผู้ที่กำลังทำร้ายตัวเอง
ด้วยการลืมปัจจุบันและอนาคต
อาวุธที่ฝันใช้คือการนั่งคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา…

……..

“ฝัน..เป็นแฟนกันนะ” -คำพูดที่อ่อนโยนปนเขิน ของกาย
กายนั่งทบทวนกับประโยคนี้ตลอดทั้งคืน
ว่าเขาจะถ่ายทอดความรู้สึกของเขาออกมาอย่างไรดี
จึงจะทำให้ฝันเชื่อ ว่านี่คือความรู้สึกจริง ๆ ของเขา
ที่มีต่อฝัน เขานั่งท่องประโยคนี้อยู่ทั้งคืน
ปรับเปลี่ยนน้ำเสียง และเว้นวรรค ไปเรื่อย ๆ
เพื่อหาวิธีการพูดที่ดีที่สุด แล้วเขาก็พบ
…“ฝัน..เป็นแฟนกันนะ”

เช้าวันจันทร์ก่อนที่ฝันจะเข้าเรียนวิชาปรัชญาตะวันตก
กายนั่งรอฝันอยู่ริมสระน้ำหน้ามหาวิทยาลัยเหมือนเช่นเคย
ฝันเดินเข้ามหาวิทยาลัยทางประตูใหญ่ด้านหน้า
รอยยิ้มหวานละมุนของฝัน หลังจากที่เห็นกายมานั่งรออยู่
ความสดใสของเธอเช้านี้ทำให้กายต้องยิ้มแห้ง ๆ ตอบกลับไป
แล้วก้มหน้าครุ่นคิด ความเขินอายทำให้กายหน้าแดงก่ำ
พูดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หลบสายตาของฝัน
มือซ้ายก็ล้วงกระเป๋ากางเกง มือขวาก็ขยี้ผมไปมา
ผมที่ยาวของกายจึงยุ่งเหยิงไปหมด
“กายเป็นอะไรคะ วันนี้ดูแปลก ๆ มีอะไรหรือเปล่า
หรือว่าไปทำผิดอะไรมา แล้วไม่กล้าบอกฝันฮึ…
นี่ ๆ ผมยุ่งหมดแล้ว” ฝันพูดอย่างดูออก
ว่าวันนี้กายจะต้องมีอะไรมาบอกฝันแน่ ๆ
ฝันอมยิ้มถือสมุดหนังสือมากอดที่อก
ก้มไปมองกาย เหมือนจะพยายามค้นหาความจริง
ที่ซ่อนอยู่ในแววตาของกาย
ก่อนจะรบเร้าให้กายบอกมา ว่ามีอะไร
คำพูดของกายที่ซ้อมเตรียมมาอย่างดีทั้งคืน
ถูกทำลายด้วยความรู้สึกเขินอายจนหมดสิ้น
-ก่อนที่จะรวบรวมสมาธิได้
กายแหงนหน้ามองฟ้า สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
หันมามองหน้าฝัน ก่อนที่จะพูดประโยค
ที่ทำให้ฝันต้องหัวเราะร่วน…
“ฝันจ๊ะ…เช้านี้ไปนั่งทานข้าวผัดร้านเดิมกันนะ”

……..

ฝัน –นักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์ปี 2
กาย – นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปี 3
กายพบฝันครั้งแรกที่ริมสระน้ำหน้ามหาวิทยาลัย
ขณะที่ฝันกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นไม้คนเดียว
กายเดินเข้ามหาวิทยาลัยมากับเพื่อนคนหนึ่ง
ชื่อเอ้ -เอ้คือเพื่อนสนิทซี้ปึ้กของกายเลยทีเดียว
เอ้กับกายรู้จักและเรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก
เอ้เรียนอยู่คณะมนุษย์ศาสตร์ปี 3 ซึ่งอยู่คณะเดียวกันกับฝัน
เอ้เป็นพี่รหัสของฝัน จึงรู้จักกับฝันเป็นอย่างดี
เอ้เล่าเรื่องน้องรหัสของเขาให้กายฟังบ่อย ๆ
-ฝันเป็นเด็กน่ารัก สวย ได้เป็นดาวของคณะตอนอยู่ปีหนึ่ง
และยังเรียนเก่งด้วย ถ้าใครได้ใกล้ชิดกับฝันแล้วจะรู้ว่า
ฝันเป็นคนที่สดใสร่าเริง ออกจะติงต๊องทีเดียว
แต่นั่นก็เป็นมุมหนึ่งในตัวฝัน ในอีกมุมหนึ่งฝันเป็นคนเงียบ ๆ เก็บตัว
คนทั่วไปเลยคิดว่าฝันเป็นคนหยิ่งไป
และฝันเองก็เป็นคนช่างคิดช่างฝันสมกับชื่อ…
ฝันเป็นลูกคนสุดท้อง ฐานะที่บ้านธรรมดา
ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ถ้าฝันเอ็นฯ เข้าที่นี่ไม่ได้
ก็คงต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเปิดที่อื่น
เพราะคงไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนแน่
เพราะค่าเรียนแพง ฝันไม่อยากให้เป็นภาระของทางบ้าน…
เรื่องราวเกี่ยวกับฝันเหล่านี้คือสิ่งที่กายได้ฟังจากเอ้บ่อย ๆ
เพราะเอ้สนิทกับฝันดีเพราะเป็นพี่รหัสของฝัน
คอยให้คำปรึกษาคำแนะนำแก่ฝันบ่อย ๆ
จึงเหมือนกับกายได้รู้จักกับฝันไปโดยไม่รู้ตัว
ทั้ง ๆ ที่กายก็ยังไม่เคยคุยกับฝันสักคำ

“พี่เอ้ ๆ หวัดดีค่า…” ฝันเหลือบมองเห็นพี่เอ้เดินมากับเพื่อน
จึงตะโกนเรียกทักทาย
เอ้ทักกลับแล้วพากายเดินเข้าไปนั่งกับฝันที่โต๊ะ
“มานั่งดูหนังสือคนเดียวอีกแล้ว นี่เพื่อนพี่ชื่อกาย อยู่ ’ถาปัดฯ”
เอ้แนะนำเพื่อนให้รู้จัก
“สวัสดีค่ะ”
“ครับ หวัดดีครับ”
กายยิ้มทักทาย
จริง ๆ แล้วฝันก็เคยเห็นกายมาหลายครั้งแล้ว
เพราะเห็นไปไหนมาไหนกับพี่เอ้บ่อย ๆ
แต่ฝันไม่มีโอกาสได้พูดคุยทักทายด้วย
กายเป็นหนุ่ม ‘ถาปัดฯ ผมยาวสลวย
แต่งตัวมีสไตล์ ดูเซอร์ ๆ แต่สะอาดเรียบร้อย
ดูแล้วท่าทาง ทางบ้านกายคงจะมีฐานะดีทีเดียว
กายเป็นคนพูดน้อย เงียบขรึม
เสน่ห์ของกายอยู่ที่แววตา
จินตนาการ ความรู้สึก และอารมณ์
รวมอยู่ในแววตาของเขาที่ฉายออกมา
นี่คือสิ่งที่สะกดฝันให้ตกอยู่ในภวังค์ที่กายสื่อออกมาโดยไม่รู้ตัว…

กายและฝันเริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
อาจเพราะทั้งคู่มีอะไร ๆ ที่คล้ายกันหลายอย่าง
ชอบฟังเพลงแนวเดียวกัน ชอบดูหนังแนวเดียวกัน
รักธรรมชาติเหมือนกัน และอีกหลายอย่างที่เหมือนกัน
รวมทั้งขี้เหงาเหมือนกันด้วย
กายและฝันเจอกันบ่อยขึ้นที่มหาวิทยาลัย
ทั้งคู่มักเจอกันตอนเย็นหลังเลิกเรียน
นั่งคุยกัน ไปเดินเล่นซื้อของตามห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ
ดูหนังบ้าง ใคร ๆ ที่เห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกันต่างคิดว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน
แต่ความจริงแล้ว กายและฝันเป็นแค่ ‘เพื่อน’ กันเท่านั้น
ฝันเคยบอกชอบกายครั้งหนึ่ง
หลังจากที่รู้จักกันได้สี่เดือน
“ฝันชอบกายนะคะ” ฝันพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
ผสมกับดวงตากลมโตเป็นประกาย และแก้มสีชมพูที่เจือด้วยความเขิน
“ฮะ! อะไรนะ ฝันล้อกายเล่นหรือเปล่าฮึ” กายงุนงงปนตกใจ
“ทำไมล่ะ ผู้หญิงบอกชอบผู้ชายก่อนผิดด้วยหรอ” ฝันทำหน้างอปนทะเล้น
“ก็เราคิดยังไงอยู่ ก็น่าจะพูดออกไปใช่มั้ยล่ะ
มันก็แค่ความรู้สึกหนึ่งของฝันเท่านั้น” ความทะเล้นเริ่มหาย
กลายเป็นความน้อยใจมาแทนที่
“ฝันอยากเป็นแฟนกันกับกายหรอ” กายถามทีเล่นทีจริง
“ป่าวนี่”
“อ้าวววว…”
“แล้วทำไมฝันถึงบอกชอบกายล่ะ” กายเริ่มงงเข้าจริง ๆ
“ชอบแล้วต้องอยากเป็นแฟนด้วยหรือไงฮึ พ่อหนุ่มติสต์
พอ ๆ ไปทานข้าวกันดีกว่า ฝันหิวแล้วล่ะ” ฝันเกลื่อนความรู้สึก
ก่อนพาออกนอกเรื่อง แล้วพากันเดินไปทานข้าว
ที่ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ

ทุกคืนก่อนจะหลับ กายอดคิดไม่ได้ว่าทำไมฝันถึงชอบกาย
-เจอกันตอนเช้าบ้าง เย็นบ้าง นั่งทานข้าวด้วยกันบ้าง
ไปเดินเล่นกันบ้าง ดูหนังกันบ้าง
…ฝันเริ่มชอบกายตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ…
กายเป็นหนุ่มติสต์ที่ละเอียดอ่อนก็จริง
แต่บางทีหนุ่มติสต์ก็กลายเป็นหนุ่มต๊องซื่อบื้อได้เหมือนกัน
กายลืมเวลาที่อยู่ใกล้ฝัน…
ฝันมักแอบมองกาย
ฝันไม่ได้มองกายที่หน้าตาหรือภายนอก
ฝันมองกายที่แววตา ที่คำพูด
ทำให้ฝันมองเห็นและเข้าใจความคิด จิตใจ ของชายหนุ่มคนหนึ่ง
ทุกคำพูดที่กายมีให้ฝัน
ทำให้ฝันรู้ว่า เงาของฝันไม่ได้มีแค่สีเทาเท่านั้น
แต่เงาของฝันมีสีสัน –สีสันของตัวกาย
กายเป็นคนละเอียดอ่อน อ่อนไหว
สายตาของเขามองทะลุต้นไม้ เข้าไปยังแก่น เซลล์
กายเหมือนนกที่บินอยู่บนฟ้า
มองเห็นการเคลื่อนไหวข้างล่างทุกอย่าง เขามองอย่างเข้าใจ
ไม่น่าแปลกใจเลย
ว่าทำไมฝันถึงรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้กาย
แต่ทว่า…กายกลับมองไม่ค่อยเห็นตัวเองเท่าไหร่
จนคืนหนึ่ง –คืนก่อนวันเกิดฝัน-
เขาพบคำตอบก่อนจะหลับ
กายรีบลุกขึ้นมานั่งมองหน้าตัวเองในกระจก
แล้วนึกคำพูดที่ดีที่สุด แล้วซ้อมพูดอยู่หน้ากระจก…จนเช้า

……..

ที่ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ…
กายและฝันสั่งข้าวผัดหมูใส่แฮมคนละจาน กับชาเย็นคนละแก้ว
“นี่ ๆๆๆ ตกลงจะไม่บอกฝันใช่มั้ย มีอะไรอุดปากกายอยู่หรือไง
ไม่เคยเห็นกายเป็นแบบนี้นี่ ฮะๆๆ ตลกดี หน้าแดงเชียว”
ฝันยังรบเร้าไม่เลิก
“งั้นทานข้าวกันก่อนละกัน พร้อมเมื่อไหร่แล้วค่อยบอกฝันนะ”
ฝันพูดแล้วอมยิ้ม
“ฝัน…กายขอกระดาษแผ่นนึงสิ ฉีกให้หน่อยนะ แผ่นนึง นะๆ”
กายนึกวิธีใหม่ออก เพื่อจะบอกความรู้สึกของเขาให้ฝันได้รับรู้
ฝันรีบฉีกกระดาษจากสมุดโน้ตเล่มโปรดให้กายทันที
ด้วยความอยากรู้เร็ว ๆ ว่ากายจะทำอะไรต่อไป…
“ฝันทานข้าวไปพลาง ๆ ก่อนแล้วกัน
เดี๋ยวกายขอเขียนอะไรหน่อยนะ เสร็จแล้วจะบอก
ห้ามแอบดูนะ”
สิ่งที่กายเขียนดูคล้ายบทกลอน
ฝันแอบเหลือบมองดูแล้วอมยิ้ม
เพราะไม่เคยเห็นกายเขียนอะไรแบบนี้มาก่อน

……..

ฉันรักเธอ สุดหัวใจ คำนี้เพื่อเธอผู้เดียว
ฉันรักเธอ หมดใจที่ฉันมี ดวงนี้เพื่อเธอเพียงผู้เดียว
อยากผ่านเวลานี้ เพื่อพบเธอในฝัน
อยากหยุดเวลาไว้ ให้เราสองคนไม่จากกัน

อยากให้ดวงดารา มาเป็นพยานให้เธอและฉัน
อยากให้คืนและวัน มีเพียงสองเราร่วมฝัน
จะรั้งเธอไว้ ด้วยใจดวงนี้
จะขังเธอไว้ ด้วยความห่วงใย

คำรักฉัน เอ่ยตรงกับหัวใจ คำนี้มีไว้เพื่อเธอ
คำหวานใด ไม่มีให้มากมาย คำฉันมีเพราะมาจาก…ความรัก
รักเพียงเธอ ฉันขอเพียงเธอ
ดอกไม้ที่งาม ล้ำคุณค่า
ยังสวยไม่จาง แม้มาอยู่ข้างฉัน

จะให้ดวงดารา มาเป็นพยานให้เธอและฉัน
จะให้คืนและวัน มีเพียงสองเราร่วมฝัน
จะรั้งเธอไว้ ด้วยใจดวงนี้
จะขังเธอไว้ ด้วยความห่วงใย
จะบอกกับเธอ ว่า ‘ฉันรักเธอ’

……..

กายเขียนเสร็จแล้วเซ็นชื่อและลงวันที่ไว้ก่อนยื่นให้ฝัน
“โห.. ยาวจังนี่กายเขียนกลอนกะเค้าด้วยหรอเนี่ย
ทำไมแต่งเร็วจังล่ะ” ฝันแซวปนยิ้มที่ซ่อนความเขินเอาไว้
กายนั่งนิ่ง หน้าตาสงบ แววตาเป็นประกายจ้องมองไปยังตาของฝัน
ก่อนจะพูดอย่างนุ่มนวล
“เป็นเพลงที่กายแต่งขึ้นก่อนที่กายจะพบกันฝัน…
กายแต่งเอาไว้ เพื่อรอที่จะมอบให้ผู้หญิงคนหนึ่ง
ผู้หญิงที่กายก็ไม่รู้ว่าคือใคร กายรู้แค่ว่า
คนที่กายจะมอบเพลงนี้ให้…คือคนที่กายรัก”
“….”
“กายรักฝัน….ฝันเป็นแฟนกับกายนะ”
คำพูดและน้ำเสียงของกายทำเอาฝันเหมือนต้องด้วยมนต์สะกด
ลืมเรื่องที่กำลังคิดอยู่ว่า ทำไมตัวเองไม่รู้ว่ากายแต่งเพลงเป็นด้วย
ก่อนจะก้มหน้าอ่านเนื้อเพลงในแผ่นกระดาษ
“เดี๋ยวนะขอฝันอ่านก่อนนะ”
ฝันอ่านไม่เป็นตัว ตัวหนังสือเบลอไปหมด
ความรู้สึกวูบวาบไปหมด หน้าตาแดงก่ำ
ก่อนจะละความพยายามที่จะอ่านต่อไป
แล้วเงยหน้าขึ้นมามองกาย
“….แล้วที่กายกับฝันเป็นอยู่ตอนนี้ เขาเรียกว่าอะไรล่ะ”
ฝันถามด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“อืมมม…เพื่อนหรอ” กายตอบอย่างลังเล
ฝันพยายามจ้องไปที่ตาของกายด้วยสายตานิ่ง เย็น
แล้วจึงยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยน
“เพื่อนหรือแฟนก็ไม่ต่างอะไรกันมากนัก
มันเป็นเพียงคำที่คนเราบัญญัติขึ้นมา
เพื่อใช้แทนความสัมพันธ์เท่านั้น
สิ่งสำคัญคือการกระทำและความรู้สึก
ที่มีให้กันต่างหาก…”
“….”
“กายรักฝันใช่มั้ย งั้นกายก็รู้ไว้นะจ๊ะ ว่าฝันก็รักกาย
เพียงเท่านี้คงพอเป็นคำตอบให้กายได้นะ”
ฝันพูดก่อนจะละสายตาออกจากตาของกาย
แล้วหันไปมองต้นไม้ข้าง ๆ เลิกคิ้ว พร้อมยิ้มมุมปากอย่างสดใส
ทิ้งให้กายนั่งยิ้มเขินอย่างดีใจอยู่เงียบ ๆ
-ขอบคุณมากนะจ๊ะกาย สำหรับของขวัญวันเกิดปีนี้-

……..

ความรักของกายและฝันเติมเต็มให้กันตลอดมา
จนถึงช่วงที่สภาพเศรษฐกิจถดถอยที่สุดในประวัติการณ์
ซึ่งเป็นเหตุทำให้กิจการรับเหมาก่อสร้างของทางบ้านกายประสบปัญหาอย่างหนัก
พ่อของกายมีหนี้สินจำนวนมาก
จนทำให้ครอบครัวของกายประสบปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรง
กายเองก็รู้ในเรื่องนี้ดี แต่ตนเองก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้
เพราะวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา กับความสามารถที่มีอยู่ตอนนี้
กลับไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
อุตสาหกรรมด้านนี้กำลังอยู่ในช่วงขาลง
ไม่มีใครต้องการรับสถาปนิกจบใหม่เข้าทำงาน…

พรุ่งนี้เป็นวันรับปริญญาของกายและฝัน…
กายเรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักสูตร 5 ปี
จึงจบพร้อมกันกับฝัน เพราะหลักสูตรของฝันเรียนแค่ 4 ปี
ฝันจบการศึกษาระดับปริญญาตรีพร้อมกับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
ส่วนกายจบในระดับเดียวกัน แต่จบพร้อมกับความขมขื่น
…เย็นนี้เขาและทางบ้านต้องขึ้นเครื่องไปต่างประเทศ
ตั๋วเครื่องบินและข้าวของถูกเตรียมไว้ก่อนวันรับปริญญาหนึ่งสัปดาห์
กายและครอบครัวจะบินไปหลบภัยเศรษฐกิจที่นั่น
กายไม่รู้แม้วันกลับ …กายรู้เพียงเท่านี้
กายไม่รู้แม้ว่าจะบอกกับฝันอย่างไรดี
เพราะกายต้องการจากไปอย่างเงียบที่สุด

หลังออกจากห้องประชุมบัณฑิตใหม่ต่างเดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ออกมายืนถ่ายรูปกันกับครอบครัว และเพื่อน ๆ
ฝันเดินออกมายืนถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ที่ริมสระน้ำหน้ามหาวิทยาลัย
ส่วนกายถอดชุดครุยคล้องแขนรีบเดินไปที่รถเบนซ์คันงาม
ที่พ่อขับมารอรับอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย
ก่อนออกตัวจากไปอย่างเงียบ ๆ หลงเหลือไว้เพียงควันสีเทาคล้ำ
ที่ค่อย ๆ จางหายไป
ฝันยืนชะเง้อมองหากายอยู่นาน เพราะนัดกันไว้ว่าจะมาเจอกันริมสระน้ำ
ที่ที่คนทั้งสองรู้จักกันครั้งแรก
เอ้เห็นฝันนั่งซึมอยู่ที่โต๊ะม้าหินริมสระน้ำคนเดียว
จึงทนไม่ไหวเดินมานั่งกับฝันที่โต๊ะ
“กายมันไปแล้ว มันไปเงียบ ๆ มันไม่อยากให้ใครรู้ …พ่อมันสั่งไว้”
เอ้พูดเสียงสั่น เพราะตัวเองก็ยังทำใจไม่ได้เช่นกัน
ที่เพื่อนรักจะต้องตกชะตากรรมแบบนี้ ต้องจากไปไกล
ไปอย่างไม่รู้วันกลับ ไม่รู้แม้ที่อยู่
“….”
ฝันนั่งนิ่ง เหมือนไม่ได้ยินอะไร ไม่มีน้ำตาสักหยด
ทุกอย่างเหมือนความฝัน
-ทำไมกายไม่เคยบอกฝันเลย ทำไม…-
เอ้ขับรถไปส่งฝัน พ่อแม่และพี่สาวของฝันที่บ้าน
“กายจะต้องติดต่อกลับมา” เอ้ให้กำลังใจ
ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่ากายจะติดต่อกลับมาเมื่อไหร่
ฝันเข้าบ้านอาบน้ำ เข้านอนเร็วกว่าปกติ
เป็นคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตที่ฝันเคยเจอมา
ความน้อยใจของฝันมีน้อยกว่าความเป็นห่วงที่มีให้กาย
-กายจะเป็นอย่างไรบ้าง กายจะอยู่อย่างไร กายจะเหงาหรือเปล่า-
ฝันเผลอหลับตอนฟ้าสาง โดยมีเสียงร้องเพลง
ของนกกางเขนแถวบ้านกล่อมให้หายเหนื่อย

1 ปีผ่านไปกับการรอคอยกายของฝัน…
ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
ลงข่าวของพ่อกายถูกจับ…
พ่อกายและครอบครัวถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทย
พ่อกายถูกนำตัวขึ้นศาลดำเนินคดีตามกฏหมาย
และครอบครัวถูกฟ้องล้มละลาย
ฝันพยายามติดต่อกับกายแต่ไม่สำเร็จ
ไม่มีใครรู้ว่ากายหายไปไหนหลังจากกลับมา
กายกลับถึงบ้านแล้วรีบเก็บข้าวของก่อนจะออกจากไปอย่างเงียบ ๆ
พี่น้องและแม่ของกายพักอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง
ใกล้ ๆ กับบ้านเดิมที่เพิ่งถูกยึดไป
ไม่มีใครสักคนภายในบ้านที่รู้ว่ากายหายไปไหน
แต่ทุกคนรู้ว่ากายดูแลตัวเองได้
ทุกคนรู้ดีว่ากายเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี
เป็นคนมีความคิด ไม่มีทางทำอะไรไม่ดี ๆ แน่
กายเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก
เมื่อเวลาไม่สบายใจมักจะเก็บตัว ไปค้างบ้านเพื่อนบ้าง
ไปต่างจังหวัดบ้าง บางทีก็ไปคนเดียว บางทีก็ไปกับเพื่อน
และหลาย ๆ ครั้งก็ไปกับฝัน…
ฝันยังเฝ้ารอการติดต่อจากกาย
แต่ไร้วี่แวว ไร้การติดต่อกลับมา
เหมือนกำลังตะโกนใส่กำแพง
มีเพียงเสียงสะท้อนเศร้าของตัวเองกลับมา
ฝันยังคงเฝ้ารอกายด้วยความหวังที่เลือนลางต่อไป

……..

เที่ยงคืนวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2542
วันครบรอบสี่ปีกับการรอคอยกายของฝัน
และเป็นวันสุดท้ายที่กายและฝันได้พบกัน
ก่อนที่กายจะจากไป
การหายตัวไปครั้งนี้ของกาย เป็นครั้งที่ยาวนานที่สุด
…กายผู้อ่อนไหว ความละเอียดอ่อนของกาย
ทำให้กายเป็นคนอ่อนไหวมาก เรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัว
คงทำให้กายเจ็บปวดมากทีเดียว
หลายคนมองว่ากายไม่มีความรับผิดชอบที่ละทิ้งครอบครัวไป
ไม่เป็นห่วงทางบ้าน มีเพียงฝันคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เชื่อเช่นนั้น
ฝันรู้ว่ากายคิดอะไรอยู่
ฝันรู้ว่ากายเหงาและเศร้าแค่ไหน
แต่เพียงสิ่งเดียวที่ฝันไม่รู้
‘ทำไมกายไม่ติดต่อฝันบ้าง’…

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ดวงจันทร์กลมโต ส่องแสงนวล
ดาวระยิบพราวเต็มผืนฟ้ากำมะหยี่สีดำ
ฝันปิดไฟในห้องตั้งแต่สี่ทุ่ม
แสงจันทร์ส่องลอดผ่านบานเกร็ดหน้าต่างเข้ามาเป็นแสงรำไร
ฝันนั่งก้มหน้าอยู่ขอบเตียง…
น้ำตาไหลผ่านเนียนแก้ม สู่ปลายคางมน
ก่อนทิ้งตัวร่วงลงเป็นหยดน้ำ -ขุ่นเศร้า-
แตกกระเซ็นหลังกระทบพื้น
ดวงตาเหม่อลอย นัยน์ตาฉายแววเหงา อ้างว้าง
‘ฝัน’ -คือชื่อของหญิงสาวผู้ที่กำลังทำร้ายตัวเอง
ด้วยการลืมปัจจุบันและอนาคต
อาวุธที่ฝันใช้คือการนั่งคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา…
…ของกายและฝัน…

……..

ฝันยังคงนั่งเหม่อลอย
คิดถึงความสุขในอดีตของฝันและกาย
คิดถึงตั้งแต่วันแรกที่พบกัน
วันแรกที่ฝันบอกชอบกาย
วันแรกที่กายบอกรักฝันแล้วขอฝันเป็นแฟน
ฝันนั่งคิดถึงกายจนถึงวันสุดท้าย…ที่กายจากไป
และจะยังคงคิดถึงอยู่อย่างนี้…ตลอดไป
ฝันอยากให้กายรู้ว่า เงาของกาย คือใจของฝัน…
ไม่ว่ากายจะอยู่แห่งหนใด

กายของฝัน….

02
พ.ย.
07

เขาใหญ่ กับ The Art of the Strategist

 ๒๓ ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๕๐

เมื่อวานกำลังนั่งทำงานสลับกับตอบกระทู้ใน narisa.com อยู่
อยู่ ๆ ก็รู้สึกมีอะไรมาดลใจ เหลือบมองนาฬิกา ประมาณบ่ายสองกว่า
จึงปิดเครื่อง ลุกขึ้นหยิบกุญแจรถ เปิดประตูบ้าน แล้วควบเจ้าดำคู่ใจ
แวะทำธุระเล็กน้อยก่อนพุ่งตรงไปขึ้นโทลล์เวย์ ลงสุดทาง
ก่อนจะควบเจ้าดำทะยานต่อ แวะเติมน้ำมันเบนซิน 95 เสียก่อนจนเต็มถังเผื่อขากลับด้วยเลย
เพราะไปไกล ๆ แล้วหาปั๊มที่มีเบนซิน 95 ยาก เจ้าดำมันดันเติมแก๊สโซฮอลล์ไม่ได้เสียด้วย
ขนาดบริษัทรถออกประกาศแถลงการณ์แจ้งเลย อย่างนี้โฆษณาก็มั่วสินะ สักแต่จะขาย
เจ้าดำผมมันยังฉลาดกว่าอีก บางสถานการณ์ฉุกเฉินที่เลี่ยงไม่ได้ โดนบังคับให้ซดแก๊สโซฮอลล์ เป็นออกอาการเฉื่อยชา
วิ่งไม่ออก แรงบิดตก แถมน้ำมันหมดเร็วกว่าเสียอีก

ขับ ๆ อยู่มัวแต่เพลิน ลืมมองปั๊ม จนเกือบเลย เป็นปั๊มเชลล์อยู่เลย ม. กรุงเทพ มาหน่อย
เต็มถังพร้อมรับน้ำดื่มฟรีสองขวด เจ้าดำอิ่มแปร้ ไม่มีง่วง กลับยิ่งคึกคัก พุ่งทะยานราวม้าพยศ
แต่ช่วงนี้เจ้านายเศรษฐกิจไม่ค่อยดี จึงวิ่งปรู๊ดปร๊าดไม่ได้ รักษาระดับไว้ไม่ให้เกิน 140 ก.ม./ช.ม.
วิ่งตามถนนวิภาวดีรังสิตไปเรื่อย ๆ ผ่าน ม. ธรรมศาสตร์รังสิต AIT นวนคร จนถึงสระบุรีแล้วเลี้ยวขวา
ช็อกอับฯ ที่เพิ่งเปลี่ยนมาไม่กี่เดือนนุ่มขึ้น ไม่กระด้างแบบชุดเก่าที่ออกแนวเรซซิ่ง นั่งแล้วของที่อยู่ในท้องแทบจะขย้อนออกมา
แม้ไม่รีบนัก แต่บางจังหวะก็ออกอาการฉวัดเฉวียนอยู่บ้าง เพราะเป้าหมายหลักอันดับแรกอยู่ที่แฮมเบอร์เกอร์เนื้อลูกวัวที่ฟาร์มโชคชัย
ก็กว่าจะได้ออกจากบ้านก็บ่ายสามโมงแล้ว ทำธุระ แวะเติมน้ำมันเสร็จก็เกือบสี่โมงเย็นโน่น
ขาไปนั่งสบาย ๆ ฝึกหายใจเข้า-ออกแบบโยคะไปในตัว หายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อน
ได้สมาธิไปในตัว นอกจากเสียงรถที่ดังสนั่นหวั่นไหว ยังมีเพลงที่เปิดคลอไปเบา ๆ จาก SquweezedAnimal
ดนตรีดี ร้องก็ดี เพลงที่มีเนื้อหาเรื่องความรักก็ไม่เน่านัก แม้เนื้อหาจะดูธรรมดา แต่นำเสนอได้อย่างมีสไตล์
และแล้วราวห้าโมงสิบห้าก็มาถึงฟาร์มโชคชัย จอดรถเสร็จรีบตรงไปยังร้านแฮมเบอร์เกอร์ด้วยความตื่นเต้น… – ปิดยังวะ? -
แต่จากจำนวนลูกค้าที่เดินซื้อของที่ระลึกกันขวักไขว่ จึงช่วยย้อมใจได้ จนเดินมาถึง – โอ้ว ยังไม่ปิด สวรรค์ -
(ไม่ได้มานานเกือบปีแล้วอะนะ เลยจำไม่ได้ว่าเขาปิดกี่โมง และติดใจในรสชาดแฮมเบอร์เกอร์ที่นี่มาก เนื้ออร่อยบวกกับผักกาดแก้วแสนโปรดที่กรอบและสดถึงใจ)

ซื้อแฮมเบอร์เกอร์เนื้อลูกวัว เพิ่มชี้ส หอมย่าง และเบคอน ราคา 135 บาท จาก 145 บาท
ซื้อเสร็จเรียบร้อย ไม่… ยังไม่ทาน เก็บความอร่อยเอาไว้ก่อน เดินออกมาซื้อไอศครีม… อึ้ม..มิลค์ รสช็อกโกแลตแสนอร่อย
ของเขาดี ดีเพราะนม สด หอม กลมกล่อม แล้วจะลืมนม และไอศครีมอีกหลายยี่ห้อไปเลย
ได้ข่าวว่าทั้งนมและไอศครีมจะมีขายในกรุงเทพฯ แล้ว เร็ว ๆ นี้ โอย… เมื่อไหร่นะ รอด้วยใจจดจ่อ

ยืนกินไอศครีมช็อกโกแลตเป็นเด็กอยู่คนเดียว อร่อย แต่ เย็นแฮะ ซื้อถ้วยเล็กแล้วนะ ไม่หมดซะที อากาศก็เย็นแล้วด้วย
ยืนกินไปขนลุกไป เอาไปเก็บในรถดีกว่า เดี๋ยวค่อยกินต่อ ว่าแล้วก็ขึ้นรถขับย้อนขึ้นไปนิดหน่อยเพื่อกลับรถ
จากนั้นก็มุ่งหน้าต่อไปอีกไม่กี่กิโลเมตร เมื่อเห็นป้าย ‘เขาใหญ่’ ก็ชิดซ้าย ขึ้นสะพานอ้อมวนไปลงถนน ธนรัชต์
ขับเล่นกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ ไม่อยากขับเร็ว เพราะยิ่งเหยียบคันเร่งลึกเท่าไร เสียงก็สนั่นหวั่นไหวมากเท่านั้น เกรงใจชาวบ้านชาวช่อง
ขับไปก็มองดูที่พัก รีสอร์ท ร้านอาหาร กำแฟ แถวนี้เยอะจริง ๆ สวย ๆ ทั้งนั้น จุลดิศเอย กรีนเนอรี่เอย โบนันซ่าเอย และอีกเยอะแยะ
พอมาถึงตีนเขาใหญ่บริเวณทางขึ้น เสียค่าธรรมเนียม คนบวกรถ เท่ากับ 90 บาท เสียค่าธรรมเนียมเสร็จก็ขับเลยมาจอดข้างทางก่อน
ซัดไอศครีมให้เรียบร้อย เพราะละลายไปเยอะแล้ว หลังจากเกลี้ยงถ้วยเรียบร้อยก็ปิดแอร์ ลดกระจกฝั่งคนขับลงจนสุด
ตรวจเช็คเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย เผื่อพลาดตกเขา เอ้ย… ปลอดภัยไว้ก่อน ทางมันชัน นี่ก็เพิ่งสั่งเข็มขัดนิรภัย 4 จุดจากอังกฤษโน่น ยังไม่ได้ของเลย
กะว่าปีหน้าจะเอาไปวิ่งในสนามเล่น ๆ กะเขาบ้าง เป็นการวิ่งเล่น ๆ ของชมรม mazdaclub ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่

ว่าแล้วก็ขึ้นเขาใหญ่ ขับช้าบ้างเร็วบ้าง แล้วแต่ว่ามีรถหลังมาจี้ต่อท้ายไหม
อากาศเย็นสบาย แม้ยังไม่หนาวมาก ลัดเลี้ยวขึ้นมาจนถึงจุดชมสัตว์จุดหนึ่ง เหลือบเห็นกวางกำลังกินโป่งอยู่พอดี
แต่เบรคไม่ทัน เดี๋ยวรถคันหลังจะจูบบั้นท้ายเอา จึงจำใจขับเลยต่อไป
จากนั้นก็ถึงจุดชมวิวแห่งแรก จอดรถเรียบร้อย สังเกตว่าไม่มีลิงสักตัว ปกติจะวิ่งมาเล่นและขออาหารกับนักท่องเที่ยวเยอะมาก
สงสัยเย็นแล้ว คงเข้านอนกันหมด หลับอุตุแต่หัววัน
ลงจากรถแล้วเดินข้ามถนนไปยืนชมวิวบริเวณผา ขออภัยจำชื่อไม่ได้ เห็นสันเหลื่อมของทิวเขา ซ้อนเหลื่อมกันสวยงามมาก
มีม่านหมอกสีเทาจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่ง ให้ยิ่งดูโรแมนติก เฮ้อ มาคนเดียวเสียด้วย ทิ้งสาวน้อยและเจ้าตัวเล็กไว้ที่บ้าน (แอบมา อย่าแอบไปบอกเชียว จุ๊ ๆ)
ลมพัดเย็นจนขนลุก เอาเสื้อแขนยาวมาเผื่อเหมือนกัน แต่ลังเล จะไปหยิบดีไม่หยิบดี ก่อนตัดสินใจ จะมืดแล้ว ไปต่อดีกว่า

ขึ้นรถแล้วก็ขับต่อ คราวนี้เริ่มซิ่งหน่อย เพราะรถน้อย ทางก็ขับมันส์ แต่มันส์ไปหน่อยมาเจอลูกระนาดเข้า เบรกไม่ทัน เล่นเอาสะเทือนไปถึงกระดูก
ยิ่งขับไปฟ้าก็ยิ่งมืด พอมาถึงข้างบนฟ้าก็มืดสนิทพอดี สังเกตมีนักท่องเที่ยวมากพอสมควรทีเดียว แต่ไม่ถึงกับคับคั่งนัก
อาจเพราะเพิ่งปลายฝน ต้นหนาว เพิ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว

ลานจอดรถมีรถจอดพอสมควร สังเกตหลายคนไม่ได้ใส่เสื้อหนาวกัน แสดงว่าอากาศคงไม่เย็นมากนัก ก็เลยตัดสินใจไม่ใส่บ้าง
ลงจากรถแล้วก็นึกขึ้นได้ แล้วเราจะมาทำอะไรดีหว่า? มืดตื๋อแล้วด้วย ว่าแล้วก็ไปค้นหลังรถ ได้หนังสือ The Art of the Strategist ติดมืออกมา
นอกจากนี้ในกระบะหนังสือท้ายรถยังมีหนังสือเรียน Java Programming ของซันฯ เป็น Student Guide พร้อมมี Instructor Notes อยู่สองเล่ม
เล่มหนึ่งสำหรับอ่าน อีกเล่มเป็นแล็บ วางไว้ในกระบะใส่ของเพื่อถ่วงน้ำหนักไม่ให้เวลาขับรถแล้วกระบะไถลไปมา เพราะหนังสือสองเล่มนี้หนักใช้ได้ ฮา…
นึกถึงเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่ผมเคยสอบผ่าน Sun Certified Instructor เกือบได้สอนวิชา Java Programming, Java Workshop, Develop J2EE Compliant Application,
J2EE Architecting และ Object-Oriented Analysis and Design with UML ของซันฯ สำหรับวิชา J2EE Architecting และ Develop J2EE Compliant Application ปลื้มเป็นพิเศษ
เพราะตอนนั้นในบ้านเรายังไม่มี instructor ที่สอนสองวิชานี้ที่เป็นคนไทยเลย ผม ‘เกือบ’ ได้เป็นคนแรก

การจับพลัดจับผลูได้ไปสอบ Sun Certified Instructor ก็เมื่ออยู่ ๆ ก็มีโทรศัพท์ทางไกลจากสิงคโปร์มา เข้าโทรศัพท์มือถือเลย ก็งง เฮ้ย ใครหว่า
พูดภาษาอังกฤษด้วย สำเนียงฟังยากอีกต่างหาก คุยไปคุยมาเขาทราบว่าผมสอนหนังสือด้านนี้อยู่ และทำงานจริงด้วย เลยสนใจอยากให้เป็น Instructor
เพราะปกติหลายวิชาที่จัดโดยซันฯ ประเทศไทย ต้องจ้าง Instructor ต่างชาติ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ มาสอน เขาอยากให้มี Instructor ที่เป็นคนไทย
เป็นอะไรที่เซอร์ไพรซ์มาก เพราะ Sun Education ของทางสิงคโปร์ติดต่อมาโดยตรง ไม่ผ่านซันฯ ประเทศไทยเลย เพราะโทรฯ ไปถามทางซันฯ ประเทศไทยเขายังไม่รู้เรื่องเลย
และโชคดีได้รับพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติจะสอบเป็น Sun Certified Instructor ต้องบินไปสอบที่สิงคโปร์ เสียค่าใช้จ่ายเยอะพอสมควร
ประมาณว่าทุกวิชาที่กล่าวถึงข้างบนต้องเสียเป็นแสนแน่ ๆ แต่ผมโชคดี ไม่ต้องเสียสักบาท ไม่ต้องบินไปสอบ แต่ได้สอบที่เมืองไทยแทน สอบข้อเขียนก็ไม่ต้องทำ
พอดีมีศูนย์อบรมของซันฯ ที่ Datamat ตรงสุขุมวิท ให้อาจารย์ชาวสิงคโปร์มาสอน เขาให้เข้าไปพบหลังจากที่อาจารย์สอนเสร็จตอนเย็นแล้ว
แล้วให้ยืนสอนให้เขาดู อาจารย์ก็จะเล่นบทเป็นนักเรียน ซักถามไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่าแกพอใจมาก นั่งคุยกันต่อสักพัก
ก่อนแยกย้าย แกถามว่าจะไปพัทยาอย่างไรดี มีอะไรเที่ยวบ้าง ผมก็ถามกลับไป “คุณชอบสไตล์ไหนล่ะครับ?” ฮา… แล้วก็อธิบายว่าจะไปขึ้นรถทัวร์ที่ไหน ไปต่อสองแถวอย่างไร

จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็ได้สอบกับอาจารย์ชาวมาเลเซีย คราวนี้ทางซันฯ ประเทศไทยรับเรื่องช่วยประสานงานต่อให้แล้ว ก็ติดต่อให้ ต่อสายโทรศัพท์ให้
โดยสอบกันผ่านโทรศัพท์ คุย ถาม-ตอบกันทางโทรศัพท์ อาจารย์แกก็อยู่ที่มาเลเซียนั่นล่ะ คุยโทรศัพท์ทางไกลกันร่วมสามชั่วโมง หูแทบไหม้

ปรากฏว่าผ่านเรียบร้อยดีทั้งหมด อาจารย์ที่นับถือที่ย้ายไปเป็นผู้บริหารที่ซันฯ ประเทศไทยก็รับว่าจะช่วยให้ผมสอนให้ซันฯ เป็นฟรีแลนซ์ได้
เพราะปกติคนที่สอบได้เป็น Sun Certified Instructor ต้องสอนให้กับศูนย์อบรมของซันฯ (ASEC: Authorized Sun Educational Center) เท่านั้น
ตอนนั้นก็มีพาร์ทเนอร์ของซันฯ ติดต่อมาเหมือนกันให้ไปคุยที่ออฟฟิศเขา ที่ตึกไอทีมอลล์ รัชดา เขาอยากจ้างให้เป็นพนักงานประจำ แต่ปฏิเสธไป
เพราะผมก็มีงานของตัวเองอยู่แล้ว และมี material และหลักสูตรที่ทำมาเป็นปีอยู่เยอะแยะแล้ว ผมและน้อง ๆ ที่ทำงานช่วยกันทำสไลด์สะสมไว้กว่า 4,000 สไลด์
เอามาจัดคอร์สได้เพียบ ไหนจะแล็บอีก และเพราะระเบียบของ ASEC คือห้ามอาจารย์ไปสอนอย่างอื่นที่ไม่ใช่ของซันฯ อ้าว….
ใครจะไปยอมล่ะ เพราะหลักสูตรอบรมไม่ว่าของเวนเดอร์เจ้าไหนก็ราคาสูงทั้งนั้น เพราะแพงที่ค่าลิขสิทธิ์ และบางรายใช้ราคาเดียวทั่วโลก มาเปิดในบ้านเรา จึงมักไม่ค่อยได้เปิดอบรมได้บ่อยนัก
และ partner ของซันฯ ที่ติดต่อผมมาเขาก็มีธุรกิจหลักคือด้านฮาร์ดแวร์ ด้าน Java เป็นแค่ส่วนเสริมเท่านั้น ดังนั้นเขาก็ไม่ได้จริงจังอะไรกับผมนัก
หักใจบอกเลิกกันก่อนที่จะมีใจให้กันเสียก่อนดีกว่า ในที่สุดเรื่องก็เงียบ ๆ กันไป ผมก็ไม่ได้วิ่งเต้นตามเรื่องเท่าไร เพราะไม่อยากให้อาจารย์ท่านนั้นกังวลและได้รับความเดือนร้อนไปด้วย
หากมาช่วยให้ผมมีอภิสิทธิโดยทำเป็นฟรีแลนซ์ได้ ก็เลยต่างฝ่ายต่างเงียบกันไป ใช้ชีวิตในแนวทางของตนเองกันต่อไป ผมเลยได้แค่ ‘เกือบ’ เป็นคนไทยคนเดียว ณ ตอนนั้นที่สอนสองวิชานั้นได้

หลังจากเลือกหนังสือ The Art of the Strategist ที่ค้างอยู่ในท้ายรถมานาน ไม่ได้เอาออกเสียที พร้อมหยิบแฮมเบอร์เกอร์ที่เริ่มเย็นแล้วออกมา
เดินวนไปวนมาหาทำเลเหมาะ ๆ ก็หาจนเจอ ไปนั่งที่ม้านั่งไม้ตัวใหญ่ ตั้งนิ่งสงบภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ท้องฟ้ามืดมิด มีแสงไฟบ้างรำไร
ถอดรองเท้าออก ลงนั่งอย่างสบาย เท้าสัมผัสหญ้าอ่อนนุ่มเท้าดีจริง อากาศเย็นสบาย หากนั่งไปเรื่อย ๆ ก็คงเริ่มหนาวขึ้นแน่ ๆ เพราะสถานที่ธรรมชาติแบบนี้ ยิ่งดึก ยิ่งหนาว…
แฮมเบอร์เกอร์ถูกกัดอย่างทะนุถนอม ฟันค่อย ๆ บดเคี้ยว ดื่มด่ำกับรสชาด แม้จะเย็นไปหน่อย แต่ความอร่อยของเนื้อ ความกรุบกรอบและสดของผักช่างชื่นใจเหลือเกิน
แม้ดูขัดแย้งกับบรรยากาศและสภาพแวดล้อม แต่การทานแฮมเบอร์เกอร์จากฟาร์มโชคชัยบนเขาใหญ่ในบรรยากาศแบบนี้มันช่างเข้ากั๊น…เข้ากัน

อิ่มเรียบร้อยก็เดินเล่น แม้จะอดเดินไปชมวิว แต่ก็ไปชมโน่นชมนี่ตามแต่ตาและความรู้สึกจะสัมผัสได้ในยามมืดเช่นนี้
นักท่องเที่ยวมากมายที่อิ่มหนำกับมื้อค่ำกันแล้วต่างเดินไปที่ลานจอดรถ เพื่อรอขึ้นรถนำเที่ยวส่องสัตว์เพื่อไปดูสัตว์ตอนกลางคืน
ค่าบริการไม่กี่บาท สัตว์ที่ได้ดูก็งั้น ๆ สัตว์ธรรมดา เพราะสัตว์ที่ไม่ธรรมดาไม่ค่อยออกมาให้เห็นเท่าไร นาน ๆ จะได้เจอสักที เพราะต้องเข้าไปลึก ๆ หน่อยจึงจะได้เจอ
แต่โปรแกรมท่องเที่ยวส่องสัตว์ตอนกลางคืนไม่ได้มีเป้าหมายที่ตรงนั้น แค่เส้นทางเดินรถธรรมดา เรียบง่าย บรรยากาศมืดมิด เสียงหรีดหริ่งระงม แสงดาวพราว
ลมเย็นปะทะหน้าตอนรถวิ่ง การได้นั่ง ๆ ยืน ๆ เบียด ๆ กันบนรถกระบะ สร้างความครึกครื้นระคนตื่นเต้นของนักท่องเที่ยวที่หนีความวุ่นวายในเมืองมา
เพียงได้เห็นแค่ค่าง กระรอก กวาง (ในระยะไกลลิบ) ลิง ก็สร้างความสุขใจคลายทุกข์เหนื่อยจากการงานและความยุ่งเหยิงของชีวิตในเมืองได้มากแล้ว
ผมก็เคยได้ใช้บริการนี่เหมือนกันเมื่อหลายปีก่อน ความรู้สึกเหมือนย้อนเวลาสู่อดีต กลับไปเป็นเด็กตอนที่โรงเรียนพาไปทัศนศึกษา
แต่ครั้งนี้ไม่ได้ใช้บริการ เพราะกลัวจะไม่มีอารมณ์ร่วม เพราะมาคนเดียว แต่การได้เห็นคนอื่นมีความสุข ยิ้มแย้มเบิกบาน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศต่างยืนรอรถกันอย่างตื่นเต้น
ก็ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมได้… เป็นสุขและตื่นเต้นตาม….

พอเริ่มเหนื่อยก็เลยเดินกลับไปที่ศูนย์อาหาร ไปนั่งอ่านหนังสือสบายอารมณ์ นั่งอ่านนั่งคิดตามจนเพลิน เจ้าหน้าที่เดินมาปิดไฟในบริเวณใกล้ ๆ เป็นการเตือน
เหลือบมองดูเวลา… สองทุ่ม จึงวางหนังสือลงแล้วพักสายตา ลุกขึ้นบิดตัวคลายเมื่อยขบ ก่อนเจ้าหน้าที่เดินมาปิดไฟจนหมด มืดมิด เหลือเพียงผมยืนอยู่คนเดียว… เงียบ เงียบ….
จากนั้นจึงเดินกลับไปที่รถวางหนังสือไว้เบาะหน้า ติดใจและมีอะไรให้สนใจ อ่านและคิดต่อ จึงกะจะกลับมาอ่านต่อ… ทั้ง ๆ ที่ซื้อมาร่วมสองปีแล้ว แต่อ่านไปไม่กี่หน้า
หลังจากนั้นก็ตั้งใจว่าจะอ่านให้จบให้ได้ โดยอุตส่าห์นำไปใส่ไว้ท้ายรถ แต่หนังสือก็อยู่ในนั้นตลอดมา ไม่เคยถูกหยิบมาอ่านต่อเลย
หากครั้งนี้ไม่ลืมหยิบเล่มอื่นมา เจ้าเล่มนี้ก็คงอดถูกเปิดออกอ่านอีกเช่นเคย

หนังสือสนุกมาก ผู้เขียนเป็นอดีตทหาร….

The Art of the Strategist, 10 Essential Principles for Leading Your Company to Victory
โดย William A. Cohen, PH.D., Major General, USAFR, RET.

The 10 Essential Principles:
1. The Fundamental Principle: Commit Fully a Definite Objective
2. Seize the Initiative and Keep It
3. Economize to Mass Your Resources
4. Use Strategic Positioning
5. Do the Unexpected
6. Keep Things Simple
7. Prepare Multiple, Simultaneous Alternatives
8. Take the Indirect Route to Your Objective
9. Practice Timing and Sequencing
10. Exploit Your Success

ลงจากเขาใหญ่ตอนสองทุ่มห้านาที ทางคดเคี้ยว ขับสนุกแต่ต้องใช้สมาธิมากเป็นพิเศษ เพราะมืดมาก
ความรู้ฟิสิกส์ที่พอมีอยู่บ้างได้ใช้ประโยชน์ ไม่ต้องเหยียบเบรกมาก แต่ใช้แรงโน้มถ่วงช่วยยามเข้าโค้ง
รถกระบะคันหน้าถูกใช้เป็นไกด์นำทาง อยากจะแซงหลายทีเพราะขับช้าเหลือเกิน แต่ก็ไม่แซง
อยู่ข้างหลังเห็นไฟจากคันหน้าทำให้ง่ายสบายกว่า หากอยู่ข้างหน้าเสียแทนก็จะมองไม่เห็นอะไรนอกจากความืด
บางสถานการณ์การทำตัวเป็นผู้ตามบ้างก็รู้สึกปลอดภัยและสบายใจกว่า….

ลงมาถึงตีนเขาใหญ่แวะว่ายศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ก่อนผ่านป้อมผ่านทาง
ขับรถกลับด้วยความสบายใจ ได้สมาธิ ได้ความอิ่มเอม สารเอ็นดอฟีนคงหลั่งออกมาเต็มที่
เสียงเพลงแจ๊ซคลอเบา ๆ จากอัลบั้ม The Jazz King เป็นอัลบั้มที่ศิลปินแจ๊ซดัง ๆ Tribute ให้กับในหลวงของเรา
อัลบั้มนี้แนะนำโดยเพื่อนคนหนึ่ง

ขากลับขับเร็วเป็นจรวด เพราะสาวเจ้าโทรศัพท์เข้ามาเหมือนจะจับพิรุธได้ว่าหายไปไหนเสียนานสองนาน
ขับรถเร็ว ๆ แล้วก็ได้สมาธิดี ความเร็วช่วยให้ยิ่งมีสมาธิ ยิ่งเร็วมากเท่าไรภาพที่ค่อย..ค่อยผ่านไปก็ยิ่งดูช้าลงเท่านั้น
เพลงแจ๊ซยังคงบรรเลงเบา เอื่อย คลอเคลียไปกับภาพรอบด้านผ่านอย่างช้า… ช้า เสียงรถสนั่นหวั่นไหว วิ่งผ่านคันข้างหน้า คันแล้ว คันเล่า
พลันเหลือบไปเห็นเข็มวัดระดับน้ำมัน ลดฮวบ ๆ หัวจิตหัวใจก็เริ่มรู้สึกฮวบ ๆ ขึ้นมาบ้าง เลยผ่อน ๆ แป้นคันเร่งลงมาบ้าง
ถึงช้าหน่อย แต่มีน้ำมันเหลือให้ใช้วันข้างหน้าได้ดีกว่า

ช่วงนี้ก็เข้าสู่ฤดูดำน้ำภาคใต้ฝั่งอันดามันแล้วด้วย เสียดายจัง ไม่ได้ไปมาสองปีแล้ว ปีนี้ก็คงอดอีกเช่นกัน
หวังว่าคงได้ไปมุดน้ำดูเรือจมจุธาทิพย์ที่แสมสารแถวชลบุรีบ้าง ใกล้ดี ไปเช้า-เย็นกลับได้

แต่ที่แน่ ๆ ….
เขาใหญ่พร้อมแล้ว รอการมาเยี่ยมเยียนของผู้ต้องการดื่มด่ำกับธรรมชาติในเหมันตฤดู

กลับถึงบ้าน เหตุผลสารพัดถูกยกเป็นข้ออ้างเรื่อยเปื่อย ไม่งั้นเดี๋ยวจะโดนหาว่า “ทำไมไม่ยอมพาไปด้วย!”