ผักปลอดสาร

เรื่องสั้นเรื่อง ‘ผักปลอดสาร‘ เป็นเรื่องสั้นในชุด ‘สิ่งมีชีวิตตกค้างในครอบครัว’

โดย ณรงค์ จันทร์สร้อย (encipher@yahoo.com), ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕


เสียงเครื่องปรับอากาศกำลังสำลักฝุ่น ไอค่อกแค่กรบกวนบรรยากาศคนในห้องเกือบแปดสิบคนมากว่าห้าสิบนาที นอกจากไอแล้วยังหายใจติดขัด พ่นลมรวยรินแผ่วเบา ผนังข้างหนึ่งติดทางเดินภายในอาคาร อีกข้างเป็นกระจกแผ่นขนาดใหญ่ติดฟิล์มกันความร้อนเรียงซ้อนติดกันทั้งผนัง คล้ายตามอาคารสำนักงาน แต่วันนี้แสงแดดข้างนอกแรงกล้าเกินฟิล์มจะต้านทาน ไม่มีเครื่องกีดขวางทางแสงใดๆ ไม่ว่าม่านหรือมู่ลี่ เพราะห้องนี้เพิ่งเปิดใช้งานเป็นวันแรกหลังจากเงียบเหงามากว่าสองเดือน อาจยังติดมู่ลี่หรือซักผ้าม่านไม่ทัน

นักศึกษาหลายคนที่นั่งใกล้กระจกหยิบสมุดขึ้นมาพัดบ้างบังแสงบ้าง หลายคนเหงื่อเริ่มผุดไหลย้อย

ซิม – อาจารย์พิเศษกำลังยืนสอนวิชาพื้นฐานการออกแบบซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ ยืนพูดคนเดียวอยู่หน้าห้องอย่างไม่รู้สึกร้อน วันนี้เป็นวันเริ่มเรียนวันแรกหลังเปิดภาคเรียนเทอมหนึ่งปีหนึ่งของนักศึกษาปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาควิชาการออกแบบซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ หรือ คอมเมอร์เชียลซอฟต์แวร์ดีไซน์ ของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง

เธอคือกำลังสำคัญที่วิ่งเต้นเพื่อให้มีสถาบันการศึกษาสักแห่งที่สนใจและยอมเปิดภาควิชานี้ขึ้น ด้วยความบกพร่องเล็กน้อยชองซิมที่มีคำหน้าชื่อแค่ ‘นาง’ ไม่ได้มีตัวย่ออย่าง ‘ศ.’, ’ผศ.’, ’รศ.’ หรือ ’ดร.’ และเธอจบเพียงปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแสนธรรมดาเท่านั้น จึงไม่มีสถาบันการศึกษาใดใส่ใจไอเดียและความตั้งใจของเธอนัก

แต่ด้วยชื่อเสียงในวงการด้านการออกแบบซอฟต์แวร์ให้กับองค์กรขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ ภาคการเงิน โทรคมนาคม พลังงาน โรงพยาบาล ที่สั่งสมมายาวนาน ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาและวิทยากรพิเศษให้กับองค์กรต่างๆ มานับไม่ถ้วน จึงมีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งยอมใจอ่อน ทำเป็นมองไม่เห็นคำนำหน้าชื่อและวุฒิการศึกษาของเธอไปเสีย ให้เธอมาเป็นที่ปรึกษาช่วยวางหลักสูตร

เธอสังเกตว่าอธิการบดีไม่ได้ใส่ใจในหลักสูตรนี้เท่าใดนัก เพียงแต่ชื่อหลักสูตรและวัตถุประสงค์ดูน่าสนใจ น่าจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับมหาวิทยาลัยได้ไม่น้อย เพื่อจะได้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับมหาวิทยาลัยในระดับเดียวกันได้ก้าวนำหน้าไปอีกก้าว

ซิมใช้เวลากว่าสองปีจนเข็นหลักสูตรผ่านขั้นตอนวิบากต่างๆ มาได้ จนได้เปิดในปีการศึกษานี้เป็นครั้งแรก เธออาสาขอสอนในวิชาพื้นฐานการออกแบบซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ให้เอง โดยไม่คิดค่าสอนแม้แต่บาทเดียว เพราะถ้าไม่ยื่นข้อเสนอแบบนี้ คงยากที่มหาวิทยาลัยจะยอมจ้างเธอ ด้วยวุฒิการศึกษาและการเมืองภายในคณะและมหาวิทยาลัยช่างเข้มข้นเหลือเกิน แต่กระนั้นเธอก็ยังโดนอาจารย์อาวุโสบางท่านเหลือบมองด้วยหางตาอยู่ดีเวลาต้องมาเจอหน้ากัน

ซิมสังเกตว่าเกือบชั่วโมงที่ผ่านมานักศึกษาหลายคนแสดงท่าทางเบื่อ ง่วง ด้วยอากาศที่ไม่เป็นใจอย่างนี้ กับเนื้อหาที่ฟังดูยากตั้งแต่เริ่มเรียน ศัพท์เฉพาะและศัพท์ภาษาอังกฤษล้นท่วมห้อง เธอชินกับการบรรยายให้ผู้ฟังอายุตั้งแต่สามสิบต้นๆ ยันห้าสิบกว่าฟังจนชิน ลืมไปว่าตอนนี้กำลังสอนเด็กอายุยังไม่พ้นยี่สิบดีเท่าไร อาจกลายเป็นการเริ่มต้นวิชาที่แสนเบื่อหน่ายไปได้ อีกสามสิบกว่านาทีจะหมดเวลา เธอตัดสินใจหยุดเนื้อหาหนักหัว แล้วสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย

นักศึกษามองไปยังฉากที่แสดงภาพที่ฉายจากโปรเจ็คเตอร์ติดเพดาน กำลังดับมืด ทิ้งไว้เพียงพื้นฉากขาวโล่ง

เสียงเด็กๆ เจี๊ยวจ๊าวในสนามเด็กเล่น ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่สูงกว่าตึกสามชั้นจำนวนกว่าสิบต้น ใกล้กันมีบึงน้ำอยู่ในทิศที่ลมจะพัดผ่านเพื่อหอบเอาความเย็นสดชื่นมาพร้อมสายลม แสงแดดส่องลอดกิ่งไม้พุ่มใหญ่ที่ซ้อนสลับเหลื่อมเป็นชั้นๆ จนเหลือแสงเพียงเบาบางและดูมีมิติพอให้ไม่อับทึบ

เด็กๆ อายุราว 3-6 ขวบกำลังวิ่งเล่นบนสนามหญ้าที่มีของเล่นไม้รูปร่างแปลกตา เด็กห้าหกคนกำลังไต่เดินบนบันไดเชือกที่ผูกขึงกับต้นไม้ใหญ่ขนาดเด็กหกคนโอบ อีกเจ็ดแปดคนกำลังเล่นไม้ลื่นที่ทำจากไม้ เด็กจับกลุ่มกันหลายกลุ่มกลุ่มละสองสามคน บางกลุ่มกำลังนั่งขุดดินเล่นเนื้อตัวมอมแมม บางกลุ่มเอาก้อนหินเล็กๆ มาสมมติเป็นรถยนต์วิ่งแข่งกัน บางกลุ่มเล่นพ่อแม่ลูกอยู่ในบ้านไม้บ้าง บ้านดินบ้าง ในสนามมีคุณครูเฝ้าอยู่สามคน

เด็กอีกส่วนหนึ่งกำลังช่วยคุณครูทำขนมอยู่ข้างสนามเด็กเล่น วันนี้เป็นวัน ‘ปิกนิก’ ของเด็กๆ เด็กๆ สลับกันไปเล่นและมาช่วยคุณครูทำขนม วันนี้ทำขนมบัวลอย คุณครูตั้งเตาถ่านติดไฟเรียบร้อยสามเตาวางห่างๆ กัน วางหม้อดินเผาต้มน้ำกะทิ คุณครูใช้พัดไม้ไผ่สานพัดเตาจนไฟโหม ควันสีขาวและกลิ่นหอมถ่านไม้ไหม้ไฟขจรขจาย เด็กๆ กำลังช่วยกันปั้นแป้งเป็นเม็ดกลมและรูปหัวใจ

ครูคนหนึ่งพาเด็กสี่คนเดินไปข้างโรงเรียนที่เป็นสวนและแปลงนาขนาดเล็ก ครูตัดใบเตยมากอหนึ่งที่เด็กๆ ช่วยกันปลูก แล้วแบ่งให้เด็กทั้งสี่คนช่วยกันถือเดินกลับมา เพื่อหั่นใส่น้ำกะทิให้มีกลิ่นหอมใบเตย กะทิก็ได้จากมะพร้าวที่ปลูกในสวนข้างโรงเรียน เมื่อทำเสร็จคุณครูสั่นกระดิ่งเรียกเด็กๆ มาทานขนม คุณครูตักแบ่งใส่ถ้วยเล็กที่เด็กเอามาจากที่บ้าน  เด็กๆ นั่งทานกันเอร็ดอร่อยและภาคภูมิใจในขนมที่ตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำ

พอทานกันเสร็จคุณครูรอเวลาสักครู่แล้วสั่นกระดิ่ง เด็กๆ ลุกไปดื่มน้ำจากกระติกแล้วนำถ้วยไปล้างที่ก๊อกน้ำข้างสนาม แล้วนำถ้วยกลับมาให้คุณครูตักบัวลอยใส่ถ้วยปิดฝาแน่นเพื่อให้เด็กๆ นำกลับไปฝากผู้ปกครอง บนฝาถ้วยมีรูปสัญลักษณ์ของเด็กที่เป็นเจ้าของติดไว้

คุณครูสั่นกระดิ่งอีกครั้ง เด็กๆ วิ่งยิ้มแย้มมาเข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง จับมือกัน มือขวาจับคนหน้ามือซ้ายจับคนหลัง คุณครูพาเดินกลับห้อง เด็กๆ เดินจูงมือกันเป็นรถไฟร้องเพลงกันไปตลอดทาง

“เอ้านักศึกษา เรียนเครียดๆ กันมาหลายนาที วันแรกก็สาหัสขนาดนี้แล้วทั้งเนื้อหา คนสอน และคนเรียน แถมอากาศก็ร้อนอบอ้าว มาผ่อนคลายนิดหน่อยก่อนหมดเวลากันดีกว่า” เธอปิดโปรเจ็คเตอร์แล้วเริ่มเล่าโดยไม่มีการเปิดสไลด์หรือเขียนใดๆ บนไวท์บอร์ด

“ฉันทำงานด้านออกแบบซอฟต์แวร์มาสิบกว่าปี เหมือนกับดีไซเนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้า ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ออกแบบบ้าน ออกแบบผลิตภัณฑ์น่ะ ก็ต้องไปคุยกับลูกค้า ไปทำความเข้าใจความต้องการของเขา แล้วก็ออกแบบซอฟต์แวร์ที่ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ บางครั้งพบว่าลูกค้าเองก็ยังไม่ชัดเจนกับตัวเองเท่าไร ฉันจึงต้องสวมบทเป็นที่ปรึกษาด้วยกลายๆ เพื่อตบๆๆๆ ขอบเขตของโปรเจ็คต์ให้มันลงตัว รู้ไหม… ลูกค้าและผู้ใช้ซอฟต์แวร์น่ะปกติเขาต้องการอะไร?…”

นักศึกษาคนหนึ่งที่นั่งอยู่กลางห้องตะโกนขึ้น

“ต้องการใช้โปรแกรมครับ”

“ถูกต้องจ้ะ แต่มีมากกว่านั้นอีก พวกเขาต้องการซอฟต์แวร์ที่… เสร็จทันเวลา ภายในงบและ ซอฟต์แวร์ทำงานได้ครอบคลุมความต้องการ พวกเขาไม่สนใจหรอกว่าทีมพัฒนาจะใช้เทคโนโลยีอะไร ใช้ภาษาโปรแกรมอะไร ใช้เฟรมเวิร์กอะไร เจ๋งสุดยอด ใหม่คูลสุดๆ หรือไม่ ในทางกลับกันทีมพัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมากกลับชอบโชว์สิ่งงี่เง่าเหล่านี้ นักไอทีชอบคิดแบบในออกนอก เราจะสร้างระบบสร้างซอฟต์แวร์ให้คนอื่นเขาใช้หรือซื้อ เราก็ต้องเข้าใจมุมมองความคิดและความต้องการของเขา นั่นคือการคิดแบบนอกเข้าใน คล้ายนักการตลาด…”

“เราไม่ได้ออกแบบและสร้างซอฟต์แวร์เพื่อสนองตัณหาความอยากของตัวเอง และชื่อวิชานี้กับภาควิชามันก็บอกโดยตัวเองว่า ออกแบบซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ นั่นคือเราต้องออกแบบซอฟต์แวร์ที่จะต้องขายได้! การภูมิใจบ้าบอกับเทคโนโลยีทันสมัยที่ใช้ เฟรมเวิร์กแสนยากที่นำมาใช้ และเทคนิคอลังการงานสร้างทั้งหลาย บางครั้งมันก็ไม่ได้ช่วยให้ซอฟต์แวร์หรือสินค้า…ขายได้! การออกแบบให้มันยุ่งๆ ซับซ้อนๆ ง่ายกว่าการออกแบบให้เรียบง่าย ฉะนั้นสิ่งที่พวกเธอจะต้องคิดคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะซอฟต์แวร์ก็คือผลิตภัณฑ์ประเภทหนึ่ง”

ทุกคนในห้องนั่งฟังนิ่ง ตาจับจ้องมาที่ตัวอาจารย์ซิม ราวกำลังถูกผู้นำทางจิตวิญญาณร่ายมนต์สะกด

“พวกเธอบางคนอาจมีฝันอยากสร้างเกมส์เป็นของตัวเอง บางคนอาจอยากสร้างซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่เหมือนยี่ห้อเอสเอพีที่องค์กรในบ้านเราใช้กันเยอะแยะ ตัวละหลายร้อยล้านบาท บางองค์กรลงทุนกันเป็นหลักพันล้านบาท บางคนอาจอยากสร้างแอพพลิเคชั่นเล็กๆ บนโทรศัพท์มือถือบนแท็บเล็ตขายบนอินเทอร์เน็ต เน้นปริมาณมากแต่ขายในราคาถูก แต่การที่พวกเธอจะออกแบบซอฟต์แวร์แบบนี้ได้ เธอจะต้องมี…จินตนาการ! ต่อให้เขียนโปรแกรมเก่งแค่ไหน ต่อให้เก่งเทคโนโลยีต่างๆ แค่ไหน ต่อให้เก่งทฤษฏีทางคอมพิวเตอร์แค่ไหน ก็ใช่ว่าจะสามารถออกแบบซอฟต์แวร์ที่โดนใจและขายได้! หลักสูตรนี้ฉันจึงเน้นศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องไปควบคู่กัน”

“ทีนี้ไอ้ที่ซอฟต์แวร์มันยากกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพราะ มันเป็นนามธรรม เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นนามธรรม มันไม่มีตัวตน ไม่มีหน้าตา ไหนใครเคยเห็นบ้างว่าซอฟต์แวร์หน้าตายังไง? ไม่ใช่ไอ้ที่เป็นแผ่นๆ ห้อยอยู่ที่ตูดช้างนะ” เสียงหัวเราะดังครืน

“ซอฟต์แวร์มันก็คล้ายกับเพลงหรือภาพยนตร์ที่ไม่มีหน้าตา มันอยู่บนสื่อบันทึกอย่างแผ่นซีดี ดีวีดี ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น แต่ซอฟต์แวร์มันก็ยังเป็นนามธรรมยิ่งกว่าเพลงและภาพยนตร์ เพราะสองอย่างหลังเป็นสิ่งสามัญที่คนส่วนใหญ่บนโลกคุ้นเคย เพลงก็ได้ยินจากเสียงโดยการใช้หู ภาพยนตร์ก็เห็นจากภาพด้วยตาและใช้หูฟังเสียง อย่างซอฟต์แวร์ถ้าอยากสัมผัสมันอันดับแรกก็ต้องติดตั้งมันลงบนเครื่องก่อนใช่ไหม? แล้วก็เปิดโปรแกรมขึ้นมา นั่นล่ะเราก็จะเห็นมันใช้งานมันได้”

“ฉันมีตั๋วหนังอยู่หลายใบ พอดีเพื่อนที่เป็นเซลส์ซื้อมาแจกลูกค้าเยอะมาก แล้วแบ่งมาให้ฉันสิบใบ เดี๋ยวจะแจกให้กับคนที่ช่วยตอบคำถามนะ คนละสองใบ โอเค้?”

พอเธอบอกชื่อภาพยนตร์ว่าเป็นเรื่องอะไร เสียงนักศึกษาเริ่มฮือดังยิ่งกว่าฝูงผึ้งแตกรัง หน้าตาเริ่มแจ่มใส

“การสร้างซอฟต์แวร์เนี่ยมันต่างจากเพลงและภาพยนตร์นิดหน่อย ตรงที่สองอย่างนั้นมักสร้างตามความต้องการของผู้สร้าง แต่ซอฟต์แวร์ต้องสร้างตามความต้องการของใครเป็นหลัก? ใครรู้มั่ง? ยกมือก่อนได้ก่อนเอ้าเร้ว!”

นักศึกษาหลายสิบคนแย่งกันยกมือ

อาจารย์ซิมเรียกให้นักศึกษาคนหนึ่งลุกขึ้นตอบ

“สร้างตามความต้องการของผู้ใช้ค่ะ” ผู้โชคดีรายแรกที่ยกมือเร็วเดินมารับของรางวัลหน้าห้องที่อาจารย์พูดจริงแจกจริง ก่อนเดินกลับไปที่โต๊ะเธอชูสองนิ้วอวดเพื่อน

“สาเหตุที่โครงการจัดซื้อหรือจัดจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์มักล่ม เจ๊ง หรือได้ระบบห่วยๆ ออกมา หรือการที่บริษัทซอฟต์แวร์เฮ้าส์จำนวนมากสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาแล้วขายไม่ออก มักเกิดจากสาเหตุอะไร?”

เสียงฮือดังขึ้นพร้อมเสียงโอดโอยที่คำถามเริ่มยาก แต่ยังมีนักศึกษาแย่งกันยกมือเกือบยี่สิบคน

นักศึกษาชายที่ยกมือเร็วสุดลุกขึ้นตอบเสียงดัง “สาเหตุที่โครงการมักล่ม เจ๊ง หรือได้ระบบห่วย คนทำงานมักใช้มุมมองแบบนักไอทีทั่วไปที่มักเน้นแต่เทคนิค เหมือนอย่างที่อาจารย์เล่าเมื่อกี้ แต่มองธุรกิจไม่ออก ไม่เข้าใจความต้องการแท้จริงโดยเฉพาะความต้องการธุรกิจ ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมากขาดบุคลากรที่มีทักษะในการออกแบบซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะออกแบบให้ตรงกับความต้องการธุรกิจ…ครับพ้ม!”

สิ้นเสียงตอบดังฟังชัด เพื่อนๆ ปรบมือดังสนั่นลั่นห้อง เสียงวี้ดวิ้วผิวปากดังลั่น

“โอ้โห มีตอบเกินด้วยวุ้ย ตะกี้เห็นนั่งตาปรือด้วยนี่แสดงว่าจิตยังเรียนอยู่ เอ้าลุกมาเอารางวัลไป”

นักศึกษาชายที่ตอบได้เดินออกมารับของรางวัล เสร็จแล้วหันหลังกลับไปยกมือชูบัตรเข้าชมภาพยนตร์สองใบราวกำลังชูถ้วยชนะเลิศฟุตบอล

“คำถามต่อไปคือ… ทำไมฉันต้องเหนื่อยยากวิ่งเต้นเพื่อให้เกิดหลักสูตรนี้ขึ้นในเมืองไทย? ฉันทำงานของฉันอยู่ในโลกภายนอกมันก็ดีอยู่แล้ว แถมมาสอนให้ฟรีอีก”

เสียงฮือดังยิ่งกว่าสองคำถามแรก แต่ก็มีหน่วยกล้าตายยกมือขึ้นพร้อมกันเกือบสิบคน อาจารย์ซิมเลือกคนที่ยกเร็วที่สุด

“อาจารย์มีอุดมการณ์เพื่อประเทศชาติอันเปี่ยมล้นค่ะ”

อาจารย์ซิมยิ้มเขิน “นี่พูดซะอย่างกับฉันเป็นนักปฏิวัติหรือเอ็นจีโอแน่ะ มันก็ถูกอยู่หรอกนะ แต่มันกว้างมากๆๆๆ เอาแคบและชัดกว่านี้หน่อย เอ้ายกมือกันอีกครั้ง สาม สอง หนึ่ง”

“เพราะอาจารย์เห็นคนไทยเก่งเรื่องศิลปะและวิทยาศาสตร์ และมีจินตนาการที่ดี มีความละเอียดประณีต แต่ระบบการศึกษาบ้านเราห่วย โดยเฉพาะตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม ทำให้เด็กที่โตมามีแต่คุณภาพห่วยๆ ไร้จินตนาการ อีคิวแย่ เห็นแก่เงิน หนักไม่เอาแต่เบาสู้ พอโตไปเป็นผู้ใหญ่ก็เป็นผู้ใหญ่ห่วยๆ อีคิวยิ่งแย่ แถมผู้ใหญ่สมัยนี้ เอ็มคิว หรือจริยธรรมยิ่งแย่ โกงบ้านโกงเมืองเห็นแก่ตัว ระบบไอทีและซอฟต์แวร์ห่วยๆ ถูกพัฒนาขึ้นจำนวนมาก คนทั่วไปดูไม่ออก สาเหตุมีหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่สำคัญคือการออกแบบซอฟต์แวร์ให้ตรงความต้องการและคุ้มค่า และหลักสูตรนี้ยัง สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ เป็นการผสมผสานทั้งศิลปะและเทคโนโลยี และยังเป็นการผลักดันให้ตระหนักในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และ ดิจิตัลคอนเทนต์ ทั้งยังจุดประกายให้อุตสาหกรรมไอทีตระหนักถึงอาชีพสำคัญอาชีพหนึ่งนั่นคือนักออกแบบซอฟต์แวร์ค่ะ!”

เสียงปรบมือ เสียงกรี๊ด  เสียงเคาะโต๊ะดังสนั่น อาจารย์ซิมคิดว่าน่าจะดังลั่นไปทั้งตึก

“สงสัยเธอจะต้องได้เป็นนายกหญิงคนที่สองของประเทศแน่ๆ ฮ่ะๆๆๆ โอ้ยๆ ชักสนุกแฮะ ขอบคุณมากที่จับประเด็นและความตั้งใจฉันได้ แต่จริงๆ ยังมีอย่างอื่นอีกนะ แต่แค่นี้ก็ซึ้งแล้ว เอ้า ขอถามหน่อยสิ แล้วเธอฝันอยากออกแบบซอฟต์แวร์อะไรบ้างไหม?”

“มีค่ะ หนูอยากออกแบบซอฟต์แวร์ที่สามารถสแกนสมองคน แล้วดึงข้อมูลจากสมองออกมาแปลงเป็นฟอร์แมตแบบมัลติมีเดียและฟอร์แมตกลางแล้วจัดเก็บใส่ฐานข้อมูล โดยจำแนกเป็นมิติด้านลำดับเวลาและด้านต่างๆ แล้วดึงข้อมูลที่มีประโยชน์จากข้อมูลของคนคนนั้นมาแชร์กับคนทั่วโลก เพื่อสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ขนาดใหญ่”

ทั้งเพื่อนร่วมห้องและอาจารย์ซิมร้องว้าวขึ้นพร้อมๆ กัน

“ทำโปรเจ็คต์นี้เมื่อไหร่มาให้ฉันเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานะ”

ตื่อๆๆๆ… ตื่อๆๆๆ… โทรศัพท์ของอาจารย์ซิมสั่น เธอหยิบมาดู แม่เธอโทรฯ เข้ามา จึงรีบกดรับสาย

“มีอะไรคะแม่ หนูสอนหนังสืออยู่?”

“เดี๋ยวค่ำนี้แม่กับพ่อแล้วก็ครอบครัวต้นกับแจงจะไปทานข้าวกันที่บ้านแกนะ จะแวะไปเยี่ยมหลานหน่อย ไม่ได้เจอกับปู่ย่านานแล้ว เลยชวนทางต้นกับแจงไปด้วยกัน ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเสียหน่อย เรื่องกับข้าวไม่ต้องหานะ เดี๋ยวแม่เตรียมเข้าไปให้ บอกสามีสุดที่รักของแกด้วยล่ะ”

“ค่ะๆ แม่ เท่านี้นะคะ”

ต้น – พี่ชายของซิมกำลังนั่งทานข้าวอยู่ที่ตลาดบองมาร์เช่กับภรรยา แม่โทรศัพท์มาสั่งให้แวะซื้อกับข้าวเพื่อไปทานที่บ้านน้องสาวค่ำนี้ เห็นว่ายังอีกหลายชั่วโมงจึงมานั่งทานข้าวฆ่าเวลา และเพื่อรอไปรับลูกที่โรงเรียนกวดวิชาตอนเย็นด้วย

“นี่คุณไปถามเพื่อนคุณมาหรือยัง ว่าทางโรงเรียนเขาเรียกค่าฝากเท่าไร ถ้าเกิดลูกเราสอบไม่ติดน่ะ?”

“ล้านกว่าน่ะริน” ต้นตอบภรรยาเสียงอ่อย

“หา! ตั้งล้านกว่าเลยหรือ?” รินเผลออุทานลั่นร้าน

“คุณไม่ได้หาโรงเรียนอื่นเผื่อไว้บ้างเลยเรอะ?”

“ก็มี แต่เรียกค่าฝากเป็นแสนๆ ทั้งนั้นเลย ดังนั้นเราต้องให้ยัยจอยสอบเข้าให้ได้นะ แม้ยังต้องเสียแป๊ะเจี๊ยะ แต่ก็ถูกกว่าค่าฝากมากโข”

จอย – ลูกสาวของทั้งสองอายุกำลังจะหกขวบในอีกไม่กี่เดือน กำลังเรียนอยู่อนุบาลสาม หนูน้อยจะต้องสอบเข้าชั้นประถมหนึ่งโรงเรียนดังและต้องเดินสายจับฉลากตามโรงเรียนดังๆ อีกหลายแห่ง ที่ต้นและรินจะพาไป แค่อนุบาลพ่อแม่ต้องเสียค่าเทอมให้เธอเทอมละหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันบาท ยังไม่รวมค่าจิปาถะอีกหลายหมื่น ปีหนึ่งเรียนสามเทอม จอยตื่นแต่ตีห้าเพื่อเดินทางฝ่ารถติดไปโรงเรียนให้ทันแปดโมงเช้า ห้องเรียนจัดวางโต๊ะและเก้าอี้คล้ายห้องเรียนของอาจารย์ซิมในวันนี้ ต่างแค่ขนาดโต๊ะและเก้าอี้ที่เล็กกว่า จอยเขียน ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ได้ เขียน A ถึง Z ได้คล่องแคล่ว บวกลบเลขได้ พูดฟังภาษาอังกฤษได้คล่อง พูดจาฉะฉานราวผู้ใหญ่ในร่างเด็ก พ่อแม่และปู่ย่ารวมทั้งอาๆ ชื่นชมมาก ยกเว้นซิมและสามี

จอยเลิกเรียนตอนบ่ายสาม อยู่เรียนพิเศษที่โรงเรียนจนถึงสี่โมงครึ่ง จากนั้นต้นจะไปรับเพื่อพาไปติวเข้าประถมหนึ่ง โดยอาจารย์ระดับแนวหน้าของประเทศ วันเสาร์รินจะพาไปเรียนบัลเล่ต์และเปียโน วันอาทิตย์ต้นจะพาไปเรียนเทควันโดและวาดรูป ซิมเคยเห็นรูปที่จอยวาด เป็นรูปตุ๊กตาหมีบนโต๊ะสีชมพู ลงสีได้สมจริงมาก พ่อแม่และปู่ย่าถึงกับทึ่งและชื่นชม ยกเว้นซิมกับสามีเช่นเคย

ต้นและรินอยากให้จอยได้อยู่ในโรงเรียนดังๆ ได้อยู่ในสังคมดีๆ เพราะมีแต่ลูกหลานคนรวยทั้งนั้น ได้พูดภาษาอังกฤษสำเนียงถูกต้อง ซัมเมอร์ก็ได้ไปต่างประเทศ แม้โรงเรียนจะให้ผู้ปกครองออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด แต่พวกเขายินดี

“แล้วถ้าจอยสอบเข้าไม่ได้ จับฉลากก็ไม่ได้ แถมเราเก็บเงินไม่พอ จะทำยังไงดี?” ต้นคิดถึงกรณีเลวร้ายที่สุดที่เขาและรินอาจต้องเจอ

“ฉันจะให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ ฉันอยากให้เขาได้ภาษาอังกฤษ” รินตอบราวกับคิดแผนฉุกเฉินเอาไว้แล้ว

ต้นก้มดูนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ รุ่นอควานอตที่ข้อมือที่ซื้อมาจากคลองถม แล้วชวนรินที่หิ้วกระเป๋าบาลองเซียก้าเกรด AAA ที่ซื้อมาจากฮ่องกง จ่ายเงินค่าอาหารแล้วเดินออกไปซื้อกับข้าว เสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ขับรถบีเอ็มดับบลิว ซีรีส์ 5 ปี 2000 วางเครื่อง 2J ของโตโยต้า ที่เพิ่งถอยออกมาจากเต็นท์รถมือสองเมื่อสามเดือนก่อน ออกไปรับลูกที่โรงเรียนเพื่อเดินทางไปบ้านน้องสาว ทั้งสองเสียใจที่จะต้องพาลูกโดดเรียนพิเศษในตอนเย็น

อาจารย์ซิมเริ่มคำถามต่อไป ทั้งอาจารย์และนักศึกษาสนุกสนานกันทั้งห้อง เพราะของรางวัลช่างยั่วใจ เธอถามคำถามและแจกบัตรเข้าชมภาพยนตร์จนหมด ยังเหลือเวลาอีกสิบนาที จึงเปิดโปรเจ็คเตอร์แล้วเปิดสไลด์พาวเวอร์พ้อยต์ชุดใหม่ มีข้อความอยู่สามบรรทัด ตัวอักษรสีดำบนพื้นสีขาว เป็นสไลด์หน้าตาเรียบง่าย แต่การจัดวางข้อความน่าสนใจ

คิดนอกกรอบ

มาเป็นนักไอทีอย่างมีคุณค่า

ที่ได้มากกว่ารายได้เหนือฝัน

“เรียนด้านนี้ต้องหลงใหลและใจรักนะ หนึ่งคือยาก… เพราะต้องเรียนรู้หลายด้าน สองคือเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สามคือใช้ภาษาอังกฤษเยอะมาก มาเรียนด้านนี้อย่าคิดว่าเท่ ดูดี จบมาหางานง่าย รายได้เยอะ ต่อให้จบแต่คุณภาพห่วยก็ไม่มีใครเขาเอาหรอก หรือพวกเธออาจหลอกชาวบ้านเขาได้ชั่วคราว แต่วันหนึ่งเมื่อทำงานมากขึ้นถ้าพวกเธอไม่หลงใหลและรักสิ่งที่เรียนและงานที่ทำ พวกเธอจะหยุดอยู่แค่นั้น เงินเดือนก็จะมีแต่ลง ขึ้นสูงไปต่อไม่ได้แน่นอน และวันนั้นไม่ถูกบีบออก เธอก็จะอยากออกจากสายอาชีพนี้ไปเองด้วยความสมัครใจของเธอเอง หรือไม่ก็ต้องทนทำงานที่ไม่รักไปอย่างซังกะตาย…”

“ทุกวันนี้ลองมองหานักไอทีที่อายุเกินสามสิบห้าดูสิ มีสักกี่คน แล้วไอ้ที่เหลือไปไหนหมด… ก็ไปไม่รอดไง เลยล่าถอยออกไปทำอาชีพอื่นหรือเปลี่ยนตำแหน่งไป…”

“จงอย่าคิดอย่าทำอะไรแบบสูตรสำเร็จ พวกเธอกำลังจะเป็นนักออกแบบซอฟต์แวร์ หรือ ซอฟต์แวร์ดีไซเนอร์ ต้องหัดคิดนอกกรอบ แต่ต้องสร้างสรรค์และไม่ขี้โกงนะ สิ่งที่พวกเธอจะต้องทำคือการสร้างคุณค่าใส่ตัวอย่างสม่ำเสมอ แล้ววันหนึ่งพวกเธอจะพบเองว่าไอ้ความหมายของคำว่ารายได้เหนือฝันมันคืออะไร…”

“วันนี้เป็นวันแรก เอาไว้ฉันจะสอดแทรกแง่คิดพวกนี้ให้เรื่อยๆ ฉันไม่ใช่พวกสอนหนังสือเฉยๆ เหมือนสมัยเด็กๆ น่ะ เรียนอะไรมาไม่รู้เยอะแยะโตมาก็ดันประยุกต์ไม่เป็น เพราะครูมันไม่ได้สอน ส่วนหลักสูตรก็มีแต่หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง แต่ไม่เคยบอกว่าทำไมต้องเป็นสองด้วยวุ้ย มันมีแต่ตรรกะ หลักสูตรการศึกษาบ้านเรามันไม่ได้ฝึกให้เด็กคิด เน้นแต่ให้ใช้สมองซีกซ้าย จนซีกขวาแฟบแบนแต๊ดแต๋ ยิ่งโลกไอทีมีแต่ศูนย์กับหนึ่ง เดี๋ยวเรียนวิชาพื้นฐานคอมพิวเตอร์พวกเธอก็จะได้เจอ เนี่ยเดี๋ยวพวกเธออาจต้องมีคนเป็นบ้างแน่ๆ ฉันเดาได้ เพราะไอทีมันเน้นตรรกะ แล้วตรรกะเนี่ยมันใช้สมองซีกซ้าย ลองดูสิตามท้องถนนน่ะ หรือในมหา’ลัยก็ได้ ใครเดินหัวเอียงซ้ายมากๆ นั่นล่ะเดาได้เลยว่าเรียนไอที…” ทั้งห้องหัวเราะครืน

“การจะคิดนอกกรอบได้มันต้องอาศัยพลังของสมองซีกขวาด้วย พวกเธอต้องมีจินตนาการ ต้องใช้ทั้งซีกซ้ายและขวาให้สมดุลกัน แต่ให้ซีกขวานำหน่อยนึงนะ จำตอนสอบเข้าได้ไหม? หลักสูตรนี้เน้นคัดเลือกคนที่มีอีคิวที่ดีหรือมีสมองซีกขวาที่ดีนั่นเอง มีคนไม่ผ่านเกณฑ์หลายคนนะ บางคนเรียนเก่งแต่ถ้าอีคิวไม่ดีเราก็ไม่อยากได้ เอาไว้ฉันจะสอดแทรกเรื่องพวกนี้ให้ เพราะวิชานี้เป็นวิชาพื้นฐานสำคัญ ที่พวกเธอจะต้องไปเรียนในวิชาแยกเฉพาะต่างๆ ออกไปอีกหลายวิชา ฉันมีเรื่องจะเล่าสั้นๆ เอานะ…” เธอเปลี่ยนสไลด์ไปอีกหน้ามีข้อความอยู่หลายบรรทัด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสังคมนักไอทีมีคนอยู่สี่กลุ่ม

คนกลุ่มที่หนึ่ง เพ่งมองไปยังเบื้องหน้า เร่งเดินอย่างมุ่งมั่น เห็นแต่ความว่างเปล่าที่รอคอยการค้นพบการอุบัติของสิ่งใหม่ ๆ เพื่อยังประโยชน์ต่อสังคม และ/หรือเพื่อสนองอัตตาของตน เมื่อค้นพบสิ่งหนึ่งก็กริ่มใจอยู่ชั่วครู่ แล้วมุ่งเดินเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ต่อไป

คนกลุ่มที่สอง เพ่งมองไม่เห็นอะไร… กึ่งเดินกึ่งวิ่งไร้ทิศทาง ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน เสพกลืนแต่ผลการค้นพบโดยคนกลุ่มที่หนึ่งอย่างไร้สติและจำยอม

คนกลุ่มที่สาม เพ่งมองไปรอบทิศ วิ่งไล่อย่างมุ่มมั่น เห็นแต่คนกลุ่มที่หนึ่ง… แต่ไม่ครบทุกคน บ้างพยายามวิ่งให้ทันเพื่อแทรกกายไปผสมรวมกับคนกลุ่มที่หนึ่ง บ้างพยายามวิ่งแซง แต่วิ่งทันเพียงบางคน และแซงได้เพียงบางคน

คนกลุ่มที่สี่ เพ่งมองเห็นคนทั้งสามกลุ่ม ก้าวเดินอย่างสงบ เห็นทั้งซากอดีตสิ่งที่เคยถูกค้นพบ สิ่งที่กำลังถูกค้นพบ และสิ่งที่คนกลุ่มที่หนึ่งยังค้นไม่พบ

อาจารย์ซิมเล่าพลางให้นึกศึกษาจดข้อความบนสไลด์

“พวกเธออยากเป็นคนกลุ่มไหนกันบ้าง? ยังไม่ต้องตอบตอนนี้ ไว้เธอเรียนไปเรื่อยๆ แล้วลองถามตัวเองดู อ้อ… วิชานี้ไม่มีหนังสือเรียนนะจ๊ะ ครั้งหน้าฉันจะบอกหนังสือและเว็บไซต์อ้างอิงให้ พวกเธอค่อยไปอ่านกันเอาเองแล้วกัน เอ้าก่อนจาก ขอสั่งการบ้านตั้งแต่วันแรกเลยนะ กลับบ้านไปให้พวกเธอหากระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่ๆ หรือห้ามต่ำกว่าขนาดเอสาม ให้วาดรูปและเขียนอธิบายซอฟต์แวร์ที่เธออยากจะออกแบบ ฟรีสไตล์จ้ะ เจอกันสัปดาห์หน้าเอามาส่งด้วยนะจ๊ะ บ๋ายบาย ซาโยนาระ”

เสียงนักศึกษาโอดครวญ อาจารย์ซิมเก็บของเดินเปิดประตูออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี

เด็กๆ เดินเข้าห้อง เด็กโตรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วมาช่วยเด็กเล็กเปลี่ยนเสื้อผ้า บางส่วนไปช่วยคุณครูจัดจานและช้อน แล้วตักข้าวใส่จาน เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้ากันครบแล้วกลับมานั่งประจำที่ พูดเจื้อยแจ้วขอบคุณน้ำ ขอบคุณดิน ขอบคุณ ข้าว… ที่ทำให้มีอาหารทานในมื้อนี้ แล้วก็เริ่มทานข้าวกัน ตักหกเลอะเทอะบ้างตามประสาเด็กๆ เด็กบางคนยังเล็กเพิ่งเข้าเรียนคุณครูก็ปล่อยให้หัดทานเอง ไม่ว่าอะไรแม้จะทำหกบ้าง ทานข้าวทานน้ำเสร็จเรียบร้อย เด็กโตแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของแต่ละคน อาทิ เก็บจาน ล้างจาน เช็ดโต๊ะ เช็ดพื้นห้อง ล้างห้องน้ำ รูดผ้าม่าน เก็บโต๊ะ ปูที่นอน เมื่อเสร็จเรียบร้อยหมดคุณครูจึงเปิดเครื่องปรับอากาศและปิดไฟ ให้เด็กๆ นอนกลางวัน โดยนอนจับคู่เด็กโตกับเด็กเล็กเพื่อให้พี่ดูแลน้องและช่วยกล่อมน้องนอน… คุณครูนั่งเล่านิทานกล่อม ที่นี่ไม่เปิดหนังสือนิทานให้ดู ไม่มีทำน้ำเสียงตื่นเต้นหรือทำเสียงแบบตัวการ์ตูน แต่ใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวล เด็กๆ หลับสบายในห้องที่ทาสีผนังและเพดานด้วยสีชมพูออกโอโรส ดังสีแห่งสภาวะจิตประภัสสร ที่เด็กคุ้นเคยเมื่อยังอยู่ในครรภ์มารดา นี่คือชั้นอนุบาลที่มีเด็กอายุตั้งแต่สามถึงหกขวบ

กิจกรรมหลักของเด็กอนุบาลที่นี่คือ เล่น กิน นอน และช่วยงานคุณครูเล็กๆ น้อยๆ ไปจนกว่าจะพร้อมและฟันน้ำนมหลุด (หลุดเองโดยธรรมชาติ) จึงค่อยขึ้นชั้นประถมหนึ่งเริ่มเรียนหนังสือได้ แต่การเรียนหนังสือของโรงเรียนนี้ก็ไม่ได้เรียนแบบโรงเรียนปกติทั่วไป ไม่ต้องเรียนวิชาใดๆ แบบเป็นทางการแม้แต่วิชาพุทธศาสนาและพละ เด็กประถมหนึ่งที่นี่ยังเขียน ก.ไก่ ไม่เป็น เด็กประถมสองยังเขียนเอบีซีไม่ได้ แถมภาษาไทยก็สะกดผิดๆ ถูกๆ เรื่องคณิตศาสตร์ยิ่งแล้วใหญ่ นอกจากนี้เด็กที่โรงเรียนนี้ไม่ต้องสอบ และไม่มีการแข่งขันใดๆ ยกเว้นแข่งกีฬา

ผ่านไปสองชั่วโมง คุณครูประสานเสียงร้องเพลงประจำเบาๆ เด็กโตลืมตาตื่นแล้วปลุกน้องๆ แล้วช่วยกันเก็บที่นอนของตัวเองและของน้องๆ จากนั้นเด็กๆ ทุกคนจัดเตรียมกระเป๋าผ้าใบน้อยน่ารัก ไม่มีป้ายชื่อติด แต่มีรูปสัญลักษณ์เฉพาะของเด็กแต่ละคนติดอยู่ เด็กแต่ละคนสะพายกระเป๋าเดินจูงมือร้องเพลงมาที่ลานข้างโรงเรียน วางกระเป๋าเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แล้วแยกย้ายไปวิ่งเล่นในสนามระหว่างรอผู้ปกครองมารับ เด็กหลายคนชักชวนคุณครูให้พาเดินไปดูผักและข้าวที่พวกเขาปลูกว่าโตขึ้นแค่ไหนแล้ว

ซิมออกจากมหาวิทยาลัยแล้วรีบบึ่งรถไปรับลูกที่โรงเรียน…

“สวัสดีค่ะคุณแม่ซิม”

“สวัสดีค่ะครูวรรณ เดี๋ยวขอเดินไปรับน้ำใจก่อนนะคะ”

“เชิญเลยค่ะ”

ซิมก้มแอบอยู่ริมรั้ว มีพุ่มไม้บัง เธอแอบดูน้ำใจลูกชายตัวน้อยวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ในสนาม เนื้อตัวมอมแมมมากสงสัยวันนี้ลูกชายต้องเล่นดินด้วยแน่ เธอเห็นเสื้อผ้าลูกแล้วแทบลมใส่ มองหาพื้นที่สีขาวแทบไม่เจอ

น้ำใจเหลือบเห็นแม่ไหวๆ หลังพุ่มไม้ วิ่งมาจ๊ะเอ๋จนซิมสะดุ้ง “อ๊า… หม่ามี้ หม่ามี้นี่ มาแอบทำอะไรตรงนี้ เดี๋ยวน้ำใจวิ่งไปเอากระติกน้ำก่อนนะ”

“ดอกบัวครับ น้ำใจ” เธอยกสองมือประกบเป็นรูปดอกบัวอยู่กลางอก

“อ๊า… ลืม สวัสดีครับหม่ามี้” น้ำใจยกสองมือทำเป็นรูปดอกบัว

“ไง มอมแมมเชียวนะวันนี้ ไปหยิบกระเป๋าเร้ว”

น้ำใจเดินไปหยิบกระเป๋าที่ชั้นวาง มองหากระเป๋าที่มีสัญลักษณ์รูปบ้านแล้วหยิบมาสะพายหลัง หยิบหมวกผ้าสวมเดินกลับมาหาแม่

“หม่ามี้ อะ วันนี้น้ำใจทำบัวลอยด้วยล่ะ” ลูกชายหยิบถ้วยใส่บัวลอยให้แม่พร้อมรอยยิ้มภูมิใจ

ซิมเปิดฝาเทบัวลอยถ้วยเล็กที่มีเม็ดบัวลอยอยู่สี่เม็ด ลงคอหมดรวดเดียว พยายามจะเคี้ยวแต่ไม่กล้า เพราะได้กลิ่นบูดนิดๆ แล้ว

“น้ำใจ… เดี๋ยววันนี้คุณปู่คุณย่าอาต้นอารินอาแจงและอากอล์ฟจะมาทานข้าวที่บ้านเราด้วยนะ อาต้นกับอาแจงจะพาพี่จอยกับพี่บ๊อบบี้มาด้วยนะ”

“เย้ จะได้เล่นกับพี่จอยด้วย”

“แล้วไม่เล่นกับพี่บ๊อบบี้ด้วยหรือ?”

“พี่บ๊อบบี้โตแล้วไม่เล่นกับเด็ก แถมชอบนั่งทำอะไรไม่รู้เงียบๆ คนเดียว”

ซิมรู้สึกประหม่า หวั่นๆ ว่าค่ำนี้จะต้องเกิดสงครามเล็กๆ กลางโต๊ะอาหารแน่ๆ องค์ประชุมพร้อมขนาดนี้

ขับรถออกจากโรงเรียนเพียงสิบนาทีก็ถึงบ้าน ชายหนุ่มเนื้อตัวเลอะเทอะยืนแขวนต้นไม้อยู่หน้าบ้านพอดี จึงเปิดประตูบ้านให้ซิมถอยรถเข้ามาจอด

น้ำใจลดกระจกหน้าต่างรถทักทายพ่อเสียงดัง “สวัสดีครับป๊า”

“หวัดดีจ้ะลูก”

“นี่ทิลเนื้อตัวเลอะเทอะเชียว เดี๋ยวพ่อแม่กับครอบครัวพี่ๆ ซิมเขาจะมาทานข้าวกันที่บ้านเราล่ะ คุณไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเร็วเร้ว” ซิมทนไม่ไหวกับสภาพสามีที่เนื้อตัวเลอะเทอะไปด้วยคราบดิน

ทิลเช่าที่ข้างบ้านที่เป็นที่ว่างเกือบสองไร่ทำสวนเพื่อจำหน่ายพันธุ์ไม้แปลกๆ หายากและที่เขาผสมพันธุ์ขึ้นเอง เขาเป็นนักพฤกษศาสตร์ เชี่ยวชาญพันธุ์ไม้ในเขตร้อนชื้นโดยเฉพาะเฟิน กล้วยไม้ พืชกินแมลง สับปะรดสี และทิลแอนด์เซีย เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวยงในพันธุ์ไม้เหล่านี้

วันๆ มีแต่นักสะสมพันธุ์ไม้แวะมาพบปะทักทาย บ้างก็ซื้อขายแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้กัน พักหลังกิจการไปได้ดี เขาจึงเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ในสวนที่สร้างเป็นโรงเรือน มีหลังคาพรางแสงและกันฝน มีโต๊ะนั่งสิบโต๊ะ เขาจ้างพนักงานและแม่ครัวเพิ่มมาช่วยงาน มีเมนูอาหารเล็กๆ น้อยๆ แต่อร่อยติดปาก จนต่อมารายได้ชักเริ่มดีกว่าสวนที่ทำอยู่เสียอีก มีรายการโทรทัศน์หลายรายการมาถ่ายทำและสัมภาษณ์ และเคยเป็นฉากในภาพยนตร์และมิวสิกวิดีโอหลายเรื่อง

เขาและซิมพบกันครั้งแรกที่ป่าฮาลาบาลาในเขตจังหวัดนราธิวาส เขาไปเดินป่าสำรวจพันธุ์ไม้กับนักวิจัย ส่วนซิมไปเดินป่ากับเพื่อนๆ เขาเห็นซิมครั้งแรกรู้สึกแปลกใจที่ผู้หญิงหน้าตาดีหุ่นบอบบางจะมาเดินป่าในพื้นที่โหดๆ เพียงนี้  แถมยังอยู่ใกล้เขตพื้นที่เสี่ยงที่อาจเจอพวกผู้ก่อความไม่สงบเข้าให้ได้ ทั้งกลุ่มเขาและกลุ่มซิมต่างมีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธพร้อม เพื่อคอยดูแลป้องกันอันตรายทั้งจากสัตว์และคน

สองปีต่อมาทิลกับซิมแต่งงานกัน และมีลูกชายตัวน้อย ทิลเป็นคนตั้งชื่อลูกว่าน้ำใจ เพราะเห็นว่าคนสมัยนี้ขาดสิ่งนี้ จึงอยากให้ลูกมีน้ำใจตั้งแต่เด็ก เมื่อน้ำใจอายุได้สองขวบ ทั้งคู่ปรึกษาเรื่องการเข้าเรียนของลูกที่จะมาถึงในไม่ช้า ซิมบอกทิลว่าไม่อยากให้ลูกเรียนหนังสือ อยากสอนเอง เธอทำงานทั้งในบทบาทนักปฏิบัติและนักวิชาการ มีความใกล้ชิดกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และครูอาจารย์หลายคน เข้าใจระบบการศึกษาในเมืองไทยเป็นอย่างดี กอปรกับสังคมเด็กไทยทุกวันนี้ เธออยากทำโฮมสคูลสอนลูกเองที่บ้าน ทิลเห็นด้วยกับซิมทุกอย่าง แต่ติดที่ซิมอาจทำงานติดขัด ซึ่งเธอก็เสียดายโอกาสนั้นเช่นกัน เพราะยังรักในงานที่ทำ และเธออาจสอนไม่ได้ดีในทุกเรื่องได้ ที่สำคัญคือเธอไม่เคยสอนเด็กเล็กมาก่อน

วันหนึ่งซิมพบข่าวงานสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกของเด็กไทย จึงชวนทิลไปนั่งฟัง ทั้งคู่จึงได้รู้จักการศึกษาทางเลือกแนวทางต่างๆ อาทิ โฮมสคูล วิถีพุทธ วอลดอล์ฟ มอนเตสซอรี่ ทุกแนวทางล้วนมุ่งเน้นที่การดึงเอาศักยภาพในตัวเด็กออกมา ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เพื่อสนองตัณหาผู้ใหญ่ และจุดสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจได้ทันทีคือการพยายามรักษาความเป็นธรรมชาติของเด็กเอาไว้ ไม่ยัดเยียดสิ่งที่เกินวัยให้เด็ก

เด็กวัย 1-7 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สำคัญมากที่สุด สิ่งเร้าที่เข้ามาในตัวเด็กวัยนี้อาจอยู่ติดตัวไปจนโต เช่นภาพความรุนแรงในฉากละครหลังข่าว ภาพการ์ตูนที่แมวใช้ปืนไล่ยิงหนู วัยนี้เป็นวัยที่พัฒนาการทางสมองกำลังเบ่งบาน โดยเฉพาะพัฒนาการด้านอารมณ์

สิ่งที่ทั้งคู่ถูกใจที่สุดคือ การศึกษาทางเลือกไม่เน้นอัดวิชาการใส่เด็ก ให้เด็กได้เรียนผ่านการเล่น แล้วยังมีการสอดแทรกพุทธศาสนา คุณธรรม จริยธรรม การช่วยเหลือตัวเอง การเอาตัวรอดในสังคม เด็กๆ ไม่ต้องสอบ ไม่มีการวัดผลด้วยการสอบ

วันนั้นทิลกับซิมกลับมาถึงบ้าน นั่งค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจนเจอโรงเรียนที่เปิดสอนในแนววอลดอล์ฟซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไม่ไกล เช้าวันรุ่งขึ้นทั้งคู่แวะไปเยี่ยมชมโรงเรียน อาคารเรียนมีสองหลังก่อสร้างด้วยดินสูงหนึ่งชั้นแบ่งออกเป็นห้องๆ ล้อมรอบด้วยต้นไม้สูง สนามเด็กเล่นกว้างขวาง ทิลเห็นเด็กอนุบาลกำลังปลูกข้าวในแปลงนา เห็นเด็กประถมกำลังปั้นตุ๊กตาดิน ซิมเดินเข้าไปแอบยืนดูครูมัธยมกำลังสอนชีวะวิทยาในห้องหนึ่ง ครูเห็นเธอยืนหลบๆ อยู่นอกห้องจึงชวนเข้ามานั่งเรียนด้วยกัน

ครูกำลังเล่าเรื่องราวความเป็นมาของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ทำไมสิ่งมีชีวิตจำนวนมากจึงมีสองตา สองแขน สองขา ทำไมบางชนิดแขนจึงกลายไปเป็นปีก เธอนั่งฟังอย่างเพลิดเพลิน ครูเล่าด้วยสำนวนอันหลากหลาย ทั้งบรรยาย ทั้งยกตัวอย่างประกอบ ทั้งเปรียบเปรย ใช้ภาษาที่ทำให้นึกภาพตามได้ง่าย ขนาดเธอลืมเรื่องพวกนี้ไปเรียบร้อยตั้งแต่เรียนจบ นั่งฟังเพียงไม่กี่นาทีเธอก็เข้าใจ

การสอนของครูคล้ายกับการสอนของเธอ ต่างกันที่หัวข้อและผู้เรียน เป็นการบรรยายเพื่อให้ผู้เรียนได้คิดตาม เพื่อกระตุ้นกระบวนการตระหนักรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการกระตุ้นเพื่อให้เกิดปัญญา เพราะครูทำได้มากสุดแค่ให้ความรู้ ปัญญาของใครคนนั้นก็ต้องสร้างเอง โรงเรียนส่วนมากไม่ค่อยพบการสอนแบบนี้เท่าไร ซิมลุกยืนแล้วยกมือไหว้คุณครูก่อนเดินออกจากห้อง

เธอชวนทิลเดินไปขอใบสมัครนั่งกรอกแล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ในวันนั้นเลย สมัครเรียนล่วงหน้ากว่าครึ่งปี หลังจากนั้นทั้งคู่พาลูกมาร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างความพร้อม และซึมซับแนวทางการศึกษา ได้ฝึกทำว่าวกับลูก ทำกระทงจากใบตอง ได้ชมจินตลีลา ได้ฝึกวาดรูประบายสี ได้ไปทัศนศึกษาในสถานที่ต่างๆ เป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมกับลูกๆ และคุณครูเป็นประจำ เพราะครู ผู้ปกครอง และเด็กคือองค์ประกอบสำคัญ

ทั้งคู่ขอบคุณอะไรสักอย่างที่นึกไม่ออก ที่พวกเขาไม่ต้องใช้ชีวิตในสนามแข่งหนูแบบคนส่วนใหญ่ ไม่ต้องอยู่ในสังสารวัฏซ้ำซากเป็นแพทเทิร์นเดียวกันไปหมดทั้งสังคม ซิมนึกถึงก่อนหน้านี้ที่ทิลเคยถามว่าทำไมจึงไม่อยากให้ลูกเรียนหนังสือ เธอจำคำตอบได้ดีที่ทำให้ทิลยิ้มกว้าง

สังคมเด็กสมัยนี้น่ากลัว น่าเป็นห่วง เด็กป.หกก็เริ่มดูหนังโป๊ เด็กประถมหกก็มีอะไรกันแล้ว เด็กมีสังคมที่เข้าใจได้ยากขึ้น ในงานที่ฉันทำอยู่ มีแต่พวกผู้ใหญ่สมองซีกขวาแฟบ ใจก็ดำ เห็นแก่เงิน เห็นแก่ตัว มันผุกร่อนหมดแล้วทั้งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างสังคม วัฒนธรรม การศึกษา และศาสนา ผู้ใหญ่เป็นยังไงมันสะท้อนเลยว่าเด็กๆ เขาเป็นยังไง เขาถูกหล่อหลอมมายังไง และเขาจะสอนและถ่ายทอดสู่เด็กๆ รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปยังไง น่าสังเวชนัก ใครต่อใครขวนขวายตะกายให้สูงขึ้น แต่ฉันกลับอยากลงมาอยู่กับดิน

เธอจำได้ดีพอจบประโยคทิลก็หัวเราะร่า แล้วบอกว่าสมัยเขาเด็กๆ ก็เคยดูหนังโป๊ แต่ไม่จำเป็นว่าโตมาแล้วจะต้องเลวร้ายทุกคน ขนาดสมัยเด็กเขามีทั้งเพื่อนติดยาเสพติด มีเพื่อนที่กลายเป็นโจร แต่เขาก็โตขึ้นมาได้โดยที่ไม่ต้องไปข้องแวะสิ่งเหล่านั้น เธอเห็นด้วยกับเขา แต่โลกนี้มันไม่แน่นอน เกิดฟลุ้กโชคร้ายน้ำใจโตขึ้นมาไปอยู่ในสังคมที่เลวร้ายจะว่าอย่างไร การศึกษาแนวทางเลือกจึงเป็นคำตอบที่ดีให้แก่เธอ ด้วยแนวคิดง่ายๆ ในการให้เด็กตระหนักรู้แล้วอยู่ในสังคมให้ได้อย่างมีคุณภาพ

ทิลกับซิมยอมรับสิ่งที่คุณครูเคยบอกตอนสมัครเรียนว่า “เด็กอาจดูด้อยทางวิชาการมากเมื่อเทียบกับเด็กที่เรียนในแนวทางปกติ แต่เชื่อเถอะว่าภายในเขาสมบูรณ์กว่ามาก และเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะค่อยๆ ไล่ทัน เริ่มแซง แล้วทิ้งห่างอย่างรวดเร็ว แต่ก็ขึ้นกับเด็กคนนั้นๆ ด้วย” นอกจากนี้ทั้งคู่ไม่ได้ปรารถนาให้น้ำใจเป็นอัจฉริยะหรือก้าวล้ำนำหน้าใครๆ

ไม่ต้องฉลาดมากก็ได้ คนสมัยนี้ฉลาดมากแล้วคุมจิตใจไม่ค่อยอยู่” เป็นประโยคที่ทิลเปรยกับซิมบ่อยๆ

ห้าโมงเย็นปู่ย่าและครอบครัวอาๆ มาถึงที่บ้านไล่เลี่ยกัน เพื่อมาพบหลานที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายเดือน ผู้หญิงเข้าครัวจัดเตรียมอาหาร ผู้ชายนั่งคุยกันเรื่องฟุตบอลอยู่หน้าบ้าน น้ำใจกับจอยเล่นอยู่ในสวน บ๊อบบี้นั่งเล่นเกมส์บนโทรศัพท์มือถือของแม่

น้ำใจชี้เมฆบนฟ้าให้จอยดู ให้ทายว่าเมฆที่เขาชี้เหมือนตัวอะไร จอยเงยหน้าดูอยู่นานหันบอกน้องชายว่าดูไม่ออก ดูอย่างไรมันก็คือก้อนเมฆ น้ำใจบอกจอยว่ามันเหมือนช้าง จอยจึงชวนน้ำใจเล่นวิ่งไล่จับแทน

เมื่ออาหารพร้อมสมาชิกจึงถูกต้อนมานั่งร่วมโต๊ะกันพร้อมเพรียง โดยทิลให้ลูกน้องยกโต๊ะมาเรียงต่อกันในสวน นั่งทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากลางสวน

ทานอาหารอย่างชื่นมื่นกันไปสักพัก ย่าจึงเปิดประเด็น

“ซิม แกจะให้หลานฉันเข้าเรียนชั้นประถมที่ไหน ดูไว้หรือยัง?”

“ให้เรียนที่เดิมนี่แหลค่ะแม่ เขามีถึงมัธยมปลาย”

“วันๆ มีแต่เล่นสนุก ปลูกผักปลูกข้าว แกจะให้หลานฉันโตไปเป็นชาวนาหรือไง?” ย่าเริ่มเสียงแข็ง จ้องเขม็งที่ซิม

ปู่เสริมขึ้นบ้างด้วยเสียงราบเรียบ “พวกแกควรหาโรงเรียนที่มีสังคมดีๆ ให้ลูกเรียน มีการศึกษาดีๆ โตขึ้นจะได้เข้ามหา’ลัยดังๆ ได้ ยิ่งไปเรียนเมืองนอกเมืองนาได้ยิ่งดี เดี๋ยวนี้มันต้องจบนอก หรือไม่ก็จบโท จะได้หางานง่าย ทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ มีชื่อเสียง จะได้มั่นคง มีสวัสดิการดีๆ เจ็บป่วยจะได้เบิกได้”

“ผมกับซิมไม่ชอบความมั่นคงครับ ความมั่นคงมันเหมือนเส้นตรงแนวนอนราบเรียบ เหมือนชีวิตไม่มีสีสัน ผมชอบให้ชีวิตหวือหวาบ้าง ขึ้นบ้างลงบ้าง ผมแค่อยากให้น้ำใจได้เป็นเด็กสมวัย โตขึ้นมาเป็นคนดี มีความรู้พอเพียงกับการดูแลตัวเองได้ แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้วครับ”

ซิมก้มหน้ากลั้นยิ้มจนเกือบหลุด กับสีหน้าจริงจังของทิลและสำนวน ‘ความมั่นคงมันเหมือนเส้นตรงแนวนอนราบเรียบ’

“นี่ไอ้ทุย กวนเหมือนเดิมเลยนะ” แม่ยายหันมากัดทิล

“ทิลครับแม่… ทิลที่มาจากทิลแอนด์เซียชื่อพันธุ์ไม้ครับ ไม่ใช่ทุย คุณแม่ชอบเห็นผมเป็นควายเสียเรื่อย”

ทั้งโต๊ะอาหารหัวเราะครืน

“ต้น ริน ปีหน้าจอยจะเข้าโรงเรียนคริสต์หรือสาธิตล่ะ?”

“ว่าจะเป็นสาธิตครับแม่ แต่ก็ดูๆ พวกโรงเรียนคริสต์ไว้ด้วยเหมือนกัน” ต้นตอบสีหน้ามั่นใจทั้งที่ลึกๆ ยังหวั่น

“นี่เจ้าบ๊อบบี้น่ะเพิ่งสอบเข้ามัธยมโรงเรียนคริสต์ชื่อดังได้นะ ชื่ออะไรนะแจง” ย่าหันไปถามพี่สาวซิม

“เซนต์เตรียมค่ะ บ๊อบบี้สอบได้ที่สาม” แจงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบหน้าเชิ่ด ทิลแอบเห็นรอยยิ้มที่มุมปากและนัยน์ตาระริก

“บ๊อบบี้เก่งมากหลานรัก จอยต้องทำให้ได้แบบบ๊อบบี้เขานะ เออนี่จอย ได้ข่าวว่าหนูเขียน A ถึง Z ได้แล้วใช่ไหม?”

“ค่ะคุณย่า หนูยังท่อง ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ได้แล้วนะคะ วันนี้หนูวาดรูปมาให้คุณปู่คุณย่าดูด้วยนะคะ” จอยวิ่งไปหยิบรูปที่พกมาวิ่งกลับมาเอาให้ปู่ย่าดู เป็นรูปคนสองคนยืนถือปืนกำลังยิงกัน มีตาคนละสองตา มีจมูกคนละอัน จมูกมีสองรู หูมีคนละสองข้าง แล้วอีกคนละหนึ่งปาก คนหนึ่งใส่เสื้อสีเหลือง  อีกคนใส่เสื้อสีแดง

“อ้าวจอย ทำไมมือซ้ายของคนซ้ายมีนิ้วสี่นิ้วเองล่ะ” อากอล์ฟทักขึ้น

“อุ้ยขอโทษค่ะคุณอากอล์ฟ ไว้เดี๋ยวคราวหน้าจอยจะวาดใหม่ให้มีห้านิ้ว ไม่ให้ผิดพลาดเช่นนี้อีกนะคะ คุณอากอล์ฟอย่าช่างสังเกตนักสิคะ มาจับผิดกันอยู่ได้ไม่ดีนะคะ อย่างนี้เขาเรียกว่าพวกชอบจับผิดค่ะ”

ทั้งโต๊ะหัวเราะกันครืนในความแก่แดดพูดจาอย่างกับผู้ใหญ่ ยกเว้นทิลกับซิมที่รู้สึกสงสารหลาน

“รูปนี้จอยได้รางวัลด้วยนะแม่! ที่จอยวาดรูปคนได้เหมือนที่สุดกว่ารูปของเด็กคนอื่นๆ แล้วยังระบายสีได้เหมือนความเป็นจริงมาก และยังเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองอีก ครูที่โรงเรียนชมใหญ่เลยที่จอยติดตามข่าวสารบ้านเมืองตั้งแต่ยังเด็ก” ต้นอวดลูกตัวเองบ้าง

“คุณครูที่โรงเรียนเชียร์คนใส่เสื้อสีไหนจ๊ะจอย?” ทิลหันไปถามจอย

“ครูทุกคนเชียร์คนใส่เสื้อสี…”

“เอ้อ… ไม่ต้องตอบจ้ะหลาน เดี๋ยวเป็นประเด็น นี่คุณ!” ซิมตัดบทแล้วหันไปดุทิล เธอรู้ดีว่าครอบครัวเธอเป็นเสียงส่วนน้อย ถ้าคุยเข้าเรื่องการเมืองเมื่อไรต้องถูกรุมแน่ๆ

ย่าหันไปถามซิมกับทิลบ้างว่าน้ำใจวาดรูปอะไรได้รางวัลบ้างหรือเปล่า

ซิมกระซิบบอกน้ำใจให้วิ่งไปหยิบรูปที่วาดเมื่อวานมาให้ผู้ใหญ่ดู

“ได้นำไปติดที่บอร์ดด้วยนะคะรูปนี้” ซิมแกล้งทำน้ำเสียงและสีหน้าอวดบ้าง ทิลแอบขำผ่านนัยน์ตา

ทุกคนลงความเห็นว่ารูปอะไรดูไม่รู้เรื่อง ระบายสีก็ไม่เรียบร้อยเหลื่อมๆ ล้นๆ ทิลหันไปบอกน้ำใจให้อธิบายความหมายของรูปที่วาดให้ปู่ย่าและอาๆ ฟัง

“สีเขียวตรงกลางคือต้นไม้ที่เพิ่งเกิดครับ จุดเขียวๆ ตรงนี้คือใบที่เพิ่งงอก สายๆ สั้นๆ ตรงนี้คือรากที่ยึดดินไว้ครับ แต่ต้นไม้ยังเล็กรากเลยยังสั้นอยู่ สีเหลืองรอบต้นไม้คือแสงแดด สีฟ้ารอบสีเหลืองคือท้องฟ้าที่มีฝน ฝนกำลังตก และกั้นสีแดงนอกสุดที่เป็นพวกคนไม่ดีใจร้ายที่จะมาทำร้ายต้นไม้ต้นเล็ก อ้อ แล้วสีเหลืองที่เป็นแสงแดดกับสีฟ้าที่เป็นฟ้ากับฝนตก เป็นอาหารของต้นไม้ครับ ต้นไม้จะได้มีสีเขียวสวยๆ มีใบงอกเยอะๆ และโตไวๆ” น้ำใจเล่าเสียงเจื้อยแจ้วพร้อมรอยยิ้ม ทิลกับซิมนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

แต่ปู่ย่าและอาๆ รวมทั้งจอยและบ๊อบบี้ทำหน้างงแล้วหัวเราะพร้อมกัน

“เนี่ยนะ”

“เล่าซะยาวเป็นนิทานเลย ดูยังไงก็ไม่เป็นต้นไม้”

“ต้นไม้ที่ไหนหน้าตาอย่างนี้”

“แล้วคนร้ายยังไงล่ะ ไม่เห็นมีตัวคนร้ายเลย แล้วทำไมต้องสีแดงด้วย สีแดงไม่ใช่สีของคนร้ายนะ”

“รูปอย่างนี้เนี่ยนะที่ได้ไปติดบอร์ดโชว์”

เสียงค่อนขอดไม่ทำให้ทิลกับซิมรู้สึกเคือง เพราะเจอจนชินและทำใจไว้ล่วงหน้าแล้ว

“เอ่อนี่น้ำใจ… น้ำใจบวกลบเลขได้หรือยัง? พี่จอยเขาบวกลบเลขคล่องแล้วนะ” ย่าเปลี่ยนเรื่องถาม

“อะไรคือบวกลบครับคุณย่า?” น้ำใจตอบเสียงใสซื่อ อาๆ หัวเราะขบขัน ปู่ย่าเลิ่กคิ้วทำหน้าไม่เชื่อ

“ที่โรงเรียนนี้เขาไม่สอนบวกลบเลขตรงๆ กันค่ะ เขาสอนผ่านการเล่น ผ่านกิจกรรม ไหนน้ำใจ สมมติว่าน้ำใจมีส้มอยู่แปดลูก หม่ามี้ขอหม่ำหนึ่งลูก ป๊าขอหม่ำอีกสองลูก น้ำใจจะมีส้มเหลือกี่ลูกคะ?” ซิมชี้แจงพร้อมสาธิตรูปแบบการสอนที่โรงเรียน

น้ำใจชูนิ้วมือทั้งสิบนิ้วขึ้นนับ

“มีส้มแปดลูก หม่ามี้หม่ำไปลูกนึงก็เหลือเจ็ดลูก ป๊าหม่ำไปอีกสองลูกก็เหลือห้าลูกครับ!” ปู่ย่ายิ้มพร้อมตบมือให้น้ำใจ ส่วนอาๆ นั่งเบ้ปาก

แจงกับกอล์ฟกำลังบ่นเรื่องผักในจานที่มีรอยแมลงไม่สวยไม่น่าทาน ถามว่าใครเป็นคนซื้อมา ทำไมไม่เลือกดีๆ ต้นกับรินรีบปฏิเสธว่าพวกเขาไม่มีทางซื้อผักมีรูเยอะแบบนี้มาแน่ๆ

“เป็นผักที่ปลูกที่โรงเรียนครับ น้ำใจเอากลับมาเมื่อวาน” น้ำใจหันไปบอกอาแจงกับอากอล์ฟ

ซิมช่วยอธิบายเสริม ทิลตั้งท่าเตรียมสังเกตสีหน้าของทุกคน

“น้ำใจปลูกเองที่โรงเรียน เป็นผักปลอดสาร ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เด็กๆ ที่โรงเรียนก็ทานผักแบบนี้ เมื่อวานครูให้แบ่งเอามาทานที่บ้านค่ะ” ปู่ย่าและอาๆ ทำหน้าเอือมระอา พี่จอยและพี่บ๊อบบี้เบ้ปาก

แจงบอกให้บ๊อบบี้ไปตักสละลอยแก้วในชามแช่ในตู้เย็นเทใส่ถ้วยมาให้ บ๊อบบี้ไม่ยอมบอกว่าจะไปดูโทรทัศน์ เพราะได้เวลารายการโปรด แต่ต้องตกใจเพราะบ้านนี้ไม่มีโทรทัศน์ จึงขอโทรศัพท์มือถือแม่มาดูผ่านอินเทอร์เน็ตแทน ต้นจึงบอกจอยให้ไปหยิบมาให้ รินหันขวับมาห้าม บอกว่าจอยยังเด็กอยู่ ที่นี่มีคนงานก็ควรให้ทิลเรียกคนงานทำให้ ซิมตัดรำคาญจึงบอกน้ำใจให้ลุกไปจัดการ

ซิมเหลือบมองบ๊อบบี้ที่นั่งดูโทรทัศน์ผ่านโทรศัพท์มือถือนิ่งราวถูกสะกดจิต บ้านนี้ไม่มีโทรทัศน์เพราะไม่อยากให้น้ำใจถูกสะกดจิตแบบบ๊อบบี้ ภาพที่เปลี่ยนไปมารวดเร็วจะทำให้เด็กมีสมาธิสั้น รายการโทรทัศน์ที่มีประโยชน์มีแสนน้อย นอกจากโทรทัศน์เธอกับทิลยังไม่ให้น้ำใจใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ให้ใช้แม้แต่สื่อการเรียนรู้แบบมัลติมีเดียที่เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์และบนเว็บไซต์ เธอเห็นด้วยกับคุณครูที่โรงเรียนว่าเด็กจะใช้คอมพิวเตอร์ได้ควรมีอายุเกินสิบขวบเสียก่อน

ซิมทำงานใกล้ชิดเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมานาน เธอรู้ดีถึงพิษภัย ประโยชน์มากจริงแต่โทษก็มหันต์ เว็บไซต์ต่างๆ มีสื่อลามกและสื่อที่นำเสนอความรุนแรงซุกซ่อนอยู่มาก บางทีไม่ตั้งใจจะกดไปดูก็ดันโผล่ขึ้นมาให้เห็นได้เอง เว็บสังคมออนไลน์และเกมส์จะฉุดเอาเด็กออกไปอยู่ในโลกเสมือนจนอาจหลงลืมโลกแห่งความเป็นจริง อย่างเว็บแชร์วิดีโอชื่อดัง ครั้งหนึ่งทิลกำลังค้นหาพันธุ์ไม้ทิลแอนด์เซีย ในรายการผลลัพธ์จากการค้นหานอกจากคลิปที่เกี่ยวกับพันธุ์ไม้แล้ว ยังมีคลิปดาวโป๊ที่ชื่อทิล ซิมเดินมาเห็นพอดีทิลอธิบายอยู่นานเธอจึงเชื่อ

นอกจากโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต สื่ออีกหลายรายการก็ถูกตัดออกจากโลกของน้ำใจรวมถึงโรงภาพยนตร์และห้างสรรพสินค้า แต่ทิลกับซิมไม่ได้ปิดกั้นโลกของเด็กเสียทีเดียว ทั้งคู่มักพาน้ำใจไปสวนสัตว์, พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเล, พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, หอศิลป์เฉพาะที่แสดงผลงานศิลปะสำหรับเด็ก และยังมักพาไปเที่ยวต่างจังหวัดไปสัมผัสธรรมชาติ ของเล่นของน้ำใจมีแต่ของเล่นไม้และของเล่นจากธรรมชาติ อาทิ ลูกมะค่าโมง ลูกสน ลูกตีนเป็ด ข้าวของเครื่องใช้ที่บ้านล้วนผลิตจากวัสดุธรรมชาติ ทั้งคู่อยากให้น้ำใจเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ อยู่ให้ห่างจากเทคโนโลยีและสื่อต่างๆ เอาไว้ให้น้ำใจโตขึ้นแล้วค่อยให้ซึมซับไปทีละนิด ไม่อยากยัดเยียดให้เขาตั้งแต่ยังเด็ก

ทุกวันน้ำใจมีกิจกรรมที่คล้ายคลึงกัน ตั้งแต่เช้าจนเข้านอน น้ำใจจะรู้ด้วยตัวเองว่าเมื่อเสร็จกิจกรรมก่อนหน้า แล้วเขาจะต้องทำอะไรต่อไป ด้วยการทำกิจกรรมซ้ำๆ อย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็กให้เกิดการตระหนักรู้และเกิดปัญญา ในงานของซิมมีใช้อุบายคล้ายแบบนี้เช่นกันแต่เรียกว่า ‘คอนทินิวอัล โปรเซส อิมพรูฟเม้นต์’ หรือการปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง เป็นกระบวนการที่เริ่มต้นจากความไม่รู้ จึงต้องเริ่มศึกษาแล้วลงมือทำ จากนั้นสังเกตข้อดีข้อเสียและโอกาส บันทึกบทเรียนจากที่ได้ลงมือทำ ศึกษาค้นคว้าหาข้อแก้ไขจุดที่เป็นปัญหา รวบรวมบทเรียนที่ได้จากการลงมือทำเป็นฐานความรู้ เพื่อนำมาใช้ในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำ และเพื่อปรับปรุงขั้นตอนต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทั้งสองแนวทางนี้ต่างตรงกับหลักปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาในทางพุทธ

น้ำใจถือถ้วยใส่สละลอยแก้วมาให้อาแจง

“ทําไมตักมาแค่สามลูกเองล่ะ?”

“น้ำใจนับดูแล้วเรามีกันทั้งหมดสิบเอ็ดคน ปู่ ย่า อาต้น อาริน พี่จอย อาแจง อากอล์ฟ พี่บ๊อบบี้ หม่ามี้ ป๊า และน้ำใจ นับลูกสละในชามมีสามสิบสองลูก ต้องแบ่งให้เท่าๆ กัน ส่วนน้ำใจทานแค่สองลูกพอเพราะน้ำใจตัวเล็กสุด…”

อาแจงหน้ามุ่ยก้มหน้าตักสละในถ้วยเข้าปาก

จอยลุกไปดูการ์ตูนบนโทรศัพท์มือถือกับบ๊อบบี้

ปู่ย่าและอาทั้งสามนั่งคุยกันต่อ

ทิลกับซิมหันมายิ้มให้กัน เรียกน้ำใจเข้ามากอด

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s