กรุสำหรับ พฤศจิกายน, 2007

03
พ.ย.
07

ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่สุขใจ (๑)

๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐

     วันนี้แวะไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผ่านร้านขายแผ่น DVD คอนเสิร์ต จด ๆ จ้อง ๆ อยู่สักครู่ จึงเดินเข้าไปเมียงมอง พลางเงยหน้ามองหน้าจอโทรทัศน์ที่ทางร้านกำลังเปิดคอนเสิร์ตของเดวิด กิลมอร์ แห่งวง Pink Floyd โชว์ลูกค้าอยู่ พลันนึกถึงวงนี้เข้าพร้อมเหลือบไปเห็นแผ่นคอนเสิร์ตของวง Pink Floyd วงโปรดมีอยู่หลายคอนเสิร์ตทีเดียว  ทั้งภาพที่คมชัดบวกกับเสียงจากเครื่องเสียงดังกระหึ่ม ช่างรุมเร้าจิตใจให้อ่อนโอนต่อสินค้าภายในร้านเป็นยิ่ง

     หลังจากให้ทางร้านเปิดลองอยู่หลายแผ่นจึงตัดใจซื้อทั้งคอลเล็กชั่นของ Pink Floyd มาเสียเลย มีด้วยกันทั้งหมด ๗ แผ่น พร้อมส่วนลดกระหน่ำคุ้มกว่ามาแยกซื้อทีละแผ่น เป็นกลยุทธ์โครงสร้างราคาสามัญที่ใช้ได้ผลเสมอ -ซื้อครั้งละมาก ๆ ยิ่งได้ส่วนลดมาก-

     แต่ยังไม่วายเสียดายแผ่นคอนเสิร์ตวง Dream Theater ที่หยิบมาดูก่อนหน้า จึงซื้อติดมือมาด้วย เป็นวงโปรดวงหนึ่งเช่นกัน  กลับถึงบ้านรีบเปิดดูทันที ผิดหวังเล็กน้อย เพราะโทรทัศน์ที่บ้านภาพไม่คมชัดเท่า แถมเครื่องเสียงก็ไม่มี ต้องฟังจากลำโพงในตัวโทรทัศน์  เสียงจึงไม่กระหึ่มอลังการแบบในร้าน  แต่เพียงได้ชมคอนเสิร์ตของวงโปรดในรูปแบบนี้ก็สร้างสุนทรียรสได้มากโขอยู่

     ได้ฟังเพลงไป ดูนักดนตรีเล่นดนตรีกันไป สร้างความ ‘อิน’ ได้ยิ่งนัก จน ‘อิน’ หนักทำให้เผลอระลึกถึงอดีตที่เคยเก็บอดออมสตางต์เพื่อซื้อกีต้าร์ไฟฟ้ามือสองยี่ห้อ Fender รุ่น Telecaster Thinline Made in Japan  พร้อมขอเงินทางบ้านไปเรียนกีต้าร์ ฝันและหวังจะฟอร์มวงดนตรีกับเพื่อน ๆ ฝึกฝนอยู่นานหลายเดือน จนพบอุปสรรคชิ้นโต นั่นคือการเรียน ช่วงนั้นเรียนอยู่ปริญญาตรีปีสอง เรียนหนักมาก เพื่อน ๆ แต่ละคนก็เรียนกันหนักมาก จนในที่สุดต้องเลือกระหว่างเรียนกับดนตรี

     บางสถานการณ์มันต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจริง ๆ จะให้เลือกอย่างหนึ่งแล้วประคองอีกอย่างไว้เป็นไปไม่ได้ ช่วงนั้นเรียนหนักมาก และเพิ่งผ่านพ้นช่วงกลับตัวกลับใจมาตั้งใจเรียน ไม่อยากให้ทางบ้านผิดหวัง และเพื่อเป้าหมายในอนาคตที่จำเป็นต้องใช้ผลผลิตจากการศึกษาเล่าเรียนอย่างมาก

     ทุกวันนี้ความรู้สึกเจ็บแปลบแว่บผ่านเข้ามาเรื่อย ๆ ยามได้ดูคอนเสิร์ต หรือเห็นคนเล่นดนตรี แม้ไม่มากมายเท่าแต่ก่อน แต่ก็พอให้รู้สึกได้ว่า หากผมรู้จักตัวเองให้เร็วกว่าตอนนั้น รู้ว่าลึก ๆ แล้วตัวเองรักดนตรีอย่างเข้มข้นจนไม่อยากเพียงฟังเฉย ๆ หากอยากสัมผัสและได้เล่นดนตรีเองด้วย… ให้เร็วกว่าตอนนั้น เพื่อเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ วางแผนและบริหารเวลาให้ดีแต่เนิ่น ๆ ณ นาทีนั้นสุดท้ายคงไม่ต้องมานั่งเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคงสามารถเลือกอย่างหนึ่งเป็นหลัก และประคองอีกอย่างไว้ได้

     เมื่อผ่านพ้นช่วงการเรียนที่หักโหมหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยเรียน (หรือตั้งใจเรียน) เท่านี้มาก่อน ก็เข้าสู่ชีวิตการทำงาน ดนตรียังอยู่เคียงข้างกายมาตลอด แม้ไม่ได้เล่นจริงจังและมีทักษะอย่างที่ฝันและหวัง หากเพียงได้หยิบจับมาตีคอร์ดพื้น ๆ ยามผ่อนคลาย และในวงสังสรรกับเพื่อน ๆ ก็สนุกและเป็นสุขได้ไม่แพ้กัน

     Fender Telecaster ยังตั้งนิ่งอยู่ข้างโต๊ะทำงานที่บ้าน… หยิบจับมาเล่นบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ได้เล่นดีเท่าไรเลย ทฤษฏีความรู้และทักษะที่ร่ำฝึกฝนมาเหือดหายไปสิ้น  แต่ความฝันและความหวังยังคงอยู่  ตอนนี้ลูกชายผมอายุจะสองขวบแล้ว อย่างน้อยเครื่องดนตรีชิ้นแรกของเขาก็คือ Fender ตัวนี้แน่นอน ไม่ได้หวังให้เขารักหรืออยากเล่นกีต้าร์ เพียงหวังฝากดนตรีให้ซึมซับเข้าไปในจิตใจของเขา

     ความรู้สึกเจ็บแปลบยังแว่บผ่านเข้ามาบ้าง น้อยลงทุกที เหมือนภาพหลอน หากสนใจมากก็ไม่ต่างกับการนำจิตไปจดจ่ออยู่กับอดีต จะกลับไปแก้ไขก็ไม่ได้และหากทำได้ก็คงไม่ทำ ผมขอบคุณการตัดสินใจครั้งนั้นมาก ที่เลือกการเรียน เพราะทำให้มีวันนี้ได้ และได้รู้จักตัวเองมากขึ้นจนรู้ว่าการที่ผมรักดนตรีมาก อยากเข้าไปสัมผัสดนตรีให้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเล่นดนตรีเป็นหรือเก่งก็ได้

     หากรักในสิ่งใดเราสามารถเลือกที่จะอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งนั้นได้หลายวิธี  คนเรามีฝันมากมาย เส้นทางเดินไปสู่ฝันก็มากมาย หลายฝันสามารถเดินไปถึงได้ แต่อีกหลายฝันแม้เดินไปไม่ถึงก็ไม่ใช่ว่าชีวิตจะต้องพังพินาศลง จะต้องอยู่อย่างหดหู่สิ้นหวัง หากเพียงยอมรับได้ แยกแยะถูก ฝันได้ก็เลิกได้เช่นกัน บางทีความฝันก็เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยน ‘รูป’ ไปตามวัยและวุฒิภาวะ  บางคนที่เป็นพวก ‘บ้า’ อุดมการณ์พยายามเพื่อไปให้ถึงฝั่งฝัน หลายคนไปถึง อีกหลายคนไปไปถึง…

     ความฝันต้องการพื้นที่ของมันเอง มีขอบเขต อาณาเขต ส่วนจะมีขนาดเท่าไรเจ้าของความฝันต้องตระหนักได้ด้วยตัวเอง กำหนดขนาดของความฝันให้เหมาะสมกับตนเอง  นอกจากนี้เพียงฝันอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่สำคัญและยากยิ่งกว่าคือเส้นทางสู่ฝั่งฝัน จะเดินทางและทำอย่างไรเพื่อไปให้ถึง นี่คือเรื่องที่ควรเอาเวลามานั่งขบคิดและ ‘ทำ’ มากกว่ามัวแต่นั่งจ่อมจมอยู่กับความฝัน ไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นฝันลม ๆ แล้ง ๆ ได้

     ฝันที่ไปไม่ถึงไม่จำเป็นต้องโยนทิ้งหรือพาลอคติหรือเก็บเป็นปมด้อย เพียงได้ระลึกถึงก็เป็นสุขได้ ดังนั้นอย่าละทิ้งความฝันและความหวัง ให้ความฝันและความหวังเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้ชุ่มชื่นมีเรี่ยวแรงเพื่อขับเคลื่อนชีวิตต่อไป

     วันนี้ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่สามารถเล่นกีต้าร์ได้เก่งและดีเท่าความชำนาญในงานที่ทำอยู่ได้แน่นอน แต่ผมยังเก็บกีต้าร์ไว้ หยิบมาเล่นบ้าง ยังฟังดนตรี ยังดูคอนเสิร์ต และดนตรีกับผมจะยังคงอยู่ด้วยกันตลอดไป

     ก่อนจะปิดโทรทัศน์นึกได้ว่าแม่ก็ชอบ Pink Floyd แม่บอกว่า “เขาเล่นดนตรีกันเก่งมาก แม่ชอบดูคอนเสิร์ตเขา ทำดีจังเลย…” ตอนนี้แม่อายุเจ็ดสิบสามแล้ว

02
พ.ย.
07

โฆษณาชวนเชื่อ… อยากมีรายได้เดือนละแสนไหม?

๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐

หลายปีก่อนผมมักได้รับเชิญให้บรรยายให้นักศึกษาที่ใกล้จะจบจากหลายสถาบันอยู่บ่อย ๆ
ครั้งแรก ๆ ก็มักพูดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ การออกแบบซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีจาวา
พักหลัง ๆ ไม่รู้มีอะไรเข้ามาสิง ทำให้ความคิด ทัศนคติ และวิสัยทัศน์เปลี่ยนไปเยอะ
ครั้งหลัง ๆ จึงมักพูดเกี่ยวกับแนวทางในการเอาชีวิตรอด และใช้ชีวิตก่อนจะจบและหลังจบการศึกษา

ผมมักยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มาพูดเชิงเปรียบเทียบ โดยกล่าวถึง ‘รายได้’ ในแง่สัญลักษณ์
คนรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่มีอะไรในหัวมากไปกว่าเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ความก้าวหน้าในชีวิต ความมั่นคงจำแลงที่อยากมี
อยากมีรายได้กองพะเนิน มีของเล่นเทคโนโลยีติดตัว มีแต่ความฝันในลักษณะลอกเลียนกันมา
ซึ่งไม่ใช่ฝันที่ตัวเอง ‘ฝัน’ ขึ้นเอง ต้องการจบการศึกษาเพื่อผลลัพธ์แค่กระดาษหนึ่งใบ
เพื่อต่อยอดเป็นกระดาษสีเทา ม่วง แดง อีกหลายใบ

และมักยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความใฝ่รู้มาพูดเชิงเปรียบเทียบเช่นกัน โดยกล่าวถึง ‘ความรู้’ ในแง่สัญลักษณ์
คนไทยได้ชื่อว่าไม่รักการอ่าน ยิ่งเด็กรุ่นใหม่นี่ยิ่งหนัก การถูกปลูกฝังมาแต่ครั้งรุ่นปู่ย่าว่าการศึกษาคือประตูสู่ความสำเร็จ
แต่รุ่นปู่ย่ามักมองว่าความสำเร็จอยู่ในรูปแบบของอำนาจและวัตถุ คนรุ่นใหม่ในยุค ‘โลกียเซชั่น’ นี้จึงพร่ำเรียนหนังสือ
เสมือนแสวงหาความหลุดพ้น… พ้นจากความลำบากและความไม่รู้จักตัวตน ไปความสำเร็จในชีวิต
ไปสู่ความก้าวหน้า ไปสู่ความทัดเที่ยมหรือยืนให้สูงกว่าคนอื่น ทั้งที่บั้นปลายก็ต้องนอนอยู่ในระนาบเดียวกัน
หรือกลายเป็นเถ้าธุลีเช่นกัน

…………………………………

ผู้บรรยาย: “พวกคุณเมื่อจบการศึกษาแล้วอยากมีเงินเดือนคนละเท่าไหร่?”
ยิงคำถามพร้อมรอยยิ้ม

ผู้ฟัง: “…..”
นั่งยิ้มนั่งหัวเราะกัน

ผู้บรรยาย: “ถ้าทั่ว ๆ ไปก็สตาร์ทกันที่ประมาณหมื่นห้าแล้วนะครับเดี๋ยวนี้ บางที่หมื่นแปด บางที่สองหมื่นแล้ว… “
เกริ่นสักหน่อย

ผู้บรรยาย: “ทำงานไปสักปีสองปีก็คงได้ขึ้นประมาณสักห้าพัน”
เริ่มยั่ว

ผู้บรรยาย: “ใครอยากทำงานไปสักสองสามปีแล้วเงินเดือนเพิ่มขึ้นสักสองสามเท่าบ้าง”
ยั่วเข้าไปอีก

ผู้งฟังคนหนึ่ง: “ไหนพี่ว่าไม่อยากให้ความสำคัญกับเรื่องเงินไง”
น้องคนหนึ่งถามแย้ง เพราะก่อนหน้าผมพูดไว้ว่าเรียนจบอย่าไปเน้นแต่เรื่องเงินหรือเรื่องรายได้นัก

ผมหัวเราะเป็นการตอบกลับไปแล้วถามต่อ

ผู้บรรยาย: “สมมติว่าคุณสตาร์ทที่เงินเดือนสักหมื่นห้า คิดว่าเป็นไปได้มั้ยครับที่จะได้รายได้เป็นสักแสนนึงภายในไม่กี่ปี”
ยั่วเข้าไปอีกนิด พร้อมรอยยิ้มทีเล่นทีจริง ผู้ฟังนั่งยิ้ม นั่งหัวเราะ ชักเริ่มสนุกด้วย หรืออาจคิดว่าไอ้นี่บ๊องหรือเปล่า

ผู้บรรยาย: “ผมจะเล่าให้ฟัง….”

…………………………..

แทนที่จะมามัววิ่งเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ เพื่อ ‘อัพ’ เงินเดือนตัวเอง เพราะการทำงานอยู่ที่เดิมไปเรื่อย ๆ
ได้เงินเดือนขึ้นน้อยและช้า ปีหนึ่งได้ขึ้นสักกี่เปอร์เซ็นต์เชียว เด็กรุ่นใหม่หลายคนทำงานสักปีแล้วก็ย้าย
พอเข้าที่ใหม่แทนที่จะได้เพิ่มสักสองสามพัน แต่อาจได้เพิ่มห้าพันก็ได้ ทำไปสักสองสามปีแล้วย้ายงานอีก
อาจได้เพิ่มทีหมื่นถึงหมื่นห้าก็ได้ แต่….

ลองดูเฟรมเวิร์กนี้นะครับ….

ผมเน้นการทำงานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยเฉพาะเทคโนโลยี Java นะครับ
เหมาะสำหรับผู้ที่จบการศึกษามาสัก 2-3 ปีแล้ว หรือผู้ที่ใกล้จบที่ต้องการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ

เฟรมเวิร์กนี้ว่าด้วยการขวนขวายสะสมทักษะความรู้ ใส่ตัวให้มาก ๆ แล้วแปลงให้เป็นทุน

ความรู้ที่จะกล่าวถึง เน้นความรู้ที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โดยรวม หรือในทางกลับกัน
คือความรู้ที่สามารถหางานได้ง่าย

เฟรมเวิร์กนี้ต้องทำให้สำเร็จภายในเวลา 2-3 ปี

ทักษะความรู้ที่สำคัญคือ

1. ด้าน Software Engineering Process ประกอบด้วย
- พื้นฐานด้าน Project Management
- พื้นฐานด้าน Requirements Management
- พื้นฐานด้าน Software Quality and Testing
- พื้นฐานด้าน Software Configuration and Change Management
- พื้นฐานด้าน CMM, CMMI, Rational Unified Process (RUP), Agile, Extreme Programming

2. ด้านการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์
- พื้นฐานด้าน Object-Orientation
- พื้นฐานด้าน ภาษาโปรแกรม เช่น พื้นฐาน Java หรือ .NET
- พื้นฐานด้าน Object-Oriented Software Development Process
- พื้นฐานด้าน Object-Oriented Analysis and Design with UML
- พื้นฐานด้าน การใช้ UML
- พื้นฐานด้าน Web and HTTP
- พื้นฐานด้าน Web Application Development
- พื้นฐานด้าน Design Patterns
- พื้นฐานด้าน Architectural Patterns
- พื้นฐานด้าน Database Design
- พื้นฐานด้าน Object-to-Relational Mapping
- พื้นฐานด้าน Software Architecture
- พื้นฐานด้าน OpenSource
- พื้นฐานด้าน Security
- พื้นฐานด้าน Architecture Framework เช่น JavaEE, .NET, SAP
- พื้นฐานด้าน Web Services, Service-Oriented Architecture

3. ด้าน Non-Technical
- มารยาท เช่น ความเกรงใจ ความอ่อนน้อม การให้เกียรติ การเคารพในสิทธิผู้อื่น การรับประทางอาหาร ความกตัญญู เป็นต้น
- บุคลิกภาพ เช่น ความมั่นใจ การวางตัว การแต่งกาย
- การพรีเซ้นต์
- การสื่อสาร โดยเฉพาะภาษาไทย ไม่ใช่ถ่อไปต่างประเทศไกล ๆ เพื่ออยากได้แค่ภาษาอังกฤษ
แต่กลับมาแล้วทักษะภาษาไทยเละเทะ
- การเขียน คิดอะไรก็ต้องถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจได้
- เงิน ๆ ทอง ๆ เช่น พื้นฐานบัญชี การเงิน ธุรกิต การตลาด การเขียนแผนธุรกิจเบื้องต้น
- การเป็นที่ปรึกษา ลองหาหนังสือเกี่ยวกับการเป็นที่ปรึกษามาอ่านมีทั้งไทยทั้งเทศขายหลายเล่ม

ทักษะความรู้เหล่านี้ต้องสะสมให้ได้ภายใน 2-3 ปี และไม่ใช่แค่รู้อย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจ และที่สำคัญคือ ‘ทำเป็น’ ด้วย
ดังนั้นช่วงระยะเวลา 2-3 ปี เป็นช่วงเวลาที่โหดร้าย ที่ต้องฝึกฝนวิทยายุทธมากมาย ต้องได้ทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ

แนวทาง:
- การศึกษาอะไรต้องศึกษาให้ถึงแก่น

- หนังสือเล่มหนาไม่จำเป็นต้องอ่านมันทุกหน้า

- ศึกษาแล้วต้องหัดทำตาม แต่อย่าคิดงานใหญ่ ๆ เว่อร์ ๆ มาเป็นหนูทดลองความรู้ แต่ให้นำงานง่าย ๆ เล็ก ๆ สั้น ๆ
มาดัดแปลงไปมาเพื่อทดสอบความรู้และฝึกมือ ทำให้มันยากขึ้นบ้ง ทำให้มันง่ายขึ้นบ้าง หรืออย่าเอางานจริง ๆ ที่ต้องทำให้
เจ้านายหรือลูกค้ามาเป็นหนูทดลอง มันจะกดดัน และอาจทำให้งานเสียได้

- เรื่อง Non-Technical ต้องมองหาจุดอ่อนในตัวเองให้พบก่อนแล้วปรับปรุง หากยังมองไม่เห็นตัวเองเลย คือ… จบ
ประเด็นนี้สำคัญที่สุด หากตัวเองยังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ความฝันของตัวเอง ไม่รู้เป้าหมายของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแท้จริง
เกลียดอะไรแท้จริง อยากทำอะไรแท้จริง คือ… จบ ลองไปเข้าวัดเข้าวา นั่งสมาธิ นั่งวิปัฏสนาฯ หาตัวตนให้เจอก่อน
เพราะแม้จะทำได้สำเร็จหางานหารายได้สูง ๆ ได้จริง แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายแท้จริงในชีวิตจริงที่คุณอยากได้
เป็นแค่เป้าหมายปลอม ๆ ที่คุณจำลองขึ้นมา แล้วดันทะลึ่งทำให้มันเป็นจริงได้ แล้วก็หลงอยู่ในโลกสมมตินั้น
พอถึงเวลาใกล้จะสิ้นลมลาโลก คงงง ๆ ในใจว่า… เกิดมาชาตินี้ได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำแล้วหรือยัง? แล้วแท้จริง
ฉันอยากทำอะไรกันนะ? … คิดไปงงไป ตายดีกว่า อาจสบายกว่า

- ต้องศึกษาและฝึกฝนเป็นแบบบูรณาการ เช่น นำระบบลงทะเบียนเรียนนักศึกษามาเป็นหนูทดลอง ก็ประยุกต์ความรู้หลาย ๆ อย่าง
เข้าไป เช่น คำนึงถึงและประยุกต์ Software Architecture, Design Patterns, UML, Security, Web Services เข้าไปดู
แต่ค่อย ๆ ใส่เข้าไป อย่าคิดหลายอย่างทีเดียวพร้อมกัน ตอนนี้กำลังศึกษา Design Patterns อยู่ก็ลองประยุกต์ Design Patterns
ดู เป็นต้น จากนั้นลองดูว่าจะทำ Configuration Management อย่างไร จะทำ Requirements Management อย่างไร เป็นต้น

- ให้นึกไว้เสมอว่าฝึกเพื่อเป็น Specialist และ Professional ไม่ใช่เพื่อเป็นอัจฉริยะที่นั่งทำงานในมุมมืด คุยกับใครไม่รู้เรื่อง

- สอบ IT Certification ให้ได้เยอะ ๆ โดยเลือกตัวที่อุตสาหกรรมมีความต้องการมาก เช่น Java Programmer
และเลือกตัวที่สอบได้แล้วอยู่ไปนาน ไม่ต้องคอยสอบ Up Grade บ่อย ๆ เช่น Software Quality Specialist
สอบไว้เยอะ ๆ ก่อน ประสบการณ์ไม่มากไม่เป็นไร อย่าดูถูกตัวเอง ประสบการณ์ต้องใช้เวลามากในการสะสม
แต่ความรู้ใช้เวลาน้อยกว่า แต่อย่าสอบเยอะเกินไป กลายเป็นพวกบ้าสะสมใบ ‘Cert มุมนึงมันดูน่าเกลียดมากกว่าน่าชื่นชม
เพราะพวกนักสะสมใบ ‘Cert หลายรายเป็นพวกทำงานไม่เป็น มีแต่ความรู้ มีแต่ใบ

……………………………………………….

เอ้า…. แล้วรายได้มาก ๆ จะหายังไง

- เป็น Instructor รับสอนหนังสือ การสอนหนังสือเป็นการใช้ทักษะการสอน สอนยิ่งบ่อยยิ่งเก่งเร็ว
เพราะคุณต้องเตรียมตัว เตรียมพร้อม และต้องทำเป็น ช่วงแรก ๆ อาจเขิน ๆ หน่อย เพราะประสบการณ์อาจไม่มาก
ใครด่าใครว่า คิดในใจว่า – ช่างแม่ (ง) – การสอนหนังสือในเมืองไทยดีอย่างหนึ่งเพราะคนไทยก็พวกที่ไม่ค่อยชอบ
โต้ตอบกับครู เหมือนเป็นการสื่อสารแบบ One-Way Communication แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมเพราะบางทีอาจเจอนักเรียนหัวหมอ

ค่าจ้างสอนหนังสือ อืม…. ช่วงมันกว้างบอกยาก แต่ให้คิดเทียบกับค่าจ้างที่ปรึกษาระดับทั่วไปละกันคือวันละประมาณ 8,000
ถึง 20,000 บาท อาจน้อยหรือมากกว่าขึ้นกับความเชี่ยวกราก

การสอนหนังสือ ต้องจำไว้ว่า โลกนี้มนุษย์ทุกคนมีความเก่งและไม่เก่งในคน ๆ เดียวกัน ดังนั้นต้องหาให้เจอว่าถนัดด้านไหน
เช่น คุณอาจคิดว่าคุณไม่เก่ง JavaEE แต่คุณมีพื้นฐาน Java บ้าง คุณก็สามารถสอน Java ให้กับผู้เริ่มต้นก็ได้

หลักการสอนคือการสอนให้ผู้เรียนเข้าใจ คนเก่งอาจสอนคนไม่เก่งก็ได้ เป็นคนที่เก่งพอดี ๆ แต่สอนคนเก่งดีกว่า

จะรับสอนเอง หรือสอนให้กับ Training Center ไหนก้ได้

- เป็นที่ปรึกษา เหตุผลเดียวกับ Instructor คุณอาจมีเรื่องที่ถนัดและเก่ง ดังนั้นต้องหาความชำนาญความชอบในตัวให้เจอ
ดึงความเป็นสุดยอดหรือสิ่งที่สามารถทำแล้วได้ดีออกมาให้ได้ เริ่มต้นจากง่าย ๆ ไปก่อนก็ได้ เช่น เป็นที่ปรึกษาในการ
นำแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาด้วย Java มาใช้ในองค์กร

ค่าจ้างที่ปรึกษา ต่ำ ๆ ก็วันละ 8,000 บาท ถ้าลูกค้าเป็นคนไทยไม่ใช่องค์กรใหญ่ ก็ประมาณ 12,000 – 15,000 บาท
เก็บชั่วโมงบินไปเรื่อย ๆ หรือถ้าคิดว่าตัวเองเก่งหรือถนัดในเรื่องที่มัน Niche มาก ๆ เช่น ถนัดเรื่อง PKI (Public Key Infrastructure)
ก็อัพเป็นสัก 20,000 บาทขึ้นก็ได้ หรือ จะไปสมัครเป็นที่ปรึกษาในบริษัท Consulting ใหญ่ ๆ ก็ได้ พรีเซ้นต์ดี ๆ
ประสบการณ์น้อยอาจได้ตังค์ไม่มาก แต่ขึ้นชื่อว่า Consultant ยังไงก็มากอยู่ดี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ
ไม่กี่ปีก็ได้เฉียดแสนต่อเดือนสบาย ๆ

สำหรับค่าสอนและค่าที่ปรึกษาต้องตั้งให้สูงไว้ก่อน ถ้าลูกค้าต่อรองค่อยลด แต่อย่าตั้งไว้ต่ำ เกิดอนาคตอยากได้มาก
จะมาเพิ่มราคามันจะดูไม่ดี

- รับงานบ้างไม่ใช่สอนหรือให้คำปรึกษาอย่างเดียว ไม่ได้ทำงานเลยเดี๋ยวปืนจะสนิมขึ้น
แต่อย่ารับงานยาว ๆ ผูกมัดตัวเองจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นนัก เช่น รับออกแบบ รับเขียนโปรแกรมเฉพาะบางส่วน
รับเก็บ requirements รับบริหารโครงการ เป็นต้น

- ทำอาชีพอิสระ ไม่ต้องเป็นพนักงานประจำ มีความรู้มาก ๆ ทำงานเป็น ไม่ใช่แค่รู้ คนไทยมักให้เกียรติและเคารพ
ผู้ใหญ่และผู้ที่เป็นอาจารย์หรือผู้ที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นต้องรู้จักวางตัวให้น่าเชื่อถือ แต่อย่าทำตัวเป็นพวกขี้โม้โอ้อวด
ทำไปสักพัก แล้วจะมีแต่งานวิ่งมาหา

- รู้จักเลือกงาน ทำงานที่สร้างเสริมความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ได้รู้จักคน สร้าง connection เป็นต้น
ไม่ใช่เลือกงานเพราะเงินอย่างเดียว และต้องรู้จักทำงานฟรีบ้าง เช่น ตอบกระทู้ตามเว็บบอร์ด สอนหนังสือเด็กในโรงเรียน
เป็นต้น คือเพื่อเป็นการรู้จักเบรกตัวเองบ้าง ไม่ใช่หลงบ้าทำงานหาเงินอย่างเดียว เพราะบางครั้งการทำงานฟรี
หรือได้รายได้น้อย ๆ อาจให้ความชุ่มชื่นใจ สบายใจได้มาก

ในงาน Outsource เดี๋ยวนี้ (คร่าว ๆ นะครับ อาจมากหรือน้อยกว่านี้บ้าง):
ค่าตัว Programmer ประมาณ 40,000 – 80,000 บาท ต่อเดือน
ค่าตัว System Analyst ประมาณ 50,000 – 120,000 บาท ต่อเดือน
ค่าตัว Software Architect ใกล้เคียง System Anslyst เพราะบ้านเรายังไม่ค่อยรู้จักงานลักษณะนี้มาก
ค่าตัว Project Manager ประมาณ 60,000 – แสนกว่าบาท
ฯลฯ

หลายงานส่วนมากนอกจากความรู้และประสบการณ์แล้ว ผู้จ้างมักดูอายุด้วย เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะดูสำคัญก็ได้
ดูปัญญาอ่อนก็ได้ ผมไม่เคยเชื่อถือเลยว่าคนที่มีอายุมากจะต้องทำงานได้ดีกว่าคนอายุน้อยเสมอไป
มันเป็นการมองภาพรวมเท่านั้น ดังนั้นถ้าคิดว่าตัวเองอายุน้อย อาวุธที่สำคัญที่สุดคือการพรีเซ้นต์ตัวเอง
การสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนอื่นเชื่อมั่นและเชื่อถือในตัวเราสำคัญยิ่ง แสดงให้เขาเห็นว่าคุณรู้และทำได้จริง
อายุคุณน้อย ประสบการณ์คุณน้อย แต่ใช่ว่าจะไม่ได้งาน รายได้อาจไม่สูงติดเพดานมากนัก แต่แทนที่จะหันหลังกลับจริงมั้ย

……..

บางคนอาจไม่ชอบงานสอน งานที่ปรึกษา ก็ไม่ต้องทำก็ได้ ทำงานโปรเจ็คต์ก็ได้

หลักสำคัญของเฟรมเวิร์กนี้คือ เพื่อเป็น Specialist และเป็น ‘มืออาชีพ’ ด้วย ต้องรู้และทำเป็น เป็นคนดี มีคุณธรรม smile.gif
ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นมืออาชีพเรียกค่าตัวสูง ๆ เพื่อหารายได้มาก ๆ หลอกผู้จ้างไปเรื่อย
เพราะเดี๋ยวนี้คนอายุสัก 25-26 มีรายได้เดือนละ 5-6 หมื่นกันเยอะแยะ โดยทำงานเป็น Programmer บ้าง
เป็น SA บ้าง และมักทำงานเป็น Contract (ชั่วคราว)

…………………..

เคยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทซอฟต์แวร์ใหญ่ของคนไทยโทรศัพท์มาหาผม ถามว่าคุณขายคนละเท่าไหร่
ผู้พูดหมายถึงทีมโปรแกรมเมอร์ที่ผมมีอยู่ ณ ตอนนั้น ผมบอกไปว่าค่า Outsource ต่อคนตกเดือนละ…. บาท
ผู้พูดบอกว่าแพงจัง ที่อื่นขายกันคนนึงน้อยกว่านี้อีก…. ผมก็เฉย ๆ เพราะใจไม่ค่อยชอบงาน Outsource เท่าไหร่
และในใจก็คิดว่า… – คนนะเว้ย ไม่ใช่โสเภณี! – งานนั้นผมเลยไม่รับ

………………….

จากเฟรมเวิร์กนี้เป็นกรอบที่ดูระห่ำพอสมควร เพราะมีเวลาเป็นตัวบีบ เพราะผมประชดด้วย ‘เวลา’
อยากได้ ‘เงิน’ มาก ๆ เร็ว ๆ ใช่ไหม ก็ต้องรู้จักสะสม ‘ความรู้’ และความสามารถให้มาก ๆ ก็แค่นั้น… เป็นสูตรง่าย ๆ
ดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรือ KPI ก็คือ
1. การรู้จักตัวตนของตนเอง
2. การมองเห็นจุดอ่อนและยอมรับในจุดอ่อนของตัวเอง
3. การมองเห็นถึงแก่นและเข้าถึงแก่นของสิ่งที่ศึกษา
4. ความอดทน พยายาม ใฝ่รู้ ฝึกฝน ยอมรับข้อผิดพลาด รู้จักแก้ไขปรับปรุง มุ่งมั่น จิกไม่ปล่อย
5. ความพอเพียง… พอดีและพอใจ

……………………….

สมัยก่อนตอนที่ผมลองลงมือปฏิบัติ…..
ผมต้องสอบ ‘Cert ให้ได้ปีละหนึ่งใบ (ทำอยู่สี่ปีติดกัน ตอนนี้เลิกทำแล้ว ไม่รู้จะทำไปทำไม!)
ทำงานประจำกินเงินเดือน
ทุกวันอังคารและพฤหัสบดีตอนเย็นต้องไปสอนหนังสือแถวสุขุมวิทตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม
ทุกวันกลับถึงบ้านมีโปรเจ็คต์ทำอย่างน้อยวันละสองงานก่อนนอน นั่งทำงานไปก็จิบไฮเนเก้นขวดเล็กสองขวดต่อวันกำลังดี
นอนอย่างเร็วคือตีสอง อย่างช้าคือตีสี่ ตื่นเจ็ดโมงครึ่งไปทำงานประจำ
ช่วงว่าง ๆ มักแอบเข้าไปนั่งอ่านหนังสือฝึกวิทยายุทธในห้องสมุดของที่ทำงานประจำ
ทุกวันเสาร์แรกและเสาร์ที่สามของเดือนต้องไปช่วยเจ้านายเก่าแก้และเขียนโปรแกรมของเจ
้านายเก่าที่พัทยา
บางช่วงต้องบินไปภูเก็ตเดือนละครั้ง ไปสอนหนังสือและเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทที่เพื่อนทำงานอยู่
ทุกเดือนมีงานสอนหนังสือและงานบรรยายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
บางช่วงมีงานออกแบบกราฟฟิกและออกแบบเว็บมาให้ทำ
ในสองปีเรียนหนังสือพวก Training Course ด้านต่าง ๆ หมดไปเป็นแสนบาท โดยไม่ได้ปริญญา
ซื้อหนังสือมากมายหมดไปเป็นหมื่นบาท
ผมอ่านทั้งเรื่องไอที เรื่องสั้น นิยาย ปรัชญา ท่องเที่ยว ดำน้ำ กล้อง กีฬา ดนตรี ธุรกิจ อ่านมันหมด

เป็นช่วงเวลาที่ได้ทั้งความรู้ ใบ ‘Cert ประสบการณ์ รายได้ connection
หลังจาก 2-3 ปีนั้น ผมก็เลิกใช้ชีวิตการทำงานโลดโผนแบบนั้น เพราะร่างกายไปไม่ไหว ได้นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง
ทำงานสัปดาห์ละหกวัน
และกลับมาเริ่มต้นทำงานแบบสบาย ๆ แต่ยังคงบ้าอ่านหนังสือ หัดทำโน่นนี่เรื่อย
รับงานมาทำลับมือไปเรื่อย ๆ เรื่องรายได้หลังพ้นช่วง 2-3 ปีนั้นน่ะหรือ? ขึ้นกับว่าโลภมากหรือโลภน้อย
แต่ผมเลือกใช้ชีวิตสบาย ๆ มีเวลาให้ครอบครัวและตัวเอง ได้ไปอะไรอย่างอื่นที่อยากทำบ้าง

คนเราล้วนมีความฝันมากมาย อย่าปล่อยให้มันเป็นแค่ความฝันอยู่อย่างนั้น
ถึงเวลาจะตายแล้วพบว่ายังไม่ได้ทำฝันไหนให้เป็นจริงเลย เหมือนเสียชาติเกิด

………………………………….

นักศึกษานั่งฟังทำหน้างง ๆ อาจารย์ที่นั่งอยู่ด้วยก็ทำหน้างง ๆ ทำหน้าไม่เชื่อ ผมเอาไอเดียนี้ไปโพสต์ตอบกระทู้ในเว็บพันธุ์ทิพย์
เมื่อนานมาแล้ว หมั่นไส้เด็กที่ชอบมาจัดอันดับ 10 บริษัทน่าทำ และ 10 บริษัทไม่น่าทำ และการเข้ามาคุยกัน
ว่าจะย้ายงานแล้วจะปั่นเงินเดือนยังไงดี… เข้าไปอ่านเจอโดยบังเอิญ เลยโพสต์ไอเดียนี้เข้าไป
คนส่วนใหญ่ตอบมาว่าเป็นไปไม่ได้ ใครจะไปทำได้ บ้า! บางคนใส่อารมณ์มาด้วย ไม่เป็นไรเพราะผมก็ใส่อารมณ์เข้าไปเช่นกัน
แต่เป็นเรื่องราวที่พิสูจน์ได้…. เพราะ 2-3 ปีอันบ้าระห่ำนั้นเหมือนนรกดี ๆ นี่เอง แต่เมื่อผ่านมันมาได้…. มันจึงไม่ใช่เรื่องโกหก

02
พ.ย.
07

กระจกเงา

การไม่ให้เกียรติทางความคิดเปรียบเสมือนการดูถูกกันอย่างหนึ่ง

เรามักพบว่ากลุ่มคนที่หวังดีต่อชาติ มีความรู้และประสบการณ์สูง หลายรายมักใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงวิชาการบนหอคอยงาช้าง
ไม่ค่อยได้ลงไปคลุกคลีกับ ‘คนทำงาน’ จริง ๆ สักเท่าไร จึงมักมองลงไปไม่เห็นชีวิตและสัมผัสกับความเป็นจริงนัก

โครงการต้องไม่ดำเนินงานแบบสไตล์ราชการ ซึ่งมักนามธรรมไป อุดมการณ์ไป เหมือนจะชวนกันไปกู้โลก
ไม่ค่อยหันมามองและวิเคราะห์ตัวเองว่ามีศักยภาพมากแค่ไหน มีกำลังเพียงพอที่จะขับเคลื่อนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติและได้ผลลัพธ์
ตามเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมพอเพียงหรือไม่ ชอบขายฝัน โชว์วิสัยทัศน์ นำเสนอนโยบายก้อนเมฆแบบพวกนักการเมือง

ในหลายโครงการทำไมต้องเน้นเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง ถ้าไม่ใช้พวกนี้ถือว่าล้มเหลวใช่หรือไม่
ไม่ทันสมัยไม่เข้าพวก ไม่ได้มาตรฐานหรือ? ทำไมต้องตีกรอบและชี้นำ
เข้าใจว่าหลักสูตรในโครงการนี้ต้องการแค่วางกรอบหลวม ๆ เฉย ๆ แล้วให้ผู้เรียนได้ศึกษา ขบคิด วิเคราะห์ เลือก
และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ซึ่ง Intention ดี แต่ Presentation ไม่ถูกจุด ความเข้าใจคล้ายกัน แต่สื่อไม่ตรง
การใช้ศัพท์เทคนิคมากเกินไป โดยเฉพาะพูดโดยผู้ที่มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ และหน้าที่การงานระดับสูง บางครั้งไม่ได้ดูน่าเชื่อถือ
และสร้างความรู้สึกคล้อยตามเสมอไป แต่กลับกลายเป็นการสื่อความหมายที่ผิดเจตนาไปโดยไม่รู้ตัว

การเรียนรู้ที่จะซื้อใจคนที่จะชวนมาช่วยเหลือกันเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าแสดงเป้าหมายและมีผลประโยชน์มาเชิญชวน
การเชิญชวนด้วยเจตนาจะพากันไปกู้ชาติ ทำเพื่อชาติ เพื่อส่วนรวม ทุกวันนี้เราได้ยินประโยคลักษณะนี้กันมากพอแล้ว
ควรคิดมุขอื่นเพื่อประชาสัมพันธ์และเชิญชวนมากกว่านี้

การให้ความสำคัญกับสถาบันราชภัฎต่าง ๆ และมหาวิทยาลัยบางแห่งที่อยู่ไกล ๆ เป็นสิ่งสำคัญ ต้องเสมอภาค ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

นักวิชาการควรรู้จักการวิจัยตลาดอย่างจริง ๆ จัง ๆ บ้าง? การแสดงความปรารถนาดี หวังดีต่อผู้อื่น จะตัดสินชี้นำ
โดยใช้ความคิดตน ความรู้สึกตน และผลงานของตน เพียงด้านเดียวไม่ได้
การวิเคราะห์แบบ Inside-Out ไม่สามารถบ่งชี้ถึงความต้องการแท้จริงของอุตสาหกรรมได้

ต้องการสร้าง Architect หรือ Technologist กัน? เพราะบางทีคำว่า Practitioner อาจอยู่คนละด้านกับ Technologist
และ Architect มันฟังดูทันสมัยอินเทรนด์ก็จริง แต่ไม่ใช่การตอบโจทย์อย่างแท้จริงที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ
การที่เขาเหล่านั้นตะโกนออกมาว่าต้องการ Architect เขาเพียงแค่รู้สึกว่าอยากได้ Architect เท่านั้น
แต่ Architect ไม่ใช่คำตอบของทั้งหมด

ไม่ควรนำตัวเลขมาล้อเล่น เช่น นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์การเมือง เอะอะอะไรก็ GDP
ทำไมถึงชอบโชว์ตัวเลขสูง ๆ กันนัก มันฟังดูดึงดูดสำหรับคนภายนอก แต่คนที่คลุกคลีตีโมงกันอยู่ฟังแล้วอดปล่อยก๊ากไม่ได้

คำว่า Win-Win Situation มีความหมายอีกอย่างว่า ‘การประณีประนอมเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายให้ลงตัว’
แต่โมเมนตัมไม่ควรเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง

ไม่อยากให้มีโครงการแบบตอนรับคนมาฝึกเพื่อสอบ SCJP สุดท้ายได้คนสอบผ่าน SCJP จำนวนมาก แต่ทำงานไม่ได้ก็มากเช่นกัน
ภาคอุตสาหกรรมรุมสวดโครงการนี้กันตรึม

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เข้าใจว่าเห็นผลเร็ว ชัดเจน เป็นรูปธรรมกว่า
เรือมันรั่ว เอาเทปกาวมาแปะไปเรื่อย ๆ รอยรั่วมันก็ยิ่งใหญ่โตขึ้น ต้องให้เรือแตกจมก่อนแล้วค่อยมาคิดหาวิธีล้อมคอกใช่ไหม?
หรือเมื่อถึงตอนนั้นแต่ละท่านก็ไม่อยู่กันแล้ว หมดวาระกันแล้ว หรือเปลี่ยนไปทำโครงการอื่นกันหมด ทำโครงการโน่นนี่มากมาย
เหมือนเซลส์ไปขายของ เหวี่ยงไปสิบแห ได้ลูกค้ามาสักรายก็โอเคแล้ว?

การมีเจตนาที่ดีต่อชาติและอุตสาหกรรมนั้นถือได้ว่าดีมาก อุดมการณ์ดีมาก
เพียงแต่ว่า ควรมีการวิเคราะห์และวิจัยในเชิงบูรณาการอย่างแท้จริง อย่าวิเคราะห์ลักษณะ Inside-Out
และตีความภาพรวมด้วยมุมมองแบบนักวิชาการ นักอุดมการณ์ ควรพิจารณาศักยภาพของตนและความเป็นจริงของสังคมบ้าง
หรือในอีกทาง ที่บางโครงการมีการวิจัย วางแผน วางกลยุทธ์ และมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน มีความเป็นไปได้สูง
ที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างดีเป็นรูปธรรมและยังประโยชน์ได้จริง แต่กลับไม่สามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติได้จริง
อย่างที่วางแผนและประชาสัมพันธ์ไว้

นักธุรกิจและนักการเมือง มีวิถีและเป้าหมายต่างกัน แต่ความต่างกลับมีความคล้ายซ้อนเหลื่อมกันอยู่

02
พ.ย.
07

กายของฝัน

เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต เขียนเมื่อ ตุลาคม ๒๕๔๒

…………………………………………………………………………………………….

น้ำตาไหลผ่านเนียนแก้ม สู่ปลายคางมน
ก่อนทิ้งตัวร่วงลงเป็นหยดน้ำ -ขุ่นเศร้า-
แตกกระเซ็นหลังกระทบพื้น
ดวงตาเหม่อลอย นัยน์ตาฉายแววเหงา อ้างว้าง
‘ฝัน’ -คือชื่อของหญิงสาวผู้ที่กำลังทำร้ายตัวเอง
ด้วยการลืมปัจจุบันและอนาคต
อาวุธที่ฝันใช้คือการนั่งคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา…

……..

“ฝัน..เป็นแฟนกันนะ” -คำพูดที่อ่อนโยนปนเขิน ของกาย
กายนั่งทบทวนกับประโยคนี้ตลอดทั้งคืน
ว่าเขาจะถ่ายทอดความรู้สึกของเขาออกมาอย่างไรดี
จึงจะทำให้ฝันเชื่อ ว่านี่คือความรู้สึกจริง ๆ ของเขา
ที่มีต่อฝัน เขานั่งท่องประโยคนี้อยู่ทั้งคืน
ปรับเปลี่ยนน้ำเสียง และเว้นวรรค ไปเรื่อย ๆ
เพื่อหาวิธีการพูดที่ดีที่สุด แล้วเขาก็พบ
…“ฝัน..เป็นแฟนกันนะ”

เช้าวันจันทร์ก่อนที่ฝันจะเข้าเรียนวิชาปรัชญาตะวันตก
กายนั่งรอฝันอยู่ริมสระน้ำหน้ามหาวิทยาลัยเหมือนเช่นเคย
ฝันเดินเข้ามหาวิทยาลัยทางประตูใหญ่ด้านหน้า
รอยยิ้มหวานละมุนของฝัน หลังจากที่เห็นกายมานั่งรออยู่
ความสดใสของเธอเช้านี้ทำให้กายต้องยิ้มแห้ง ๆ ตอบกลับไป
แล้วก้มหน้าครุ่นคิด ความเขินอายทำให้กายหน้าแดงก่ำ
พูดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หลบสายตาของฝัน
มือซ้ายก็ล้วงกระเป๋ากางเกง มือขวาก็ขยี้ผมไปมา
ผมที่ยาวของกายจึงยุ่งเหยิงไปหมด
“กายเป็นอะไรคะ วันนี้ดูแปลก ๆ มีอะไรหรือเปล่า
หรือว่าไปทำผิดอะไรมา แล้วไม่กล้าบอกฝันฮึ…
นี่ ๆ ผมยุ่งหมดแล้ว” ฝันพูดอย่างดูออก
ว่าวันนี้กายจะต้องมีอะไรมาบอกฝันแน่ ๆ
ฝันอมยิ้มถือสมุดหนังสือมากอดที่อก
ก้มไปมองกาย เหมือนจะพยายามค้นหาความจริง
ที่ซ่อนอยู่ในแววตาของกาย
ก่อนจะรบเร้าให้กายบอกมา ว่ามีอะไร
คำพูดของกายที่ซ้อมเตรียมมาอย่างดีทั้งคืน
ถูกทำลายด้วยความรู้สึกเขินอายจนหมดสิ้น
-ก่อนที่จะรวบรวมสมาธิได้
กายแหงนหน้ามองฟ้า สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
หันมามองหน้าฝัน ก่อนที่จะพูดประโยค
ที่ทำให้ฝันต้องหัวเราะร่วน…
“ฝันจ๊ะ…เช้านี้ไปนั่งทานข้าวผัดร้านเดิมกันนะ”

……..

ฝัน –นักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์ปี 2
กาย – นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปี 3
กายพบฝันครั้งแรกที่ริมสระน้ำหน้ามหาวิทยาลัย
ขณะที่ฝันกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นไม้คนเดียว
กายเดินเข้ามหาวิทยาลัยมากับเพื่อนคนหนึ่ง
ชื่อเอ้ -เอ้คือเพื่อนสนิทซี้ปึ้กของกายเลยทีเดียว
เอ้กับกายรู้จักและเรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก
เอ้เรียนอยู่คณะมนุษย์ศาสตร์ปี 3 ซึ่งอยู่คณะเดียวกันกับฝัน
เอ้เป็นพี่รหัสของฝัน จึงรู้จักกับฝันเป็นอย่างดี
เอ้เล่าเรื่องน้องรหัสของเขาให้กายฟังบ่อย ๆ
-ฝันเป็นเด็กน่ารัก สวย ได้เป็นดาวของคณะตอนอยู่ปีหนึ่ง
และยังเรียนเก่งด้วย ถ้าใครได้ใกล้ชิดกับฝันแล้วจะรู้ว่า
ฝันเป็นคนที่สดใสร่าเริง ออกจะติงต๊องทีเดียว
แต่นั่นก็เป็นมุมหนึ่งในตัวฝัน ในอีกมุมหนึ่งฝันเป็นคนเงียบ ๆ เก็บตัว
คนทั่วไปเลยคิดว่าฝันเป็นคนหยิ่งไป
และฝันเองก็เป็นคนช่างคิดช่างฝันสมกับชื่อ…
ฝันเป็นลูกคนสุดท้อง ฐานะที่บ้านธรรมดา
ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ถ้าฝันเอ็นฯ เข้าที่นี่ไม่ได้
ก็คงต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเปิดที่อื่น
เพราะคงไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนแน่
เพราะค่าเรียนแพง ฝันไม่อยากให้เป็นภาระของทางบ้าน…
เรื่องราวเกี่ยวกับฝันเหล่านี้คือสิ่งที่กายได้ฟังจากเอ้บ่อย ๆ
เพราะเอ้สนิทกับฝันดีเพราะเป็นพี่รหัสของฝัน
คอยให้คำปรึกษาคำแนะนำแก่ฝันบ่อย ๆ
จึงเหมือนกับกายได้รู้จักกับฝันไปโดยไม่รู้ตัว
ทั้ง ๆ ที่กายก็ยังไม่เคยคุยกับฝันสักคำ

“พี่เอ้ ๆ หวัดดีค่า…” ฝันเหลือบมองเห็นพี่เอ้เดินมากับเพื่อน
จึงตะโกนเรียกทักทาย
เอ้ทักกลับแล้วพากายเดินเข้าไปนั่งกับฝันที่โต๊ะ
“มานั่งดูหนังสือคนเดียวอีกแล้ว นี่เพื่อนพี่ชื่อกาย อยู่ ’ถาปัดฯ”
เอ้แนะนำเพื่อนให้รู้จัก
“สวัสดีค่ะ”
“ครับ หวัดดีครับ”
กายยิ้มทักทาย
จริง ๆ แล้วฝันก็เคยเห็นกายมาหลายครั้งแล้ว
เพราะเห็นไปไหนมาไหนกับพี่เอ้บ่อย ๆ
แต่ฝันไม่มีโอกาสได้พูดคุยทักทายด้วย
กายเป็นหนุ่ม ‘ถาปัดฯ ผมยาวสลวย
แต่งตัวมีสไตล์ ดูเซอร์ ๆ แต่สะอาดเรียบร้อย
ดูแล้วท่าทาง ทางบ้านกายคงจะมีฐานะดีทีเดียว
กายเป็นคนพูดน้อย เงียบขรึม
เสน่ห์ของกายอยู่ที่แววตา
จินตนาการ ความรู้สึก และอารมณ์
รวมอยู่ในแววตาของเขาที่ฉายออกมา
นี่คือสิ่งที่สะกดฝันให้ตกอยู่ในภวังค์ที่กายสื่อออกมาโดยไม่รู้ตัว…

กายและฝันเริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
อาจเพราะทั้งคู่มีอะไร ๆ ที่คล้ายกันหลายอย่าง
ชอบฟังเพลงแนวเดียวกัน ชอบดูหนังแนวเดียวกัน
รักธรรมชาติเหมือนกัน และอีกหลายอย่างที่เหมือนกัน
รวมทั้งขี้เหงาเหมือนกันด้วย
กายและฝันเจอกันบ่อยขึ้นที่มหาวิทยาลัย
ทั้งคู่มักเจอกันตอนเย็นหลังเลิกเรียน
นั่งคุยกัน ไปเดินเล่นซื้อของตามห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ
ดูหนังบ้าง ใคร ๆ ที่เห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกันต่างคิดว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน
แต่ความจริงแล้ว กายและฝันเป็นแค่ ‘เพื่อน’ กันเท่านั้น
ฝันเคยบอกชอบกายครั้งหนึ่ง
หลังจากที่รู้จักกันได้สี่เดือน
“ฝันชอบกายนะคะ” ฝันพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
ผสมกับดวงตากลมโตเป็นประกาย และแก้มสีชมพูที่เจือด้วยความเขิน
“ฮะ! อะไรนะ ฝันล้อกายเล่นหรือเปล่าฮึ” กายงุนงงปนตกใจ
“ทำไมล่ะ ผู้หญิงบอกชอบผู้ชายก่อนผิดด้วยหรอ” ฝันทำหน้างอปนทะเล้น
“ก็เราคิดยังไงอยู่ ก็น่าจะพูดออกไปใช่มั้ยล่ะ
มันก็แค่ความรู้สึกหนึ่งของฝันเท่านั้น” ความทะเล้นเริ่มหาย
กลายเป็นความน้อยใจมาแทนที่
“ฝันอยากเป็นแฟนกันกับกายหรอ” กายถามทีเล่นทีจริง
“ป่าวนี่”
“อ้าวววว…”
“แล้วทำไมฝันถึงบอกชอบกายล่ะ” กายเริ่มงงเข้าจริง ๆ
“ชอบแล้วต้องอยากเป็นแฟนด้วยหรือไงฮึ พ่อหนุ่มติสต์
พอ ๆ ไปทานข้าวกันดีกว่า ฝันหิวแล้วล่ะ” ฝันเกลื่อนความรู้สึก
ก่อนพาออกนอกเรื่อง แล้วพากันเดินไปทานข้าว
ที่ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ

ทุกคืนก่อนจะหลับ กายอดคิดไม่ได้ว่าทำไมฝันถึงชอบกาย
-เจอกันตอนเช้าบ้าง เย็นบ้าง นั่งทานข้าวด้วยกันบ้าง
ไปเดินเล่นกันบ้าง ดูหนังกันบ้าง
…ฝันเริ่มชอบกายตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ…
กายเป็นหนุ่มติสต์ที่ละเอียดอ่อนก็จริง
แต่บางทีหนุ่มติสต์ก็กลายเป็นหนุ่มต๊องซื่อบื้อได้เหมือนกัน
กายลืมเวลาที่อยู่ใกล้ฝัน…
ฝันมักแอบมองกาย
ฝันไม่ได้มองกายที่หน้าตาหรือภายนอก
ฝันมองกายที่แววตา ที่คำพูด
ทำให้ฝันมองเห็นและเข้าใจความคิด จิตใจ ของชายหนุ่มคนหนึ่ง
ทุกคำพูดที่กายมีให้ฝัน
ทำให้ฝันรู้ว่า เงาของฝันไม่ได้มีแค่สีเทาเท่านั้น
แต่เงาของฝันมีสีสัน –สีสันของตัวกาย
กายเป็นคนละเอียดอ่อน อ่อนไหว
สายตาของเขามองทะลุต้นไม้ เข้าไปยังแก่น เซลล์
กายเหมือนนกที่บินอยู่บนฟ้า
มองเห็นการเคลื่อนไหวข้างล่างทุกอย่าง เขามองอย่างเข้าใจ
ไม่น่าแปลกใจเลย
ว่าทำไมฝันถึงรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้กาย
แต่ทว่า…กายกลับมองไม่ค่อยเห็นตัวเองเท่าไหร่
จนคืนหนึ่ง –คืนก่อนวันเกิดฝัน-
เขาพบคำตอบก่อนจะหลับ
กายรีบลุกขึ้นมานั่งมองหน้าตัวเองในกระจก
แล้วนึกคำพูดที่ดีที่สุด แล้วซ้อมพูดอยู่หน้ากระจก…จนเช้า

……..

ที่ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ…
กายและฝันสั่งข้าวผัดหมูใส่แฮมคนละจาน กับชาเย็นคนละแก้ว
“นี่ ๆๆๆ ตกลงจะไม่บอกฝันใช่มั้ย มีอะไรอุดปากกายอยู่หรือไง
ไม่เคยเห็นกายเป็นแบบนี้นี่ ฮะๆๆ ตลกดี หน้าแดงเชียว”
ฝันยังรบเร้าไม่เลิก
“งั้นทานข้าวกันก่อนละกัน พร้อมเมื่อไหร่แล้วค่อยบอกฝันนะ”
ฝันพูดแล้วอมยิ้ม
“ฝัน…กายขอกระดาษแผ่นนึงสิ ฉีกให้หน่อยนะ แผ่นนึง นะๆ”
กายนึกวิธีใหม่ออก เพื่อจะบอกความรู้สึกของเขาให้ฝันได้รับรู้
ฝันรีบฉีกกระดาษจากสมุดโน้ตเล่มโปรดให้กายทันที
ด้วยความอยากรู้เร็ว ๆ ว่ากายจะทำอะไรต่อไป…
“ฝันทานข้าวไปพลาง ๆ ก่อนแล้วกัน
เดี๋ยวกายขอเขียนอะไรหน่อยนะ เสร็จแล้วจะบอก
ห้ามแอบดูนะ”
สิ่งที่กายเขียนดูคล้ายบทกลอน
ฝันแอบเหลือบมองดูแล้วอมยิ้ม
เพราะไม่เคยเห็นกายเขียนอะไรแบบนี้มาก่อน

……..

ฉันรักเธอ สุดหัวใจ คำนี้เพื่อเธอผู้เดียว
ฉันรักเธอ หมดใจที่ฉันมี ดวงนี้เพื่อเธอเพียงผู้เดียว
อยากผ่านเวลานี้ เพื่อพบเธอในฝัน
อยากหยุดเวลาไว้ ให้เราสองคนไม่จากกัน

อยากให้ดวงดารา มาเป็นพยานให้เธอและฉัน
อยากให้คืนและวัน มีเพียงสองเราร่วมฝัน
จะรั้งเธอไว้ ด้วยใจดวงนี้
จะขังเธอไว้ ด้วยความห่วงใย

คำรักฉัน เอ่ยตรงกับหัวใจ คำนี้มีไว้เพื่อเธอ
คำหวานใด ไม่มีให้มากมาย คำฉันมีเพราะมาจาก…ความรัก
รักเพียงเธอ ฉันขอเพียงเธอ
ดอกไม้ที่งาม ล้ำคุณค่า
ยังสวยไม่จาง แม้มาอยู่ข้างฉัน

จะให้ดวงดารา มาเป็นพยานให้เธอและฉัน
จะให้คืนและวัน มีเพียงสองเราร่วมฝัน
จะรั้งเธอไว้ ด้วยใจดวงนี้
จะขังเธอไว้ ด้วยความห่วงใย
จะบอกกับเธอ ว่า ‘ฉันรักเธอ’

……..

กายเขียนเสร็จแล้วเซ็นชื่อและลงวันที่ไว้ก่อนยื่นให้ฝัน
“โห.. ยาวจังนี่กายเขียนกลอนกะเค้าด้วยหรอเนี่ย
ทำไมแต่งเร็วจังล่ะ” ฝันแซวปนยิ้มที่ซ่อนความเขินเอาไว้
กายนั่งนิ่ง หน้าตาสงบ แววตาเป็นประกายจ้องมองไปยังตาของฝัน
ก่อนจะพูดอย่างนุ่มนวล
“เป็นเพลงที่กายแต่งขึ้นก่อนที่กายจะพบกันฝัน…
กายแต่งเอาไว้ เพื่อรอที่จะมอบให้ผู้หญิงคนหนึ่ง
ผู้หญิงที่กายก็ไม่รู้ว่าคือใคร กายรู้แค่ว่า
คนที่กายจะมอบเพลงนี้ให้…คือคนที่กายรัก”
“….”
“กายรักฝัน….ฝันเป็นแฟนกับกายนะ”
คำพูดและน้ำเสียงของกายทำเอาฝันเหมือนต้องด้วยมนต์สะกด
ลืมเรื่องที่กำลังคิดอยู่ว่า ทำไมตัวเองไม่รู้ว่ากายแต่งเพลงเป็นด้วย
ก่อนจะก้มหน้าอ่านเนื้อเพลงในแผ่นกระดาษ
“เดี๋ยวนะขอฝันอ่านก่อนนะ”
ฝันอ่านไม่เป็นตัว ตัวหนังสือเบลอไปหมด
ความรู้สึกวูบวาบไปหมด หน้าตาแดงก่ำ
ก่อนจะละความพยายามที่จะอ่านต่อไป
แล้วเงยหน้าขึ้นมามองกาย
“….แล้วที่กายกับฝันเป็นอยู่ตอนนี้ เขาเรียกว่าอะไรล่ะ”
ฝันถามด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“อืมมม…เพื่อนหรอ” กายตอบอย่างลังเล
ฝันพยายามจ้องไปที่ตาของกายด้วยสายตานิ่ง เย็น
แล้วจึงยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยน
“เพื่อนหรือแฟนก็ไม่ต่างอะไรกันมากนัก
มันเป็นเพียงคำที่คนเราบัญญัติขึ้นมา
เพื่อใช้แทนความสัมพันธ์เท่านั้น
สิ่งสำคัญคือการกระทำและความรู้สึก
ที่มีให้กันต่างหาก…”
“….”
“กายรักฝันใช่มั้ย งั้นกายก็รู้ไว้นะจ๊ะ ว่าฝันก็รักกาย
เพียงเท่านี้คงพอเป็นคำตอบให้กายได้นะ”
ฝันพูดก่อนจะละสายตาออกจากตาของกาย
แล้วหันไปมองต้นไม้ข้าง ๆ เลิกคิ้ว พร้อมยิ้มมุมปากอย่างสดใส
ทิ้งให้กายนั่งยิ้มเขินอย่างดีใจอยู่เงียบ ๆ
-ขอบคุณมากนะจ๊ะกาย สำหรับของขวัญวันเกิดปีนี้-

……..

ความรักของกายและฝันเติมเต็มให้กันตลอดมา
จนถึงช่วงที่สภาพเศรษฐกิจถดถอยที่สุดในประวัติการณ์
ซึ่งเป็นเหตุทำให้กิจการรับเหมาก่อสร้างของทางบ้านกายประสบปัญหาอย่างหนัก
พ่อของกายมีหนี้สินจำนวนมาก
จนทำให้ครอบครัวของกายประสบปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรง
กายเองก็รู้ในเรื่องนี้ดี แต่ตนเองก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้
เพราะวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา กับความสามารถที่มีอยู่ตอนนี้
กลับไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
อุตสาหกรรมด้านนี้กำลังอยู่ในช่วงขาลง
ไม่มีใครต้องการรับสถาปนิกจบใหม่เข้าทำงาน…

พรุ่งนี้เป็นวันรับปริญญาของกายและฝัน…
กายเรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักสูตร 5 ปี
จึงจบพร้อมกันกับฝัน เพราะหลักสูตรของฝันเรียนแค่ 4 ปี
ฝันจบการศึกษาระดับปริญญาตรีพร้อมกับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
ส่วนกายจบในระดับเดียวกัน แต่จบพร้อมกับความขมขื่น
…เย็นนี้เขาและทางบ้านต้องขึ้นเครื่องไปต่างประเทศ
ตั๋วเครื่องบินและข้าวของถูกเตรียมไว้ก่อนวันรับปริญญาหนึ่งสัปดาห์
กายและครอบครัวจะบินไปหลบภัยเศรษฐกิจที่นั่น
กายไม่รู้แม้วันกลับ …กายรู้เพียงเท่านี้
กายไม่รู้แม้ว่าจะบอกกับฝันอย่างไรดี
เพราะกายต้องการจากไปอย่างเงียบที่สุด

หลังออกจากห้องประชุมบัณฑิตใหม่ต่างเดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ออกมายืนถ่ายรูปกันกับครอบครัว และเพื่อน ๆ
ฝันเดินออกมายืนถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ที่ริมสระน้ำหน้ามหาวิทยาลัย
ส่วนกายถอดชุดครุยคล้องแขนรีบเดินไปที่รถเบนซ์คันงาม
ที่พ่อขับมารอรับอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย
ก่อนออกตัวจากไปอย่างเงียบ ๆ หลงเหลือไว้เพียงควันสีเทาคล้ำ
ที่ค่อย ๆ จางหายไป
ฝันยืนชะเง้อมองหากายอยู่นาน เพราะนัดกันไว้ว่าจะมาเจอกันริมสระน้ำ
ที่ที่คนทั้งสองรู้จักกันครั้งแรก
เอ้เห็นฝันนั่งซึมอยู่ที่โต๊ะม้าหินริมสระน้ำคนเดียว
จึงทนไม่ไหวเดินมานั่งกับฝันที่โต๊ะ
“กายมันไปแล้ว มันไปเงียบ ๆ มันไม่อยากให้ใครรู้ …พ่อมันสั่งไว้”
เอ้พูดเสียงสั่น เพราะตัวเองก็ยังทำใจไม่ได้เช่นกัน
ที่เพื่อนรักจะต้องตกชะตากรรมแบบนี้ ต้องจากไปไกล
ไปอย่างไม่รู้วันกลับ ไม่รู้แม้ที่อยู่
“….”
ฝันนั่งนิ่ง เหมือนไม่ได้ยินอะไร ไม่มีน้ำตาสักหยด
ทุกอย่างเหมือนความฝัน
-ทำไมกายไม่เคยบอกฝันเลย ทำไม…-
เอ้ขับรถไปส่งฝัน พ่อแม่และพี่สาวของฝันที่บ้าน
“กายจะต้องติดต่อกลับมา” เอ้ให้กำลังใจ
ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่ากายจะติดต่อกลับมาเมื่อไหร่
ฝันเข้าบ้านอาบน้ำ เข้านอนเร็วกว่าปกติ
เป็นคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตที่ฝันเคยเจอมา
ความน้อยใจของฝันมีน้อยกว่าความเป็นห่วงที่มีให้กาย
-กายจะเป็นอย่างไรบ้าง กายจะอยู่อย่างไร กายจะเหงาหรือเปล่า-
ฝันเผลอหลับตอนฟ้าสาง โดยมีเสียงร้องเพลง
ของนกกางเขนแถวบ้านกล่อมให้หายเหนื่อย

1 ปีผ่านไปกับการรอคอยกายของฝัน…
ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
ลงข่าวของพ่อกายถูกจับ…
พ่อกายและครอบครัวถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทย
พ่อกายถูกนำตัวขึ้นศาลดำเนินคดีตามกฏหมาย
และครอบครัวถูกฟ้องล้มละลาย
ฝันพยายามติดต่อกับกายแต่ไม่สำเร็จ
ไม่มีใครรู้ว่ากายหายไปไหนหลังจากกลับมา
กายกลับถึงบ้านแล้วรีบเก็บข้าวของก่อนจะออกจากไปอย่างเงียบ ๆ
พี่น้องและแม่ของกายพักอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง
ใกล้ ๆ กับบ้านเดิมที่เพิ่งถูกยึดไป
ไม่มีใครสักคนภายในบ้านที่รู้ว่ากายหายไปไหน
แต่ทุกคนรู้ว่ากายดูแลตัวเองได้
ทุกคนรู้ดีว่ากายเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี
เป็นคนมีความคิด ไม่มีทางทำอะไรไม่ดี ๆ แน่
กายเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก
เมื่อเวลาไม่สบายใจมักจะเก็บตัว ไปค้างบ้านเพื่อนบ้าง
ไปต่างจังหวัดบ้าง บางทีก็ไปคนเดียว บางทีก็ไปกับเพื่อน
และหลาย ๆ ครั้งก็ไปกับฝัน…
ฝันยังเฝ้ารอการติดต่อจากกาย
แต่ไร้วี่แวว ไร้การติดต่อกลับมา
เหมือนกำลังตะโกนใส่กำแพง
มีเพียงเสียงสะท้อนเศร้าของตัวเองกลับมา
ฝันยังคงเฝ้ารอกายด้วยความหวังที่เลือนลางต่อไป

……..

เที่ยงคืนวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2542
วันครบรอบสี่ปีกับการรอคอยกายของฝัน
และเป็นวันสุดท้ายที่กายและฝันได้พบกัน
ก่อนที่กายจะจากไป
การหายตัวไปครั้งนี้ของกาย เป็นครั้งที่ยาวนานที่สุด
…กายผู้อ่อนไหว ความละเอียดอ่อนของกาย
ทำให้กายเป็นคนอ่อนไหวมาก เรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัว
คงทำให้กายเจ็บปวดมากทีเดียว
หลายคนมองว่ากายไม่มีความรับผิดชอบที่ละทิ้งครอบครัวไป
ไม่เป็นห่วงทางบ้าน มีเพียงฝันคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เชื่อเช่นนั้น
ฝันรู้ว่ากายคิดอะไรอยู่
ฝันรู้ว่ากายเหงาและเศร้าแค่ไหน
แต่เพียงสิ่งเดียวที่ฝันไม่รู้
‘ทำไมกายไม่ติดต่อฝันบ้าง’…

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ดวงจันทร์กลมโต ส่องแสงนวล
ดาวระยิบพราวเต็มผืนฟ้ากำมะหยี่สีดำ
ฝันปิดไฟในห้องตั้งแต่สี่ทุ่ม
แสงจันทร์ส่องลอดผ่านบานเกร็ดหน้าต่างเข้ามาเป็นแสงรำไร
ฝันนั่งก้มหน้าอยู่ขอบเตียง…
น้ำตาไหลผ่านเนียนแก้ม สู่ปลายคางมน
ก่อนทิ้งตัวร่วงลงเป็นหยดน้ำ -ขุ่นเศร้า-
แตกกระเซ็นหลังกระทบพื้น
ดวงตาเหม่อลอย นัยน์ตาฉายแววเหงา อ้างว้าง
‘ฝัน’ -คือชื่อของหญิงสาวผู้ที่กำลังทำร้ายตัวเอง
ด้วยการลืมปัจจุบันและอนาคต
อาวุธที่ฝันใช้คือการนั่งคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา…
…ของกายและฝัน…

……..

ฝันยังคงนั่งเหม่อลอย
คิดถึงความสุขในอดีตของฝันและกาย
คิดถึงตั้งแต่วันแรกที่พบกัน
วันแรกที่ฝันบอกชอบกาย
วันแรกที่กายบอกรักฝันแล้วขอฝันเป็นแฟน
ฝันนั่งคิดถึงกายจนถึงวันสุดท้าย…ที่กายจากไป
และจะยังคงคิดถึงอยู่อย่างนี้…ตลอดไป
ฝันอยากให้กายรู้ว่า เงาของกาย คือใจของฝัน…
ไม่ว่ากายจะอยู่แห่งหนใด

กายของฝัน….

02
พ.ย.
07

เขาใหญ่ กับ The Art of the Strategist

 ๒๓ ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๕๐

เมื่อวานกำลังนั่งทำงานสลับกับตอบกระทู้ใน narisa.com อยู่
อยู่ ๆ ก็รู้สึกมีอะไรมาดลใจ เหลือบมองนาฬิกา ประมาณบ่ายสองกว่า
จึงปิดเครื่อง ลุกขึ้นหยิบกุญแจรถ เปิดประตูบ้าน แล้วควบเจ้าดำคู่ใจ
แวะทำธุระเล็กน้อยก่อนพุ่งตรงไปขึ้นโทลล์เวย์ ลงสุดทาง
ก่อนจะควบเจ้าดำทะยานต่อ แวะเติมน้ำมันเบนซิน 95 เสียก่อนจนเต็มถังเผื่อขากลับด้วยเลย
เพราะไปไกล ๆ แล้วหาปั๊มที่มีเบนซิน 95 ยาก เจ้าดำมันดันเติมแก๊สโซฮอลล์ไม่ได้เสียด้วย
ขนาดบริษัทรถออกประกาศแถลงการณ์แจ้งเลย อย่างนี้โฆษณาก็มั่วสินะ สักแต่จะขาย
เจ้าดำผมมันยังฉลาดกว่าอีก บางสถานการณ์ฉุกเฉินที่เลี่ยงไม่ได้ โดนบังคับให้ซดแก๊สโซฮอลล์ เป็นออกอาการเฉื่อยชา
วิ่งไม่ออก แรงบิดตก แถมน้ำมันหมดเร็วกว่าเสียอีก

ขับ ๆ อยู่มัวแต่เพลิน ลืมมองปั๊ม จนเกือบเลย เป็นปั๊มเชลล์อยู่เลย ม. กรุงเทพ มาหน่อย
เต็มถังพร้อมรับน้ำดื่มฟรีสองขวด เจ้าดำอิ่มแปร้ ไม่มีง่วง กลับยิ่งคึกคัก พุ่งทะยานราวม้าพยศ
แต่ช่วงนี้เจ้านายเศรษฐกิจไม่ค่อยดี จึงวิ่งปรู๊ดปร๊าดไม่ได้ รักษาระดับไว้ไม่ให้เกิน 140 ก.ม./ช.ม.
วิ่งตามถนนวิภาวดีรังสิตไปเรื่อย ๆ ผ่าน ม. ธรรมศาสตร์รังสิต AIT นวนคร จนถึงสระบุรีแล้วเลี้ยวขวา
ช็อกอับฯ ที่เพิ่งเปลี่ยนมาไม่กี่เดือนนุ่มขึ้น ไม่กระด้างแบบชุดเก่าที่ออกแนวเรซซิ่ง นั่งแล้วของที่อยู่ในท้องแทบจะขย้อนออกมา
แม้ไม่รีบนัก แต่บางจังหวะก็ออกอาการฉวัดเฉวียนอยู่บ้าง เพราะเป้าหมายหลักอันดับแรกอยู่ที่แฮมเบอร์เกอร์เนื้อลูกวัวที่ฟาร์มโชคชัย
ก็กว่าจะได้ออกจากบ้านก็บ่ายสามโมงแล้ว ทำธุระ แวะเติมน้ำมันเสร็จก็เกือบสี่โมงเย็นโน่น
ขาไปนั่งสบาย ๆ ฝึกหายใจเข้า-ออกแบบโยคะไปในตัว หายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อน
ได้สมาธิไปในตัว นอกจากเสียงรถที่ดังสนั่นหวั่นไหว ยังมีเพลงที่เปิดคลอไปเบา ๆ จาก SquweezedAnimal
ดนตรีดี ร้องก็ดี เพลงที่มีเนื้อหาเรื่องความรักก็ไม่เน่านัก แม้เนื้อหาจะดูธรรมดา แต่นำเสนอได้อย่างมีสไตล์
และแล้วราวห้าโมงสิบห้าก็มาถึงฟาร์มโชคชัย จอดรถเสร็จรีบตรงไปยังร้านแฮมเบอร์เกอร์ด้วยความตื่นเต้น… – ปิดยังวะ? -
แต่จากจำนวนลูกค้าที่เดินซื้อของที่ระลึกกันขวักไขว่ จึงช่วยย้อมใจได้ จนเดินมาถึง – โอ้ว ยังไม่ปิด สวรรค์ -
(ไม่ได้มานานเกือบปีแล้วอะนะ เลยจำไม่ได้ว่าเขาปิดกี่โมง และติดใจในรสชาดแฮมเบอร์เกอร์ที่นี่มาก เนื้ออร่อยบวกกับผักกาดแก้วแสนโปรดที่กรอบและสดถึงใจ)

ซื้อแฮมเบอร์เกอร์เนื้อลูกวัว เพิ่มชี้ส หอมย่าง และเบคอน ราคา 135 บาท จาก 145 บาท
ซื้อเสร็จเรียบร้อย ไม่… ยังไม่ทาน เก็บความอร่อยเอาไว้ก่อน เดินออกมาซื้อไอศครีม… อึ้ม..มิลค์ รสช็อกโกแลตแสนอร่อย
ของเขาดี ดีเพราะนม สด หอม กลมกล่อม แล้วจะลืมนม และไอศครีมอีกหลายยี่ห้อไปเลย
ได้ข่าวว่าทั้งนมและไอศครีมจะมีขายในกรุงเทพฯ แล้ว เร็ว ๆ นี้ โอย… เมื่อไหร่นะ รอด้วยใจจดจ่อ

ยืนกินไอศครีมช็อกโกแลตเป็นเด็กอยู่คนเดียว อร่อย แต่ เย็นแฮะ ซื้อถ้วยเล็กแล้วนะ ไม่หมดซะที อากาศก็เย็นแล้วด้วย
ยืนกินไปขนลุกไป เอาไปเก็บในรถดีกว่า เดี๋ยวค่อยกินต่อ ว่าแล้วก็ขึ้นรถขับย้อนขึ้นไปนิดหน่อยเพื่อกลับรถ
จากนั้นก็มุ่งหน้าต่อไปอีกไม่กี่กิโลเมตร เมื่อเห็นป้าย ‘เขาใหญ่’ ก็ชิดซ้าย ขึ้นสะพานอ้อมวนไปลงถนน ธนรัชต์
ขับเล่นกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ ไม่อยากขับเร็ว เพราะยิ่งเหยียบคันเร่งลึกเท่าไร เสียงก็สนั่นหวั่นไหวมากเท่านั้น เกรงใจชาวบ้านชาวช่อง
ขับไปก็มองดูที่พัก รีสอร์ท ร้านอาหาร กำแฟ แถวนี้เยอะจริง ๆ สวย ๆ ทั้งนั้น จุลดิศเอย กรีนเนอรี่เอย โบนันซ่าเอย และอีกเยอะแยะ
พอมาถึงตีนเขาใหญ่บริเวณทางขึ้น เสียค่าธรรมเนียม คนบวกรถ เท่ากับ 90 บาท เสียค่าธรรมเนียมเสร็จก็ขับเลยมาจอดข้างทางก่อน
ซัดไอศครีมให้เรียบร้อย เพราะละลายไปเยอะแล้ว หลังจากเกลี้ยงถ้วยเรียบร้อยก็ปิดแอร์ ลดกระจกฝั่งคนขับลงจนสุด
ตรวจเช็คเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย เผื่อพลาดตกเขา เอ้ย… ปลอดภัยไว้ก่อน ทางมันชัน นี่ก็เพิ่งสั่งเข็มขัดนิรภัย 4 จุดจากอังกฤษโน่น ยังไม่ได้ของเลย
กะว่าปีหน้าจะเอาไปวิ่งในสนามเล่น ๆ กะเขาบ้าง เป็นการวิ่งเล่น ๆ ของชมรม mazdaclub ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่

ว่าแล้วก็ขึ้นเขาใหญ่ ขับช้าบ้างเร็วบ้าง แล้วแต่ว่ามีรถหลังมาจี้ต่อท้ายไหม
อากาศเย็นสบาย แม้ยังไม่หนาวมาก ลัดเลี้ยวขึ้นมาจนถึงจุดชมสัตว์จุดหนึ่ง เหลือบเห็นกวางกำลังกินโป่งอยู่พอดี
แต่เบรคไม่ทัน เดี๋ยวรถคันหลังจะจูบบั้นท้ายเอา จึงจำใจขับเลยต่อไป
จากนั้นก็ถึงจุดชมวิวแห่งแรก จอดรถเรียบร้อย สังเกตว่าไม่มีลิงสักตัว ปกติจะวิ่งมาเล่นและขออาหารกับนักท่องเที่ยวเยอะมาก
สงสัยเย็นแล้ว คงเข้านอนกันหมด หลับอุตุแต่หัววัน
ลงจากรถแล้วเดินข้ามถนนไปยืนชมวิวบริเวณผา ขออภัยจำชื่อไม่ได้ เห็นสันเหลื่อมของทิวเขา ซ้อนเหลื่อมกันสวยงามมาก
มีม่านหมอกสีเทาจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่ง ให้ยิ่งดูโรแมนติก เฮ้อ มาคนเดียวเสียด้วย ทิ้งสาวน้อยและเจ้าตัวเล็กไว้ที่บ้าน (แอบมา อย่าแอบไปบอกเชียว จุ๊ ๆ)
ลมพัดเย็นจนขนลุก เอาเสื้อแขนยาวมาเผื่อเหมือนกัน แต่ลังเล จะไปหยิบดีไม่หยิบดี ก่อนตัดสินใจ จะมืดแล้ว ไปต่อดีกว่า

ขึ้นรถแล้วก็ขับต่อ คราวนี้เริ่มซิ่งหน่อย เพราะรถน้อย ทางก็ขับมันส์ แต่มันส์ไปหน่อยมาเจอลูกระนาดเข้า เบรกไม่ทัน เล่นเอาสะเทือนไปถึงกระดูก
ยิ่งขับไปฟ้าก็ยิ่งมืด พอมาถึงข้างบนฟ้าก็มืดสนิทพอดี สังเกตมีนักท่องเที่ยวมากพอสมควรทีเดียว แต่ไม่ถึงกับคับคั่งนัก
อาจเพราะเพิ่งปลายฝน ต้นหนาว เพิ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว

ลานจอดรถมีรถจอดพอสมควร สังเกตหลายคนไม่ได้ใส่เสื้อหนาวกัน แสดงว่าอากาศคงไม่เย็นมากนัก ก็เลยตัดสินใจไม่ใส่บ้าง
ลงจากรถแล้วก็นึกขึ้นได้ แล้วเราจะมาทำอะไรดีหว่า? มืดตื๋อแล้วด้วย ว่าแล้วก็ไปค้นหลังรถ ได้หนังสือ The Art of the Strategist ติดมืออกมา
นอกจากนี้ในกระบะหนังสือท้ายรถยังมีหนังสือเรียน Java Programming ของซันฯ เป็น Student Guide พร้อมมี Instructor Notes อยู่สองเล่ม
เล่มหนึ่งสำหรับอ่าน อีกเล่มเป็นแล็บ วางไว้ในกระบะใส่ของเพื่อถ่วงน้ำหนักไม่ให้เวลาขับรถแล้วกระบะไถลไปมา เพราะหนังสือสองเล่มนี้หนักใช้ได้ ฮา…
นึกถึงเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่ผมเคยสอบผ่าน Sun Certified Instructor เกือบได้สอนวิชา Java Programming, Java Workshop, Develop J2EE Compliant Application,
J2EE Architecting และ Object-Oriented Analysis and Design with UML ของซันฯ สำหรับวิชา J2EE Architecting และ Develop J2EE Compliant Application ปลื้มเป็นพิเศษ
เพราะตอนนั้นในบ้านเรายังไม่มี instructor ที่สอนสองวิชานี้ที่เป็นคนไทยเลย ผม ‘เกือบ’ ได้เป็นคนแรก

การจับพลัดจับผลูได้ไปสอบ Sun Certified Instructor ก็เมื่ออยู่ ๆ ก็มีโทรศัพท์ทางไกลจากสิงคโปร์มา เข้าโทรศัพท์มือถือเลย ก็งง เฮ้ย ใครหว่า
พูดภาษาอังกฤษด้วย สำเนียงฟังยากอีกต่างหาก คุยไปคุยมาเขาทราบว่าผมสอนหนังสือด้านนี้อยู่ และทำงานจริงด้วย เลยสนใจอยากให้เป็น Instructor
เพราะปกติหลายวิชาที่จัดโดยซันฯ ประเทศไทย ต้องจ้าง Instructor ต่างชาติ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ มาสอน เขาอยากให้มี Instructor ที่เป็นคนไทย
เป็นอะไรที่เซอร์ไพรซ์มาก เพราะ Sun Education ของทางสิงคโปร์ติดต่อมาโดยตรง ไม่ผ่านซันฯ ประเทศไทยเลย เพราะโทรฯ ไปถามทางซันฯ ประเทศไทยเขายังไม่รู้เรื่องเลย
และโชคดีได้รับพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติจะสอบเป็น Sun Certified Instructor ต้องบินไปสอบที่สิงคโปร์ เสียค่าใช้จ่ายเยอะพอสมควร
ประมาณว่าทุกวิชาที่กล่าวถึงข้างบนต้องเสียเป็นแสนแน่ ๆ แต่ผมโชคดี ไม่ต้องเสียสักบาท ไม่ต้องบินไปสอบ แต่ได้สอบที่เมืองไทยแทน สอบข้อเขียนก็ไม่ต้องทำ
พอดีมีศูนย์อบรมของซันฯ ที่ Datamat ตรงสุขุมวิท ให้อาจารย์ชาวสิงคโปร์มาสอน เขาให้เข้าไปพบหลังจากที่อาจารย์สอนเสร็จตอนเย็นแล้ว
แล้วให้ยืนสอนให้เขาดู อาจารย์ก็จะเล่นบทเป็นนักเรียน ซักถามไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่าแกพอใจมาก นั่งคุยกันต่อสักพัก
ก่อนแยกย้าย แกถามว่าจะไปพัทยาอย่างไรดี มีอะไรเที่ยวบ้าง ผมก็ถามกลับไป “คุณชอบสไตล์ไหนล่ะครับ?” ฮา… แล้วก็อธิบายว่าจะไปขึ้นรถทัวร์ที่ไหน ไปต่อสองแถวอย่างไร

จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็ได้สอบกับอาจารย์ชาวมาเลเซีย คราวนี้ทางซันฯ ประเทศไทยรับเรื่องช่วยประสานงานต่อให้แล้ว ก็ติดต่อให้ ต่อสายโทรศัพท์ให้
โดยสอบกันผ่านโทรศัพท์ คุย ถาม-ตอบกันทางโทรศัพท์ อาจารย์แกก็อยู่ที่มาเลเซียนั่นล่ะ คุยโทรศัพท์ทางไกลกันร่วมสามชั่วโมง หูแทบไหม้

ปรากฏว่าผ่านเรียบร้อยดีทั้งหมด อาจารย์ที่นับถือที่ย้ายไปเป็นผู้บริหารที่ซันฯ ประเทศไทยก็รับว่าจะช่วยให้ผมสอนให้ซันฯ เป็นฟรีแลนซ์ได้
เพราะปกติคนที่สอบได้เป็น Sun Certified Instructor ต้องสอนให้กับศูนย์อบรมของซันฯ (ASEC: Authorized Sun Educational Center) เท่านั้น
ตอนนั้นก็มีพาร์ทเนอร์ของซันฯ ติดต่อมาเหมือนกันให้ไปคุยที่ออฟฟิศเขา ที่ตึกไอทีมอลล์ รัชดา เขาอยากจ้างให้เป็นพนักงานประจำ แต่ปฏิเสธไป
เพราะผมก็มีงานของตัวเองอยู่แล้ว และมี material และหลักสูตรที่ทำมาเป็นปีอยู่เยอะแยะแล้ว ผมและน้อง ๆ ที่ทำงานช่วยกันทำสไลด์สะสมไว้กว่า 4,000 สไลด์
เอามาจัดคอร์สได้เพียบ ไหนจะแล็บอีก และเพราะระเบียบของ ASEC คือห้ามอาจารย์ไปสอนอย่างอื่นที่ไม่ใช่ของซันฯ อ้าว….
ใครจะไปยอมล่ะ เพราะหลักสูตรอบรมไม่ว่าของเวนเดอร์เจ้าไหนก็ราคาสูงทั้งนั้น เพราะแพงที่ค่าลิขสิทธิ์ และบางรายใช้ราคาเดียวทั่วโลก มาเปิดในบ้านเรา จึงมักไม่ค่อยได้เปิดอบรมได้บ่อยนัก
และ partner ของซันฯ ที่ติดต่อผมมาเขาก็มีธุรกิจหลักคือด้านฮาร์ดแวร์ ด้าน Java เป็นแค่ส่วนเสริมเท่านั้น ดังนั้นเขาก็ไม่ได้จริงจังอะไรกับผมนัก
หักใจบอกเลิกกันก่อนที่จะมีใจให้กันเสียก่อนดีกว่า ในที่สุดเรื่องก็เงียบ ๆ กันไป ผมก็ไม่ได้วิ่งเต้นตามเรื่องเท่าไร เพราะไม่อยากให้อาจารย์ท่านนั้นกังวลและได้รับความเดือนร้อนไปด้วย
หากมาช่วยให้ผมมีอภิสิทธิโดยทำเป็นฟรีแลนซ์ได้ ก็เลยต่างฝ่ายต่างเงียบกันไป ใช้ชีวิตในแนวทางของตนเองกันต่อไป ผมเลยได้แค่ ‘เกือบ’ เป็นคนไทยคนเดียว ณ ตอนนั้นที่สอนสองวิชานั้นได้

หลังจากเลือกหนังสือ The Art of the Strategist ที่ค้างอยู่ในท้ายรถมานาน ไม่ได้เอาออกเสียที พร้อมหยิบแฮมเบอร์เกอร์ที่เริ่มเย็นแล้วออกมา
เดินวนไปวนมาหาทำเลเหมาะ ๆ ก็หาจนเจอ ไปนั่งที่ม้านั่งไม้ตัวใหญ่ ตั้งนิ่งสงบภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ท้องฟ้ามืดมิด มีแสงไฟบ้างรำไร
ถอดรองเท้าออก ลงนั่งอย่างสบาย เท้าสัมผัสหญ้าอ่อนนุ่มเท้าดีจริง อากาศเย็นสบาย หากนั่งไปเรื่อย ๆ ก็คงเริ่มหนาวขึ้นแน่ ๆ เพราะสถานที่ธรรมชาติแบบนี้ ยิ่งดึก ยิ่งหนาว…
แฮมเบอร์เกอร์ถูกกัดอย่างทะนุถนอม ฟันค่อย ๆ บดเคี้ยว ดื่มด่ำกับรสชาด แม้จะเย็นไปหน่อย แต่ความอร่อยของเนื้อ ความกรุบกรอบและสดของผักช่างชื่นใจเหลือเกิน
แม้ดูขัดแย้งกับบรรยากาศและสภาพแวดล้อม แต่การทานแฮมเบอร์เกอร์จากฟาร์มโชคชัยบนเขาใหญ่ในบรรยากาศแบบนี้มันช่างเข้ากั๊น…เข้ากัน

อิ่มเรียบร้อยก็เดินเล่น แม้จะอดเดินไปชมวิว แต่ก็ไปชมโน่นชมนี่ตามแต่ตาและความรู้สึกจะสัมผัสได้ในยามมืดเช่นนี้
นักท่องเที่ยวมากมายที่อิ่มหนำกับมื้อค่ำกันแล้วต่างเดินไปที่ลานจอดรถ เพื่อรอขึ้นรถนำเที่ยวส่องสัตว์เพื่อไปดูสัตว์ตอนกลางคืน
ค่าบริการไม่กี่บาท สัตว์ที่ได้ดูก็งั้น ๆ สัตว์ธรรมดา เพราะสัตว์ที่ไม่ธรรมดาไม่ค่อยออกมาให้เห็นเท่าไร นาน ๆ จะได้เจอสักที เพราะต้องเข้าไปลึก ๆ หน่อยจึงจะได้เจอ
แต่โปรแกรมท่องเที่ยวส่องสัตว์ตอนกลางคืนไม่ได้มีเป้าหมายที่ตรงนั้น แค่เส้นทางเดินรถธรรมดา เรียบง่าย บรรยากาศมืดมิด เสียงหรีดหริ่งระงม แสงดาวพราว
ลมเย็นปะทะหน้าตอนรถวิ่ง การได้นั่ง ๆ ยืน ๆ เบียด ๆ กันบนรถกระบะ สร้างความครึกครื้นระคนตื่นเต้นของนักท่องเที่ยวที่หนีความวุ่นวายในเมืองมา
เพียงได้เห็นแค่ค่าง กระรอก กวาง (ในระยะไกลลิบ) ลิง ก็สร้างความสุขใจคลายทุกข์เหนื่อยจากการงานและความยุ่งเหยิงของชีวิตในเมืองได้มากแล้ว
ผมก็เคยได้ใช้บริการนี่เหมือนกันเมื่อหลายปีก่อน ความรู้สึกเหมือนย้อนเวลาสู่อดีต กลับไปเป็นเด็กตอนที่โรงเรียนพาไปทัศนศึกษา
แต่ครั้งนี้ไม่ได้ใช้บริการ เพราะกลัวจะไม่มีอารมณ์ร่วม เพราะมาคนเดียว แต่การได้เห็นคนอื่นมีความสุข ยิ้มแย้มเบิกบาน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศต่างยืนรอรถกันอย่างตื่นเต้น
ก็ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมได้… เป็นสุขและตื่นเต้นตาม….

พอเริ่มเหนื่อยก็เลยเดินกลับไปที่ศูนย์อาหาร ไปนั่งอ่านหนังสือสบายอารมณ์ นั่งอ่านนั่งคิดตามจนเพลิน เจ้าหน้าที่เดินมาปิดไฟในบริเวณใกล้ ๆ เป็นการเตือน
เหลือบมองดูเวลา… สองทุ่ม จึงวางหนังสือลงแล้วพักสายตา ลุกขึ้นบิดตัวคลายเมื่อยขบ ก่อนเจ้าหน้าที่เดินมาปิดไฟจนหมด มืดมิด เหลือเพียงผมยืนอยู่คนเดียว… เงียบ เงียบ….
จากนั้นจึงเดินกลับไปที่รถวางหนังสือไว้เบาะหน้า ติดใจและมีอะไรให้สนใจ อ่านและคิดต่อ จึงกะจะกลับมาอ่านต่อ… ทั้ง ๆ ที่ซื้อมาร่วมสองปีแล้ว แต่อ่านไปไม่กี่หน้า
หลังจากนั้นก็ตั้งใจว่าจะอ่านให้จบให้ได้ โดยอุตส่าห์นำไปใส่ไว้ท้ายรถ แต่หนังสือก็อยู่ในนั้นตลอดมา ไม่เคยถูกหยิบมาอ่านต่อเลย
หากครั้งนี้ไม่ลืมหยิบเล่มอื่นมา เจ้าเล่มนี้ก็คงอดถูกเปิดออกอ่านอีกเช่นเคย

หนังสือสนุกมาก ผู้เขียนเป็นอดีตทหาร….

The Art of the Strategist, 10 Essential Principles for Leading Your Company to Victory
โดย William A. Cohen, PH.D., Major General, USAFR, RET.

The 10 Essential Principles:
1. The Fundamental Principle: Commit Fully a Definite Objective
2. Seize the Initiative and Keep It
3. Economize to Mass Your Resources
4. Use Strategic Positioning
5. Do the Unexpected
6. Keep Things Simple
7. Prepare Multiple, Simultaneous Alternatives
8. Take the Indirect Route to Your Objective
9. Practice Timing and Sequencing
10. Exploit Your Success

ลงจากเขาใหญ่ตอนสองทุ่มห้านาที ทางคดเคี้ยว ขับสนุกแต่ต้องใช้สมาธิมากเป็นพิเศษ เพราะมืดมาก
ความรู้ฟิสิกส์ที่พอมีอยู่บ้างได้ใช้ประโยชน์ ไม่ต้องเหยียบเบรกมาก แต่ใช้แรงโน้มถ่วงช่วยยามเข้าโค้ง
รถกระบะคันหน้าถูกใช้เป็นไกด์นำทาง อยากจะแซงหลายทีเพราะขับช้าเหลือเกิน แต่ก็ไม่แซง
อยู่ข้างหลังเห็นไฟจากคันหน้าทำให้ง่ายสบายกว่า หากอยู่ข้างหน้าเสียแทนก็จะมองไม่เห็นอะไรนอกจากความืด
บางสถานการณ์การทำตัวเป็นผู้ตามบ้างก็รู้สึกปลอดภัยและสบายใจกว่า….

ลงมาถึงตีนเขาใหญ่แวะว่ายศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ก่อนผ่านป้อมผ่านทาง
ขับรถกลับด้วยความสบายใจ ได้สมาธิ ได้ความอิ่มเอม สารเอ็นดอฟีนคงหลั่งออกมาเต็มที่
เสียงเพลงแจ๊ซคลอเบา ๆ จากอัลบั้ม The Jazz King เป็นอัลบั้มที่ศิลปินแจ๊ซดัง ๆ Tribute ให้กับในหลวงของเรา
อัลบั้มนี้แนะนำโดยเพื่อนคนหนึ่ง

ขากลับขับเร็วเป็นจรวด เพราะสาวเจ้าโทรศัพท์เข้ามาเหมือนจะจับพิรุธได้ว่าหายไปไหนเสียนานสองนาน
ขับรถเร็ว ๆ แล้วก็ได้สมาธิดี ความเร็วช่วยให้ยิ่งมีสมาธิ ยิ่งเร็วมากเท่าไรภาพที่ค่อย..ค่อยผ่านไปก็ยิ่งดูช้าลงเท่านั้น
เพลงแจ๊ซยังคงบรรเลงเบา เอื่อย คลอเคลียไปกับภาพรอบด้านผ่านอย่างช้า… ช้า เสียงรถสนั่นหวั่นไหว วิ่งผ่านคันข้างหน้า คันแล้ว คันเล่า
พลันเหลือบไปเห็นเข็มวัดระดับน้ำมัน ลดฮวบ ๆ หัวจิตหัวใจก็เริ่มรู้สึกฮวบ ๆ ขึ้นมาบ้าง เลยผ่อน ๆ แป้นคันเร่งลงมาบ้าง
ถึงช้าหน่อย แต่มีน้ำมันเหลือให้ใช้วันข้างหน้าได้ดีกว่า

ช่วงนี้ก็เข้าสู่ฤดูดำน้ำภาคใต้ฝั่งอันดามันแล้วด้วย เสียดายจัง ไม่ได้ไปมาสองปีแล้ว ปีนี้ก็คงอดอีกเช่นกัน
หวังว่าคงได้ไปมุดน้ำดูเรือจมจุธาทิพย์ที่แสมสารแถวชลบุรีบ้าง ใกล้ดี ไปเช้า-เย็นกลับได้

แต่ที่แน่ ๆ ….
เขาใหญ่พร้อมแล้ว รอการมาเยี่ยมเยียนของผู้ต้องการดื่มด่ำกับธรรมชาติในเหมันตฤดู

กลับถึงบ้าน เหตุผลสารพัดถูกยกเป็นข้ออ้างเรื่อยเปื่อย ไม่งั้นเดี๋ยวจะโดนหาว่า “ทำไมไม่ยอมพาไปด้วย!”

02
พ.ย.
07

คน-ละ-โลก

บ่ายแก่ แดดจัด วันหนึ่ง เสียงหายใจเข้าดังฟืด

หลังหายใจออก ฟองอากาศค่อย-ค่อยลอยขึ้นเบื้องบน

ผมลอยตัวขนานกับผิวโลก หมุนตัวเบา-เบา กางแขนออก หงายหน้าขึ้นไป…

มองดวงอาทิตย์เลือนรางผ่านห้วงน้ำสีคราม แสงทอส่องทะลุเป็นลำ…

ก่อนถูกดูดซับจางหายไปในความมืด-ของห้วงลึก

คนนับล้านกำลังใช้ชีวิตอยู่ในอีกโลกหนึ่ง-โลกเหนือน้ำ