2010 in review
The stats helper monkeys at WordPress.com mulled over how this blog did in 2010, and here’s a high level summary of its overall blog health:

The Blog-Health-o-Meter™ reads This blog is doing awesome!.
Crunchy numbers

A helper monkey made this abstract painting, inspired by your stats.
A Boeing 747-400 passenger jet can hold 416 passengers. This blog was viewed about 3,300 times in 2010. That’s about 8 full 747s.
In 2010, there was 1 new post, growing the total archive of this blog to 12 posts.
The busiest day of the year was August 31st with 41 views. The most popular post that day was มุมมองและสำนึก.
Where did they come from?
The top referring sites in 2010 were narisa.com, google.co.th, facebook.com, twitter.com, and agile66.com.
Some visitors came searching, mostly for ณรงค์ จันทร์สร้อย, software architecture คือ, minimallife, and ฟังเพลงความฝันและกำลังใจ.
Attractions in 2010
These are the posts and pages that got the most views in 2010.
มุมมองและสำนึก July 2010
โฆษณาชวนเชื่อ… อยากมีรายได้เดือนละแสนไหม? November 2007
10 comments
about November 2007
8 comments
ทำความเข้าใจกับ ‘Software Architecture’ เชิงเปรียบเทียบกัน April 2008
10 comments
อีกด้านหนึ่งของ ‘SOA’ ที่ไม่มีใครพูดถึง August 2009
มุมมองและสำนึก
ไปอ่านเจอมาครับ เป็นการระบุจุดอ่อน 10 จุดของประเทศไทย ในมุมมองของคุณ วิกรม กรมดิษฐ์ มีดังนี้
1. คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก
2. การศึกษายังไม่ทันสมัย
3. มองอนาคตไม่เป็น
4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่
5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่
6. การบังคับกฏหมายไม่เข้มแข็ง
7. อิจฉาตาร้อน
8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว
9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก
10. เลี้ยงลูกไม่เป็น
เมื่อพิจารณาสิ่งเดียวกัน(ประเทศ) มุมมองอาจแตกต่างกันไปตามทัศนคติของแต่ละผู้พิจารณา สิ่งสำคัญคือการยอมรับทั้งตัวเราเองและผู้อื่น มองหาจุดที่เรามีตรงกันและ/หรือปรับให้ไปในทิศทางเดียวกันให้ได้ (บูรณาการ + สร้างความกลมกลืน)
หากตัดเรื่องส่วนตัวของคุณวิกรมออกไป (ซึ่งแกดูทะแม่ง ๆ แปลก ๆ และมีธุรกิจแฝงในหลายสิ่งที่แกทำ) ผมชื่นชอบคุณวิกรมมาก อ่านหนังสือหลายเล่มของแก มุมมองดี นำเสนอดีครับ ทั้งปัญหาและแนวทางแก้ไข (แกมีระบุไว้เหมือนกันนะวิธีแก้ แต่ก็ต้องใช้วิจารณญาณด้วย เพราะมันมีธุรกิจแฝง เหมือนกับแนวทางแก้ไขปัญหาเกษตรกรรมไทยของเจ้าสัวซีพีน่ะครับ ฟังเผิน ๆ ก็ดูดีมาก เคลิ้มไปเลย แต่ก็มีธุรกิจแฝง เพื่อประโยชน์ขององค์กรแกเองด้วย)
Read the rest of this entry »
Perspective Positioning
เคยได้ยินมาว่า
โลกยิ่งมีความเจริญก้าวหน้ามากเท่าไร
ศีลธรรมและจริยธรรมในสังคมก็ยิ่งตกต่ำลงมากยิ่งขึ้น
ขอดัดแปลงนิดหนึ่งเป็น
ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยียิ่งมีมากเท่าไร
ศีลธรรมและจริยธรรมในสังคมก็ยิ่งตกต่ำลงมากยิ่งขึ้น
สิ่งนี้ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปกับทุกสังคม ความเร็วที่แปรผันหรือแปรผกผันกันก็ขึ้นกับสังคมนั้น ๆ เอง
การจะให้ทั้งสองสิ่งแปรผันตามกันหรือคู่ขนานกันไป จึงต้องพัฒนาทั้งสองสิ่งควบคู่กัน
ความคิดเห็นเสริม….
คนกลุ่มที่หนึ่ง… เพ่งมองไปยังเบื้องหน้า เร่งเดินอย่างมุ่งมั่น เห็นแต่ความว่างเปล่าที่รอคอยการค้นพบการอุบัติของสิ่งใหม่ ๆ เพื่อยังประโยชน์ต่อสังคม และ/หรือเพื่อสนองอัตตาของตน เมื่อค้นพบสิ่งหนึ่งก็กริ่มใจอยู่ชั่วครู่ แล้วมุ่งเดินเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ต่อไป
คนกลุ่มที่สอง… เพ่งมองไม่เห็นอะไร… กึ่งเดินกึ่งวิ่งไร้ทิศทาง ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน เสพกลืนแต่ผลการค้นพบโดยคนกลุ่มที่หนึ่งอย่างไร้สติและจำยอม
คนกลุ่มที่สาม… เพ่งมองไปรอบทิศ วิ่งไล่อย่างมุ่มมั่น เห็นแต่คนกลุ่มที่หนึ่ง… แต่ไม่ครบทุกคน บ้างพยายามวิ่งให้ทันเพื่อแทรกกายไปผสมรวมกับคนกลุ่มที่หนึ่ง บ้างพยายามวิ่งแซง แต่วิ่งทันเพียงบางคน และแซงได้เพียงบางคน
คนกลุ่มที่สี่… เพ่งมองเห็นคนทั้งสามกลุ่ม ก้าวเดินอย่างสงบ เห็นทั้งซากอดีตสิ่งที่เคยถูกค้นพบ สิ่งที่กำลังถูกค้นพบ และสิ่งที่คนกลุ่มที่หนึ่งยังค้นไม่พบ….
…….
อีกด้านหนึ่งของ ‘SOA’ ที่ไม่มีใครพูดถึง
เกริ่นนำ
SOA หรือ Service-Oriented Architecture เป็น ‘แนวคิด’ ทางสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์เชิงบริการ โดยมีพื้นฐานอยู่บนสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ (จากนี้จะขอเรียกสั้น ๆ ว่า ‘architecture’) แบบ Enterprise Architecture ที่มีการประมวลผลลักษณะ Distributed Computing
SOA ก็คือการสร้างเลเยอร์ (architectural layer) มาครอบระบบฯ และทรัพยากรไอทีขององค์กรที่มีอยู่ และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต… ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด โดยเลเยอร์นี้เรียกว่าชั้นบริการ (service layer) ด้วยเหตุผลเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงติดต่อ (integrate) กับระบบฯ และทรัพยากรไอทีต่าง ๆ ที่ชั้นบริการนี้ ลดความซับซ้อนยุ่งเหยิงที่มีมาในอดีต การจัดการ transaction, security, การแปลง (adapt) ของการ call ระหว่างระบบที่ต่างแพลตฟอร์มกัน, การทำ data exchange, การจัดการเครือข่าย ฯลฯ เหล่านี้จะได้รับ ‘การปรับปรุง’
แต่หากมองอีกด้านหนึ่งของประเด็นข้างต้น นี่หมายถึงอะไร? มีนัยสำคัญใดซ่อนอยู่? ลองมองข้ามประเด็นด้านเทคโนโลยีและคุณประโยชน์ของ SOA ออกไปก่อน… นี่อาจเป็นช่องทางที่ก่อให้เกิดการผูกขาดทางการค้าใช่หรือไม่? หากโซลูชั่นของผู้ค้ารายใดได้ถูกนำมาใช้ในองค์กรนั้น และมีการใช้กลยุทธ์ ‘Vendor Lock-In’ ขึ้นอย่างแยบยล หรือจะเปิดเผยโฉ่งฉ่างก็ตาม โดยมีการออกแบบอินเตอร์เฟซที่สลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน มี ‘API เปิดเผย’ จำนวนหนึ่ง นี่อาจเข้าข่ายการเป็น ‘มาตรฐานปิด’ ก็ได้ แม้ผู้ค้าจะออกแถลงว่าตนใช้มาตรฐานเปิด เช่น พัฒนาต่อยอดมาจากโอเพ่นซอร์ส ใช้ Java ใช้เว็บเซอร์วิส เป็นต้น แต่ในฐานะ architect และคนในวงการ architect ต่างก็รู้ ๆ กันอยู่ ว่าเราสามารถทำให้ ‘ปิดในส่วนที่อยากปิด และเปิดในส่วนที่อยากเปิด’ ได้
องค์กรอาจถูกแนะนำ (บังคับทางอ้อม) ให้ปรับปรุง:
- ระบบ security เช่นอนาคตจะได้รองรับ single sign-on, digital certificate และติดตั้งระบบ intrusion detection system (IDS) จะได้ปัองกับแฮกเกอร์และการโจรกรรมข้อมูล (หว่านล้อมโดยพูดให้ฟังดูน่ากลัว) ฯลฯ
- การจัดการ transaction เช่น เมื่อดึงการจัดการ transaction ขึ้นมาที่เลเยอร์บนแล้ว เพื่อจะได้ติดตาม (monitor) การทำงานของ transaction ได้สะดวกต้องมี transaction monitor server ฯลฯ
- การจัดการ business process เช่น เพื่อให้เห็นภาพโดยง่าย ทำ model ได้ง่าย ติดตาม (monitor) และจัดการได้ง่ายต้องมีเครื่องมือด้าน business process modeling, business process management ฯลฯ
- การติดต่อกับ service ต่าง ๆ เช่น เพื่อให้พัฒนาส่วนแสดงผล (presentation) ได้ง่าย ยืดหยุ่น ปรับปรุงง่าย ไม่ต้องเขียนโค้ดมาก เพิ่มเติมต่อยอดได้ง่าย และรองรับ WEB 2.0 โดยต้องใช้ portal ฯลฯ
- การ map ระหว่าง service กับระบบฯ ต่าง ๆ ที่มีหลายแพตฟอร์มทำได้ง่ายขึ้นด้วยการใช้ adapter และต้องมี Enterprise Service Bus (ESB) และมี adapter ที่มีความสามารถและ ‘แปลง’ ให้ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้มากมาย
- การจัดการ service registry เช่น เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย ต้องเก็บไว้ใน directory server โดยทำงานบนโปรโตคอล LDAP ฯลฯ
- การจัดการ messaging เช่น เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือ (reliability) สูงสำหรับการ call โดยเฉพาะการ call แบบ asynchronous ต้องใช้ message queue server ฯลฯ
- การโฮสต์แอพพลิเคชั่น (พวกพ่อค้าคงลืมไปว่า SOA ไม่มีแนวคิดด้านแอพพลิเคชั่นแล้ว) เช่น การติดตั้ง (deploy) แอพพลิเคชั่น และการจัดการต่าง ๆ ต้องใช้ application server และหากต้องการให้รองรับ scalability ต้องมี web server แยกต่างหาก ฯลฯ
- การจัดการ fault tolerance เช่น งานมีความสำคัญ มี transaction สำคัญและไม่ต้องการให้เกิดความเสียหาย ผิดพลาด หรือหากเกิดขึ้นก็สามารถกู้คืนได้ และต้องการรองรับ load สูง ๆ ได้ ต้องทำ load balance, clustering, hot swap, cold swap, active redundancy, passive redundancy, shadow processing, state resychronization, backup and recovery (พูดหว่านล้อมใช้ศัพท์ให้ดูยาก ๆ ไว้) ดังนั้นต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพิ่มเติม และมีอุปกรณ์ด้าน cluster และ mass storage รวมถึงต้องอัพเกรดระบบเน็ตเวิร์กและอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก ฯลฯ
- ฯลฯ
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กับไอทียุคโพสต์โมเดิร์น
จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้ ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาสนใจด้านการเงินและการลงทุนมากขึ้น และกำลังรับงานบริษัทในธุรกิจด้านนี้อยู่พอดี และเมื่อเดือนที่แล้วก็ได้นั่งทานข้าวกับครอบครัว แม่ พี่ ๆ และหลาน ๆ พอดีนั่งข้างไอ้เจ้าหลานที่กำลังเรียนนิเทศฯ ที่ ‘ติสต์ สุด ๆ จึงได้เสวนากันเรื่องโพสโมเดิร์น จึงขอนำเรื่องราวต่าง ๆ มาผูกโยงเข้าด้วยกันและนำมานำเสนอดูครับ แนะนำ ติชม เพิ่มเติม ต่อยอด คือสิ่งที่ปรารถนาครับ
==================================================
จากการล่มสลายของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีผลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และลามต่อไปยังอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้นึกถึงสำนวนไทย ๆ อย่าง “หมองูตายเพราะงู” ได้เป็นอย่างดี ลัทธิทุนนิยมเสรี และรวมไปถึง ‘อะไร ๆ’ ที่เสรีทั้งหลาย ที่ประเทศที่พยายามทำให้ชาวโลกประจักษ์ถึงความเป็น ‘เจ้าโลก’ ของตน โดยการเข้าไปก้าวก่ายชาวบ้านแทบทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ระบอบการปกครอง แต่ตนเองกลับหลงลืมอะไรบางอย่างไปว่า รากเหง้าอารยธรรมและวัฒนธรรมของตนนั้นมีอายุน้อยนิดกว่าหลายประเทศ ที่ ‘เหมือน’ จะดูด้อยกว่าตนเองในสายตาของตนเอง หนำซ้ำยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่มาหลอมรวม ‘การแสวงหาความฝัน’ ก่อเกิดสิ่งดีงามและสิ่งเลวทรามต่าง ๆ มากมาย หากความสำเร็จของสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากความชาญฉลาดในการเผยแพร่วัฒนธรรมใหม่ของตน ไปยังประเทศที่เหมือนจะด้อยพัฒนาต่าง ๆ ผ่านการแอบแฝงไปกับสื่อที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้และเข้าถึงได้สูง ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ประเทศอื่นเช่น ญี่ปุ่น และที่กำลังตามจี้ติดมาคือเกาหลี หรือแม้แต่พี่ไทยเราก็กำลังทำอยู่เช่นกัน โดยผ่านอาหารและแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น
การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงของเทคโนโลยีและการสื่อสาร ทิ้งห่างวัฒนธรรมและศีลธรรมที่ค่อย ๆ วิวัฒน์ไปอย่างช้า ๆ แทนที่จะวิ่งเคียงไปด้วยกันอย่างกายกับเงา ไลฟ์สไตล์ของมนุษย์ในสังคมทุนนิยมเสรีที่ทวีความเป็นปัจเจกหรือความต้องการความเป็นส่วนตัว (identity) สูงขึ้น การผลิตสินค้าต่าง ๆ จึงเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าเหมือน ๆ กันคราวละมาก ๆ (mass production) เป็นการผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย เข้าถึงผู้บริโภคที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น (mass customization) สินค้าชิ้นหนึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านฟังก์ชั่นและรูปลักษณ์ (convergent product) ภูมิศาสตร์การตลาดก็เริ่มกว้าง ลึก มีมิติมากขึ้น ทำให้เซกเม้นต์เล็กแคบแต่มีจำนวนมากขึ้น (niche market) การตลาดจึงกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง เป็นศาสตราวุธที่มีแสนยานุภาพสูงเสียยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์ เพราะมีอำนาจครอบงำ (ทำลายล้าง) กินพื้นที่และระยะเวลากว้างไกลยาวนานกว่า เช่น แคมเปญโฆษณาเพียงชิ้นเดียวสามารถยิงไปครอบงำชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้แทบทั่วโลก
Standard and Guideline for Developer
เป็น guideline คร่าว ๆ เอาไว้ค่อยปรับปรุงให้ละเอียดและชัดเจนขึ้นอีกที เพราะมีคนถามผมเยอะว่าการทำงานระหว่างฝั่งเจ้าของงานกับฝั่งผู้พัฒนาระบบฯ ควรมี ‘อะไร’ บ้างนอกเหนือจากสิ่งที่ทั่ว ๆ ไปคุ้นเคยกัน เพื่อให้การทำงาน งาน และการว่าจ้างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยโมเมนตัมโฟกัสไปที่ด้าน development / programming และการจัดการ มากหน่อย ไม่ได้เน้นด้านออกแบบหรือสถาปัตยกรรมฯ นัก และไม่ได้อิงกับหลักการด้าน outsourcing / subcontract management อะไรครับ เอาจากประสบการณ์ล้วน ๆ โดยมานั่งคิดเล่น ๆ ว่าควรมีอะไรบ้างแล้วก็ลิสต์ออกมาครับ
ดังนั้นหากใครมีไอเดียอะไรเชิญเสนอเต็มที่เลยนะครับ ผิด-ถูกอย่างไรตรงไหนหรือมีอะไรเพิ่มจะได้ปรับและเสริม ๆ กันไปครับ
หากการว่าจ้างพัฒนาระบบฯ สามารถมีครบ 20 ข้อนี้ก็…สุดยอดไปเลย
แฮปปี้กันถ้วนหน้า
และขอแจ้งอีกนิดว่าผมเขียนบทความนี้โดยมีทัศนคติเอนเอียงเข้าข้าง ‘เจ้าของงาน’ มากกว่า ‘ผู้พัฒนาระบบฯ’ นะครับ ^_^ และระหว่างเขียนก็นึกถึงงานที่เจอบ่อย ๆ คือด้าน enterprise architecture / application ดังนั้นบางประเด็นอาจดูขาด ๆ ปริ่ม ๆ และ ล้น ๆ ได้
Standard And Guideline For Developer
1. Naming
มาตรฐานและแนวทางสำหรับการตั้งชื่อและระเบียบการตั้งชื่อ เช่น ชื่อคอลัมน์ ตาราง ตัวแปร เมธอด ฟังก์ชั่น คลาส อินเตอร์เฟส ไดเร็กทอรี่ แพ็กเกจ ฯลฯ ซึ่งรวมถึงชนิดตัวแปร นอกจากนี้ควรทำ mapping เช่น ระหว่างชื่อคอลัมน์กับชื่อแอททริบิวต์ เป็นต้น และควรมีเอกสารหรือเว็บเพจอธิบายตัวย่อ ศัพท์เฉพาะ แปลคำไทยเป็นอังกฤษ แปลคำอังกฤษเป็นไทย เป็นต้น
2. Business Logic Separation
มาตรฐานและแนวทางสำหรับการแยกเอกสาร, โค้ด, subsystem, คอมโพเน้นต์ ฯ ในส่วน business logic ให้เป็นอิสระจากซอฟต์แวร์และสภาพแวดล้อมของซอฟต์แวร์ให้มากที่สุด และควรเป็นอิสระจากสภาพแวดล้อมอื่น เช่น ของแอพพลิเคชั่น ทรานแซกชั่นเซิร์ฟเวอร์ และควรแยกส่วนอิมพลีเม้นต์ด้าน business logic ให้เป็นอิสระหรือให้อยู่คนละที่กับอินเตอร์เฟส
ทำความเข้าใจกับ ‘Software Architecture’ เชิงเปรียบเทียบกัน
ปัจจุบันยังไม่มีนิยามสำหรับ ‘Software Architecture’ ที่ชัดเจนดีพอ และคำจำกัดความหรือความหมายที่มีอยู่ตามเว็บไซต์และตำรา ต่างสร้างความสับสนกำกวมให้แก่ผู้สนใจไม่น้อย มีผู้สนใจและผู้ที่ต้องการศึกษา software architecture มากมายที่แสวงหานิยามอมตะซึ่งใช้เพียงไม่กี่ประโยคเพื่อแทนความหมายของ software architecture ได้ชัดเจนที่สุด
แต่จะแสวงหานิยามไปเพื่ออะไรกัน? นิยามที่อยู่ในรูปประโยคเพียงไม่กี่ประโยค จะหวังให้สื่อถึงแก่นสาระทั้งมวลอาจไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะกับศาสตร์ที่ยังมีขวบวัยเพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่ามีการตีความกันไปต่าง ๆ นานา ดังนั้นจงใช้หลัก ‘กาลามสูตร’ ของพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นเกณฑ์ในการเลือกที่จะเชื่อในเนื้อความที่ได้อ่านหรือสดับมา
ผมจะขออธิบายความหมายของ ‘สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ (software architecture)’ ในเชิงเปรียบเทียบกับร่างกายของมนุษย์ คำตอบแห่งหลายสิ่งในจักรวาลล้วนสามารถเริ่มต้นได้จากการเพ่งศึกษาในตัวตนก่อน ตามหลักแห่งพุทธแล้ว คำถามที่ยากจะแสวงหาคำตอบ ดิ้นรนฝ่าฟันทุกทิศก็ใช่จะหาความหมายที่ชัดเจนถูกใจได้ยาก แต่หากตั้งสติให้นิ่งแทนที่จะคอยแต่มองออกไปภายนอก บางครั้งคำตอบที่เราต้องการอาจอยู่ภายในตัวเรานี่เอง
มนุษย์เรามีความสามารถหลากหลาย สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น กิน นอน เดิน วิ่ง ขับรถ ฯลฯ หลายอย่างที่บางคนอาจไม่เคยทำมาก่อน แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์จำเป็นที่มีปัจจัยบางอย่างตีกรอบ ก็สามารถทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนได้ เช่น
- เกิดมาอ่านหนังสือไม่ได้ แต่เมื่อถูกส่งเข้าโรงเรียนก็ได้เรียนรู้จนอ่านเขียนได้
- บางคนเพิ่งลาออกจากงานขายของหน้าร้าน เปลี่ยนมาทำงานใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อนคือเป็นบุรุษไปรษณีย์ ก็สามารถทำได้เมื่อได้รับการฝึกฝน
เป็นต้น
เราอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” เมื่อคนเรามารวมกลุ่มกันก็ต้องมีกฏเกณฑ์มีสังคม ในปัจจุบันเรามีสังคมที่หลากหลาย และมีธุรกิจอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น ธุรกิจสิ่งทอ เกษตรกรรม เทคโนโลยี ประกอบรถยนต์ โรงพยาบาล เป็นต้น โดยในแต่ละสังคมธุรกิจล้วนต้องมีคนเข้าไปมีส่วนร่วม มีการใช้คนที่หลากหลายซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ที่หลากหลาย เช่น อายุ การศึกษา ประสบการณ์ เป็นต้น
ในแต่ละสังคมคือโดเมน (domain) หนึ่งนั่นเอง ในโดเมนจึงสามารถมีโดเมนย่อยต่อไปได้อีก โดเมนหนึ่งก็อาจอยู่ภายในโดเมนหนึ่งที่ใหญ่กว่าได้ แล้วเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนกขนาดและประเภทโดเมนคืออะไร? นี่คือกฏเกณฑ์ของสังคมนั้น ๆ เป็นผู้กำหนด แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่มุมมอง (perspective) ของผู้มองเองด้วย เพราะในสังคมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันราวกับฝาแฝด แต่อาจมีกฏเกณฑ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็เป็นได้
ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่สุขใจ (๑)
๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐
วันนี้แวะไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผ่านร้านขายแผ่น DVD คอนเสิร์ต จด ๆ จ้อง ๆ อยู่สักครู่ จึงเดินเข้าไปเมียงมอง พลางเงยหน้ามองหน้าจอโทรทัศน์ที่ทางร้านกำลังเปิดคอนเสิร์ตของเดวิด กิลมอร์ แห่งวง Pink Floyd โชว์ลูกค้าอยู่ พลันนึกถึงวงนี้เข้าพร้อมเหลือบไปเห็นแผ่นคอนเสิร์ตของวง Pink Floyd วงโปรดมีอยู่หลายคอนเสิร์ตทีเดียว ทั้งภาพที่คมชัดบวกกับเสียงจากเครื่องเสียงดังกระหึ่ม ช่างรุมเร้าจิตใจให้อ่อนโอนต่อสินค้าภายในร้านเป็นยิ่ง
หลังจากให้ทางร้านเปิดลองอยู่หลายแผ่นจึงตัดใจซื้อทั้งคอลเล็กชั่นของ Pink Floyd มาเสียเลย มีด้วยกันทั้งหมด ๗ แผ่น พร้อมส่วนลดกระหน่ำคุ้มกว่ามาแยกซื้อทีละแผ่น เป็นกลยุทธ์โครงสร้างราคาสามัญที่ใช้ได้ผลเสมอ -ซื้อครั้งละมาก ๆ ยิ่งได้ส่วนลดมาก-
แต่ยังไม่วายเสียดายแผ่นคอนเสิร์ตวง Dream Theater ที่หยิบมาดูก่อนหน้า จึงซื้อติดมือมาด้วย เป็นวงโปรดวงหนึ่งเช่นกัน กลับถึงบ้านรีบเปิดดูทันที ผิดหวังเล็กน้อย เพราะโทรทัศน์ที่บ้านภาพไม่คมชัดเท่า แถมเครื่องเสียงก็ไม่มี ต้องฟังจากลำโพงในตัวโทรทัศน์ เสียงจึงไม่กระหึ่มอลังการแบบในร้าน แต่เพียงได้ชมคอนเสิร์ตของวงโปรดในรูปแบบนี้ก็สร้างสุนทรียรสได้มากโขอยู่
ได้ฟังเพลงไป ดูนักดนตรีเล่นดนตรีกันไป สร้างความ ‘อิน’ ได้ยิ่งนัก จน ‘อิน’ หนักทำให้เผลอระลึกถึงอดีตที่เคยเก็บอดออมสตางต์เพื่อซื้อกีต้าร์ไฟฟ้ามือสองยี่ห้อ Fender รุ่น Telecaster Thinline Made in Japan พร้อมขอเงินทางบ้านไปเรียนกีต้าร์ ฝันและหวังจะฟอร์มวงดนตรีกับเพื่อน ๆ ฝึกฝนอยู่นานหลายเดือน จนพบอุปสรรคชิ้นโต นั่นคือการเรียน ช่วงนั้นเรียนอยู่ปริญญาตรีปีสอง เรียนหนักมาก เพื่อน ๆ แต่ละคนก็เรียนกันหนักมาก จนในที่สุดต้องเลือกระหว่างเรียนกับดนตรี
บางสถานการณ์มันต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจริง ๆ จะให้เลือกอย่างหนึ่งแล้วประคองอีกอย่างไว้เป็นไปไม่ได้ ช่วงนั้นเรียนหนักมาก และเพิ่งผ่านพ้นช่วงกลับตัวกลับใจมาตั้งใจเรียน ไม่อยากให้ทางบ้านผิดหวัง และเพื่อเป้าหมายในอนาคตที่จำเป็นต้องใช้ผลผลิตจากการศึกษาเล่าเรียนอย่างมาก
ทุกวันนี้ความรู้สึกเจ็บแปลบแว่บผ่านเข้ามาเรื่อย ๆ ยามได้ดูคอนเสิร์ต หรือเห็นคนเล่นดนตรี แม้ไม่มากมายเท่าแต่ก่อน แต่ก็พอให้รู้สึกได้ว่า หากผมรู้จักตัวเองให้เร็วกว่าตอนนั้น รู้ว่าลึก ๆ แล้วตัวเองรักดนตรีอย่างเข้มข้นจนไม่อยากเพียงฟังเฉย ๆ หากอยากสัมผัสและได้เล่นดนตรีเองด้วย… ให้เร็วกว่าตอนนั้น เพื่อเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ วางแผนและบริหารเวลาให้ดีแต่เนิ่น ๆ ณ นาทีนั้นสุดท้ายคงไม่ต้องมานั่งเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคงสามารถเลือกอย่างหนึ่งเป็นหลัก และประคองอีกอย่างไว้ได้
เมื่อผ่านพ้นช่วงการเรียนที่หักโหมหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยเรียน (หรือตั้งใจเรียน) เท่านี้มาก่อน ก็เข้าสู่ชีวิตการทำงาน ดนตรียังอยู่เคียงข้างกายมาตลอด แม้ไม่ได้เล่นจริงจังและมีทักษะอย่างที่ฝันและหวัง หากเพียงได้หยิบจับมาตีคอร์ดพื้น ๆ ยามผ่อนคลาย และในวงสังสรรกับเพื่อน ๆ ก็สนุกและเป็นสุขได้ไม่แพ้กัน
Fender Telecaster ยังตั้งนิ่งอยู่ข้างโต๊ะทำงานที่บ้าน… หยิบจับมาเล่นบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ได้เล่นดีเท่าไรเลย ทฤษฏีความรู้และทักษะที่ร่ำฝึกฝนมาเหือดหายไปสิ้น แต่ความฝันและความหวังยังคงอยู่ ตอนนี้ลูกชายผมอายุจะสองขวบแล้ว อย่างน้อยเครื่องดนตรีชิ้นแรกของเขาก็คือ Fender ตัวนี้แน่นอน ไม่ได้หวังให้เขารักหรืออยากเล่นกีต้าร์ เพียงหวังฝากดนตรีให้ซึมซับเข้าไปในจิตใจของเขา
ความรู้สึกเจ็บแปลบยังแว่บผ่านเข้ามาบ้าง น้อยลงทุกที เหมือนภาพหลอน หากสนใจมากก็ไม่ต่างกับการนำจิตไปจดจ่ออยู่กับอดีต จะกลับไปแก้ไขก็ไม่ได้และหากทำได้ก็คงไม่ทำ ผมขอบคุณการตัดสินใจครั้งนั้นมาก ที่เลือกการเรียน เพราะทำให้มีวันนี้ได้ และได้รู้จักตัวเองมากขึ้นจนรู้ว่าการที่ผมรักดนตรีมาก อยากเข้าไปสัมผัสดนตรีให้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเล่นดนตรีเป็นหรือเก่งก็ได้
หากรักในสิ่งใดเราสามารถเลือกที่จะอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งนั้นได้หลายวิธี คนเรามีฝันมากมาย เส้นทางเดินไปสู่ฝันก็มากมาย หลายฝันสามารถเดินไปถึงได้ แต่อีกหลายฝันแม้เดินไปไม่ถึงก็ไม่ใช่ว่าชีวิตจะต้องพังพินาศลง จะต้องอยู่อย่างหดหู่สิ้นหวัง หากเพียงยอมรับได้ แยกแยะถูก ฝันได้ก็เลิกได้เช่นกัน บางทีความฝันก็เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยน ‘รูป’ ไปตามวัยและวุฒิภาวะ บางคนที่เป็นพวก ‘บ้า’ อุดมการณ์พยายามเพื่อไปให้ถึงฝั่งฝัน หลายคนไปถึง อีกหลายคนไปไปถึง…
ความฝันต้องการพื้นที่ของมันเอง มีขอบเขต อาณาเขต ส่วนจะมีขนาดเท่าไรเจ้าของความฝันต้องตระหนักได้ด้วยตัวเอง กำหนดขนาดของความฝันให้เหมาะสมกับตนเอง นอกจากนี้เพียงฝันอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่สำคัญและยากยิ่งกว่าคือเส้นทางสู่ฝั่งฝัน จะเดินทางและทำอย่างไรเพื่อไปให้ถึง นี่คือเรื่องที่ควรเอาเวลามานั่งขบคิดและ ‘ทำ’ มากกว่ามัวแต่นั่งจ่อมจมอยู่กับความฝัน ไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นฝันลม ๆ แล้ง ๆ ได้
ฝันที่ไปไม่ถึงไม่จำเป็นต้องโยนทิ้งหรือพาลอคติหรือเก็บเป็นปมด้อย เพียงได้ระลึกถึงก็เป็นสุขได้ ดังนั้นอย่าละทิ้งความฝันและความหวัง ให้ความฝันและความหวังเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้ชุ่มชื่นมีเรี่ยวแรงเพื่อขับเคลื่อนชีวิตต่อไป
วันนี้ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่สามารถเล่นกีต้าร์ได้เก่งและดีเท่าความชำนาญในงานที่ทำอยู่ได้แน่นอน แต่ผมยังเก็บกีต้าร์ไว้ หยิบมาเล่นบ้าง ยังฟังดนตรี ยังดูคอนเสิร์ต และดนตรีกับผมจะยังคงอยู่ด้วยกันตลอดไป
ก่อนจะปิดโทรทัศน์นึกได้ว่าแม่ก็ชอบ Pink Floyd แม่บอกว่า “เขาเล่นดนตรีกันเก่งมาก แม่ชอบดูคอนเสิร์ตเขา ทำดีจังเลย…” ตอนนี้แม่อายุเจ็ดสิบสามแล้ว
โฆษณาชวนเชื่อ… อยากมีรายได้เดือนละแสนไหม?
๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
หลายปีก่อนผมมักได้รับเชิญให้บรรยายให้นักศึกษาที่ใกล้จะจบจากหลายสถาบันอยู่บ่อย ๆ
ครั้งแรก ๆ ก็มักพูดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ การออกแบบซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีจาวา
พักหลัง ๆ ไม่รู้มีอะไรเข้ามาสิง ทำให้ความคิด ทัศนคติ และวิสัยทัศน์เปลี่ยนไปเยอะ
ครั้งหลัง ๆ จึงมักพูดเกี่ยวกับแนวทางในการเอาชีวิตรอด และใช้ชีวิตก่อนจะจบและหลังจบการศึกษา
ผมมักยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มาพูดเชิงเปรียบเทียบ โดยกล่าวถึง ‘รายได้’ ในแง่สัญลักษณ์
คนรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่มีอะไรในหัวมากไปกว่าเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ความก้าวหน้าในชีวิต ความมั่นคงจำแลงที่อยากมี
อยากมีรายได้กองพะเนิน มีของเล่นเทคโนโลยีติดตัว มีแต่ความฝันในลักษณะลอกเลียนกันมา
ซึ่งไม่ใช่ฝันที่ตัวเอง ‘ฝัน’ ขึ้นเอง ต้องการจบการศึกษาเพื่อผลลัพธ์แค่กระดาษหนึ่งใบ
เพื่อต่อยอดเป็นกระดาษสีเทา ม่วง แดง อีกหลายใบ
และมักยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความใฝ่รู้มาพูดเชิงเปรียบเทียบเช่นกัน โดยกล่าวถึง ‘ความรู้’ ในแง่สัญลักษณ์
คนไทยได้ชื่อว่าไม่รักการอ่าน ยิ่งเด็กรุ่นใหม่นี่ยิ่งหนัก การถูกปลูกฝังมาแต่ครั้งรุ่นปู่ย่าว่าการศึกษาคือประตูสู่ความสำเร็จ
แต่รุ่นปู่ย่ามักมองว่าความสำเร็จอยู่ในรูปแบบของอำนาจและวัตถุ คนรุ่นใหม่ในยุค ‘โลกียเซชั่น’ นี้จึงพร่ำเรียนหนังสือ
เสมือนแสวงหาความหลุดพ้น… พ้นจากความลำบากและความไม่รู้จักตัวตน ไปความสำเร็จในชีวิต
ไปสู่ความก้าวหน้า ไปสู่ความทัดเที่ยมหรือยืนให้สูงกว่าคนอื่น ทั้งที่บั้นปลายก็ต้องนอนอยู่ในระนาบเดียวกัน
หรือกลายเป็นเถ้าธุลีเช่นกัน
…………………………………
ผู้บรรยาย: “พวกคุณเมื่อจบการศึกษาแล้วอยากมีเงินเดือนคนละเท่าไหร่?”
ยิงคำถามพร้อมรอยยิ้ม
ผู้ฟัง: “…..”
นั่งยิ้มนั่งหัวเราะกัน
ผู้บรรยาย: “ถ้าทั่ว ๆ ไปก็สตาร์ทกันที่ประมาณหมื่นห้าแล้วนะครับเดี๋ยวนี้ บางที่หมื่นแปด บางที่สองหมื่นแล้ว… “
เกริ่นสักหน่อย
ผู้บรรยาย: “ทำงานไปสักปีสองปีก็คงได้ขึ้นประมาณสักห้าพัน”
เริ่มยั่ว
ผู้บรรยาย: “ใครอยากทำงานไปสักสองสามปีแล้วเงินเดือนเพิ่มขึ้นสักสองสามเท่าบ้าง”
ยั่วเข้าไปอีก
ผู้งฟังคนหนึ่ง: “ไหนพี่ว่าไม่อยากให้ความสำคัญกับเรื่องเงินไง”
น้องคนหนึ่งถามแย้ง เพราะก่อนหน้าผมพูดไว้ว่าเรียนจบอย่าไปเน้นแต่เรื่องเงินหรือเรื่องรายได้นัก
ผมหัวเราะเป็นการตอบกลับไปแล้วถามต่อ
ผู้บรรยาย: “สมมติว่าคุณสตาร์ทที่เงินเดือนสักหมื่นห้า คิดว่าเป็นไปได้มั้ยครับที่จะได้รายได้เป็นสักแสนนึงภายในไม่กี่ปี”
ยั่วเข้าไปอีกนิด พร้อมรอยยิ้มทีเล่นทีจริง ผู้ฟังนั่งยิ้ม นั่งหัวเราะ ชักเริ่มสนุกด้วย หรืออาจคิดว่าไอ้นี่บ๊องหรือเปล่า
ผู้บรรยาย: “ผมจะเล่าให้ฟัง….”
…………………………..
กระจกเงา
การไม่ให้เกียรติทางความคิดเปรียบเสมือนการดูถูกกันอย่างหนึ่ง
เรามักพบว่ากลุ่มคนที่หวังดีต่อชาติ มีความรู้และประสบการณ์สูง หลายรายมักใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงวิชาการบนหอคอยงาช้าง
ไม่ค่อยได้ลงไปคลุกคลีกับ ‘คนทำงาน’ จริง ๆ สักเท่าไร จึงมักมองลงไปไม่เห็นชีวิตและสัมผัสกับความเป็นจริงนัก
โครงการต้องไม่ดำเนินงานแบบสไตล์ราชการ ซึ่งมักนามธรรมไป อุดมการณ์ไป เหมือนจะชวนกันไปกู้โลก
ไม่ค่อยหันมามองและวิเคราะห์ตัวเองว่ามีศักยภาพมากแค่ไหน มีกำลังเพียงพอที่จะขับเคลื่อนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติและได้ผลลัพธ์
ตามเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมพอเพียงหรือไม่ ชอบขายฝัน โชว์วิสัยทัศน์ นำเสนอนโยบายก้อนเมฆแบบพวกนักการเมือง
ในหลายโครงการทำไมต้องเน้นเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง ถ้าไม่ใช้พวกนี้ถือว่าล้มเหลวใช่หรือไม่
ไม่ทันสมัยไม่เข้าพวก ไม่ได้มาตรฐานหรือ? ทำไมต้องตีกรอบและชี้นำ
เข้าใจว่าหลักสูตรในโครงการนี้ต้องการแค่วางกรอบหลวม ๆ เฉย ๆ แล้วให้ผู้เรียนได้ศึกษา ขบคิด วิเคราะห์ เลือก
และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ซึ่ง Intention ดี แต่ Presentation ไม่ถูกจุด ความเข้าใจคล้ายกัน แต่สื่อไม่ตรง
การใช้ศัพท์เทคนิคมากเกินไป โดยเฉพาะพูดโดยผู้ที่มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ และหน้าที่การงานระดับสูง บางครั้งไม่ได้ดูน่าเชื่อถือ
และสร้างความรู้สึกคล้อยตามเสมอไป แต่กลับกลายเป็นการสื่อความหมายที่ผิดเจตนาไปโดยไม่รู้ตัว
การเรียนรู้ที่จะซื้อใจคนที่จะชวนมาช่วยเหลือกันเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าแสดงเป้าหมายและมีผลประโยชน์มาเชิญชวน
การเชิญชวนด้วยเจตนาจะพากันไปกู้ชาติ ทำเพื่อชาติ เพื่อส่วนรวม ทุกวันนี้เราได้ยินประโยคลักษณะนี้กันมากพอแล้ว
ควรคิดมุขอื่นเพื่อประชาสัมพันธ์และเชิญชวนมากกว่านี้
การให้ความสำคัญกับสถาบันราชภัฎต่าง ๆ และมหาวิทยาลัยบางแห่งที่อยู่ไกล ๆ เป็นสิ่งสำคัญ ต้องเสมอภาค ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
นักวิชาการควรรู้จักการวิจัยตลาดอย่างจริง ๆ จัง ๆ บ้าง? การแสดงความปรารถนาดี หวังดีต่อผู้อื่น จะตัดสินชี้นำ
โดยใช้ความคิดตน ความรู้สึกตน และผลงานของตน เพียงด้านเดียวไม่ได้
การวิเคราะห์แบบ Inside-Out ไม่สามารถบ่งชี้ถึงความต้องการแท้จริงของอุตสาหกรรมได้
ต้องการสร้าง Architect หรือ Technologist กัน? เพราะบางทีคำว่า Practitioner อาจอยู่คนละด้านกับ Technologist
และ Architect มันฟังดูทันสมัยอินเทรนด์ก็จริง แต่ไม่ใช่การตอบโจทย์อย่างแท้จริงที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ
การที่เขาเหล่านั้นตะโกนออกมาว่าต้องการ Architect เขาเพียงแค่รู้สึกว่าอยากได้ Architect เท่านั้น
แต่ Architect ไม่ใช่คำตอบของทั้งหมด
ไม่ควรนำตัวเลขมาล้อเล่น เช่น นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์การเมือง เอะอะอะไรก็ GDP
ทำไมถึงชอบโชว์ตัวเลขสูง ๆ กันนัก มันฟังดูดึงดูดสำหรับคนภายนอก แต่คนที่คลุกคลีตีโมงกันอยู่ฟังแล้วอดปล่อยก๊ากไม่ได้
คำว่า Win-Win Situation มีความหมายอีกอย่างว่า ‘การประณีประนอมเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายให้ลงตัว’
แต่โมเมนตัมไม่ควรเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง
ไม่อยากให้มีโครงการแบบตอนรับคนมาฝึกเพื่อสอบ SCJP สุดท้ายได้คนสอบผ่าน SCJP จำนวนมาก แต่ทำงานไม่ได้ก็มากเช่นกัน
ภาคอุตสาหกรรมรุมสวดโครงการนี้กันตรึม
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เข้าใจว่าเห็นผลเร็ว ชัดเจน เป็นรูปธรรมกว่า
เรือมันรั่ว เอาเทปกาวมาแปะไปเรื่อย ๆ รอยรั่วมันก็ยิ่งใหญ่โตขึ้น ต้องให้เรือแตกจมก่อนแล้วค่อยมาคิดหาวิธีล้อมคอกใช่ไหม?
หรือเมื่อถึงตอนนั้นแต่ละท่านก็ไม่อยู่กันแล้ว หมดวาระกันแล้ว หรือเปลี่ยนไปทำโครงการอื่นกันหมด ทำโครงการโน่นนี่มากมาย
เหมือนเซลส์ไปขายของ เหวี่ยงไปสิบแห ได้ลูกค้ามาสักรายก็โอเคแล้ว?
การมีเจตนาที่ดีต่อชาติและอุตสาหกรรมนั้นถือได้ว่าดีมาก อุดมการณ์ดีมาก
เพียงแต่ว่า ควรมีการวิเคราะห์และวิจัยในเชิงบูรณาการอย่างแท้จริง อย่าวิเคราะห์ลักษณะ Inside-Out
และตีความภาพรวมด้วยมุมมองแบบนักวิชาการ นักอุดมการณ์ ควรพิจารณาศักยภาพของตนและความเป็นจริงของสังคมบ้าง
หรือในอีกทาง ที่บางโครงการมีการวิจัย วางแผน วางกลยุทธ์ และมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน มีความเป็นไปได้สูง
ที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างดีเป็นรูปธรรมและยังประโยชน์ได้จริง แต่กลับไม่สามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติได้จริง
อย่างที่วางแผนและประชาสัมพันธ์ไว้
นักธุรกิจและนักการเมือง มีวิถีและเป้าหมายต่างกัน แต่ความต่างกลับมีความคล้ายซ้อนเหลื่อมกันอยู่